Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

    บทที่ 47 พลังรูปแบบใหม่

    พลังรูปแบบใหม่

     

                ความเปลี่ยนแปลงที่น่าตระหนกนี้ทำเอากัสถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากค้างไปเลยทีเดียว

                “นี่มัน..เกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย!!”

                กัสสับสนถึงขีดสุด ตกตะลึงจนหัวสมองว่างเปล่า แต่แล้วเขาก็รู้สึกว่ามือของเขาในตอนนี้ดูคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกก่อนจะจำได้ว่ามือของบุรุษหัวล้านที่เขาเจอในวันนี้เองก็มีสภาพที่คล้ายๆกันนี้เช่นกัน

                ความสับสนที่เกิดขึ้นค่อยๆเปลี่ยนเป็นความเข้าใจบางอย่างซึ่งทำให้กัสค่อยๆสงบลงทีละน้อยและเริ่มครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้บางอย่าง

                ‘หรือว่า..พลังของข้าสามารถกลืนกินพลังของคนอื่นได้ด้วย’

                ความคิดนี้ขึ้นมาอย่างรวดเร็วแต่ก็หายไปเร็วพอๆกันเพราะในอดีตนั้นเขาเคยกินวิญญาณของคนอื่นมามากมายแต่เขากลับไม่เคยใช้พลังของคนที่เขากลืนกินวิญญาณลงไปได้เลยสักครั้ง

                แต่ครั้งนี้เขากลับทำแบบนั้นได้และยังรู้สึกได้อีกด้วยว่าพลังที่หลุดจากการควบคุมจนแสดงผลออกมาเองนี้กำลังมีปฏิกิริยาตอบสนองกับพรศักดิ์สิทธิ์ของเขา

                ในขณะที่กัสคิดอยู่นั้นฝ่ามือที่ขยายใหญ่จนดูน่ากลัวก็ค่อยๆ เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง

                เส้นเลือดที่ปูดโปนและกล้ามเนื้อที่ขยายใหญ่นั้นค่อยๆหดตัวลงอย่างช้าๆ เช่นเดียวกับเล็บที่งอกยาวออกมาจนดูราวกับใบมีดก็เริ่มหดเล็กลงเช่นกัน

                พลังของพรที่คุ้นเคยดีนั้นวิ่งผ่านไปตามร่างกายของเขาในเส้นทางเดียวกับที่พลังแปลกๆนี้วิ่งผ่านไปก่อนจะหยุดลงที่ฝ่ามือของเขาและทำให้มือของเขาอุ่นร้อนขึ้นคล้ายกับตอนที่เขาใช้พลังกระตุ้นอวัยวะภายในไม่มีผิด

                กัสสับสนเป็นที่สุดแต่เขาก็ยังไม่ได้ทำอะไรนอกจากเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงรอบที่สองด้วยความสับสนจนกระทั่งฝ่ามือของเขากลับคืนเป็นปกติอีกครั้งเขาถึงได้สติและเริ่มคิดถึงความเป็นไปได้บางอย่างขึ้นมาอีกรอบ

                ช่วงเวลาที่คิดนั้นกัสก็นึกย้อนกลับไปยังตอนที่เขาย้อนกลับมาอีกครั้งเพื่อค้นหาข้อมูลบางอย่างที่เขาอาจจะหลงลืมไปจากความทรงจำที่พร่ามัวในอดีต

                ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งสับสนแต่ในขณะเดียวกันนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนว่ากำลังจะจับอะไรบางอย่างได้

                กัสนั่งนิ่งคิดอยู่แบบนั้นนานมากนานจนกระทั่งแสงสว่างจากด้านนอกกลายเป็นสีส้มแดงจากนั้นจึงตามมาด้วยเสียงฝีเท้าและการเปิดประตูของน้องสาวทั้งสอง

                “ท่านพี่ ได้เวลาอาหารแล้วค่ะ”

                “พี่กัสกินข้าว!!”

                “ห๊ะ! อะไรกันนี่เย็นแล้วหรอ”

                เสียงเรียกนั้นปลุกกัสให้ตื่นขึ้นมาจากภวังค์และรีบหันไปมองด้านนอกก็พบว่าแสงสว่างจากภายนอกกลายเป็นสีส้มแดงแล้วซึ่งบอกให้เขารู้ว่าดวงอาทิตย์กำลังจะตกดินในไม่ช้า

                พอเห็นแบบนั้นกัสก็ตกใจและคิดไปถึงตอนที่เขากลับมาซึ่งยังไม่ถึงเที่ยงวันด้วยซ้ำ

                ทว่าตอนนี้กลับกลายเป็นเย็นไปเสียแล้วทำเอากัสถึงกับตระหนกเพราะเขาไม่คิดว่าตัวเองจะใช้เวลาคิดนานขนาดนี้ได้

                “ข..เข้าใจแล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ละ”

                ถึงจะยังสับสนแต่กัสก็ตัดสินใจเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อนเพราะเขาไม่อยากทำให้ทุกคนเป็นห่วงและในเวลาเดียวกันนั้นเขาก็มีความรู้สึกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเขาในตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดีมากกว่าเรื่องร้าย

                ด้วยเหตุนี้กัสก็เลยรู้สึกว่าไม่บอกก็คงไม่เป็นไรเพราะมันไม่น่าจะทำให้เขาเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาได้

                คิดแล้วกัสก็เดินตามน้องสาวไปแล้วเริ่มทานอาหารเย็นตามปกติเหมือนทุกๆวัน ตามมาด้วยการพักผ่อนเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าประจำวันไปพร้อมกับการจิบเบียร์เย็นๆแก้วใหญ่

                ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันนั่งเล่นไปด้วยกันพูดคุยกันเล็กๆ น้อยๆ ตามกิจวัตรประจำวันที่แสนสงบ

                กัสเริ่มหยุดคิดและมองดูภาพนี้ด้วยความรู้สึกที่พึงพอใจประสบการณ์ต่อสู้ที่รุนแรงก่อนหน้านี้ทำให้เขารู้สึกกดดันมากเลยทีเดียว

                แต่ยิ่งรู้สึกกดดันจากการต่อสู้มากเท่าไหร่ยามที่เขาได้สัมผัสกับความสงบสุขอีกครั้งเขาก็ยิ่งรู้สึกดีมากยิ่งขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

                ความยินดีนี้ทำให้กัสยิ้มออกมาตลอดจนส่งผลต่อไปถึงน้องสาวทั้งสองที่หันมามองและยิ้มให้กับกัสก่อนจะหันกลับไปพูดคุยและหัวเราะกับอิจิโกะกับน้องตามประสาของเด็กผู้หญิง

                กัสเองก็ไม่ได้คิดที่จะร่วมด้วยหากแต่นั่งฟังไปเรื่อยๆจนกระทั่งวันที่แสนเหนื่อยยากผ่านพ้นไป

                เมื่อเช้าของวันใหม่มาถึงบรรยากาศภายในดินแดนก็กลับมาเป็นปกติกัสยังคงทำงานอย่างหนักเหมือนเดิมและเริ่มปลูกผักชุดใหม่เพื่อเติมเต็มส่วนที่ถูกเก็บเกี่ยวไปก่อนหน้านี้ทีละส่วนๆ

                ครั้งนี้เขาเพิ่มจำนวนขึ้นอีกเล็กน้อยจนทำให้แปลงผักที่ใหญ่โตของเขาเริ่มมีสีสันมากขึ้นทุกขณะ

                ในเวลาเดียวกันนั้นเขาก็มองไปยังผักอีกสองชนิดที่ปลูกมาตั้งแต่แรกเริ่มที่ใกล้จะเก็บเกี่ยวได้อย่างหัวผักกาดกลิ่นหอมและแครอทใบหนาม

                ช่วงเวลาเพาะปลูกของผักสองชนิดนี้อยู่ที่ประมาณ3 เดือนและด้วยความที่กัสไม่ได้ใช้ปุ๋ยกับพวกมันเลยทำให้พวกมันค่อยๆเติบโตขึ้นตามธรรมชาติ

                แตกต่างจากผักชุดใหม่ที่ปลูกหลังจากผักสองชนิดนานกว่าหนึ่งเดือนแต่กลับเติบโตจนใกล้จะตามพวกมันทันแล้ว

                กัสยังคงมองดูแปลงผักของเขาด้วยความรู้สึกที่หลากหลายก่อนจะคิดไปถึงพลังแปลกๆของเขาและตัดสินใจเดินเข้าไปยังป่าไผ่อีกครั้งเพื่อทดสอบความคิดบางอย่าง

                หลังจากเดินเข้าออกป่าไผ่มาหลายครั้งกัสก็เริ่มคุ้นเคยกับมันมากขึ้นจนถึงขนาดที่สามารถเดินไปยังลานกว้างที่เคยใช้ได้ในทันทีโดยไม่ต้องมองหาอีกแล้ว

                ครั้งนี้กัสเดินเข้าไปหยุดอยู่ที่ข้างต้นไผ่จากนั้นยกมือขึ้นแล้วนึกถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนจากนั้นส่งพลังวิญญาณเข้าไป

                อึดใจเดียวเท่านั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบนฝ่ามือทั้งสองทว่าครั้งนี้มันไม่ได้เปลี่ยนไปจนดูน่าเกลียดน่ากลัวเหมือนตอนแรกอีกหากแต่ให้ความรู้สึกที่แข็งแกร่งขึ้นในสภาพที่แทบไม่ต่างจากเดิม

                สิ่งเดียวที่เกิดความเปลี่ยนแปลงจนเห็นได้ชัดนั้นมีเพียงเล็บที่ยืดยาวออกไปเล็กน้อยเพียงเท่านั้น

                กัสจ้องมองมือของตัวเองอยู่นานก่อนจะมองไปยังต้นไผ่ที่อยู่ด้านหน้าจากนั้นก็สะบัดฝ่ามือออกไปราวกับดาบ

                พริบตานั้นเส้นแสงสีดำก็พุ่งออกไปด้านหน้าและตัดต้นไผ่จนขาดออกอย่างง่ายดาย

                ดวงตาของกัสสว่างวูบขึ้นมาครั้งหนึ่งจากนั้นก็สะบัดฝ่ามือออกไปอีกครั้งและอีกครั้งฝ่ามือของเขาสะบัดออกไปติดต่อกันนับสิบครั้งจนทำให้ต้นไผ่รอบตัวของเขาถูกตัดออกเป็นท่อนๆหล่นกองอยู่รอบตัว

                “ใช่จริงๆ ด้วย..พลังของพรถูกพลังของข้ากินเข้าไปจริงๆ”

                ในที่สุดกัสก็พอจะเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขากันแน่และอะไรที่ทำให้เขาสามารถใช้พลังของคนอื่นที่ถูกเขากินวิญญาณเข้าไปได้

                ตระกูลอันดูวเดธนั้นมีชื่อเสียงในด้านของศาสตร์แห่งความตายโดยเฉพาะด้านวิญญาณที่ค่อนข้างจะมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษเลยก็ว่าได้

                และด้วยฐานะของทายาทบุรุษของตระกูลอันดูวเดธกัสย่อมได้รับการสั่งสอนในด้านนี้มามากเป็นพิเศษจึงทำให้เขามีความรู้ความเข้าใจต่อพลังวิญญาณมากเป็นพิเศษ

                พอได้คิดได้ทดสอบและทบทวนความทรงจำอีกครั้งเขาก็เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างชีวิตที่แล้วของเขากับชีวิตใหม่นี้

                สิ่งที่ชีวิตก่อนของเขาไม่มีคืออะไรและอะไรที่เขามีอยู่ในชีวิตนี้

                เมื่อคิดถึงเรื่องนี้กัสก็มองเห็นแสงสว่างได้ในทันทีและเริ่มส่งจิตสำนึกดำดิ่งเข้าไปในช่องว่างวิญญาณเพื่อเผชิญหน้ากับผลึกแก้วที่ไม่รู้ว่ามันมาอยู่ในช่องว่างวิญญาณของเขาได้ยังไง

                “สิ่งนี้สินะ..เป็นเพราะพลังชำระล้างที่ทรงพลังนี้ชำระวิญญาณของคนที่ข้ากินลงไป”

                ในโลกนี้มีความรู้มากมายและมีศาสตร์แห่งพลังที่หลากหลายแต่โดยรวมแล้วพวกมันสามารถแบ่งแยกออกเป็นสามรูปแบบหลักๆ นั่นคือ พลังเวทพลังชีวิตและพลังวิญญาณ

                พลังทั้งสามรูปแบบนี้มีระดับความยากง่ายในการฝึกฝนที่แตกต่างกัน

                ทว่าพวกมันก็มีวิธีฝึกฝนรูปแบบหนึ่งที่สามารถใช้ร่วมกันได้นั่นคือการดูดกลืนพลังจากผู้อื่นซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดแต่กลับมีความเสี่ยงสูงมากจนไม่มีใครกล้าใช้วิธีนี้ในการฝึกฝนตนเอง

                โดยเฉพาะกัสที่รู้ดีถึงความเสี่ยงในการกลืนกินวิญญาณของคนอื่นเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับวิญญาณของตัวเอง

                ทว่าเขานั้นลืมตัวและใช้วิธีนี้ลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจในการต่อสู้ครั้งแรกจนส่งผลให้เขาต้องเผชิญกับผลกระทบจากการกลืนกินวิญญาณจนถึงกับหมดสติไปเลยทีเดียว

                แต่หลังจากหมดสติไปเขาก็ได้รับรู้ถึงการคงอยู่ของผลึกแก้วสีขาวและรู้ถึงพลังอำนาจที่น่าตกตะลึงของมัน

                พลังในการชำระล้างวิญญาณพลังนี้ทำให้กัสกล้าที่จะเสี่ยงและใช้วิธีกลืนกินวิญญาณในการต่อสู้จนเอาชนะบุรุษหัวล้านมาได้โดยง่ายก่อนจะเริ่มต้นชำระวิญญาณของเขาอีกครั้งจนทำให้พลังวิญญาณของคนที่เขาฆ่าถูกนำมาเสริมพลังให้กับดวงวิญญาณของเขา

                ในขั้นตอนนี้เองที่กัสคิดว่ามันน่าจะทำให้พลังของพรศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนอยู่ในดวงวิญญาณของบุรุษหัวล้านหลอมรวมเข้ากับพลังของเขา

                ส่วนเหตุผลที่มือของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงในตอนแรกนั้นกัสคิดว่าน่าจะเป็นเพราะความเข้ากันได้ของพลังที่ดูดกลืนมาไม่สามารถผสานกับพลังเดิมได้มันจึงเกิดการต่อต้านและถูกกระตุ้นให้แสดงผลออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

                จนท้ายที่สุดพลังของเขาก็ทำงานและเริ่มกลืนกินพลังของพรลงไปจนกระทั่งสามารถเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังของเขาได้ในที่สุด

                ซึ่งพลังที่กัสใช้ออกมานี้ยังแตกต่างจากพลังของบุรุษหัวล้านอยู่พลังของเขาไม่ได้มีพลังในการฉีกกระชากหรือตัดแบ่งอย่างที่ควร

                ทว่ามันเป็นการกลืนกินอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งต่างจากเดิมตรงที่ไม่ได้กลืนกินด้วยปากของหัวสิงโตสีดำที่สร้างจากพลังวิญญาณ

                แต่ใช้วิธีกลืนกินด้วยคมดาบแทนเท่านั้นพูดง่ายๆ แทนที่จะบอกว่าพลังของเขากลืนกินพลังของคนอื่นมาเป็นของตัวเองสู้บอกว่ามันกลืนกินลักษณะเฉพาะของพลังอื่นมาเสริมให้กับพลังของเขาน่าจะถูกกว่า

                เขาไม่ได้พลังของบุรุษหัวล้านมาเป็นของตัวเองแต่ดูดซับเอาเอกลักษณ์ของพลังที่มีความสามารถในการฉีกกระชากมาเท่านั้น

                ถ้าเทียบกับพลังของบุรุษหัวล้านที่เป็นการตัดแบ่งจนกลายเป็นสองชิ้นแล้วละก็พลังของกัสก็เป็นการกลืนกินส่วนเล็กๆ ที่เชื่อมต่อสิ่งนั้นเข้าไปจนมันขาดเป็นสองส่วน

                ผลลัพธ์มันดูแทบไม่ต่างกันแต่ถ้ามองให้ลึกลงไปจะเห็นว่ามันต่าง

                พลังของบุรุษหัวล้านนั้นแค่ใช่พลังของตัวเองตัดลงไปส่วนกัสจะเป็นการกินเข้าไป มวลโดยรวมของวัตถุที่ถูกตัดแบ่งจะแตกต่างกัน

                ด้านหนึ่งจะสูญเสียไปเล็กน้อยจากปัจจัยบางอย่างส่วนรูปแบบของกัสนั้นจะทำให้ส่วนที่ถูกพลังของเขากินหายไปซึ่งจะทำให้มวลรวมของวัตถุชิ้นลดลงมากกว่ามาก

                กัสมองดูผลลัพธ์จากการใช้พลังในรูปแบบใหม่ของเขาจากนั้นก็นึกถึงรูปแบบที่เหมาะสมกว่าก่อนจะทดสอบมันอีกครั้ง

                คราวนี้กัสใช้วิธีที่คล้ายกับการใช้พลังตามปกติของเขาแต่เลือกรูปแบบที่ต่างออกไปจากเดิมแทน

                พริบตานั้นเงาสีดำของกรงเล็บก็ปรากฏขึ้นที่ด้านตัวกัสจากนั้นมันก็บินออกไปตามคำสั่งของกัสและตัดต้นไม้ที่อยู่ตามเส้นทางจนขาดเป็นท่อนๆได้โดยไม่มีแรงต้านใดๆ

                “นี่มัน..สุดยอด!!”

                การค้นพบนี้ทำให้กัสตื่นเต้นดีใจเป็นที่สุดเพราะมันเป็นวิธีการที่จะช่วยให้เขาสามารถลบจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเขาไปได้

                ปัญหาที่กัสพบเจอมาตลอดตั้งแต่ชีวิตที่แล้วของเขานั่นคือรูปแบบการโจมตีที่เรียบง่ายจนเกินไปจนไม่สามารถพลิกแพลงได้

                ทว่าตอนนี้มันไม่มีปัญหาอะไรสำหรับเขาอีกแล้วหากใช้วิธีนี้ในการกลืนกินเอกลักษณ์ของพรศักดิ์สิทธิ์รูปแบบอื่นมาได้ละก็การสร้างรูปแบบการโจมตีที่หลากหลายก็ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป

                ในขณะที่คิดอยู่นั้นกัสก็พยายามทดลองใช้พลังรูปแบบใหม่ของเขาอย่างต่อเนื่องและได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆจากมันอีกมาก

                ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีด้วยกรงเล็บโดยตรงหรือการตะปบใส่อากาศเพื่อสร้างคลื่นพลังที่สามารถโจมตีระยะไกลได้

                ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเขาผสานมันเข้ากับทักษะราชสีห์ล่าเหยื่อเข้าไปกรงเล็บนี้ก็สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยความตั้งใจของมันและจู่โจมใส่เป้าหมายได้ด้วยตัวเอง

                เมื่อไม่ต้องเสียเวลาควบคุมด้วยตัวเองกัสก็สามารถเพิ่มจำนวนของกรงเล็บได้มากขึ้นจนสามารถสร้างกรงเล็บออกมาได้มากกว่า10 คู่เลยทีเดียว

                ยิ่งทดลองใช้กัสก็ยิ่งหัวเราะชอบใจก่อนจะถูกเสียงร้องตะโกนของน้องสาวที่ดังมาจากด้านหลังเรียกสติของเขากลับมา

                “พี่กัส!! ทำมาตัดต้นไผ่แบบนี้ทำไมอะ!”

                เสียงตะโกนของน้องสาวคนเล็กนั้นเต็มไปด้วยความตกใจและสับสนเธอมองดูป่าไผ่ที่ถูกถางหายไปเกือบ 1 ใน 10 ด้วยความรู้สึกสูญเสีย

                ในฐานะของคนที่ทำหน้าที่เก็บของป่าเธอย่อมมีความเข้าใจต่อป่าไผ่ดีที่สุดด้วยเหตุนี้เธอจึงรู้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับป่านั้นส่งผลต่อของป่ามากขนาดไหน

                ซึ่งจริงๆแล้วกัสเองก็เป็นคนที่บอกเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกด้วยแต่เธอก็ไม่คิดว่าพี่ชายของเธอจะนึกสนุกออกมาถางป่าเล่นแบบนี้

                กัสเองพอเห็นสีหน้าของน้องสาวที่มองไปยังต้นไผ่ที่ถูกตัดเป็นท่อนๆด้วยความเสียดายก็ยิ้มไม่ออกเลยทีเดียว

                “เออ..ข้าลืมตัวไปหน่อยขอโทษนะเจ้าตัวเล็ก..แต่เจ้าดูนี่สิ นี่คือพลังใหม่ของข้า!!”

                เพื่อเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากน้องสาว กัสตัดสินใจแสดงพลังใหม่ของเขาออกมาแล้วควบคุมมันให้บินไปมาแล้วทำการตัดท่อนไผ่บนพื้นจนแยกเป็นชิ้นๆให้เธอดูซ้ำอีกครั้ง

                ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นไปตามที่กัสหวังน้องสาวคนเล็กของเขานั้นไม่ใช่พวกที่คิดอะไรมากและมีความชอบต่อของที่แปลกใหม่เสมอ

                ทันทีที่กัสแสดงพลังใหม่ให้เธอเห็นดวงตาของเด็กสาวก็ทอประกายวาววับและลืมเรื่องที่เขาถางป่าไผ่ไปจนหมดสิ้นจากนั้นสองพี่น้องก็คุยเล่นกันอย่างสนุกสนานก่อนจะปิดท้ายด้วยการขนไม้ไผ่ออกไปเพื่อใช้ทำฟืนแทน

                จำนวนฟืนไม้ไผ่ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากนี้ทำให้น้องสาวคนโตนึกแปลกใจพอได้ยินคำอธิบายของน้องสาวคนเล็กที่พูดถึงพลังใหม่ของกัสไม่หยุดปากเธอก็ยิ้มออกมาด้วยความขบขันพลางมองดูพี่ชายที่หน้าแดงน้อยๆ ด้วยสายตารู้ทัน

                แต่ด้วยฐานะของน้องสาวและภรรยาการหักหน้าพี่ชายและสามีเช่นนี้ย่อมไม่ถูกต้องเธอจึงไม่พูดอะไรนอกจากยิ้มน้อยๆอย่างอ่อนหวาน พลางแกล้งพูดออกมาด้วยความพอใจราวกับว่าเธอดีใจมากที่กัสทำแบบนี้

                ด้วยวิธีนี้กัสจึงสลายความเขินอายได้อย่างรวดเร็วจากนั้นก็นั่งรออาหารมื้อเที่ยงที่กลายเป็นเนื้ออบไม้ไผ่ที่มีกลิ่นหอมของต้นไผ่อาหารจากเยื่อไผ่ไปจนถึงหน่อไม้ผัดเพื่อทำให้เมนูอาหารมีความเข้ากันได้ดีเป็นพิเศษ

                ความสดใหม่ของวัตถุดิบรวมกับฝีมือการปรุงที่ให้รสชาติของครอบครัวนี้ทำให้กัสรู้สึกเจริญอาหารขึ้นเป็นพิเศษเลยทีเดียว

                อิจิโกะกับน้องเองก็ดูจะไม่สงสัยอะไรเมื่อเห็นเมนูอาหารที่เต็มไปด้วยผลผลิตจากป่าไผ่

                ความผิดพลาดที่น่าอายของกัสก็เลยถูกปิดเอาไว้โดยไม่มีใครพูดถึงและในไม่ช้ามันก็จะถูกลืมไปหลังจากป่าไผ่ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ

                และเพื่อเป็นการตอบแทนน้องสาวที่น่ารักที่ช่วยพี่ชายอย่างเขาปิดบังเรื่องที่น่าอายค่ำคืนนั้นกัสก็เลยจัดหนักให้น้องสาวคนโตเป็นพิเศษจนทำเอาเธอถึงกับหมดแรงเลยทีเดียว

                หลังจากนั้นกัสก็ตอบแทนด้วยอ้อมกอดที่อบอุ่นที่กล่อมเด็กสาวนอนหลับฝันอย่างมีความสุขไปตลอดทั้งคืน

                ซึ่งก็แน่นอนว่าน้องสาวคนเล็กก็ได้รับค่าปิดปากไปด้วยเช่นกันจนทำให้สามพี่น้องนอนหลับฝันดีไปจนถึงเช้าของวันใหม่เลยทีเดียว