ที่โลกเบื้องล่าง ภายในหอการค้าหมื่นมหาสมุทร ซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองขนาดใหญ่ที่สุดขอบภาคตะวันตก ท่ามกลางความหรูหราของเรือนกระจกและเสาหินสีฟ้าใส ที่ชั้นบนสุดของอาคารหลังใหญ่ มีห้องรับรองลับซึ่งใช้สำหรับการเจรจาระดับสูงที่มีเพียงไม่กี่คนในโลกเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าถึง
ในห้องนั้น มีโต๊ะอาหารที่ถูกสร้างมาจากหินหยกหายากตั้งอยู่กลางห้อง กลุ่มคนแปดคนในชุดคลุมดำพร้อมสวมหน้ากากปิดบังทั้งหน้ายกเว้นปาก กำลังนั่งล้อมวงรับประทานอาหารกันอย่างสบายๆ กลิ่นหอมของอาหารชั้นเลิศลอยอบอวลอยู่เต็มห้อง แต่สิ่งที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจนก็คือ บริเวณพื้นหินใกล้ๆ โต๊ะทานอาหารนั้น มีร่างของชายชราคนหนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่ เขาสวมชุดของผู้นำสาขาหอการค้าหมื่นมหาสมุทรประจำโลกเบื้องล่าง ชุดสีทองเข้มที่แสดงสถานะเด่นชัดของผู้นำใหญ่ของสายการค้า
แต่ตอนนี้...เขากลับอยู่ในท่าทางของทาสผู้ต่ำต้อยอย่างสมบูรณ์
หานหมิง ที่สวมหน้ากากรูปยิ้มซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะวางตะเกียบลงเบาๆ เมื่อรับประทานเสร็จ พร้อมกับหยิบม้วนคัมภีร์ขึ้นมาอ่านแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ถูกดัดแปลงไปจนไม่สามารถคาดเดาแม้กระทั่งเพศของเขาได้
“นี่คือความลับทางการค้าทั้งหมดของพวกเจ้าที่มีใช่หรือไม่”
ชายชราที่อยู่เบื้องล่างเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มคนตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง แม้จะถูกกดดันถึงขีดสุด แต่เขาก็ยังไม่เผยความกลัวให้หานหมิงเห็น แม้ในใจของเขาจะไม่สามารถทำให้สงบลงได้เลยก็ตาม
คนทั้งแปดที่อยู่ตรงหน้าเขานั้น แม้ภายนอกจะดูนิ่งเฉย แต่พลังที่แผ่ออกมาจากแต่ละคนกลับไม่ธรรมดา พวกเขาทั้งหมดต่างมีระดับการบ่มเพาะในขั้นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับเขา แต่ความห่างชั้นด้านพลังนั้นมันห่างกันราวฟ้ากับเหวลึก
ชายชราเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าแล้วตอบอย่างหนักแน่น
“นี่คือทั้งหมดแล้วขอรับ”
หานหมิงไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม เขาเพียงพยักหน้าเบาๆ พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบาๆ
“ตอนนี้ เจ้าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดอย่างสมบูรณ์ จงเหยียบความลับนี้ไว้ให้แน่นละ”
ชายชราก้มศีรษะลงเล็กน้อย “รับทราบขอรับ”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ในใจเขากลับบ่นไม่หยุด
“ใครมันจะกล้าพูดกัน เจ้าฝังอะไรลงมาในร่างข้าเมื่อครู่ เจ้าคิดว่าข้าลืมหรือไง…”
เขาได้แต่ส่ายหน้าอย่างหมดหนทาง
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ไม่นาน เขาเพิ่งได้รับการแจ้งเตือนจากรองหัวหน้าสาขาว่ากลุ่มคนแปลกหน้าเหล่านี้มีข้อเสนอทางการค้าที่สำคัญยิ่ง พวกเขานำสมุนไพรระดับจักรพรรดิมาจำนวนมากมายหลายพันต้น และมันไม่ใช่ของปลอมแม้แต่ต้นเดียว
เขาจึงตัดสินใจออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง แต่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมากลับไม่ใช่การเจรจา
ชายคนหนึ่งในกลุ่ม ผู้สวมหน้ากากรูปหน้ายิ้ม ก้าวออกมาช้าๆ แล้วโจมตีเขาในทันทีโดยไม่ให้ตั้งตัว บรรยากาศโดยรอบถูกปิดกั้นจากโลกภายนอกทั้งหมด แม้แต่การส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือยังไม่สามารถทำได้
จากนั้นสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าก็เกิดขึ้น เขาถูกฝังบางสิ่งบางอย่างเข้าไปในร่างกายโดยไม่ทันตั้งตัว พลังนั้นลึกลับและแปลกประหลาด
หานหมิงไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงทิ้งคำสั่งไว้ว่า
“ห้ามทำสิ่งใดก็ตามที่เป็นการทรยศต่อข้าโดยเด็ดขาด”
หลังจากนั้นเพียงชั่วลมหายใจ หานหมิงก็กระตุ้นพลังที่ฝังไว้โดยไม่ให้เขาได้ตั้งตัว ความเจ็บปวดทรมานยิ่งกว่าถูกฉีกกระชากทั้งจิตใจและร่างกายถาโถมใส่เขาทันที จนเขาต้องลงไปนอนดิ้นทุรนทุราย
“ข้า...ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย...” เขาตะโกนขึ้นในตอนนั้น
แต่คำตอบที่ได้จากอีกฝ่ายกลับไม่ได้สนใจในสิ่งที่เขาพึ่งพูดไปเลยแม้แต่น้อย
“จงนำความลับทางการค้าทั้งหมดมาให้ข้า ทั้งข้อมูลการจัดการบริหาร รูปแบบเคลื่อนย้ายสู่โลกเบื้องบน โครงสร้างภายในของหอการค้าและข้อมูลลับอื่นๆ”
ชายชรานั้นแน่นอนว่าเขาไม่ยอมง่ายๆ เพราะตัวเขาเองก็มีผนึกสัญญากับหอการค้าหมื่นมหาสมุทร ว่าจะไม่ทรยศหรือเปิดเผยความลับขององค์กร ไม่ว่าจะถูกข่มขู่เพียงใดก็ตาม หากเขาเปิดเผยความลับเขาก็จะตายอยู่ดี
แต่ทว่าหานหมิงกลับคลายผนึกนั้นได้อย่างง่ายดาย เขาไม่ได้ทำลายมัน แต่แค่ปิดกั้นมันไม่ให้ทำงานก็เท่านั้น ผนึกยังคงอยู่ แต่มันไร้พลังในตอนนี้
ชายชราจึงไม่เหลือทางเลือก เขาเป็นแค่คนที่มีพลังคนหนึ่งในโลกแห่งอำนาจนี้ ต่อให้ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ยังรักชีวิตของตน เขาเลยทำเพียงสิ่งเดียวที่ยังทำได้ รวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่หานหมิงต้องการแล้วนำมาให้...โดยไม่อิดออดอีกต่อไป
กลับมาที่ปัจจุบัน หานหมิงนั่งอ่านเอกสารเหล่านั้นด้วยความรวดเร็ว เขาได้มาสอดส่องวิธีทำการค้าของหอการค้าหมื่นมหาสมุทรตั้งแต่เมื่อวานทั้งการบริหารและการจัดการแล้วค่อนข้างถูกใจเขาเลยตัดสินใจปล้นความรู้จากที่นี้เลยเพื่อใช้เป็นรูปแบบหอการค้าที่เขาจะสร้างในโลกเบื้องบน
เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาต้องการ หานหมิงจึงดีดนิ้วเบาๆ
ตูมมมม!!
เสียงระเบิดดังสะท้านฟ้าไปทั่วเขตการค้าใจกลางเมือง เสียงนั้นมาจาก หอการค้าหมื่นมหาสมุทร ที่ภายนอกของมันตอนนี้พังทลายเสียหายหนัก ควันดำพวยพุ่งสูงราวกับทะลุฟ้า
เสียงตะโกนลั่นของพนักงานคนหนึ่งดังฝ่าความชุลมุนขึ้นมา
“แย่แล้ว!! ห้องโถงวิญญาณระเบิด! รีบไปตามท่านผู้นำสาขาด่วน!!”
ขณะเดียวกัน ภายในห้องรับแขกอันหรูหราของหอการค้าหมื่นมหาสมุทร ผู้นำคนปัจจุบันยังคงนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นอย่างใจเย็นโดยไม่รู้ว่าข้างนอกเกิดหายนะขึ้นแล้ว แต่แล้ว เสียงของหานหมิงก็ดังขึ้นกลางอากาศ
“ฮ่าวหยาง”
ชายผู้สวมชุดสีดำ ใบหน้าถูกบดบังด้วยหน้ากากเปลวเพลิง ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจากโต๊ะอาหารอย่างไม่รีบร้อน เขาเดินตรงไปยังชายชราที่เริ่มรู้สึกได้ถึงความตาย ร่างกายของเขาสั่นเล็กน้อยเหมือนรับรู้ได้ถึงบางอย่างที่ไม่ดีกำลังจะเกิดขึ้น
ฮ่าวหยางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของชายชราก่อนจะถอดหน้ากากของตนเองออกอย่างช้าๆ
“ไม่ได้เจอกันนานเลย...”
เสียงของฮ่าวหยางดังขึ้นเบาๆ แต่มันก็มากพอจะปลุกฝันร้ายให้ตื่นขึ้นได้
ชายชราเบิกตากว้างขึ้นทันที พร้อมกับปากที่สั่นระริกระริก พูดไม่เป็นคำ
“เจ้า... เจ้า... เจ้า...”
“อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาา!!”
เสียงกรีดร้องลั่นอย่างเจ็บปวดดังออกจากปากของชายชรา เขาก้มมองเท้าของตนเองที่ตอนนี้เปลวไฟสีแดงกำลังลามเผาเนื้อจนไหม้เกรียม กลิ่นไหม้ของเลือดและเนื้อสดแผ่กระจายไปทั่วห้อง
เปลวไฟนั้นค่อยๆ ลามขึ้นจากเท้าไปถึงขา ก่อนจะไต่ขึ้นเรื่อยๆ อย่างช้าๆ และทรมาน
“อ๊าาาา!! เจ้า!! อ๊าาา!! ฆ่า... ข้า!! ฆ่าข้าาาาาา!!”
ในความเจ็บปวดแสนสาหัส ชายชราพยายามกัดลิ้นตนเองเพื่อจบชีวิตหนีความทรมาน แต่ไม่ทันที่เขาจะได้ทำเช่นนั้น หมัดหนักของฮ่าวหยางก็พุ่งกระแทกเข้าที่ใบหน้าของเขาอย่างรุนแรง
เสียง กร๊อบ!! ดังสะท้อนไปทั่วห้อง
ขากรรไกรที่ปากของชายชราหักจนแหลกละเอียด ปากของเขาขยับไม่ได้อีกต่อไป มีเพียงเสียงหอบและเสียงพูดเบาๆ ที่ไม่สามารถหลุดออกมาจากลำคอและร่างกายที่ถูกไฟลามไปอย่างช้าๆ ได้
เปลวเพลิงค่อยๆ ไหลขึ้นจากลำตัวสู่แขน จากแขนสู่ไหล่จนใกล้ถึงใบหน้า
ความทรมานในครั้งนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีวันจบลง ไม่ว่าจะตะโกนแค่ไหน ฟ้าก็ไม่ช่วย ไม่ว่าเขาจะเคยยิ่งใหญ่เพียงใด ตอนนี้เหลือเพียงชายแก่คนหนึ่งที่กำลังถูกเผาไหม้จนวิญญาณกำลังจะแหลกสลาย
“ไม่... ข้า... ข้า... น่า... จะ... ฆ่า... เจ้า... ไป... ตั้งแต่... ตอน... นั้น...”
คำพูดของเขาถูกกลืนหายไปพร้อมกับร่างกายที่ถูกเผาจนกลายเป็นผงดำ
ฮ่าวหยางไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม เขายืนมองร่างของชายชราที่กำลังถูกไฟของกลืนกินไปทั้งหมดด้วยสายตานิ่งเฉย ไม่มีความโกรธ ไม่มีความสะใจ มีเพียงความเงียบงันราวกับการพิพากษาของโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า
ในเวลาเดียวกัน ณ ด้านนอกของหอการค้า ความวุ่นวายยังคงดำเนินต่อ
เหล่าศิษย์ของหานหมิงทั้งหมดลงมือปล้นหอการค้าอย่างรวดเร็ว พวกเขาเข้าไปในคลังเก็บสมบัติ คลังทรัพยากร คลังโอสถ ไม่ปล่อยแม้แต่น้ำหยดเดียวให้เหลือรอดไปได้
พวกเขานำทุกสิ่งที่ยึดมาได้ส่งมอบให้กับหานหมิงโดยไม่มีการตรวจสอบหรือเก็บสิ่งใดไว้กับตัวเองแม้แต่นิดเดียว
หานหมิงมองทุกอย่างเงียบๆ ก่อนหันไปมองศิษย์ทั้งเจ็ดที่ยืนรอคำสั่งอยู่ตรงหน้าเขา
“เอาล่ะ ตอนนี้พวกเจ้าแยกย้ายกันไปจัดการเรื่องของตัวเองก่อนก็แล้วกัน ใครที่ไม่มีธุระในโลกเบื้องล่างก็กลับไปฝึกซ้อมในมิติพิเศษได้เลย หรือจะไปช่วยคนอื่นก็ได้ตามสะดวก”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง โดยไม่มีความเร่งเร้าใดๆ
“อาวุธที่ข้าให้พวกเจ้าไว้ก่อนหน้านี้ มันไม่ใช่แค่อาวุธ มันคือกุญแจเข้าออกมิติพิเศษได้ตลอดเวลา ใช้มันให้ดี”
จากนั้นเขาหยุดพูดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยคำสุดท้าย
“อีกสามวัน… กลับมารวมตัวกันในมิติพิเศษละ”
ศิษย์ทั้งเจ็ดคนพยักหน้า พร้อมเปล่งเสียงรับคำสั่งออกมาโดยพร้อมเพรียง
“รับทราบขอรับ!!”
