เมื่อได้ยินคำพูดของหลินจิงเหยาแถมยังเห็นไป๋ฉางเซิงที่อยู่ข้างกายเธอสีหน้าของหวงเส้าเทียนก็ดูเคร่งขรึมและมืดมนอย่างบอกไม่ถูก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่าสัตว์อสูรที่เขาภาคภูมิใจนักหนากลับไม่กล้าแม้แต่จะแยกเขี้ยวใส่เมื่อเผชิญหน้ากับไป๋ฉางเซิงยิ่งทำให้หวงเส้าเทียนรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่
คำพูดที่เพิ่งพ่นออกไปเมื่อครู่กลายเป็นเหมือนบูมเมอแรงที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเองเข้าอย่างจัง
“ทำไมไม่พูดแล้วล่ะ?”
“หรือว่าเป็นพวกไม่ชอบพูดมาตั้งแต่เกิด?”
หลินจิงเหยามองหวงเส้าเทียนพลางใช้คำพูดถากถางอย่างเห็นได้ชัด
หวงเส้าเทียนสบสายตาของหลินจิงเหยามุมปากของเขาขยับเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงแค่นเสียงเย็นชาในลำคอก่อนจะเตะเข้าที่ตัวสิงโตขนเพลิงกลืนอัคคีอย่างแรงหนึ่งทีแล้วสะบัดหน้าเดินจากไป
เมื่อเห็นเจ้านายเดินไปแล้วสิงโตขนเพลิงกลืนอัคคีก็รีบลุกขึ้นเดินตามไปทันที ไม่กล้าอยู่นานแม้แต่วินาทีเดียวเพราะกลัวว่าไป๋ฉางเซิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจะจู่โจมใส่มันกะทันหัน
ทางด้านไป๋ฉางเซิงที่มองตามหวงเส้าเทียนและสิงโตขนเพลิงกลืนอัคคีไปก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกทอดถอนใจ
เขายังจำได้ลางๆว่าตอนที่เพิ่งทะลุมิติมาใหม่ๆสิงโตขนเพลิงกลืนอัคคีตัวนี้เปรียบเสมือนภูเขาสูงใหญ่แค่มันใช้กรงเล็บตะปบทีเดียวก็คงบดขยี้เขาจนตายได้แล้ว
แต่ผ่านไปเพียงสามเดือนพละกำลังของเขากลับเหนือชั้นจนสามารถขยี้มันได้จมดิน
หากเขาต้องสู้กับเจ้าสิงโตตัวนี้จริงๆไม่เกินสามกระบวนท่า มันคงได้กลายเป็นอาหารในท้องของเขาแน่ๆ
ขณะมองหวงเส้าเทียนเดินลับตาไปสิ่งเดียวที่ตอบกลับแผ่นหลังนั้นคือการกลอกตามองบนของหลินจิงเหยา
“ก็แค่ทางบ้านมีฐานะเลยซื้อสิงโตขนเพลิงกลืนอัคคีมาได้นึกว่าตัวเองไร้เทียมทานในใต้หล้าหรือไง”
“ประเคนทรัพยากรลงไปตั้งเท่าไหร่แต่พลังที่เพิ่มขึ้นมายังสู้เสี่ยวไป๋ที่เป็นงูเกล็ดขาวไม่ได้เลย ไม่เข้าใจจริงๆว่าหมอนี่เอาความมั่นใจมาจากไหนนักหนาทั้งวัน”
“จืออวี๋ เธอว่างั้นไหม?”
ดูออกเลยว่าหลินจิงเหยามีอคติกับหวงเส้าเทียนมากจริงๆ
เพียงแต่คำพูดนี้พอเข้าหูคนรอบข้างกลับรู้สึกเหมือนโดนลากไปตบหน้ากันหมด
งูเกล็ดขาวเหรอ?นี่แกเรียกมันว่างูเกล็ดขาวธรรมดาได้ยังไง?
งูเกล็ดขาวบ้านไหนจะตัวยาวตั้งห้าเมตรแถมมีพลังระดับทหารอสูรระดับสองระดับสูงแบบนี้บ้าง?
แล้วตั้งแต่ปลุกพลังมามันเพิ่งผ่านไปนานแค่ไหนกันเชียวทำไมเจ้างูนี่ถึงมีพลังระดับนี้ได้?
ไม่เข้าใจเลยจริงๆแต่ที่แน่ๆ คือ ตราบใดที่พวกเขาไม่เสนอหน้าเข้าไปหาเรื่องเหมือนผู้ชายคนเมื่อกี้ต่อให้เจียงจืออวี๋จะเก่งแค่ไหนก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขา
“หวงเส้าเทียนเขาก็ไม่ได้ทำอะไร ทำเป็นมองไม่เห็นไปก็พอ”
แม้ตอนนี้ร่างกายของเจียงจืออวี๋จะอายุสิบแปดปีแต่สภาพจิตใจของเธอเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งที่เด็กวัยนี้ควรจะมี
สำหรับสิ่งที่หวงเส้าเทียนคิดหรือทำเจียงจืออวี๋มองปราดเดียวย่อมมองทะลุปรุโปร่ง แต่ในสายตาของเธอหวงเส้าเทียนก็แค่เด็กน้อยที่ยังอ่อนต่อโลกคนหนึ่งเท่านั้น
เธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับการตามตื๊อของเขาแต่ก็ไม่ถึงขนาดต้องเกลียดชังอะไรมากมาย
ทว่าพอหลินจิงเหยาได้ยินแบบนั้นเธอกลับส่ายหัว
“ฉันเกลียดหวงเส้าเทียนน่ะ ส่วนใหญ่เป็นเพราะพ่อของเขามากกว่า”
“คนรวยที่ไร้คุณธรรมคนนั้น... ลุงหลินที่อยู่บ้านตรงข้ามฉันน่ะเธอยังจำได้ใช่ไหม?”
เจียงจืออวี๋ตอบรับอือในลำคอเธอจำได้ว่าเขาเป็นชายวัยกลางคนที่ดูซื่อสัตย์และโอบอ้อมอารี
“ก่อนหน้านี้ลุงหลินทำงานที่โรงงานของพ่อหวงเส้าเทียนแต่ระหว่างทำงานเครื่องจักรเกิดขัดข้อง ทำให้มือขวาของลุงหลินถูกหนีบจนขาด”
“มันเป็นอุบัติเหตุจากการทำงานที่เถียงไม่ได้เลยแต่พอถึงหูพ่อของหวงเส้าเทียน กลับกลายเป็นว่ามันเป็นความผิดของลุงหลินเอง”
“นอกจากจะปฏิเสธการจ่ายค่าชดเชยแล้วยังจะฟ้องกลับลุงหลินฐานทำเครื่องจักรพังและเรียกค่าเสียหายอีก”
“เขายอมจ่ายเงินสี่แสนเพื่อจ้างทนายมาสู้คดีกับลุงหลินแต่กลับไม่ยอมใช้เงินสี่แสนนั้นจ่ายเป็นค่าชดเชยให้ลุง”
“คนแบบเนี้ย จะให้ฉันรู้สึกดีด้วยได้ยังไง”
เมื่อได้ยินสิ่งที่หลินจิงเหยาพูดไม่ใช่แค่เจียงจืออวี๋ที่ชะงักไป แม้แต่ไป๋ฉางเซิงเองก็ยังรู้สึกพูดไม่ออก
ถ้าความจริงเป็นไปตามที่หลินจิงเหยาเล่าพ่อของหวงเส้าเทียนคนนี้ก็ช่างไร้ความเป็นคนจริงๆ
ค่าทนายหลายแสนควักจ่ายได้หน้าตาเฉยแต่คนงานของตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการทำงานจนพิการกลับไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยแม้แต่น้อย
มิน่าล่ะหลินจิงเหยาถึงได้รังเกียจหวงเส้าเทียนขนาดนี้
“เพราะงั้น ทุกครั้งที่เห็นหวงเส้าเทียนมาโอ้อวดว่าบ้านเขารวยแค่ไหนให้ทรัพยากรฝึกฝนเขามากเท่าไหร่ ฉันก็อดไม่ได้ที่จะอยากด่าเขาทุกที”
“ก็แค่ตอนนี้ฉันยังเก่งไม่พอไม่งั้นคนที่ฉันด่าคงไม่ได้มีแค่หวงเส้าเทียนคนเดียวแน่”
หลินจิงเหยาเป็นคนนิสัยตรงไปตรงมาการที่เธอทนเห็นเรื่องแบบนี้ไม่ได้จึงเป็นเรื่องปกติเจียงจืออวี๋ได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเธอหลับตาลงเพื่อพักผ่อนและปรับสมดุลพลังอีกครั้ง
ส่วนไป๋ฉางเซิงชำเลืองมองหลินจิงเหยาแวบหนึ่งพลางรู้สึกเอ็นดูเด็กสาวคนนี้มากขึ้นไปอีกนิด
หลังจากจบเรื่องวุ่นวายเล็กๆนี้ ภายในโบกี้รถไฟก็กลับมาอยู่ในความสงบอีกครั้งถึงจะมีคนคุยกันบ้างก็เป็นเพียงเสียงกระซิบเบาๆ กับเพื่อนข้างกายไม่คิดจะรบกวนคนอื่น
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงในที่สุดรถไฟก็เข้าสู่เมืองผู้ฝึกยุทธ์
เมื่อได้เห็นเมืองผู้ฝึกยุทธ์ที่ก่อนหน้านี้เคยเห็นแค่ในโทรทัศน์หรือคลิปสั้นๆนักศึกษาส่วนใหญ่ต่างก็แสดงสีหน้าตกตะลึงออกมา
แต่สิ่งเหล่านี้สำหรับเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงแล้วกลับไม่ได้ดูพิเศษอะไรนัก
เธอเมินเสียงอุทานด้วยความตื่นเต้นของหลินจิงเหยาแล้วจูงมือเพื่อนสาวเดินตามฝูงชนมุ่งหน้าไปยังลานกว้างของเมืองผู้ฝึกยุทธ์
เนื่องจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยสายต่อสู้เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ทางการจึงได้เข้ายึดพื้นที่เมืองผู้ฝึกยุทธ์แห่งนี้ชั่วคราวพร้อมทั้งกำจัดสัตว์อสูรระดับสูงในรัศมีสามร้อยกิโลเมตรรอบเมืองออกไปจนหมด
เมืองผู้ฝึกยุทธ์ที่เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงเคยไปก่อนหน้านี้ก็อยู่ในเขตพื้นที่การทดสอบภาคปฏิบัติครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
เพียงแต่ครั้งนี้พวกเธอไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ที่เมืองนั้น
“ตามกฎเกณฑ์ของทางการเราสามารถพักในเมืองผู้ฝึกยุทธ์ได้หนึ่งคืนเพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อมที่สุด”
“เวลาเริ่มสอบจริงๆ คือพรุ่งนี้ตอนเที่ยงตรง จนถึงเที่ยงตรงของวันมะรืน”
“นักศึกษาคนไหนที่ต้องการใช้อาวุธหรือชุดป้องกันของทางการสามารถไปรับอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับตัวเองได้ที่ลานกว้าง”
“แต่พวกเราสองคนคงไม่ต้องใช้หรอก งั้นกลับไปพักผ่อนที่ห้องกันเลยดีกว่า”
เจียงจืออวี๋อยากจะกลับไปพักที่ห้องทันทีแต่ดูเหมือนความอยากรู้อยากเห็นของหลินจิงเหยาจะถูกเมืองผู้ฝึกยุทธ์แห่งนี้ดึงดูดเข้าให้แล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะการสอบครั้งนี้เธออาจจะไม่มีโอกาสมาที่นี่เลยทั้งชีวิต ดังนั้นจึงอยากจะเดินเที่ยวชมให้ทั่ว
เจียงจืออวี๋ขัดเพื่อนไม่ได้จึงต้องยอมเดินเที่ยวเป็นเพื่อนเธอตลอดทั้งบ่าย
แต่อย่างน้อยช่วงบ่ายนี้ก็ไม่ได้เสียเปล่าเสียทีเดียวเพราะพวกเธอได้ลิ้มลองรสชาติอาหารเลิศรสที่เป็นเอกลักษณ์ประจำเมืองผู้ฝึกยุทธ์แห่งนี้
“คุณหนูทั้งสอง อาหารจานนี้คือเมนูเด็ดที่มีแค่ในเมืองผู้ฝึกยุทธ์หมายเลข 042ของเราเท่านั้น”
“เมนูนี้ชื่อว่าปลาคาร์ปกระโดดข้ามประตูมังกร”
“วัตถุดิบที่เราใช้คือปลาคาร์ปมังกรซึ่งเป็นสัตว์อสูรสายพันธุ์เฉพาะที่มีอยู่ในทะเลสาบเลือดมังกรห่างจากเมืองผู้ฝึกยุทธ์หมายเลข 042 ไปประมาณหนึ่งร้อยกิโลเมตร”
“ว่ากันว่าทะเลสาบเลือดมังกรแห่งนี้เกิดขึ้นจากการที่มหายอดฝีมือในยุคโบราณสังหารเทพมังกรแล้วเลือดของเทพมังกรสาดกระเซ็นลงมาจนกลายเป็นทะเลสาบการดื่มกินน้ำในแหล่งนี้เป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและอายุยืนยาว”
“เจ้าปลาคาร์ปมังกรตัวนี้อาศัยอยู่ในทะเลสาบเลือดมังกรมานานหลายปีร่างกายจึงเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นมาเล็กน้อยจนมีกลิ่นอายสายเลือดมังกรแฝงอยู่ในตัวด้วย”
“แม้จะไม่ล้ำค่าเท่าพวกสัตว์อสูรที่กลายพันธุ์รอบสองแต่ก็ถือว่าเป็นของที่หาได้ยาก”
“แถมปลาคาร์ปมังกรพวกนี้พอพ้นน้ำปุ๊บก็ตายปั๊บ ไม่สามารถขนส่งระยะไกลได้เลยเพราะงั้นต้องมาที่เมืองผู้ฝึกยุทธ์หมายเลข 042 เท่านั้นถึงจะได้กิน”