ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 55 ทาบรอยมังกร

            ผมเอ่ยขอบคุณเลขานักการท่านนั้น แล้วเดินตรงไปยืนหน้าตำหนักเจ้าสำนักด้วยใจที่ยังครุ่นคิดถึงเรื่องใบสมัครนั่นไม่เลิก

             

            ไม่ทันไร..

            ประตูก็เปิดออกอย่างเงียบเชียบ และคนที่เดินออกมา..

            มันไม่ใช่แบบที่ผมจินตนาการไว้เลย

             

            ในหัวผมตอนแรกนึกว่าหม่าชุนเฟิงจะต้องมีผมสีขาวเหมือนหม่าเฟยแน่ ๆ

            แต่เปล่าเลย..

            หมอนี่กลับมีผมดำสนิทเป็นเงา แถมดูเรียบร้อยผิดกับพี่มันราวฟ้ากับเหว

            ยิ่งมองก็ยิ่งชัด..

            นอกจากส่วนสูงกับคิ้วโก่ง ๆ ที่พอจะคล้ายกันอยู่บ้าง นอกนั้นไม่มีตรงไหนที่ดูเหมือนหม่าเฟยเลยสักนิด

            แต่เดี๋ยวนะ..

            จะว่าไป..

            หมอนี่ก็หน้าตาดีใช่เล่น ถึงจะไม่ได้มีรัศมีข่มคนเหมือนหม่าเฟย แต่หล่อแบบอบอุ่น ใช้แข่งเวทีประกวดชายงามได้สบาย ๆ

             

            หม่าชุนเฟิงเปิดประตูออกแล้วหมุนตัวกลับไปก้มโค้งงาม ๆ พลางกล่าวลาตำหนักด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

            “ศิษย์หม่าชุนเฟิงของลาท่าน.. ท่านเจ้าสำนัก”

            หลังจากพูดจบ..

            หมอนั่นก็หันมาสบตากับผม แล้วจู่ ๆ ก็ส่งยิ้มมาให้

            รอยยิ้มนั้นไม่ได้ส่งแบบขอไปที..

            แต่มันเหมือนพูดว่า 'ขอโทษที่ให้รอนานนะ' ทั้งที่ปากไม่ได้ขยับเลยด้วยซ้ำ

            บรรยากาศรอบตัวของมัน..

            โคตรจะต่างจากพี่ชายมันจริง ๆ

            คนนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่นจนผมนึกว่าเดินสวนกับพระอาทิตย์

            ส่วนหม่าเฟยน่ะเหรอ..

            เจอหน้าทีไรก็เหมือนมีเงาทะมึนตามหลังทุกครั้ง

            แถมยังมีลูกบ้าตามที่เห็นในการประลองเมืองเกือบเดือนก่อนด้วย

             

            ผมยิ้มตอบกลับไป แล้วรอให้หมอนั่นเดินลับตาไปก่อนถึงจะเดินตรงไปยังหน้าประตูตำหนัก

            “ศิษย์หลิวเจี้ยนขอเข้าพบเจ้าสำนัก..”

            ผมเปล่งเสียงเอ่ยพลางดันบานประตูเบา ๆ แล้วก้าวเข้าไปข้างใน

             

            ท่านเจ้าสำนักพอเห็นหน้าผมก็ยิ้มกว้างแบบใจดีสุด ๆ

            แกยกมือโบกน้อย ๆ อย่างกับท่านลุงข้างบ้านจะเรียกไปกินแตงโม แล้วก็เริ่มพูด

            “โอ้..

            เจ้ากลับมาแล้วเจ้าแสบคนรอง รู้หรือไม่ว่าหลิวเล่าฮูหยินเป็นห่วงเจ้ามากมายขนาดไหน

            นางใช่หยกสื่อสารส่งข้อความมาต่อว่าเราอาวุโสทุกเช้าเย็นตอนที่เจ้าหายไป

            ช่างเถอะ..

            แต่กลับมาปลอดภัยก็ดีแล้ว

            ว่าแต่..

            เห็นเขาบอกว่าเจ้าบาดเจ็บ ตอนนี้หายดีแล้วรึ?

            ดู ๆ แล้วก็น่าจะหายดีแล้วล่ะมั้งถึงได้มาพบเราอาวุโสได้

            ส่วนเรื่องคะแนนคุณงามความดีของเจ้า..

            เจ้าสามารถไปขอรับได้ที่ตำหนักแจกจ่ายภารกิจได้ในทันที เราอาวุโสยื่นเรื่องประสานงานให้เจ้าแล้ว

            นับว่าเจ้านี่อนาคตไกลนัก เข้าสำนักมาได้ไม่เท่าไหร่กลับสร้างคุณงามความดีให้แก่สำนักได้เท่ากับคนที่อยู่มาสองสามปี

            เอ้อ.. จริงสิ..

            เจ้าแสบเพื่อนของเจ้าตอนนี้อยู่ที่ใด เหตุใดถึงไม่กลับมาพร้อมเจ้า

            แล้วราชนิกุลทั้งสองตอนนี้อยู่ดีใด หรือว่าเดินทางกลับไปที่แคว้นหงสาฯ แล้ว?

            ไม่เป็นไร..ไม่เป็นไร..... ฯลฯ .....”

             

            เจ้าสำนักลู่เล่นพูดยาวเหยียดไม่มีหยุด ผมนั่งฟังไปก็เริ่มหาช่องเสียบไม่เจอ จะพูดแทรกก็เหมือนจะเสียมารยาท

            ผมเลยทำได้แต่ยืนฟังไปแล้วเหมือนน้ำลายจะไหลออกมุมปาก

            ตาแก่คนนี้...พูดได้เรื่อยจริง ๆ แถมแต่ละประโยคก็ไม่ได้มีหัวท้ายอะไรชัดเจน

            เหมือนเอาน้ำมาเทใส่โอ่งแล้ววนอยู่แบบนั้น

            ผมเริ่มสงสัยแล้วว่าเขาหายใจทางไหนกันแน่ถึงได้ลากเสียงไปได้ไกลขนาดนั้น

             

            “เอ้อ..

            ว่าแต่..

            เจ้ามีธุระอะไรกับข้ารึ?”

            ท่านเจ้าสำนักลู่หนานเยว่เว้นจังหวะนิดหน่อยราวกับเปิดโอกาสให้ผมพูด

            แต่ผมยังไม่ทันได้ขยับปากด้วยซ้ำ..!

            แกก็ฉวยช่องว่างนั้นกลับไปพูดต่อหน้าตาเฉย

            ในใจผมนี่ร้องเลยว่า 'ตาแก่นี่มันพูดเก่งเป็นบ้า!' แถมยังพูดต่อเนื่องแบบไม่หายใจอีกต่างหาก

            “หรือว่าเจ้าได้พบกับเจ้าหนูตระกูลตงแล้ว?

            เช่นนั้นเจ้าคงรู้แล้วว่าเราอาวุโสอนุญาตพร้อมลงตราประทับในใบสมัครของศึกปัญจมิตรให้เจ้าแล้ว

            แล้วด้วยเนื่องว่าเจ้าเป็นตัวแทนของสำนักของเราในรอบหลายปี เราจึงหวังในตัวของเจ้าเอามาก ๆ

            ด้วยเหตุนี้..

            จนกว่าจะจบงานประลองที่เมืองศฤคาล เราจึงไม่อนุญาตให้เจ้ารับภารกิจอะไรอีก

            จงหมั่นฝึกซ้อม.. แต่อย่าได้หักโหมจนเกินไป แล้ว--!”

             

            “ขออนุญาตที่ต้องแทรกขอรับท่านเจ้าสำนัก ที่ข้ามาพบท่านในครานี้ ข้าอยากจะรู้ว่าเหตุใดต้องเป็นข้า? หรือว่าเป็นเพราะตงเสวี่ยซานเป็นคนตระกูลตง?”

            ผมต้องพูดออกไปทั้งที่ยังไม่ทันได้เรียบเรียงคำในหัวให้ดีนัก

            เพราะถ้ารอให้ตาแก่พูดจนจบ ผมว่าอาจได้ลากไปถึงเรื่องพยากรณ์อากาศปีหน้าแทน

            จริงอยู่ที่ผมพยายามจะมีมารยาท

            แต่ความอดทนมันก็มีขีดจำกัด

            สุดท้ายเลยต้องแทรกไปแบบนั้นแหละ ไม่งั้นวันนี้คงไม่ได้คุยธุระที่ผมตั้งใจมาเลย

             

            “เพราะมันเป็นคนตระกูลตง?

            เฮอะ..ฮ่า..ฮ่า..

            อย่างเจ้าน่าจะคิดเองได้นะเจ้าแสบคนรอง..

            ว่าไหนเลยตระกูลตงจึงจะสามารถกดดันสำนักสี่ขุนเขาได้ ยิ่งด้วยเหตุผลเช่นเด็กตีกันนั้นเยี่ยงนั้น มันไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างในการบีบบังคับเราอาวุโสได้เลยแม้แต่น้อย..

            อีกอย่าง..

            ตงป๋ายซานก็เป็นคนเริ่มลงมือก่อน..

            เจ้าไม่ได้ผิดอะไรเลยในเรื่องนั้น

            เจ้าแสบ..”

            เจ้าสำนักลู่หัวเราะออกมาเสียงดัง สีหน้าแกดูขบขันเกินเหตุไปหน่อยด้วยซ้ำ

            ผมนี่ได้แต่คิดในใจว่า 'ตาแก่คนนี้เวลาจริงจังก็ยังดูตลกอยู่ดีแฮะ'

             

            “แล้วทำไมต้องเป็นข้า?”

            ผมถามย้ำอีกที..

            คราวนี้จี้ไปตรงจุดให้ชัด ๆ ไม่อยากให้เขาเลี้ยวออกนอกประเด็นอีกแล้ว

             

            “หนึ่งเลย..

            เจ้าต้องรู้เอาไว้..

            ว่าในทุก ๆ ปี สภาห้าผู้เฒ่าจะส่งจดหมายเชิญให้สำนักระดับแนวหน้าของอาณาจักรให้เข้าร่วมในศึกปัญจมิตรทุกสำนัก

            แน่นอนว่าสำนักสี่ขุนเขาคือสำนักระดับแนวหน้าพวกนั้น การที่จะส่งเจ้าเป็นตัวแทนของสำนักหาใช่แปลก

            แล้วการที่เราอาวุโสต้องส่งเจ้าเป็นตัวแทนนั้น เพราะทางสภาห้าผู้เฒ่าเจาะจงชื่อของเจ้ามาโดยเฉพาะ

            แล้วความจริง..

            หากเราอาวุโสคิดบอกปัด แม้แต่สภาห้าผู้เฒ่าก็มิอาจบีบบังคับเราได้”

             

            “แล้วเหตุใดท่านถึงไม่บอกปัดไปหรือไม่ลองถามความเห็นของข้าก่อน?”

             

            “หากเราอาวุโสถามเจ้าก่อน..

            อย่างไรเจ้าย่อมนำเรื่องนี้ไปปรึกษาหลิวเล่าฮูหยิน

            ซึ่งหากหลิวเล่าฮูหยินไม่ยินยอม เราอาวุโสก็คงมิอาจขัดใจผู้มีพระคุณของเราได้

            แต่หากยื่นเรื่องส่งชื่อเจ้าไปเลย..

            ต่อให้หลิวเล่าฮูหยินเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย..

            ก็มิอาจทำอะไรได้แล้ว..

            เพราะใบสมัครของเจ้าได้ผ่านตาสภาห้าผู้เฒ่าไปแล้ว”

             

            “เท่ากับว่าท่านจงใจส่งข้าไปตั้งแต่แรก..

            เพราะอะไร?”

            ผมนี่หน้าบึ้งทันทีแบบไม่คิดจะปิดบังอารมณ์

            ใครจะไม่รู้ล่ะว่านี่มันคือแผนของเจ้าสำนักลู่เองชัด ๆ

            ต่อให้สภาห้าผู้เฒ่าไม่ระบุชื่อผมมา..

            ผมมั่นใจ..

            ว่ายังไงแกก็จะเขียนชื่อผมส่งไปอยู่ดีนั่นแหละ

             

            เหมือนหน้าของผมคงจะหงอกเกินเบอร์ไปหน่อย

            เจ้าสำนักลู่เลยได้หันหลังผายมือไปทางตู้ด้านหลัง..