เสียงนั้นก้องกังวาน เต็มไปด้วยความศรัทธา ไม่ใช่แค่ในฐานะศิษย์... แต่เป็นผู้ที่พร้อมจะฝากชีวิตทั้งหมดไว้กับชายตรงหน้าคนนี้
หานหมิงมองศิษย์ทั้งเจ็ดของตนอีกครั้ง แววตาของเขานิ่งสงบ ไม่มีคำพูดใดเอื้อนเอ่ยเพิ่ม เขาแค่ยกมือขึ้นเบาๆ แล้วปล่อยให้ร่างของตนค่อยๆ เลือนหายไปในความว่างเปล่า เหมือนละอองหมอกที่ถูกลมพัดจางหายไปในชั่วพริบตา
เมื่อหานหมิงจากไปแล้ว ความเงียบเข้าปกคลุมเพียงชั่วครู่ ก่อนจะถูกทำลายด้วยเสียงของเล่ยเฉิน
“งั้นไว้เจอกันอีกทีในอีกสามวันข้างหน้า อย่าสายละ”
เขายกมือขึ้นเปิดรอยแยกของความว่างเปล่าอย่างง่ายดาย พลังของเขาแหวกมิติเหมือนฉีกกระดาษแผ่นบางๆ แล้วร่างของเขาก็พุ่งเข้าไปข้างในทันทีโดยไม่หันกลับมา
บรรยากาศเริ่มผ่อนคลาย หรงหลี่เซียนกับเฟิ่งหวงจุนมองหน้ากันเล็กน้อย
หรงหลี่เซียนพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ว่าไงเจ้านกหน้าดำ ไหวมั้ย?”
เฟิ่งหวงจุนหัวเราะเสียงเบาๆ ก่อนตอบกลับไป “สบายมากพี่สาวมังกรเหลือง เรื่องการใช้งานความว่างเปล่าท่านก็รู้ว่าข้าเก่งกว่าท่านหลายชั้น”
ทั้งคู่ยิ้มให้กันเล็กน้อยก่อนที่เฟิ่งหวงจุนจะชูมือเปิดมิติออกเหมือนกับของเล่ยเฉิน
หรงหลี่เซียนหัวเราะเบาๆ พลางพูดขึ้น “ไปกันเถอะ ยังไงการใส่ใจเรื่องของศิษย์พี่มันก็เป็นชื่อกลางของพวกเราอยู่แล้วนี่นะ”
ฮ่าวหยางพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง “ข้า…ไม่เกี่ยว”
ซูไป๋หนิงพูดขึ้น “การให้ศิษย์พี่เดินทางไปคนเดียวนั้นมันอันตรายเกินไป พวกเราไม่ควรปล่อยให้ศิษย์พี่ใหญ่เดินไปด้านหน้าเพียงลำพังสิ”
หรงหลี่เซียนหัวเราะเบาๆ พลางพูดขึ้น “เหตุผลดีมากน้องสาวซู ยังงี้ตอนที่โดนจับได้แทนที่เราจะโยนความผิดทั้งหมดให้เจ้านกหน้าดำคนเดียว เราก็ใช้ข้ออ้างนี้แหละหนีเอาชีวิตรอด”
กวนจื่อซวนและเย่ลี่อินหัวเราะเบาๆ พร้อมเดินเข้าไปในความว่างเปล่าทันที
ฮ่าวหยางยังยืนนิ่ง สีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย เหมือนมีบางอย่างที่เขายังไม่พูด
“งั้น...ท่านอาจารย์ละ… ทำไม…”
ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดจนจบประโยคดี หรงหลี่เซียนที่เหมือนรู้ทันก็พุ่งตัวมากระโดดถีบฮ่าวหยางเต็มแรง
ผลั่ก!
“ไปซะ! ไม่ต้องอ้อยอิ่ง! โดนด่า 6 คนยังไงก็ดีกว่าโดนด่าคนเดียวอยู่แล้ว!! ส่วนท่านอาจารย์ ไอ้นกหน้าดำมันตามไม่ทันหรอก มันอ่อน!”
เสียงฮ่าวหยางหายวับเข้าไปในรอยแยกมิติแบบไม่ทันได้ตั้งตัว ซูไป๋หนิงกับหรงหลี่เซียนก็เดินตามเข้าไปอย่างไม่รีรอ โดยไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ
เฟิ่งหวงจุนส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะพุ่งและกระโดดถีบเข้าไปในความว่างเปล่าทันที
“อ๊าาาา” เสียงของหรงหลี่เซียนดังขึ้นเบาๆ