พลังรูปแบบใหม่
ความเปลี่ยนแปลงที่น่าตระหนกนี้ทำเอากัสถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากค้างไปเลยทีเดียว
“นี่มัน..เกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย!!”
กัสสับสนถึงขีดสุด ตกตะลึงจนหัวสมองว่างเปล่า แต่แล้วเขาก็รู้สึกว่ามือของเขาในตอนนี้ดูคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกก่อนจะจำได้ว่ามือของบุรุษหัวล้านที่เขาเจอในวันนี้เองก็มีสภาพที่คล้ายๆกันนี้เช่นกัน
ความสับสนที่เกิดขึ้นค่อยๆเปลี่ยนเป็นความเข้าใจบางอย่างซึ่งทำให้กัสค่อยๆสงบลงทีละน้อยและเริ่มครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้บางอย่าง
‘หรือว่า..พลังของข้าสามารถกลืนกินพลังของคนอื่นได้ด้วย’
ความคิดนี้ขึ้นมาอย่างรวดเร็วแต่ก็หายไปเร็วพอๆกันเพราะในอดีตนั้นเขาเคยกินวิญญาณของคนอื่นมามากมายแต่เขากลับไม่เคยใช้พลังของคนที่เขากลืนกินวิญญาณลงไปได้เลยสักครั้ง
แต่ครั้งนี้เขากลับทำแบบนั้นได้และยังรู้สึกได้อีกด้วยว่าพลังที่หลุดจากการควบคุมจนแสดงผลออกมาเองนี้กำลังมีปฏิกิริยาตอบสนองกับพรศักดิ์สิทธิ์ของเขา
ในขณะที่กัสคิดอยู่นั้นฝ่ามือที่ขยายใหญ่จนดูน่ากลัวก็ค่อยๆ เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง
เส้นเลือดที่ปูดโปนและกล้ามเนื้อที่ขยายใหญ่นั้นค่อยๆหดตัวลงอย่างช้าๆ เช่นเดียวกับเล็บที่งอกยาวออกมาจนดูราวกับใบมีดก็เริ่มหดเล็กลงเช่นกัน
พลังของพรที่คุ้นเคยดีนั้นวิ่งผ่านไปตามร่างกายของเขาในเส้นทางเดียวกับที่พลังแปลกๆนี้วิ่งผ่านไปก่อนจะหยุดลงที่ฝ่ามือของเขาและทำให้มือของเขาอุ่นร้อนขึ้นคล้ายกับตอนที่เขาใช้พลังกระตุ้นอวัยวะภายในไม่มีผิด
กัสสับสนเป็นที่สุดแต่เขาก็ยังไม่ได้ทำอะไรนอกจากเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงรอบที่สองด้วยความสับสนจนกระทั่งฝ่ามือของเขากลับคืนเป็นปกติอีกครั้งเขาถึงได้สติและเริ่มคิดถึงความเป็นไปได้บางอย่างขึ้นมาอีกรอบ
ช่วงเวลาที่คิดนั้นกัสก็นึกย้อนกลับไปยังตอนที่เขาย้อนกลับมาอีกครั้งเพื่อค้นหาข้อมูลบางอย่างที่เขาอาจจะหลงลืมไปจากความทรงจำที่พร่ามัวในอดีต
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งสับสนแต่ในขณะเดียวกันนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนว่ากำลังจะจับอะไรบางอย่างได้
กัสนั่งนิ่งคิดอยู่แบบนั้นนานมากนานจนกระทั่งแสงสว่างจากด้านนอกกลายเป็นสีส้มแดงจากนั้นจึงตามมาด้วยเสียงฝีเท้าและการเปิดประตูของน้องสาวทั้งสอง
“ท่านพี่ ได้เวลาอาหารแล้วค่ะ”
“พี่กัสกินข้าว!!”
“ห๊ะ! อะไรกันนี่เย็นแล้วหรอ”
เสียงเรียกนั้นปลุกกัสให้ตื่นขึ้นมาจากภวังค์และรีบหันไปมองด้านนอกก็พบว่าแสงสว่างจากภายนอกกลายเป็นสีส้มแดงแล้วซึ่งบอกให้เขารู้ว่าดวงอาทิตย์กำลังจะตกดินในไม่ช้า
พอเห็นแบบนั้นกัสก็ตกใจและคิดไปถึงตอนที่เขากลับมาซึ่งยังไม่ถึงเที่ยงวันด้วยซ้ำ
ทว่าตอนนี้กลับกลายเป็นเย็นไปเสียแล้วทำเอากัสถึงกับตระหนกเพราะเขาไม่คิดว่าตัวเองจะใช้เวลาคิดนานขนาดนี้ได้
“ข..เข้าใจแล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ละ”
ถึงจะยังสับสนแต่กัสก็ตัดสินใจเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อนเพราะเขาไม่อยากทำให้ทุกคนเป็นห่วงและในเวลาเดียวกันนั้นเขาก็มีความรู้สึกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเขาในตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดีมากกว่าเรื่องร้าย
ด้วยเหตุนี้กัสก็เลยรู้สึกว่าไม่บอกก็คงไม่เป็นไรเพราะมันไม่น่าจะทำให้เขาเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาได้
คิดแล้วกัสก็เดินตามน้องสาวไปแล้วเริ่มทานอาหารเย็นตามปกติเหมือนทุกๆวัน ตามมาด้วยการพักผ่อนเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าประจำวันไปพร้อมกับการจิบเบียร์เย็นๆแก้วใหญ่
ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันนั่งเล่นไปด้วยกันพูดคุยกันเล็กๆ น้อยๆ ตามกิจวัตรประจำวันที่แสนสงบ
กัสเริ่มหยุดคิดและมองดูภาพนี้ด้วยความรู้สึกที่พึงพอใจประสบการณ์ต่อสู้ที่รุนแรงก่อนหน้านี้ทำให้เขารู้สึกกดดันมากเลยทีเดียว
แต่ยิ่งรู้สึกกดดันจากการต่อสู้มากเท่าไหร่ยามที่เขาได้สัมผัสกับความสงบสุขอีกครั้งเขาก็ยิ่งรู้สึกดีมากยิ่งขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
ความยินดีนี้ทำให้กัสยิ้มออกมาตลอดจนส่งผลต่อไปถึงน้องสาวทั้งสองที่หันมามองและยิ้มให้กับกัสก่อนจะหันกลับไปพูดคุยและหัวเราะกับอิจิโกะกับน้องตามประสาของเด็กผู้หญิง
กัสเองก็ไม่ได้คิดที่จะร่วมด้วยหากแต่นั่งฟังไปเรื่อยๆจนกระทั่งวันที่แสนเหนื่อยยากผ่านพ้นไป
เมื่อเช้าของวันใหม่มาถึงบรรยากาศภายในดินแดนก็กลับมาเป็นปกติกัสยังคงทำงานอย่างหนักเหมือนเดิมและเริ่มปลูกผักชุดใหม่เพื่อเติมเต็มส่วนที่ถูกเก็บเกี่ยวไปก่อนหน้านี้ทีละส่วนๆ
ครั้งนี้เขาเพิ่มจำนวนขึ้นอีกเล็กน้อยจนทำให้แปลงผักที่ใหญ่โตของเขาเริ่มมีสีสันมากขึ้นทุกขณะ
ในเวลาเดียวกันนั้นเขาก็มองไปยังผักอีกสองชนิดที่ปลูกมาตั้งแต่แรกเริ่มที่ใกล้จะเก็บเกี่ยวได้อย่างหัวผักกาดกลิ่นหอมและแครอทใบหนาม
ช่วงเวลาเพาะปลูกของผักสองชนิดนี้อยู่ที่ประมาณ3 เดือนและด้วยความที่กัสไม่ได้ใช้ปุ๋ยกับพวกมันเลยทำให้พวกมันค่อยๆเติบโตขึ้นตามธรรมชาติ
แตกต่างจากผักชุดใหม่ที่ปลูกหลังจากผักสองชนิดนานกว่าหนึ่งเดือนแต่กลับเติบโตจนใกล้จะตามพวกมันทันแล้ว
กัสยังคงมองดูแปลงผักของเขาด้วยความรู้สึกที่หลากหลายก่อนจะคิดไปถึงพลังแปลกๆของเขาและตัดสินใจเดินเข้าไปยังป่าไผ่อีกครั้งเพื่อทดสอบความคิดบางอย่าง
หลังจากเดินเข้าออกป่าไผ่มาหลายครั้งกัสก็เริ่มคุ้นเคยกับมันมากขึ้นจนถึงขนาดที่สามารถเดินไปยังลานกว้างที่เคยใช้ได้ในทันทีโดยไม่ต้องมองหาอีกแล้ว
ครั้งนี้กัสเดินเข้าไปหยุดอยู่ที่ข้างต้นไผ่จากนั้นยกมือขึ้นแล้วนึกถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนจากนั้นส่งพลังวิญญาณเข้าไป
อึดใจเดียวเท่านั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบนฝ่ามือทั้งสองทว่าครั้งนี้มันไม่ได้เปลี่ยนไปจนดูน่าเกลียดน่ากลัวเหมือนตอนแรกอีกหากแต่ให้ความรู้สึกที่แข็งแกร่งขึ้นในสภาพที่แทบไม่ต่างจากเดิม
สิ่งเดียวที่เกิดความเปลี่ยนแปลงจนเห็นได้ชัดนั้นมีเพียงเล็บที่ยืดยาวออกไปเล็กน้อยเพียงเท่านั้น
กัสจ้องมองมือของตัวเองอยู่นานก่อนจะมองไปยังต้นไผ่ที่อยู่ด้านหน้าจากนั้นก็สะบัดฝ่ามือออกไปราวกับดาบ
พริบตานั้นเส้นแสงสีดำก็พุ่งออกไปด้านหน้าและตัดต้นไผ่จนขาดออกอย่างง่ายดาย
ดวงตาของกัสสว่างวูบขึ้นมาครั้งหนึ่งจากนั้นก็สะบัดฝ่ามือออกไปอีกครั้งและอีกครั้งฝ่ามือของเขาสะบัดออกไปติดต่อกันนับสิบครั้งจนทำให้ต้นไผ่รอบตัวของเขาถูกตัดออกเป็นท่อนๆหล่นกองอยู่รอบตัว
“ใช่จริงๆ ด้วย..พลังของพรถูกพลังของข้ากินเข้าไปจริงๆ”
ในที่สุดกัสก็พอจะเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขากันแน่และอะไรที่ทำให้เขาสามารถใช้พลังของคนอื่นที่ถูกเขากินวิญญาณเข้าไปได้
ตระกูลอันดูวเดธนั้นมีชื่อเสียงในด้านของศาสตร์แห่งความตายโดยเฉพาะด้านวิญญาณที่ค่อนข้างจะมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษเลยก็ว่าได้
และด้วยฐานะของทายาทบุรุษของตระกูลอันดูวเดธกัสย่อมได้รับการสั่งสอนในด้านนี้มามากเป็นพิเศษจึงทำให้เขามีความรู้ความเข้าใจต่อพลังวิญญาณมากเป็นพิเศษ
พอได้คิดได้ทดสอบและทบทวนความทรงจำอีกครั้งเขาก็เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างชีวิตที่แล้วของเขากับชีวิตใหม่นี้
สิ่งที่ชีวิตก่อนของเขาไม่มีคืออะไรและอะไรที่เขามีอยู่ในชีวิตนี้
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้กัสก็มองเห็นแสงสว่างได้ในทันทีและเริ่มส่งจิตสำนึกดำดิ่งเข้าไปในช่องว่างวิญญาณเพื่อเผชิญหน้ากับผลึกแก้วที่ไม่รู้ว่ามันมาอยู่ในช่องว่างวิญญาณของเขาได้ยังไง
“สิ่งนี้สินะ..เป็นเพราะพลังชำระล้างที่ทรงพลังนี้ชำระวิญญาณของคนที่ข้ากินลงไป”
ในโลกนี้มีความรู้มากมายและมีศาสตร์แห่งพลังที่หลากหลายแต่โดยรวมแล้วพวกมันสามารถแบ่งแยกออกเป็นสามรูปแบบหลักๆ นั่นคือ พลังเวทพลังชีวิตและพลังวิญญาณ
พลังทั้งสามรูปแบบนี้มีระดับความยากง่ายในการฝึกฝนที่แตกต่างกัน
ทว่าพวกมันก็มีวิธีฝึกฝนรูปแบบหนึ่งที่สามารถใช้ร่วมกันได้นั่นคือการดูดกลืนพลังจากผู้อื่นซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดแต่กลับมีความเสี่ยงสูงมากจนไม่มีใครกล้าใช้วิธีนี้ในการฝึกฝนตนเอง
โดยเฉพาะกัสที่รู้ดีถึงความเสี่ยงในการกลืนกินวิญญาณของคนอื่นเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับวิญญาณของตัวเอง
ทว่าเขานั้นลืมตัวและใช้วิธีนี้ลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจในการต่อสู้ครั้งแรกจนส่งผลให้เขาต้องเผชิญกับผลกระทบจากการกลืนกินวิญญาณจนถึงกับหมดสติไปเลยทีเดียว
แต่หลังจากหมดสติไปเขาก็ได้รับรู้ถึงการคงอยู่ของผลึกแก้วสีขาวและรู้ถึงพลังอำนาจที่น่าตกตะลึงของมัน
พลังในการชำระล้างวิญญาณพลังนี้ทำให้กัสกล้าที่จะเสี่ยงและใช้วิธีกลืนกินวิญญาณในการต่อสู้จนเอาชนะบุรุษหัวล้านมาได้โดยง่ายก่อนจะเริ่มต้นชำระวิญญาณของเขาอีกครั้งจนทำให้พลังวิญญาณของคนที่เขาฆ่าถูกนำมาเสริมพลังให้กับดวงวิญญาณของเขา
ในขั้นตอนนี้เองที่กัสคิดว่ามันน่าจะทำให้พลังของพรศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนอยู่ในดวงวิญญาณของบุรุษหัวล้านหลอมรวมเข้ากับพลังของเขา
ส่วนเหตุผลที่มือของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงในตอนแรกนั้นกัสคิดว่าน่าจะเป็นเพราะความเข้ากันได้ของพลังที่ดูดกลืนมาไม่สามารถผสานกับพลังเดิมได้มันจึงเกิดการต่อต้านและถูกกระตุ้นให้แสดงผลออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
จนท้ายที่สุดพลังของเขาก็ทำงานและเริ่มกลืนกินพลังของพรลงไปจนกระทั่งสามารถเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังของเขาได้ในที่สุด
ซึ่งพลังที่กัสใช้ออกมานี้ยังแตกต่างจากพลังของบุรุษหัวล้านอยู่พลังของเขาไม่ได้มีพลังในการฉีกกระชากหรือตัดแบ่งอย่างที่ควร
ทว่ามันเป็นการกลืนกินอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งต่างจากเดิมตรงที่ไม่ได้กลืนกินด้วยปากของหัวสิงโตสีดำที่สร้างจากพลังวิญญาณ
แต่ใช้วิธีกลืนกินด้วยคมดาบแทนเท่านั้นพูดง่ายๆ แทนที่จะบอกว่าพลังของเขากลืนกินพลังของคนอื่นมาเป็นของตัวเองสู้บอกว่ามันกลืนกินลักษณะเฉพาะของพลังอื่นมาเสริมให้กับพลังของเขาน่าจะถูกกว่า
เขาไม่ได้พลังของบุรุษหัวล้านมาเป็นของตัวเองแต่ดูดซับเอาเอกลักษณ์ของพลังที่มีความสามารถในการฉีกกระชากมาเท่านั้น
ถ้าเทียบกับพลังของบุรุษหัวล้านที่เป็นการตัดแบ่งจนกลายเป็นสองชิ้นแล้วละก็พลังของกัสก็เป็นการกลืนกินส่วนเล็กๆ ที่เชื่อมต่อสิ่งนั้นเข้าไปจนมันขาดเป็นสองส่วน
ผลลัพธ์มันดูแทบไม่ต่างกันแต่ถ้ามองให้ลึกลงไปจะเห็นว่ามันต่าง
พลังของบุรุษหัวล้านนั้นแค่ใช่พลังของตัวเองตัดลงไปส่วนกัสจะเป็นการกินเข้าไป มวลโดยรวมของวัตถุที่ถูกตัดแบ่งจะแตกต่างกัน
ด้านหนึ่งจะสูญเสียไปเล็กน้อยจากปัจจัยบางอย่างส่วนรูปแบบของกัสนั้นจะทำให้ส่วนที่ถูกพลังของเขากินหายไปซึ่งจะทำให้มวลรวมของวัตถุชิ้นลดลงมากกว่ามาก
กัสมองดูผลลัพธ์จากการใช้พลังในรูปแบบใหม่ของเขาจากนั้นก็นึกถึงรูปแบบที่เหมาะสมกว่าก่อนจะทดสอบมันอีกครั้ง
คราวนี้กัสใช้วิธีที่คล้ายกับการใช้พลังตามปกติของเขาแต่เลือกรูปแบบที่ต่างออกไปจากเดิมแทน
พริบตานั้นเงาสีดำของกรงเล็บก็ปรากฏขึ้นที่ด้านตัวกัสจากนั้นมันก็บินออกไปตามคำสั่งของกัสและตัดต้นไม้ที่อยู่ตามเส้นทางจนขาดเป็นท่อนๆได้โดยไม่มีแรงต้านใดๆ
“นี่มัน..สุดยอด!!”
การค้นพบนี้ทำให้กัสตื่นเต้นดีใจเป็นที่สุดเพราะมันเป็นวิธีการที่จะช่วยให้เขาสามารถลบจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเขาไปได้
ปัญหาที่กัสพบเจอมาตลอดตั้งแต่ชีวิตที่แล้วของเขานั่นคือรูปแบบการโจมตีที่เรียบง่ายจนเกินไปจนไม่สามารถพลิกแพลงได้
ทว่าตอนนี้มันไม่มีปัญหาอะไรสำหรับเขาอีกแล้วหากใช้วิธีนี้ในการกลืนกินเอกลักษณ์ของพรศักดิ์สิทธิ์รูปแบบอื่นมาได้ละก็การสร้างรูปแบบการโจมตีที่หลากหลายก็ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป
ในขณะที่คิดอยู่นั้นกัสก็พยายามทดลองใช้พลังรูปแบบใหม่ของเขาอย่างต่อเนื่องและได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆจากมันอีกมาก
ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีด้วยกรงเล็บโดยตรงหรือการตะปบใส่อากาศเพื่อสร้างคลื่นพลังที่สามารถโจมตีระยะไกลได้
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเขาผสานมันเข้ากับทักษะราชสีห์ล่าเหยื่อเข้าไปกรงเล็บนี้ก็สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยความตั้งใจของมันและจู่โจมใส่เป้าหมายได้ด้วยตัวเอง
เมื่อไม่ต้องเสียเวลาควบคุมด้วยตัวเองกัสก็สามารถเพิ่มจำนวนของกรงเล็บได้มากขึ้นจนสามารถสร้างกรงเล็บออกมาได้มากกว่า10 คู่เลยทีเดียว
ยิ่งทดลองใช้กัสก็ยิ่งหัวเราะชอบใจก่อนจะถูกเสียงร้องตะโกนของน้องสาวที่ดังมาจากด้านหลังเรียกสติของเขากลับมา
“พี่กัส!! ทำมาตัดต้นไผ่แบบนี้ทำไมอะ!”
เสียงตะโกนของน้องสาวคนเล็กนั้นเต็มไปด้วยความตกใจและสับสนเธอมองดูป่าไผ่ที่ถูกถางหายไปเกือบ 1 ใน 10 ด้วยความรู้สึกสูญเสีย
ในฐานะของคนที่ทำหน้าที่เก็บของป่าเธอย่อมมีความเข้าใจต่อป่าไผ่ดีที่สุดด้วยเหตุนี้เธอจึงรู้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับป่านั้นส่งผลต่อของป่ามากขนาดไหน
ซึ่งจริงๆแล้วกัสเองก็เป็นคนที่บอกเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกด้วยแต่เธอก็ไม่คิดว่าพี่ชายของเธอจะนึกสนุกออกมาถางป่าเล่นแบบนี้
กัสเองพอเห็นสีหน้าของน้องสาวที่มองไปยังต้นไผ่ที่ถูกตัดเป็นท่อนๆด้วยความเสียดายก็ยิ้มไม่ออกเลยทีเดียว
“เออ..ข้าลืมตัวไปหน่อยขอโทษนะเจ้าตัวเล็ก..แต่เจ้าดูนี่สิ นี่คือพลังใหม่ของข้า!!”
เพื่อเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากน้องสาว กัสตัดสินใจแสดงพลังใหม่ของเขาออกมาแล้วควบคุมมันให้บินไปมาแล้วทำการตัดท่อนไผ่บนพื้นจนแยกเป็นชิ้นๆให้เธอดูซ้ำอีกครั้ง
ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นไปตามที่กัสหวังน้องสาวคนเล็กของเขานั้นไม่ใช่พวกที่คิดอะไรมากและมีความชอบต่อของที่แปลกใหม่เสมอ
ทันทีที่กัสแสดงพลังใหม่ให้เธอเห็นดวงตาของเด็กสาวก็ทอประกายวาววับและลืมเรื่องที่เขาถางป่าไผ่ไปจนหมดสิ้นจากนั้นสองพี่น้องก็คุยเล่นกันอย่างสนุกสนานก่อนจะปิดท้ายด้วยการขนไม้ไผ่ออกไปเพื่อใช้ทำฟืนแทน
จำนวนฟืนไม้ไผ่ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากนี้ทำให้น้องสาวคนโตนึกแปลกใจพอได้ยินคำอธิบายของน้องสาวคนเล็กที่พูดถึงพลังใหม่ของกัสไม่หยุดปากเธอก็ยิ้มออกมาด้วยความขบขันพลางมองดูพี่ชายที่หน้าแดงน้อยๆ ด้วยสายตารู้ทัน
แต่ด้วยฐานะของน้องสาวและภรรยาการหักหน้าพี่ชายและสามีเช่นนี้ย่อมไม่ถูกต้องเธอจึงไม่พูดอะไรนอกจากยิ้มน้อยๆอย่างอ่อนหวาน พลางแกล้งพูดออกมาด้วยความพอใจราวกับว่าเธอดีใจมากที่กัสทำแบบนี้
ด้วยวิธีนี้กัสจึงสลายความเขินอายได้อย่างรวดเร็วจากนั้นก็นั่งรออาหารมื้อเที่ยงที่กลายเป็นเนื้ออบไม้ไผ่ที่มีกลิ่นหอมของต้นไผ่อาหารจากเยื่อไผ่ไปจนถึงหน่อไม้ผัดเพื่อทำให้เมนูอาหารมีความเข้ากันได้ดีเป็นพิเศษ
ความสดใหม่ของวัตถุดิบรวมกับฝีมือการปรุงที่ให้รสชาติของครอบครัวนี้ทำให้กัสรู้สึกเจริญอาหารขึ้นเป็นพิเศษเลยทีเดียว
อิจิโกะกับน้องเองก็ดูจะไม่สงสัยอะไรเมื่อเห็นเมนูอาหารที่เต็มไปด้วยผลผลิตจากป่าไผ่
ความผิดพลาดที่น่าอายของกัสก็เลยถูกปิดเอาไว้โดยไม่มีใครพูดถึงและในไม่ช้ามันก็จะถูกลืมไปหลังจากป่าไผ่ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ
และเพื่อเป็นการตอบแทนน้องสาวที่น่ารักที่ช่วยพี่ชายอย่างเขาปิดบังเรื่องที่น่าอายค่ำคืนนั้นกัสก็เลยจัดหนักให้น้องสาวคนโตเป็นพิเศษจนทำเอาเธอถึงกับหมดแรงเลยทีเดียว
หลังจากนั้นกัสก็ตอบแทนด้วยอ้อมกอดที่อบอุ่นที่กล่อมเด็กสาวนอนหลับฝันอย่างมีความสุขไปตลอดทั้งคืน
ซึ่งก็แน่นอนว่าน้องสาวคนเล็กก็ได้รับค่าปิดปากไปด้วยเช่นกันจนทำให้สามพี่น้องนอนหลับฝันดีไปจนถึงเช้าของวันใหม่เลยทีเดียว