            บนตู้นั้นวางของสะสมไว้เพียบ ทั้งรูปแกตอนหนุ่ม ๆ ยันรูปปั้นหินสัมฤทธิ์

            แต่สิ่งที่เตะตาผมกลับเป็นถ้วยรางวัลหนึ่งที่ดูแปลกกว่าของชิ้นอื่น..

            มันถูกหล่อเป็นรูปหัวสัตว์ห้าตัว จิ้งจอก กระต่าย ม้า วานร และมังกร..

            ดูไปก็ขลังอยู่เหมือนกัน..

            แต่ก็แอบน่ากลัวเหมือนหัวโขนที่เคยเห็นในห้องดนตรีไทย

             

            “มันก็หลายปีมาแล้ว ที่สำนักสี่ขุนเขานั้นไม่ได้ส่งศิษย์ลงแข่งขันในศึกปัญจมิตรเลย..

            ไม่ต้องย้อนไปไกล..

            เอาแค่ช่วงสิบเก้าปีที่เราเป็นเจ้าสำนัก ก็ไม่เคยมีเลยสักปีที่ได้ส่งคนเข้าร่วมในงานประลองประจำปี

            ส่วนเหตุผลนั้นก็มีมากมาย แต่หลัก ๆ แล้วมีอยู่ด้วยกันสองเหตุผล

            หนึ่ง..

            ศิษย์ของสำนักทุกคนล้วนเก็บตัวฝึกวิชา บ้างก็ทำภารกิจเพื่อปั้นคะแนนคุณงามความดีเพื่อให้ได้มีสิทธิ์ในการลงแข่งขันในศึกเฟ้นหาตัวแทนเพื่อส่งไปที่สำนักสาขาหลัก

            ซึ่งเราก็มิอาจบีบบังคับพวกเขาเหล่านั้นได้ หากพวกเขาไม่เต็มใจ

            อย่างไรผลที่ออกมาอาจมิใช่เพียงทำให้สำนักเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่อาจตัดอนาคตของเด็กน้อยพวกนั้นเลยก็เป็นไปได้

            เราจึงได้ปล่อยให้พวกเขาทำตามใจของตนเอง

            ส่วนข้อสอง..

            ศิษย์บางคนที่เป็นลูกหลานจากตระกูลห้าเสาหลัก ก็ล้วนแล้วแต่ใช้ชื่อสกุลของพวกมันในการลงประลองแข่งขัน

            อย่างเมื่อครู่นี้หม่าชุนเฟิงก็มาขออนุญาตข้าลงแข่งขันในนามตระกูลหม่า

            เจ้าแสบเพื่อนของเจ้าเอง.. ท่านเจ้าเมืองก็ยื่นเรื่องขออนุญาตให้มันลงแข่งในฐานะคนตระกูลซุน

            ด้วยเหตุนี้ตลอดสิบกว่าปีมานี้ จึงไม่มีศิษย์ของสำนักคนใดเลยที่ได้ลงแข่งขันประลองในฐานะศิษย์ของสำนักสี่ขุนเขา

            ซึ่งมันก็เป็นเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว..

            มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคสมัยของเราอาวุโส..”

            เสียงของเจ้าสำนักคราวนี้แปลกไป..

            มันฟังดูเรียบเฉยจนน่าขนลุก ทั้งที่ปกติแกจะพูดจานุ่มนวลใจดีแท้ ๆ

            แต่พอพูดด้วยน้ำเสียงเย็นแบบไร้อารมณ์แบบนี้กลับทำให้ผมรู้สึกสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่งโดยไม่ทราบสาเหตุ

            “แต่ว่ามีอยู่ปีหนึ่งเมื่อสามสิบห้าปีก่อน..

            ตอนนั้นเราอาวุโสเป็นเพียงอาจารย์ในสำนักธรรมดา ๆ คนหนึ่ง..

            ปีนั้นเราจำใจดี..

            เป็นปีแรกในรอบห้าสิบปีที่สำนักของเราได้ถ้วยรางวัลนั้นมา..”

