ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 73 รักแรกคือเธอ

              เรย์และกลุ่มของอะงุนิถูกพามายังสถานีตำรวจเพื่อให้ปากคำเหตุการณ์นี้ใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าเจ้าหน้าที่ของสมาพันธ์ฮันเตอร์จะเดินทางมารับตัวคนร้ายเนื่องจากคดีนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ตื่นรู้ ทำให้กระบวนการต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง


              ยามสนธยากำลังใกล้เข้ามาบรรยากาศในสถานีตำรวจเต็มไปด้วยความเร่งรีบและความเคร่งเครียดเจ้าหน้าที่หลายนายกำลังยุ่งอยู่กับงานเอกสารในขณะที่บางคนพูดคุยสื่อสารผ่านวิทยุสื่อสารเพื่อประสานงานกับทีมที่อยู่ภายนอกเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นเป็นระยะยิ่งเพิ่มบรรยากาศความวุ่นวายนี้ให้ชัดเจนขึ้น


              เขาถูกพาตัวไปยังห้องสอบปากคำห้องที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ มีโต๊ะโลหะยาวตรงกลางและเก้าอี้สองฝั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจนั่งฝั่งตรงข้าม พร้อมเครื่องบันทึกเสียงหน้าตาประหลาดตั้งอยู่บนโต๊ะเพื่อใช้ในการสอบสวนเรย์ตอบคำถามทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา พยายามรักษาท่าทีสงบเสงี่ยม


              ‘ให้ตายสิ เดือนนี้ก็จับได้เป็นรายที่สี่แล้ว เมื่อไหร่ลัทธิจอมปลอมพวกนี้จะสูญพันธุ์ไปจากโลกสักที’


              ‘นี่ถือว่าประเทศเราโชคดีมากแล้วนะที่อัตราการก่ออาชญากรรมของเจ้าพวกนี้ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น’


              ‘โชคดีกับผีน่ะสินายกล้าพูดแบบนี้ต่อหน้าญาติผู้เสียชีวิตเหล่านั้นไหมล่ะ’


              นั่นคือบทสนทนาแกมบ่นของตำรวจที่ได้ยินก่อนจะปล่อยตัวพวกเขาออกมา


              ระหว่างนั้นคางูยะได้โทรหาเขาพร้อมบอกถึงเรื่องที่เธอส่งแม่บ้านเข้าไปทำความสะอาดแต่ไม่พบว่ามีใครอยู่บ้านนั่นทำให้เรย์ต้องหาข้อแก้ตัว ส่วนที่เปิดเผยไม่ได้ก็ใช้ข้อเท็จจริงมาบิดเบือนเล็กน้อย ให้ดูน่าเชื่อถือที่สุด


              คางูยะจะรับฟังนิ่ง ๆ พร้อมทิ้งคำกำชับไว้ว่าให้ดูแลตัวเองดีๆ ไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ได้ก่อนวางสายไปสำหรับเขาความคิดของคางูยะยังคงเต็มไปด้วยปริศนา


              “โทษทีนะทั้งที่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของเธอแท้ ๆ แต่ดันต้องมาเจอเรื่องวุ่นวายแบบนี้”


              อะงุนิกล่าวกับเขาบริเวณหน้าสถานีรถไฟหลังจากทุกคนได้ให้การกับตำรวจเสร็จเรียบร้อย ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อนยามเย็นของวันเริ่มมืดลงทีละน้อย ผู้คนต่างพากันเดินไปมาภายในสถานีฮันเตอร์และมนุษย์ปกติใช้ชีวิตร่วมกันอย่างกลมกลืนพวกเขาสวมเครื่องแต่งกายหลากหลาย บางคนถืออาวุธประจำตัวรูปร่างหน้าตาแปลก ๆ ในขณะที่บางส่วนก็มีอุปกรณ์แลดูไฮเทคโนโลยีติดตัว


              “มันใช่ความผิดของคุณอะงุนิซะที่ไหนกันล่ะครับผมต่างหากที่ต้องขอบคุณสำหรับความรู้ในหลาย ๆ เรื่องที่คุณได้สอนให้”


              เมื่อได้ฟังคำปลอบใจจากเด็กหนุ่มตรงหน้าอะงุนิก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ตบไหล่ของเขาเบา ๆ แสดงถึงความชื่นชมและขอบคุณ


              “แต่ยังไงถ้าไม่ได้เธอช่วยไว้พวกฉันคงเจอสถานการณ์แย่กว่านี้ นี่คือเรื่องจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้...เอาล่ะฉันขอตัวก่อน แล้วจะติดต่อไปหลังจากที่ขายวัตถุดิบทั้งหมดได้นะ”


              “ขอบคุณสำหรับวันนี้ที่ช่วยดูแลแล้วพบกันใหม่ครับ”


              เรย์โค้งคำนับแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ


              “อะ... จริงสิ เกือบลืมของสำหรับแทนคำขอบคุณเหมือนกัน”


              อะงุนิโยนแคปซูลยาสีแดงเล็กๆ เม็ดหนึ่งให้ เรย์จำต้องยกมือคว้ารับของสิ่งนั้นไว้อย่างกะทันหัน แล้วมองดูมันด้วยความสงสัย


              “นี่คืออะไรครับ?”


              “ยาเสริมแกร่งที่จะช่วยเพิ่มพละกำลังให้นายอย่างมหาศาลเป็นเวลาสั้นๆ ...เลือกใช้เมื่อยามจำเป็นเท่านั้นล่ะเพราะผลข้างเคียงของมันจะทำให้กล้ามเนื้อและปฏิกิริยาตอบสนองลดต่ำลงถึงขีดสุดหลังจากใช้งาน...เป็นยาที่ฉันได้มาจากอัลเคมิสท์บ้าบอคนหนึ่ง แต่ประสิทธิภาพรับรองได้เลยว่าของจริง”


              พอเขาทำท่าจะปฏิเสธอีกฝ่ายก็หันหลังเดินหนีไป ไม่สบช่องโอกาสให้ปฏิเสธเลยสักนิดกลุ่มของอะงุนิก้าวเท้าอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็หันมาโบกมือหยอย ๆ ร่ำลาเรย์ไปด้วย


              เขามองส่งกลุ่มของอะงุนิเดินแยกไปขึ้นรถไฟอีกขบวนพลางก้มมองสภาพมอมแมมของตนเองที่กำลังตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนที่กำลังเดินผ่านไปผ่านมา


              ‘...เสื้อผ้าขาดวิ่นแบบนี้ คงต้องกลับบ้านสถานเดียวแล้วสิ’


              แม้เพิ่งชนะศัตรูมาได้แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรย์ตระหนักอย่างถ่องแท้ ว่าถึงมีสุดยอดเคล็ดวิชาอย่างเพลงดาบอาสัญไร้ลักษณ์แต่หากกำลังภายในไม่เกื้อหนุนส่งเสริม ก็แสดงประสิทธิภาพของมันได้อย่างจำกัด


              การต่อสู้ที่ผ่านมาทั้งหมดถือเป็นข้อสอบที่เข้มข้นสำหรับเขา ถ้าการฝึกฝนในโลกแห่งจินตภาพคือการลองทำแบบทดสอบการเอาตัวรอดในโลกใบใหม่นี้ก็ถือเป็นข้อสอบที่ต้องสอบให้ผ่านเป็นการต่อสู้ที่แท้จริงที่เขาต้องฝ่าฟันไปให้ได้


              เรย์เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าผ่านหน้าต่างของรถไฟที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อนแสงอาทิตย์ยามเย็นส่องแสงลอดผ่านเมฆเบาบางทำให้ท้องฟ้าดูสงบและงดงามในขณะที่เสียงรถไฟและเสียงผู้คนยังคงดังแว่วเข้ามา

             


              ในห้วงนิทรา เรย์หรี่ดวงตาสีแดงฉานดุจโลหิตอันไม่ต่างจากสีสันที่ฉาบย้อมผืนฟ้าและผืนดิน


              เขาฝันถึงภาพแผ่นหลังที่กำลังเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามองนึกถึงภาพของครอบครัวในวันสุดท้ายที่หันหลังให้ในวันนั้น ความรู้สึกเหมือนใจถูกบีบรัด


              ดวงตะวันลาลับลงทุกขณะ เขายื่นมือไปหาท้องฟ้ามืดสลัวมือที่เอื้อมตามและคำพูดที่อยากบอกไม่อาจส่งไปถึง


              "พ่อครับแม่ครับ"


              สิ้นประโยคมือที่เอื้อมออกไปกลับถูกบางสิ่งโผล่ที่โผล่ออกมาจากม่านหมอกคว้าจับไว้แน่น


              “ฉันหนาว...อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียว มาอยู่ด้วยกันทางนี้เถอะเรย์”


              น้ำเสียงแหบแห้งของชิโฮะกล่าวขึ้นผ่านดวงตาทั้งสองข้างที่กลวงโบ๋มีเลือดไหลออกมาไม่ขาดสาย ใบหน้ายับย่นอย่างน่ากลัว


              เรย์สะดุ้งลืมตาตื่นราวกับถูกใครดึงกลับมา เมื่อเอามือลูบเขาสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นบริเวณแก้ม


              ‘นี่เรากำลังร้องไห้...งั้นเหรอ’


              บรรยากาศในห้องนอนคงสงบเงียบเสียงนกร้องประสานเสียงกันนอกหน้าต่างเป็นสัญญาณบอกถึงการเริ่มต้นของวันใหม่แสงแดดอ่อน ๆ สาดผ่านผ้าม่านสีเข้มเข้ามาให้ห้องทั้งห้องถูกปกคลุมด้วยแสงสว่างอันอบอุ่น เสียงลมพัดเบา ๆ ปะทะกับใบไม้ ส่งเสียงราวกับเพลงขับกล่อมแห่งธรรมชาติ


              เรย์ยังคงนอนอยู่บนเตียงสักพักหนึ่งก่อนจะยกตัวขึ้นนั่ง ทอดสายตาออกไปยังท้องฟ้าสีฟ้าใสที่มองเห็นผ่านหน้าต่าง


              เขาลูบหน้าแรง ๆหนึ่งครั้ง ก่อนจะได้ยินเสียงก๊อกแก๊กดังขึ้นจากชั้นหนึ่งของตัวบ้านตนคิดว่าคงเป็นแม่บ้านที่ถูกคางูยะส่งมาทำความสะอาดตามที่เธอเคยบอกไว้จึงถอดเสื้อผ้าเตรียมตัวชำระร่างกาย ไม่ได้รีบร้อนออกจากห้องพักส่วนตัว


              หลังจากอาบน้ำเสร็จเรย์ลงบันไดมายังชั้นล่างและพบว่าผู้ที่อยู่ในครัวไม่ใช่แม่บ้านอย่างที่คาดเดา คางูยะกำลังยืนหันหลังทำอาหารอยู่บริเวณห้องครัวด้วยกิริยาแช่มช้อยกลิ่นหอมของอาหารลอยเข้ามาทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด

     


     



              เขาใช้สายตาพินิจอีกฝ่ายที่ดูเรียบร้อยหมดจดในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวกางเกงขายาว สวมทับด้วยเบลเซอร์สีพีช ผมยาวสีดำขลับที่ถูกมัดไว้ครึ่งหนึ่งทำให้เธอดูมีเสน่ห์เรียบง่ายแต่สง่างาม


              เรย์นั้นชอบเธอ...ชอบมาเนิ่นนานตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกันในวัยเด็กจะบอกว่ามันเป็นความประทับใจแรกก็ไม่ผิดนัก


              กว่าจะรู้ว่าเธอเป็นสิ่งต้องห้ามก็ถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้วทุกครั้งที่ได้เจอหน้า มันทำให้เขารู้สึกทรมานแปลก ๆเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับทำให้หายใจติดขัด ใบหน้าแข็งเกร็ง


              แต่หากจะบอกว่าเป็นความรู้สึกที่แย่ก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่คลุมเครือนี้อาจเป็นความเขินอายน้อย ๆ ไม่สิมันคงเต็มไปด้วยความเขินอายก็ได้


              มีช่วงเวลาที่ทำให้ต้องห่างกันแต่ไม่นานพวกเขาก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้งในฐานะศิษย์อาจารย์เมื่อเขาได้เข้ามาอยู่ในโรงเรียนที่เธอสอน


              สิ่งที่เขารู้สึกเสียใจนั้นมีเพียงอย่างเดียวคือตัวเองนั้นเกิดช้าเกินไป


              เรย์ยิ้มเยาะให้ตัวเองพลางมองแผ่นหลังของคางูยะที่กำลังยืนทำกับข้าวอยู่หลังเคาน์เตอร์ครัว


              คางูยะเอี้ยวตัวหันมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลัง


              “ตื่นแล้วเหรอคะ...ฉันกำลังเตรียมอาหารเช้าไว้ให้ จะทานตอนนี้เลยไหม”


              "ทานเลยก็ได้ครับ...กำลังหิวพอดี เมื่อคืนก่อนนอนกินราเมงจากร้านสะดวกซื้อไปถ้วยเดียวเอง"


              แม้จะพูดอย่างงั้น...แต่ตอนนี้ชายหนุ่มยังคงอยู่ในสภาพเปลือยท่อนบนหลังอาบน้ำ และนั่งเช็ดหัวอยู่บนโซฟา สภาพไม่พร้อมสำหรับทานอาหารกับผู้อื่นเลยสักนิด


              “อะแฮ่ม ไปแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วมาทานอาหารเช้าได้แล้วค่ะ”


              เรย์สัมผัสได้ถึงอาการมองค้อนเล็ก ๆจากเธอ ผ่านสีหน้าอันเย็นชานั่น


              เขาหัวเราะเบา ๆ กับตัวเองเดินกลับไปยังห้องพักส่วนตัวเพื่อแต่งกายให้เรียบร้อยใบหน้าของเขายังคงมีรอยยิ้มอ่อน ๆ ขณะที่เดินขึ้นบันไดเขารู้ดีว่าความรู้สึกที่มีต่อคางูยะนั้นอาจเป็นไปไม่ได้แต่การที่เธออยู่ตรงนี้และทำให้เขารู้สึกถึงความอบอุ่นของคำว่าครอบครัวก็เพียงพอแล้วสำหรับตอนนี้


     

              หลังรับประทานอาหารเช้าร่วมกันจนเสร็จเรียบร้อยคางูยะจึงแจ้งความประสงค์ในฐานะผู้ปกครองที่ต้องการพาเขาไปซื้อของใช้ส่วนตัวใหม่ทั้งหมด หลังจากที่ทุกอย่างหยุดนิ่งไปตั้งแต่เมื่อแปดปีก่อนไม่ปล่อยโอกาสให้เขาได้มีสิทธิ์ปฏิเสธ


              คางูยะขับรถพาเขามายังย่านช้อปปิ้งแห่งหนึ่งแถวโอโมเตะซันโดเป็นย่านที่เต็มไปด้วยร้านค้าดูหรูหราและทันสมัยตึกสูงที่ตกแต่งด้วยกระจกใสสะท้อนแสงอาทิตย์สวยงามเป็นแถวเรียงรายคางูยะดูเหมือนจะมีจุดหมายในใจอยู่แล้ว โดยที่เรย์เพียงแค่เดินตามเงียบ ๆจนกระทั่งทั้งสองหยุดอยู่หน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่บริเวณมุมนั่งเล่นด้านนอกมีหญิงสาวหนึ่งคนกำลังโบกมือยิ้มแฉ่งส่งมาให้ทางนี้

     

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน