ภาค 2 บทที่ 25 : ความเป็นมาของกระบี่
สองวันผ่านไปอาการบาดเจ็บของหยางหลงนั้นบรรเทาขึ้นมากแล้วหลังจากที่เขานั้นฟื้นขึ้นมาจากอาการบาดเจ็บ แม้ยังไม่ดีมากนักแต่ก็ถือว่าดีขึ้นมาแล้ว ร่างกายที่ของเขานั้นสามารถขยับได้เป็นปกติหลังจากที่ร่างกายเขานั้นอ่อนแอ่อยู่ถึงสองวันในตอนเช้าตรู่แสงจากดวงอาทิตย์ยังไม่ได้ขึ้นมาสู่ท้องนภา หยางหลงที่กำลังยืนรับลมอยู่บนหน้าต่างบานใหญ่ของอาคารสามชั้นใจกลางเมืองอากาศหนาวเย็นในยามเช้าสายลมนั้นพัดหน้าต่างบานใหญ่เข้ามาด้านใน หยางหลงนั้นกลับมาสวมใส่ชุดสีขาวที่สง่างามเหมือนเดิม เขานั้นกำลังยืนรับสายลมหนาวเย็นในยามเช้าอยู่อย่างสบายใจ ชุดสีขาวนั้นกำลังปลิวสลวยไปตามสายลมที่พัดผ่านร่าง เสียงของสายลมและบวกกับบรรยายกาศที่เงียบสงัดนั้นทำให้หยางหลงรู้สึกสงบใจดวงตาของหยางหลงนั้นมองตรงออกไปด้านหน้าต่าง ทิศทางที่สายตานั้นมองออกไปนั้นคือกำแพงเมืองที่ใหญ่โต “ ศิษย์ของข้านี่ตื่นเช้าเสียจริงๆ ” เสียงนั้นดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ เสียงที่เต็มไปด้วยพลังนั้นทำให้หยางหลงรู้ได้ทันทีว่าเจ้าของเสียงนี่คือผู้ใดบุรุษชุดขาวที่กำลังยืนรับลมอยู่นั้นไม่รีรอเขานั้นเคลื่ิอนกายออกไปด้านนอกอาคารสามชั้น วิชาตัวเบาที่เขานั้นแสดงพาร่างของเขาขึันไปด้านบนหลังคาของอาคารที่สุดถึงสามชั้น ร่างของเจ้าของเสียงนั้นกำลังยืนอยู่ด้านบน เจ้าสำนักนภาหยินหยาง ‘เฉิงชุน’ ร่างของชายชราที่สวมใส่ขุดที่แตกต่างจากที่หยางหลงนั้นพบเจอหลายต่อหลายครั้ง ครั้งนี้เจ้าสำนักผู้นี้มิได้สวมใส่ชุดที่เป็นผ้าสีขาวเรียบง่ายเช่นทุกครั้ง เขานั้นสวมใส่ชุดเคลื่อนแบบเต็มยศของเจ้าสำนักนภาหยินหยาง ชุดสีดำสลับกับขาวเครื่องหมายหยินหยางที่ถูกปักเอาไว้อย่างประณีตตรงกลางหลัง ท่าทางที่องอาจเขานั้นยืนด้วยท่าที่เอาแขนทั้งสองข้างเอาไว้ด้านหลังหยางหลงนั้นปรากฏตัวตรงหน้าของเจ้าสำนักผู้นั้น ก่อนหน้านี้เจ้าสำนักผู้นี้ตอบปากรับคำว่าจะรับหยางหลงนั้นเป็นศิษย์เรียบร้อยแล้ว มือทั้งสองของหยางหลงนั้นมาประสานไว้ตรงหน้า เขานั้นคุกเข่าทั้งสองข้างของตนเองลงไปกับกระเบื้องหลังคา“ คารวะท่านอาจารย์.... ” หยางหลงนั้นกล่าวออกมาอย่างหนักแน่น เฉิงชุนที่อยู่เบื้องหน้านั้นยิ้มออกมา “ วันนี้เป็นวันที่อากาศดีเสียจริง ” เจ้าสำนักนั้นเอ่ยพลางสูดอากาศเข้าไปภายในปอด หยางหลงนั้นยังคงอยู่ในท่าคุกเข่าเขานั้นชำเลืองตามองขึ้นไปที่ร่างของผู้เป็นอาจารย์“ อาการของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ” เมื่อได้ยินคำถามเช่นนั้นหยางหลงนั้นผงะไปครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบกลับไป “ ดีขึ้นมาแล้วขอรับ ... ” หยางหลงนั้นกล่าวอย่างนอบน้อม“ ดีแล้วๆ ” เฉิงชุนนั้นกล่าวพลางพยักหน้าขึ้นลงด้วยรอยยิ้มความสงสัยมากมายภายในใจของหยางหลงเขานั้นไม่คิดจะรีรอที่จะไขข้อกระจ่างกับข้อสงสัยมากมายภายในใจของเขาตน “ ท่านอาจารย์ข้าอยากจะขอถามเรื่องบางอย่างกับท่าน ”เจ้าสำนักนภาหยินหยางที่หันหน้ามองออกไปทางประตูเมืองเมื่อได้ยินหยางหลงเอ่ยออกมาเช่นนั้น ใบหน้าเริ่มหันกลับมามองที่ศิษย์ของตน เมื่อได้มองใบหน้าของหยางหลงที่แสดงออกมาซึ่งความอยากรู้มากมายนั้น เฉิงชุนได้ถอนหายใจ เฮ้อ!!! ก่อนจะกล่าว“ ดูท่าทางเจ้าคงจะมีเรื่องอยากจะถามเยอะสิ ลุกขึ้นเถอะจะได้สนทนากันได้อย่างสบายกว่านี้ ”“ ขอรับ!!! ” หยางหลงตอบรับอย่างหนักแน่น บุรุษชุดขาวที่กำลังอยู่ในท่าคุกเข่านั้นลุกขึ้นอย่างช้าๆ “ เอาละเจ้าอยากรู้เรื่องอันใดกันละ...? ” “ เรื่องที่ข้าอยากรู้ก็คือเรื่องของกระบี่หยดน้ำค้างแข็ง. ” หยางหลงนั้นเอ่ยสิ่งตนเองอยากรู้ออกไป เขานั้นสงสัยเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของกระบี่เล่นนี้ ก่อนหน้านี้ความทรงจำปริศนาที่เขานั้นได้รับมากระบี่หยดน้ำค้างแข็งเล่มนี้เป็นอาวุธคู่กายของเจ้าของความทรงจำนี้แล้วเหตุใดเมื่อกาลเวลานั้นผ่านพ้นไปกระบี่เล่มนี้ถึงกลายเป็นสมบัติของสำนักนภาหยินหยางไปได้บางทีถ้าหยางหลงนั้นรู้ถึงเรื่องนี้เขาอาจจะสามารถเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้“ กระบี่เล่มนั้นเป็นอันใดงั้นหรือ... ” เจ้าสำนักกล่าวอย่างสงสัยหยางหลงไม่รีรอเขานั้นรีบเอ่ยถามออกไปอย่างไม่ลังเล “ ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสหนึ่งนั้นกล่าวว่ากระบี่หยดน้ำค้างแข็งเป็นสมบัติของสำนักนภาหยินหยางมันคืออันใดกัน ”เฉิงชุนนั้นมองหยางหลงด้วยความเรียบเฉยก่อนที่เจ้าสำนักผู้นี้จะกล่าวออกมาอย่างจริงใจ“ ไม่ผิดมันคือสมบัติของสำนักนภาหยินหยางที่หายไปตั้งแต่เจ้าสำนักรุ่นที่สอง ”เมื่อได้ฟังคำตอบหยางหลงนั้นอยู่ชะงักไปครู่หนึ่ง เขานั้นครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ หรือว่าบุรุษเจ้าของความทรงจำปริศนานี้จะเป็นคนขโมยมา หลังจากที่ความคิดนั้นที่พุ่งขึ้นมาภายในหัวหยางหลงก็สลัดมันออกไปทันทีเพราะว่าภายในความทรงจำที่หยางหลงนั้นได้รับมา บุรุษผู้เป็นเจ้าความทรงจำผู้นี้พบเจอกระบี่หยดน้ำค้างแข็งมาจากน้ำตกแห่งหนึ่ง“ ข้าขอให้ท่านอาจารย์เล่าเรียนนี้ให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่... ” หยางหลงเอ่ยเฉิงชุนนั้นพยักหน้าก่อนจะเริ่มเล่าประวัติความเป็นมาของกระบี่เล่มนี้ “ กระบี่หยดน้ำค้างแข็งเดิมทีแล้วเป็นกระบี่ของเจ้าสำนักผู้ก่อตั้งสำนักนภาหยินหยาง แล้วเมื่อเจ้าสำนักรุ่นแรกนั้นเสียชีวิตลงกระบี่หยดน้ำค้างแข็งก็กลายเป็นสมบัติของสำนัก ”เมื่อได้ยินเช่นนั้นหยางหลงนั้นก็เริ่มครุ่นคิดอีกครั้ง ถ้ากระบี่เล่มนี้เป็นของเจ้าสำนักผู้ก่อตั้งแล้วเหตุใดมันถึงเคยอยู่ในมือของบุรุษผู้เป็นเจ้าของความทรงจำนี้หยางหลงนั้นยังไม่แน่ใจเรื่องข่วงเวลาว่ากระบี่เล่มนี้เคยอยู่ในมือของผู้ใดมาก่อน หลังจากที่ครุ่นคิดมาสักพักหยางหลงนั้นก็ได้เอ่ยถามสิ่งที่ตนเองนั้นไม่รู้ไปหนึ่งอย่าง “ เรียนท่านอาจารย์ข้าขอถามอันใดอีกอย่างหนึ่ง ”เฉิงชุนนั้นจองศิยษ์ของตนเองด้วยความสงสัย“ เจ้าสำนักผู้ก่อตั้งสำนักนภาหยินหยางนั้นมีนามว่าอันไหนกัน...? ” เจ้าสำนักนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบออกมาอย่างเรียบเฉย “ ท่านปรมาจารย์หวังเค่อ ”เมื่อได้ยินนามนั้นหัวของหยางหลงก็ได้รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันที “ อ๊าก... ” เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดในลำคอ มือทั้งสองของหยางหลงก็ได้ยกขึ้นมาจับที่ศีรษะของตนเองทันที ความเจ็บปวดที่บอกไม่ถูกกำลังแทรกแซงเข้ามาภายใน สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นนั่นคือความทรงจำที่ขาดหายไป เขานั้นรู้จักกับบุรุษที่มีนามว่าหวังเค่อมาก่อนจากวามทรงจำของบุรุษปริศนาที่พึ่งแทรกเข้ามาภายในหัวตอนนี้ “ หวังเค่อ... ” หยางหลงออกเสียงเรียกชื่อคนนั้นอย่างเบาๆเจ้าสำนักนภาหยินหยางนั้นถึงกับสะดุ้งชายชราที่สวมใส่ชุดเต็มยศของสำนักรีบเคลื่อนกายเข้าไปดูอาการของศิษย์ของตนเอง แต่ผ่านไปเพียงครู่อาการเจ็บปวดที่หัวของหยางหลงนั้นก็หายไปทันที สิ่งที่เขานั้นได้มาหลังจากความเจ็บปวดนั้นก็คือความทรงจำที่น่าจะขาดหายไปของบุรุษปริศนาผู้นั้นเหตุการณ์การที่ชายผู้นั้นตายจากโลกนี้ไปนั้นหวนคืนมาอีกครั้งหนึ่ง เขานั้นถูกทรยศจากคนที่เป็นเพื่อนสนิทและไว้วางใจกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ นามของเพื่อนสนิทคนนั้นก็คือ หวังเค่อ...ชื่อนั้นดังก้องอยู่ภายในหัวของหยางหลง มันเป็นชื่อของคนที่ทรยศและแย่งชิงทุกอย่างไปจากบุรุษผู้เป็นเจ้าของความทรงจำผู้นี้ สมองของหยางหลงนั้นเริ่มประมาณความเป็นไปได้สำหรับเรื่องที่เขานั้นกำลังคิดอยู่ กว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เขานั้นคิดว่าเจ้าสำนักผู้ก่อตั้งสำนักนภาหยินหยางนั้นเป็นผู้ที่แย่งชิงกระบี่เล่มนี้ไป แต่อีกสามสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือนั้นคือ แม้จะชื่อหวังเค่อเหมือนกันแต่อาจจะเป็นคนละคนหยางหลงที่ครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่นานเขานั้นเริ่มกลับมาสู่โลกแห่งความจริงหยางหลงนั้นหลุดออกมาจากภวังค์ความคิด เขานั้นเริ่มหันมองอาจารย์ที่กำลังยินมองเขาอย่างสงสัยอยู่เบื้องหน้าเรื่องที่เขานั้นคิดอยู่มันคืออีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ เขานั้นมิควรจะเอ่ยมันออกมาในขนาดที่ของเขานั้นยังคงไม่แน่นอนกับความคิด “ เจ้าเป็นอันใดงั้นหรือ... ” เฉิงชุนนั้นเอ่ยถามศิษย์ของตนเองอย่างเป็นห่วงหยางหลงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหน้าไปมาพลางกล่าวอย่างเรียบเฉย “ มิมีอันใดหรอกขอรับ”แน่นอนว่าหยางหลงนั้นรู้ดีว่าผู้รอบรู้เช่นอาจารย์ของเขานั้นคงจะไม่ปักใจเขื่อกับคำพูดของเขาหรอกแต่ขึ้นอยู่ว่าอาจารย์ของเขานั้นจะถามต่อหรือเปล่าและมันก็เป็นอย่างเช่นที่หยางหลงนั้นคิดจริงๆใบหน้าของอาจารย์ของเขานั้นบ่งบอกให้เห็นเลยว่าเขานั้นรู้ว่าหยางหลงนั้นกำลังคิดถึงเรื่องสำคัญบางอย่างอยู่ หยางหลงนั้นกำลังรอลุ้นกับคำตอบของอาจารย์ ชายชราผู้นี้นั้นรู้ดีว่าเรื่องใดควรถามหรือไม่ควรจะถาม เฉิงชุนนั้นเลือกที่จะไม่เอ่ยถามต่อแล้วเปลี่ยนเรื่องพูดคุยทันที“ เอาละเจ้าจะเริ่มฝึกวิชากับข้าเมื่อไหร่ดีละ ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นหยางหลงนั้นกล่าวออกไปอย่างนอบน้อม “ เรียนท่านอาจารย์ข้าขอเชิญท่านไปรอข้าที่หมู่บ้านห้าธาตุก่อนเถอะข้านั้นมีเรื่องที่จะต้องทำก่อนเริ่มฝึกวิชา ”เจ้าสำนักนั้นครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “ ได้!!! ”จบบท