            มือเหี่ยว ๆ ของเจ้าลู่หนานเยว่ได้ชี้ไปที่ถ้วยรางวัลรูปหัวสัตว์ทั้งห้าหัว

            “ซึ่งคนที่คว้าถ้วยใบนั้นให้แก่สำนักสี่ขุนเขาก็คือหลิวหลงพ่อของเจ้า..”

             

            “อาป๊า?”

            ตอนแรกผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับถ้วยรางวัลใบนั้นหรอก

            มองผ่าน ๆ ก็คิดว่าแค่ของประดับโชว์อีโก้เหมือนรูปปั้นตามศาลา

            แต่พอรู้ว่าคนที่คว้ามันมาได้คืออาป๊า..

            ความรู้สึกในอกมันเปลี่ยนไปทันที

            ถ้วยที่เคยดูธรรมดาในสายตา..

            กลับดูเหมือนเป็นอะไรที่หนักแน่น มีคุณค่าจนอยากเอื้อมมือไปสัมผัส

            ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมแค่ได้ยินชื่อพ่อ มันถึงทำให้ของตรงหน้าเปลี่ยนจากโลหะธรรมดากลายเป็นสมบัติล้ำค่าได้ขนาดนี้

            “ไหนท่านบอกว่าปกติสำนักสี่ขุนเขาไม่ได้ส่งคนลงแข่งขันในศึกนี้..

            แล้วเหตุใดท่านพ่อของข้าถึงได้เป็นตัวแทนของสำนักได้?”

             

            “ก็เพราะท่านย่าของเจ้าอย่างไรเล่า..”

            ท่านเจ้าสำนักเอ่ยคำพูดนั้นออกมาอย่างเรียบเฉย ก่อนจะค่อย ๆ หันตัวกลับมาสบตาผมโดยตรง

            สายตาแกดูมั่นคงจนน่าหมั่นไส้นิด ๆ เหมือนจะบอกว่า 'ข้าคิดทุกอย่างไว้แล้ว เจ้าไม่มีทางหนีได้หรอก'

            “ท่านย่าของเจ้าใช่ว่าเพิ่งเริ่มหวงเจ้าเป็นคนแรกเสียเมื่อไหร่

            ด้วยความที่พ่อของเจ้าเป็นลูกชายเพียงคนเดียว.. หลิวหลงมันก็โดนจำกัดใช่น้อย จึงทำให้หลิวเล่าฮูหยินเป็นห่วงพ่อของเจ้ามากจนไม่อนุญาตให้มันไปทำภารกิจอะไรที่อันตรายหรือไปไกลต่างเมืองเลย จนทำมันนั้นรู้สึก ว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนั้นต่อไป มันคงไม่มีคะแนนคุณงามความดีที่มากพอจะเพื่อใช้ยื่นเรื่องเข้าสำนักสาขาหลักได้

            แล้วด้วยเหตุนั้น..

            มันจึงได้ลงสมัครศึกปัญจมิตร ด้วยคิดว่าหากคว้าอันดับสูง ๆ มาได้.. หลิวเล่าฮูหยินจะรู้ว่าหลิวหลงมันโตแล้ว.. สามารถดูแลตนเองได้และยอมให้รับภารกิจเสี่ยง ๆ บ้าง

            ซึ่งก็อย่างที่เจ้าเห็น..

            มันไม่เพียงได้อันดับสูง ๆ แต่มันกลับคว้าอันดับหนึ่งมาได้ แล้วด้วยความอุตสาหะนี้ของมัน หลิวเล่าฮูหยินจึงยอมปล่อยให้พ่อของเจ้าทำตามใจตนเองบ้าง”

            “ส่วนเหตุผลที่เราอาวุโสส่งชื่อของเจ้าไปนั้น..

            มีอยู่ด้วยกันสองเหตุผล”

            เจ้าสำนักลู่ชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว ก่อนจะหักลงหลังจบทุก ๆ หัวข้อที่เขาพูด

            “ข้อแรก..

            เราอาวุโสใคร่รู้นัก..

            ว่าลูกชายของเกล็ดครามหลิวหลงและห้วงคำนึงแห่งหงสาองค์หญิงสามหนานจื่อฮว่า..

            อย่างเจ้า..

            จะได้ความเก่งของพ่อมาประมาณไหนหรือได้ความเฉลียวจากแม่มามากพอหรือไม่

            สอง..

            เพื่อให้เจ้าได้สะสางความแค้นกับตงเสวี่ยซาน เราเชื่อว่าต่อให้คราวนี้เราปฏิเสธที่จะส่งเจ้าไปตามความต้องการของสภาห้าผู้เฒ่า

            ใจเรากลัวยิ่งนัก..

            กลัวว่าคนตระกูลนั้นจะตามราวีเจ้าไม่เลิกรา..

            การส่งเจ้าลงประลองต่อให้แพ้หรือชนะมาย่อมได้ผลดีทั้งคู่

            เพราะหากแพ้..

            ความแค้นของเจ้าและตงเสวี่ยซานก็ได้ถูกสะสาง หรือหากชนะ..

            คนตระกูลตงคงไม่อาจทำอะไรเจ้าได้เพราะเจ้าจะถือว่าเป็นคลื่นลูกใหม่และใหญ่พอ อย่างไรคนตระกูลตงย่อมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว”

            พูดถึงตรงนี้.. เจ้าสำนักลู่ก็ได้หรี่ตามองมาทางผม ราวกับว่ากำลังพยายามจะจับอารมณ์ผ่านสีหน้าของผมอยู่

            “อย่างไร..

            เหตุผลของเราอาวุโสพอจะทำให้เจ้าลงแข่งขันได้หรือไม่?”

            หลังจากท่านเจ้าสำนักลู่หนานเยว่พูดจบ แกก็ไพล่มือไว้ด้านหลังแล้วยืนนิ่งรอคำตอบจากผม

             

            ผมหรี่ตาเล็กน้อยก่อนจะถามกลับไปแบบตรง ๆ

            “แล้วท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าข้าจะได้พบกับตงเสวี่ยซานแน่ในการประลอง?”

            ก็เอาจริงนะ..

            ต่อให้จะบอกว่างานประลองมีไว้ชำระแค้นหรืออะไรสักอย่าง

            ผมเองก็ยังไม่มั่นใจเลยว่าจะได้เจอหมอนั่นจริงหรือเปล่า

            อาจจะผมตกรอบก่อน..

            หรือไม่ก็หมอนั่นไปพลาดท่าตกรอบก่อนผม..

            ใครมันจะไปคาดได้ล่ะ

             

            “เราอาวุโสมั่นใจว่ามันและเจ้าจะได้พบกันในการประลองแน่..

            ต่อให้เจ้าไม่อยากพบ..

            อย่างไรเจ้าก็ต้องได้พบ..

            คนตระกูลตงทำได้ทุกอย่างเพื่อสนองความต้องการของพวกมัน”

            ท่านเจ้าสำนักลู่หนานเยว่ตอบกลับมาแบบไม่ต้องใช้เวลาคิดเลยแม้แต่นิดเดียว

            แววตามั่นใจของแกนี่เล่นเอาผมรู้สึกเหมือนถูกตัดสินล่วงหน้าไปแล้วเรียบร้อย

            ก็พูดซะขนาดนี้..

            ไม่ไปก็โดนมองว่าขี้ขลาดแน่ ๆ

            “เช่นนั้นเอาแบบนี้เป็นไร..

            เผื่อจะทำให้เจ้ามีแรงกระตุ้นอยากจะคว้าชัยจากตงเสวี่ยซานมาให้ได้..

            ขอเพียงเจ้าได้ประลองกับมันไม่จำเป็นต้องคว้าอันดับหนึ่งมา

            ขอแค่เพียงเจ้าชนะ..

            เราในฐานะเจ้าสำนัก..!

            เราจะรับรองว่าเจ้า.. เจ้าจะได้ลงแข่งขันในศึกคัดเลือกเข้าสำนักสาขาหลักอย่างแน่นอนโดยไม่คำนึงถึงคะแนนคุณงามความดีของเจ้า”

             

            “แล้วถ้าคว้าอันดับหนึ่งมาได้เล่า?”

            นิสัยผมมันก็เป็นแบบนี้แหละ..

            ถ้าตัดสินใจจะลงแข่งอะไรสักอย่างแล้วล่ะก็..

            จะไม่ลงไปแบบขอไปทีเด็ดขาด

            ต้องใส่สุดแบบไม่มีอะไรกั้น..!

            เพราะงั้น..

            ผมเลยอยากได้แรงกระตุ้นแบบหนัก ๆ หน่อย จะได้ตั้งเป้าให้สูงลิบพอที่จะพุ่งชนมันไปให้ถึง

             

            เจ้าสำนักลู่ยิ้มออกมา

            “จุดนี้ของเจ้า.. ช่างเหมือนพ่อของเจ้ายิ่งนัก

            เช่นนั้นก็ได้..”

            มือขวาที่แกไพล่หลังไว้ค่อย ๆ เหยียดออกมาชี้ไปที่ถ้วยรางวัลของอาป๊าผม

            ถ้วยที่ตอนนี้ในหัวผมไม่ต่างอะไรจากเป้าหมายของสงครามใหญ่

            “หากเจ้านำถ้วยแบบนั้นกลับมาเพิ่มได้อีกสักใบ เราในฐานะเจ้าสำนักสี่ขุนเขาสาขาเมืองนพบุรีขอสัญญาต่อเจ้า

            ว่าเจ้าและไอ้แสบเพื่อนของเจ้าจะได้เป็นสองในสี่สิบแปดคนที่ได้ถูกส่งไปที่สำนักสาขาหลักโดยไม่ต้องลงแข่งขันประลองกับผู้ใด”

             

            ผมค้อมศีรษะให้เจ้าสำนักพร้อมกับส่งรอยยิ้มบาง ๆ

            “ศิษย์หลิวเจี้ยนจะไม่ทำให้ท่านเจ้าสำนักผิดหวัง..

            ศิษย์ขอตัวลา..”

            ผมเอ่ยพร้อมหมุนตัวเดินออกจากตำหนักอย่างไม่ลังเล

            ความรู้สึกในอกตอนนี้..

            ไม่เหมือนเมื่อตอนที่สมัครเข้ามาใหม่ ๆ อีกแล้ว

            ทีแรกก็อยากจะทำเหมือนกับยี่ฟู่บอกว่าให้อยู่นิ่ง ๆ อย่าโชว์อะไร

            แต่ในเมื่อชะตาของผมถูกขีดเขียนเอาไว้ให้เป็นผู้กอบกู้ตามที่เจ้าสำนักรุ่นแรกกล่าว..

            มันก็เป็นสองทางที่ขนานกัน..

            ซึ่งผมเลือกชะตา..

            เพราะอีกอย่างหนึ่งที่ผมมั่นใจคือ..

            ในสำนักสาขาหลักนั่นแหละ..

            จะต้องมีเบาะแสของสถานที่แบบเดียวกับที่เมืองมังกรธาราแน่นอน

            และผมต้องหามันให้เจอ

             

            ทันทีที่ผมก้าวออกจากตำหนักเจ้าสำนัก ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ

            ผมแพ้ยับเยิน..

            ชนิดไม่เหลือฟอร์มแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว

            ผมรีบพาตัวเองกลับที่พัก พร้อมกับหลินซินโดยไม่เหลียวหลัง เลือดในกายมันร้อนราวจะเดือด เผาใจผมจนแทบอยากพุ่งไปฝึกตรงนั้นเลยให้รู้แล้วรู้รอด

            ผมรู้ตัวดีว่าตอนนี้ยังไม่มีปัญญาจะต้านตงเสวี่ยซานได้แม้แต่น้อย

            มันชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธ

            ผมต้องฝึก..

            ต้องฝึกให้หนักกว่านี้..!

            เป้าหมายชัดเจน..!

            ฝึกปราณมาศให้คล่องให้ได้ก่อนจะสายเกินไป

            แล้วผมก็อยากรู้อีกอย่าง..

            ว่าปราณมาศนี่มันร้ายกาจขนาดไหนกันแน่นะ ถึงทำให้เจ้าสำนักรุ่นแรกกลายเป็นตำนานได้แบบนั้น

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน