ทางด้านกวานซูเหยียน เมื่อแนวกำแพงเมืองเป่ยปรากฏขึ้นต่อหน้า ทุกคนบนเกวียนต่างพากันเงียบงันโดยไม่ได้นัดหมาย
กำแพงหินสูงทอดตัวยาว แต่หลายช่วงยังมีร่องรอยพังทลาย ประตูเมืองเปิดค้างไว้เพียงครึ่งเพราะอีกครึ่งชำรุดอย่างหนักจนใช้การไม่ได้ ลานหน้าประตูมีผู้คนประปราย บ้างแบกห่อผ้า บ้างเข็นรถไม้ สีหน้าล้วนระแวดระวังราวกับยังไม่แน่ใจว่า เมืองแห่งนี้จะเป็นที่พึ่งพิงได้จริงหรือไม่
“นี่หรือเมืองเป่ย…” เมิ่งหรูพึมพำเบา ๆ อย่างหมดหวัง
เมืองกวงเฉิงที่พวกเขาเพิ่งจะผ่านมาดูคึกคักและมีผู้คนผ่านไปผ่านมาไม่น้อย แต่ที่นี่กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง กำแพงเมืองที่ชำรุดและแตกเป็นช่องโหว่เผยให้เห็นบ้านเรือนว่างเปล่าที่อยู่ด้านในชัดเจน ร้านค้าและอาคารหลายหลังถูกปิดตาย มีผู้คนเดินผ่านไปมาเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
เมื่อเห็นว่ามีคนเดินทางเข้ามาเพิ่ม ทหารที่เฝ้าประตูเมืองก็รีบก้าวออกมาข้างหน้าเร็วกว่าปกติ
“พวกเจ้าเป็นชาวเมืองเป่ยแต่ดั้งเดิมหรือไม่” เขาถาม ก่อนจะรีบเสริม “หรือเป็นผู้ที่ย้ายมาใหม่ เอาสำมะโนครัวมาให้ข้าดูก่อน”
กวานจื่อเซิงกระโดดลงจากเกวียนทำหน้าที่ตามที่ซักซ้อมกันไว้ก่อนหน้า “พวกเราเคยอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อนขอรับ แต่ตอนที่พวกเราออกจากที่นี่ไปเอกสารทุกอย่างก็ถูกไฟเผาทำลายไปแล้วขอรับ”
ทหารมองสำรวจไปบนเกวียน เห็นว่าเป็นครอบครัวที่มีทั้งแต่คนชราและสตรีก็พยักหน้าเล็กน้อย
“ช่วงนั้นมีคนสูญเสียเอกสารเช่นนี้ไม่น้อย” เขาพูดอย่างเข้าใจ “เข้าไปติดต่อทางนั้นเถิด” เขาผายมือไปยังศาลาชั่วคราวที่มีคนต่อแถวอยู่ก่อนแล้วสองคน
พอแถวขยับมาถึงพวกเขาทั้งสี่ เจ้าหน้าที่วัยกลางคนนั่งอยู่หลังโต๊ะก็เงยหน้าขึ้นมาถาม
“มากันกี่คน เป็นครอบครัวเดียวกันหรือไม่?”
“พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันขอรับ นั่นบิดาข้าซูเซิ่นอี้ ส่วนพวกนางก็เป็นน้องสาวของข้าซูเมิ่งหรู ซูเหยียน ส่วนข้าซูเซิงขอรับ”
เจ้าหน้าที่เหลือบตามองท้องที่นูนขึ้นจนเห็นได้ชัดของกวานซูเหยียนแวบหนึ่ง แล้วถามต่อ “สามีของเจ้าเล่า?”
กวานซูเหยียนรีบตอบ “สามีข้าเสียชีวิตระหว่างที่ลี้ภัยไปอาศัยอยู่ที่เมืองอื่นเจ้าค่ะ”
เจ้าหน้าที่จดบันทึก พลางถามต่อ “ไม่มีเอกสารที่ดินด้วยเช่นนั้นหรือ?"
“เราขายที่ดินไปก่อนที่ออกไปขอรับ ยามนี้จึงยังไม่มีที่ดินอยู่อาศัย” กวานจื่อเซิงตอบ
เจ้าหน้าที่พยักหน้าอีกครั้ง สีหน้าไม่ได้แสดงความแปลกใจแต่อย่างใด ราวกับได้ยินคำตอบเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
“เมืองเป่ยกำลังต้องการคนเข้ามาอยู่อาศัยก็จริง แต่ก็ต้องมีระเบียบ พวกเจ้าไม่มีหลักฐานอะไรติดตัวมาเลย หากจะขึ้นทะเบียนสำมะโนครัวใหม่ก็ต้องใช้คนค้ำประกัน”
ทุกคนกลั้นหายใจ พวกเขาไม่รู้เรื่องคนค้ำประกันอะไรนี่เลยสักนิด! แต่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นดูเหมือนจะเจอสถานการณ์เช่นนี้มาไม่น้อย เขากล่าวต่ออย่างคล่องปาก
“ข้ารู้ว่าทุกคนกำลังลำบาก เช่นนั้นข้าก็จะยอมเป็นผู้ค้ำประกันให้ แต่ต้องเสียค่าดำเนินการ ครอบครัวละสามร้อยอีแปะ พวกเจ้ามีหรือไม่เล่า?”
กวานซูเหยียนรู้สึกเหมือนก้อนหินหนักอึ้งในอกคลายลง แม้เงินที่เหลืออยู่จะลดน้อยลง แต่สามร้อยอีแปะก็ไม่ได้มากมายอันใดนัก นางพยักหน้าโดยไม่ลังเล “พวกเรายินดีเจ้าค่ะ”
ตรงข้ามกับนาง กวานจื่อเซิงกลับรู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที คำว่าค่าดำเนินการ ฟังอย่างไรก็เป็นเพียงข้ออ้างสวยหรู เขามองเห็นชัดเจนว่านี่คือการเรียกรับสินบนเข้ากระเป๋าตัวเองชัดๆ!
ทั้งที่เมืองเพิ่งผ่านศึก ชาวบ้านยังไร้ที่พึ่ง กลับมีคนฉวยโอกาสยื่นมือมาหยิบฉกเอาเศษเงินจากผู้ลำบากกว่า
เขากำมือแน่น ความคิดอันดุดันแล่นวาบผ่านสมอง หากเป็นเมื่อก่อน เพียงเขาเอ่ยประโยคเดียวคนผู้นี้ก็คงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว!
แต่ที่นี่ไม่ใช่แคว้นเหลียงซาน และเขาก็ไม่อาจปล่อยโทสะให้ครอบงำได้ ชายหนุ่มบังคับให้ตนเองกลืนความโมโหกลับลงไป เขารู้ดีว่าเพียงคำเดียวที่หลุดปากอาจทำให้ทุกอย่างพังทลาย
เงินถูกส่งผ่านมือไปอย่างเงียบงัน เจ้าหน้าที่เก็บไว้โดยไม่พูดมาก จากนั้นก็ให้กวานจื่อเซิงตรวจทานชื่อของทุกคนอีกครั้งแล้วประทับตราลงบนเอกสารที่ระบุว่าเป็นทะเบียนชั่วคราวให้คนทั้งสี่
"เมื่อใดที่พวกเจ้าซื้อที่ดินหรือหาที่อยู่ที่มีคนรับรองได้ ก็ให้นำเอกสารมายื่นเปลี่ยนเป็นทะเบียนจริงได้ทุกเมื่อ ผ่านไปได้แล้ว"
ทั้งสี่ค้อมศีรษะ ขอบคุณแล้วเดินออกมาจากศาลาด้วยหัวใจที่เบาสบายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทว่ายังไม่ทันไร ก็มีเสียงเรียกตามหลังมาอีกครั้ง
“เดี๋ยวก่อน!”
ทุกคนชะงักหันกลับไปมองพร้อมกัน
ผู้ที่เรียกเป็นชายวัยกลางคน แต่งกายภูมิฐาน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแบบคนใจดี เมื่อครู่เขายืนอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะขึ้นทะเบียนนัก ราวกับคอยจับตาคนที่เพิ่งผ่านขั้นตอนสำมะโนครัวใหม่ ๆ อยู่ก่อนแล้ว
“ข้าได้ยินว่าพวกเจ้ายังไม่มีที่อยู่งั้นหรือ? ข้ามีเรือนกับที่ดินมาเสนอขาย พวกเจ้าลองดูก่อนดีหรือไม่”
พูดจบเขาก็กางกระดาษแผ่นใหญ่ออกมา บนแผนผังแบ่งเขตไว้อย่างชัดเจน ทั้งที่ดินการเกษตร ที่อยู่อาศัย ที่ดินพร้อมร้านค้า ไปจนถึงพื้นที่ว่างเปล่ารอการพัฒนา
“ในเมืองมีเรือนว่างอยู่สิบสี่หลัง ร้านค้าแปดแห่ง หากพวกเจ้าสนใจข้าพาพวกเจ้าไปดูได้นะ ข้าแค่ขอคิดค่านายหน้าเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นล่ะ”
ดวงตาของทั้งสี่สว่างวาบขึ้นพร้อมกัน เมืองชายแดนที่คิดว่าจะยากลำบาก กลับเปิดทางให้ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยผลักดัน
กวานจื่อเซิงชี้นิ้วไปยังที่ดินขนาดใหญ่ผืนหนึ่งที่ระบุว่ามีเรือนปลูกสร้างไว้แล้ว “เรือนหลังนี้เท่าไรหรือท่านอา?”
ชายวัยกลางคนยิ้มบาง “หลานชายท่านนี้ตาถึงจริงๆ เรือนหลังนี้เป็นเรือนใหญ่ที่เข้าอยู่อาศัยได้เลย เจ้าของเดิมทิ้งเครื่องเรือนเอาไว้หลายชิ้นเลยทีเดียว ราคาก็ถูกแสนถูกแปดสิบตำลึงเท่านั้น ไม่แพงเลยนะ!”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนหน้าซีดในพริบตา กวานซูเหยียนเผลอลูบท้องไปมา เงินที่ได้มาจากถังฮูหยินในมือของนางเหลืออยู่เพียงสิบสองตำลึงเท่านั้น
บุรุษผู้นั้นเห็นท่าทางของพวกเขาก็ไม่แปลกใจนัก คนส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกถามราคาที่ดินในเมืองที่มีขนาดใหญ่โตก่อนเสมอ เขารีบเลื่อนนิ้วไปอีกฝั่ง
“เรือนในกำแพงเมืองย่อมมีราคาสูงเช่นนี้ล่ะ พื้นที่ปลอดภัย ใกล้ตลาด ใคร ๆ ก็อยากได้ หากพวกเจ้าไม่ชอบความวุ่นวายในเมืองก็เปลี่ยนไปดูตรงนี้ได้..แปลงที่ดินเพาะปลูกตรงนี้อยู่นอกกำแพงเมืองเป่ยและมีเรือนหลังเล็กๆ อยู่หลังหนึ่ง ราคาเพียงสิบตำลึงเท่านั้นเอง”
กวานซูเหยียนมองตามแผนผังไปเห็นว่าที่ดินที่เขาชี้ไปอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่น้อยเลยทีเดียว แถมยังเป็นที่ดินสำหรับเพาะปลูกอีกด้วย
นางกำลังตั้งครรภ์ จะให้ลงแรงกลางทุ่งย่อมไม่ไหว กวานจื่อเซิงแม้ร่างกายแข็งแรงแต่ก็ไม่เคยจับจอบเสียม ซูเซิ่นอี้อายุมากแล้ว จะหวังพึ่งแรงเขาคนเดียวก็ไม่ได้ ส่วนเมิ่งหรูเป็นเพียงสตรีและยังต้องคอยดูแลนางซึ่งกำลังตั้งครรภ์อยู่อีก
หากใช้เงินสิบตำลึงซื้อที่ดินเพาะปลูก เงินที่เหลือเพียงสองตำลึง จะไม่พอสำหรับใช้ชีวิตในช่วงแรก
“ข้าเห็นว่ามีคนกลับมาที่เมืองเป่ยไม่มากนัก เหตุใดจึงเหลือที่ดินมาเสนอขายเพียงไม่กี่แห่งเองเล่าเจ้าคะ ท่านลองแนะนำเรือนหลังเล็กๆ ให้พวกเราอีกได้หรือไม่ เรามีเงินไม่มากนักหรอกเจ้าค่ะ” นางถาม
ชายผู้นั้นขมวดคิ้วแน่นขึ้น
“ยามนี้ในกำแพงเมืองดูเหมือนจะมีเรือนและร้านค้าว่างเปล่ามากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็มีเจ้าของอยู่ก่อนแล้วทั้งสิ้น เพียงแต่เจ้าของเดิมยังไม่กลับมา หากวันหนึ่งพวกเขากลับมา ทางการก็ต้องส่งคืนให้ครบถ้วน แม้เมืองจะต้องการคนเพียงใด ก็ไม่อาจยึดทรัพย์ผู้อื่นมาจัดสรรขายได้ ที่ข้าชี้ให้ดูก็เป็นทั้งหมดที่นำออกมาขายได้แล้วล่ะ”
เขาตัดสินใจถามอย่างตรงไปตรงมา “เพื่อไม่ให้เสียเวลาทั้งสองฝ่าย ลองบอกช่วงเงินคร่าว ๆ ของพวกเจ้ามาเถิด ข้าจะได้แนะนำให้ตรงใจ”
กวานจื่อเซิงอ้าปากเตรียมจะตอบตามความจริง ทว่ากวานซูเหยียนกลับเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน “หกตำลึงเจ้าค่ะ”
ชายผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนถอนหายใจยาว สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นยุ่งยากใจ
“หกตำลึง…” เขาส่ายหน้าเบา ๆ “ก็พอมี แต่พวกเจ้าต้องคิดให้ดี”
เขาก้มลงมองแผนที่ ใช้นิ้วจิ้มไปยังพื้นที่ขอบกระดาษหลายแห่ง