ผมเอ่ยขอบคุณเลขานักการท่านนั้น แล้วเดินตรงไปยืนหน้าตำหนักเจ้าสำนักด้วยใจที่ยังครุ่นคิดถึงเรื่องใบสมัครนั่นไม่เลิก
ไม่ทันไร..
ประตูก็เปิดออกอย่างเงียบเชียบ และคนที่เดินออกมา..
มันไม่ใช่แบบที่ผมจินตนาการไว้เลย
ในหัวผมตอนแรกนึกว่าหม่าชุนเฟิงจะต้องมีผมสีขาวเหมือนหม่าเฟยแน่ ๆ
แต่เปล่าเลย..
หมอนี่กลับมีผมดำสนิทเป็นเงา แถมดูเรียบร้อยผิดกับพี่มันราวฟ้ากับเหว
ยิ่งมองก็ยิ่งชัด..
นอกจากส่วนสูงกับคิ้วโก่ง ๆ ที่พอจะคล้ายกันอยู่บ้าง นอกนั้นไม่มีตรงไหนที่ดูเหมือนหม่าเฟยเลยสักนิด
แต่เดี๋ยวนะ..
จะว่าไป..
หมอนี่ก็หน้าตาดีใช่เล่น ถึงจะไม่ได้มีรัศมีข่มคนเหมือนหม่าเฟย แต่หล่อแบบอบอุ่น ใช้แข่งเวทีประกวดชายงามได้สบาย ๆ
หม่าชุนเฟิงเปิดประตูออกแล้วหมุนตัวกลับไปก้มโค้งงาม ๆ พลางกล่าวลาตำหนักด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ศิษย์หม่าชุนเฟิงของลาท่าน.. ท่านเจ้าสำนัก”
หลังจากพูดจบ..
หมอนั่นก็หันมาสบตากับผม แล้วจู่ ๆ ก็ส่งยิ้มมาให้
รอยยิ้มนั้นไม่ได้ส่งแบบขอไปที..
แต่มันเหมือนพูดว่า 'ขอโทษที่ให้รอนานนะ' ทั้งที่ปากไม่ได้ขยับเลยด้วยซ้ำ
บรรยากาศรอบตัวของมัน..
โคตรจะต่างจากพี่ชายมันจริง ๆ
คนนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่นจนผมนึกว่าเดินสวนกับพระอาทิตย์
ส่วนหม่าเฟยน่ะเหรอ..
เจอหน้าทีไรก็เหมือนมีเงาทะมึนตามหลังทุกครั้ง
แถมยังมีลูกบ้าตามที่เห็นในการประลองเมืองเกือบเดือนก่อนด้วย
ผมยิ้มตอบกลับไป แล้วรอให้หมอนั่นเดินลับตาไปก่อนถึงจะเดินตรงไปยังหน้าประตูตำหนัก
“ศิษย์หลิวเจี้ยนขอเข้าพบเจ้าสำนัก..”
ผมเปล่งเสียงเอ่ยพลางดันบานประตูเบา ๆ แล้วก้าวเข้าไปข้างใน
ท่านเจ้าสำนักพอเห็นหน้าผมก็ยิ้มกว้างแบบใจดีสุด ๆ
แกยกมือโบกน้อย ๆ อย่างกับท่านลุงข้างบ้านจะเรียกไปกินแตงโม แล้วก็เริ่มพูด
“โอ้..
เจ้ากลับมาแล้วเจ้าแสบคนรอง รู้หรือไม่ว่าหลิวเล่าฮูหยินเป็นห่วงเจ้ามากมายขนาดไหน
นางใช่หยกสื่อสารส่งข้อความมาต่อว่าเราอาวุโสทุกเช้าเย็นตอนที่เจ้าหายไป
ช่างเถอะ..
แต่กลับมาปลอดภัยก็ดีแล้ว
ว่าแต่..
เห็นเขาบอกว่าเจ้าบาดเจ็บ ตอนนี้หายดีแล้วรึ?
ดู ๆ แล้วก็น่าจะหายดีแล้วล่ะมั้งถึงได้มาพบเราอาวุโสได้
ส่วนเรื่องคะแนนคุณงามความดีของเจ้า..
เจ้าสามารถไปขอรับได้ที่ตำหนักแจกจ่ายภารกิจได้ในทันที เราอาวุโสยื่นเรื่องประสานงานให้เจ้าแล้ว
นับว่าเจ้านี่อนาคตไกลนัก เข้าสำนักมาได้ไม่เท่าไหร่กลับสร้างคุณงามความดีให้แก่สำนักได้เท่ากับคนที่อยู่มาสองสามปี
เอ้อ.. จริงสิ..
เจ้าแสบเพื่อนของเจ้าตอนนี้อยู่ที่ใด เหตุใดถึงไม่กลับมาพร้อมเจ้า
แล้วราชนิกุลทั้งสองตอนนี้อยู่ดีใด หรือว่าเดินทางกลับไปที่แคว้นหงสาฯ แล้ว?
ไม่เป็นไร..ไม่เป็นไร..... ฯลฯ .....”
เจ้าสำนักลู่เล่นพูดยาวเหยียดไม่มีหยุด ผมนั่งฟังไปก็เริ่มหาช่องเสียบไม่เจอ จะพูดแทรกก็เหมือนจะเสียมารยาท
ผมเลยทำได้แต่ยืนฟังไปแล้วเหมือนน้ำลายจะไหลออกมุมปาก
ตาแก่คนนี้...พูดได้เรื่อยจริง ๆ แถมแต่ละประโยคก็ไม่ได้มีหัวท้ายอะไรชัดเจน
เหมือนเอาน้ำมาเทใส่โอ่งแล้ววนอยู่แบบนั้น
ผมเริ่มสงสัยแล้วว่าเขาหายใจทางไหนกันแน่ถึงได้ลากเสียงไปได้ไกลขนาดนั้น
“เอ้อ..
ว่าแต่..
เจ้ามีธุระอะไรกับข้ารึ?”
ท่านเจ้าสำนักลู่หนานเยว่เว้นจังหวะนิดหน่อยราวกับเปิดโอกาสให้ผมพูด
แต่ผมยังไม่ทันได้ขยับปากด้วยซ้ำ..!
แกก็ฉวยช่องว่างนั้นกลับไปพูดต่อหน้าตาเฉย
ในใจผมนี่ร้องเลยว่า 'ตาแก่นี่มันพูดเก่งเป็นบ้า!' แถมยังพูดต่อเนื่องแบบไม่หายใจอีกต่างหาก
“หรือว่าเจ้าได้พบกับเจ้าหนูตระกูลตงแล้ว?
เช่นนั้นเจ้าคงรู้แล้วว่าเราอาวุโสอนุญาตพร้อมลงตราประทับในใบสมัครของศึกปัญจมิตรให้เจ้าแล้ว
แล้วด้วยเนื่องว่าเจ้าเป็นตัวแทนของสำนักของเราในรอบหลายปี เราจึงหวังในตัวของเจ้าเอามาก ๆ
ด้วยเหตุนี้..
จนกว่าจะจบงานประลองที่เมืองศฤคาล เราจึงไม่อนุญาตให้เจ้ารับภารกิจอะไรอีก
จงหมั่นฝึกซ้อม.. แต่อย่าได้หักโหมจนเกินไป แล้ว--!”
“ขออนุญาตที่ต้องแทรกขอรับท่านเจ้าสำนัก ที่ข้ามาพบท่านในครานี้ ข้าอยากจะรู้ว่าเหตุใดต้องเป็นข้า? หรือว่าเป็นเพราะตงเสวี่ยซานเป็นคนตระกูลตง?”
ผมต้องพูดออกไปทั้งที่ยังไม่ทันได้เรียบเรียงคำในหัวให้ดีนัก
เพราะถ้ารอให้ตาแก่พูดจนจบ ผมว่าอาจได้ลากไปถึงเรื่องพยากรณ์อากาศปีหน้าแทน
จริงอยู่ที่ผมพยายามจะมีมารยาท
แต่ความอดทนมันก็มีขีดจำกัด
สุดท้ายเลยต้องแทรกไปแบบนั้นแหละ ไม่งั้นวันนี้คงไม่ได้คุยธุระที่ผมตั้งใจมาเลย
“เพราะมันเป็นคนตระกูลตง?
เฮอะ..ฮ่า..ฮ่า..
อย่างเจ้าน่าจะคิดเองได้นะเจ้าแสบคนรอง..
ว่าไหนเลยตระกูลตงจึงจะสามารถกดดันสำนักสี่ขุนเขาได้ ยิ่งด้วยเหตุผลเช่นเด็กตีกันนั้นเยี่ยงนั้น มันไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างในการบีบบังคับเราอาวุโสได้เลยแม้แต่น้อย..
อีกอย่าง..
ตงป๋ายซานก็เป็นคนเริ่มลงมือก่อน..
เจ้าไม่ได้ผิดอะไรเลยในเรื่องนั้น
เจ้าแสบ..”
เจ้าสำนักลู่หัวเราะออกมาเสียงดัง สีหน้าแกดูขบขันเกินเหตุไปหน่อยด้วยซ้ำ
ผมนี่ได้แต่คิดในใจว่า 'ตาแก่คนนี้เวลาจริงจังก็ยังดูตลกอยู่ดีแฮะ'
“แล้วทำไมต้องเป็นข้า?”
ผมถามย้ำอีกที..
คราวนี้จี้ไปตรงจุดให้ชัด ๆ ไม่อยากให้เขาเลี้ยวออกนอกประเด็นอีกแล้ว
“หนึ่งเลย..
เจ้าต้องรู้เอาไว้..
ว่าในทุก ๆ ปี สภาห้าผู้เฒ่าจะส่งจดหมายเชิญให้สำนักระดับแนวหน้าของอาณาจักรให้เข้าร่วมในศึกปัญจมิตรทุกสำนัก
แน่นอนว่าสำนักสี่ขุนเขาคือสำนักระดับแนวหน้าพวกนั้น การที่จะส่งเจ้าเป็นตัวแทนของสำนักหาใช่แปลก
แล้วการที่เราอาวุโสต้องส่งเจ้าเป็นตัวแทนนั้น เพราะทางสภาห้าผู้เฒ่าเจาะจงชื่อของเจ้ามาโดยเฉพาะ
แล้วความจริง..
หากเราอาวุโสคิดบอกปัด แม้แต่สภาห้าผู้เฒ่าก็มิอาจบีบบังคับเราได้”
“แล้วเหตุใดท่านถึงไม่บอกปัดไปหรือไม่ลองถามความเห็นของข้าก่อน?”
“หากเราอาวุโสถามเจ้าก่อน..
อย่างไรเจ้าย่อมนำเรื่องนี้ไปปรึกษาหลิวเล่าฮูหยิน
ซึ่งหากหลิวเล่าฮูหยินไม่ยินยอม เราอาวุโสก็คงมิอาจขัดใจผู้มีพระคุณของเราได้
แต่หากยื่นเรื่องส่งชื่อเจ้าไปเลย..
ต่อให้หลิวเล่าฮูหยินเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย..
ก็มิอาจทำอะไรได้แล้ว..
เพราะใบสมัครของเจ้าได้ผ่านตาสภาห้าผู้เฒ่าไปแล้ว”
“เท่ากับว่าท่านจงใจส่งข้าไปตั้งแต่แรก..
เพราะอะไร?”
ผมนี่หน้าบึ้งทันทีแบบไม่คิดจะปิดบังอารมณ์
ใครจะไม่รู้ล่ะว่านี่มันคือแผนของเจ้าสำนักลู่เองชัด ๆ
ต่อให้สภาห้าผู้เฒ่าไม่ระบุชื่อผมมา..
ผมมั่นใจ..
ว่ายังไงแกก็จะเขียนชื่อผมส่งไปอยู่ดีนั่นแหละ
เหมือนหน้าของผมคงจะหงอกเกินเบอร์ไปหน่อย
เจ้าสำนักลู่เลยได้หันหลังผายมือไปทางตู้ด้านหลัง..
บนตู้นั้นวางของสะสมไว้เพียบ ทั้งรูปแกตอนหนุ่ม ๆ ยันรูปปั้นหินสัมฤทธิ์
แต่สิ่งที่เตะตาผมกลับเป็นถ้วยรางวัลหนึ่งที่ดูแปลกกว่าของชิ้นอื่น..
มันถูกหล่อเป็นรูปหัวสัตว์ห้าตัว จิ้งจอก กระต่าย ม้า วานร และมังกร..
ดูไปก็ขลังอยู่เหมือนกัน..
แต่ก็แอบน่ากลัวเหมือนหัวโขนที่เคยเห็นในห้องดนตรีไทย
“มันก็หลายปีมาแล้ว ที่สำนักสี่ขุนเขานั้นไม่ได้ส่งศิษย์ลงแข่งขันในศึกปัญจมิตรเลย..
ไม่ต้องย้อนไปไกล..
เอาแค่ช่วงสิบเก้าปีที่เราเป็นเจ้าสำนัก ก็ไม่เคยมีเลยสักปีที่ได้ส่งคนเข้าร่วมในงานประลองประจำปี
ส่วนเหตุผลนั้นก็มีมากมาย แต่หลัก ๆ แล้วมีอยู่ด้วยกันสองเหตุผล
หนึ่ง..
ศิษย์ของสำนักทุกคนล้วนเก็บตัวฝึกวิชา บ้างก็ทำภารกิจเพื่อปั้นคะแนนคุณงามความดีเพื่อให้ได้มีสิทธิ์ในการลงแข่งขันในศึกเฟ้นหาตัวแทนเพื่อส่งไปที่สำนักสาขาหลัก
ซึ่งเราก็มิอาจบีบบังคับพวกเขาเหล่านั้นได้ หากพวกเขาไม่เต็มใจ
อย่างไรผลที่ออกมาอาจมิใช่เพียงทำให้สำนักเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่อาจตัดอนาคตของเด็กน้อยพวกนั้นเลยก็เป็นไปได้
เราจึงได้ปล่อยให้พวกเขาทำตามใจของตนเอง
ส่วนข้อสอง..
ศิษย์บางคนที่เป็นลูกหลานจากตระกูลห้าเสาหลัก ก็ล้วนแล้วแต่ใช้ชื่อสกุลของพวกมันในการลงประลองแข่งขัน
อย่างเมื่อครู่นี้หม่าชุนเฟิงก็มาขออนุญาตข้าลงแข่งขันในนามตระกูลหม่า
เจ้าแสบเพื่อนของเจ้าเอง.. ท่านเจ้าเมืองก็ยื่นเรื่องขออนุญาตให้มันลงแข่งในฐานะคนตระกูลซุน
ด้วยเหตุนี้ตลอดสิบกว่าปีมานี้ จึงไม่มีศิษย์ของสำนักคนใดเลยที่ได้ลงแข่งขันประลองในฐานะศิษย์ของสำนักสี่ขุนเขา
ซึ่งมันก็เป็นเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว..
มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคสมัยของเราอาวุโส..”
เสียงของเจ้าสำนักคราวนี้แปลกไป..
มันฟังดูเรียบเฉยจนน่าขนลุก ทั้งที่ปกติแกจะพูดจานุ่มนวลใจดีแท้ ๆ
แต่พอพูดด้วยน้ำเสียงเย็นแบบไร้อารมณ์แบบนี้กลับทำให้ผมรู้สึกสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่งโดยไม่ทราบสาเหตุ
“แต่ว่ามีอยู่ปีหนึ่งเมื่อสามสิบห้าปีก่อน..
ตอนนั้นเราอาวุโสเป็นเพียงอาจารย์ในสำนักธรรมดา ๆ คนหนึ่ง..
ปีนั้นเราจำใจดี..
เป็นปีแรกในรอบห้าสิบปีที่สำนักของเราได้ถ้วยรางวัลนั้นมา..”
มือเหี่ยว ๆ ของเจ้าลู่หนานเยว่ได้ชี้ไปที่ถ้วยรางวัลรูปหัวสัตว์ทั้งห้าหัว
“ซึ่งคนที่คว้าถ้วยใบนั้นให้แก่สำนักสี่ขุนเขาก็คือหลิวหลงพ่อของเจ้า..”
“อาป๊า?”
ตอนแรกผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับถ้วยรางวัลใบนั้นหรอก
มองผ่าน ๆ ก็คิดว่าแค่ของประดับโชว์อีโก้เหมือนรูปปั้นตามศาลา
แต่พอรู้ว่าคนที่คว้ามันมาได้คืออาป๊า..
ความรู้สึกในอกมันเปลี่ยนไปทันที
ถ้วยที่เคยดูธรรมดาในสายตา..
กลับดูเหมือนเป็นอะไรที่หนักแน่น มีคุณค่าจนอยากเอื้อมมือไปสัมผัส
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมแค่ได้ยินชื่อพ่อ มันถึงทำให้ของตรงหน้าเปลี่ยนจากโลหะธรรมดากลายเป็นสมบัติล้ำค่าได้ขนาดนี้
“ไหนท่านบอกว่าปกติสำนักสี่ขุนเขาไม่ได้ส่งคนลงแข่งขันในศึกนี้..
แล้วเหตุใดท่านพ่อของข้าถึงได้เป็นตัวแทนของสำนักได้?”
“ก็เพราะท่านย่าของเจ้าอย่างไรเล่า..”
ท่านเจ้าสำนักเอ่ยคำพูดนั้นออกมาอย่างเรียบเฉย ก่อนจะค่อย ๆ หันตัวกลับมาสบตาผมโดยตรง
สายตาแกดูมั่นคงจนน่าหมั่นไส้นิด ๆ เหมือนจะบอกว่า 'ข้าคิดทุกอย่างไว้แล้ว เจ้าไม่มีทางหนีได้หรอก'
“ท่านย่าของเจ้าใช่ว่าเพิ่งเริ่มหวงเจ้าเป็นคนแรกเสียเมื่อไหร่
ด้วยความที่พ่อของเจ้าเป็นลูกชายเพียงคนเดียว.. หลิวหลงมันก็โดนจำกัดใช่น้อย จึงทำให้หลิวเล่าฮูหยินเป็นห่วงพ่อของเจ้ามากจนไม่อนุญาตให้มันไปทำภารกิจอะไรที่อันตรายหรือไปไกลต่างเมืองเลย จนทำมันนั้นรู้สึก ว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนั้นต่อไป มันคงไม่มีคะแนนคุณงามความดีที่มากพอจะเพื่อใช้ยื่นเรื่องเข้าสำนักสาขาหลักได้
แล้วด้วยเหตุนั้น..
มันจึงได้ลงสมัครศึกปัญจมิตร ด้วยคิดว่าหากคว้าอันดับสูง ๆ มาได้.. หลิวเล่าฮูหยินจะรู้ว่าหลิวหลงมันโตแล้ว.. สามารถดูแลตนเองได้และยอมให้รับภารกิจเสี่ยง ๆ บ้าง
ซึ่งก็อย่างที่เจ้าเห็น..
มันไม่เพียงได้อันดับสูง ๆ แต่มันกลับคว้าอันดับหนึ่งมาได้ แล้วด้วยความอุตสาหะนี้ของมัน หลิวเล่าฮูหยินจึงยอมปล่อยให้พ่อของเจ้าทำตามใจตนเองบ้าง”
“ส่วนเหตุผลที่เราอาวุโสส่งชื่อของเจ้าไปนั้น..
มีอยู่ด้วยกันสองเหตุผล”
เจ้าสำนักลู่ชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว ก่อนจะหักลงหลังจบทุก ๆ หัวข้อที่เขาพูด
“ข้อแรก..
เราอาวุโสใคร่รู้นัก..
ว่าลูกชายของเกล็ดครามหลิวหลงและห้วงคำนึงแห่งหงสาองค์หญิงสามหนานจื่อฮว่า..
อย่างเจ้า..
จะได้ความเก่งของพ่อมาประมาณไหนหรือได้ความเฉลียวจากแม่มามากพอหรือไม่
สอง..
เพื่อให้เจ้าได้สะสางความแค้นกับตงเสวี่ยซาน เราเชื่อว่าต่อให้คราวนี้เราปฏิเสธที่จะส่งเจ้าไปตามความต้องการของสภาห้าผู้เฒ่า
ใจเรากลัวยิ่งนัก..
กลัวว่าคนตระกูลนั้นจะตามราวีเจ้าไม่เลิกรา..
การส่งเจ้าลงประลองต่อให้แพ้หรือชนะมาย่อมได้ผลดีทั้งคู่
เพราะหากแพ้..
ความแค้นของเจ้าและตงเสวี่ยซานก็ได้ถูกสะสาง หรือหากชนะ..
คนตระกูลตงคงไม่อาจทำอะไรเจ้าได้เพราะเจ้าจะถือว่าเป็นคลื่นลูกใหม่และใหญ่พอ อย่างไรคนตระกูลตงย่อมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว”
พูดถึงตรงนี้.. เจ้าสำนักลู่ก็ได้หรี่ตามองมาทางผม ราวกับว่ากำลังพยายามจะจับอารมณ์ผ่านสีหน้าของผมอยู่
“อย่างไร..
เหตุผลของเราอาวุโสพอจะทำให้เจ้าลงแข่งขันได้หรือไม่?”
หลังจากท่านเจ้าสำนักลู่หนานเยว่พูดจบ แกก็ไพล่มือไว้ด้านหลังแล้วยืนนิ่งรอคำตอบจากผม
ผมหรี่ตาเล็กน้อยก่อนจะถามกลับไปแบบตรง ๆ
“แล้วท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าข้าจะได้พบกับตงเสวี่ยซานแน่ในการประลอง?”
ก็เอาจริงนะ..
ต่อให้จะบอกว่างานประลองมีไว้ชำระแค้นหรืออะไรสักอย่าง
ผมเองก็ยังไม่มั่นใจเลยว่าจะได้เจอหมอนั่นจริงหรือเปล่า
อาจจะผมตกรอบก่อน..
หรือไม่ก็หมอนั่นไปพลาดท่าตกรอบก่อนผม..
ใครมันจะไปคาดได้ล่ะ
“เราอาวุโสมั่นใจว่ามันและเจ้าจะได้พบกันในการประลองแน่..
ต่อให้เจ้าไม่อยากพบ..
อย่างไรเจ้าก็ต้องได้พบ..
คนตระกูลตงทำได้ทุกอย่างเพื่อสนองความต้องการของพวกมัน”
ท่านเจ้าสำนักลู่หนานเยว่ตอบกลับมาแบบไม่ต้องใช้เวลาคิดเลยแม้แต่นิดเดียว
แววตามั่นใจของแกนี่เล่นเอาผมรู้สึกเหมือนถูกตัดสินล่วงหน้าไปแล้วเรียบร้อย
ก็พูดซะขนาดนี้..
ไม่ไปก็โดนมองว่าขี้ขลาดแน่ ๆ
“เช่นนั้นเอาแบบนี้เป็นไร..
เผื่อจะทำให้เจ้ามีแรงกระตุ้นอยากจะคว้าชัยจากตงเสวี่ยซานมาให้ได้..
ขอเพียงเจ้าได้ประลองกับมันไม่จำเป็นต้องคว้าอันดับหนึ่งมา
ขอแค่เพียงเจ้าชนะ..
เราในฐานะเจ้าสำนัก..!
เราจะรับรองว่าเจ้า.. เจ้าจะได้ลงแข่งขันในศึกคัดเลือกเข้าสำนักสาขาหลักอย่างแน่นอนโดยไม่คำนึงถึงคะแนนคุณงามความดีของเจ้า”
“แล้วถ้าคว้าอันดับหนึ่งมาได้เล่า?”
นิสัยผมมันก็เป็นแบบนี้แหละ..
ถ้าตัดสินใจจะลงแข่งอะไรสักอย่างแล้วล่ะก็..
จะไม่ลงไปแบบขอไปทีเด็ดขาด
ต้องใส่สุดแบบไม่มีอะไรกั้น..!
เพราะงั้น..
ผมเลยอยากได้แรงกระตุ้นแบบหนัก ๆ หน่อย จะได้ตั้งเป้าให้สูงลิบพอที่จะพุ่งชนมันไปให้ถึง
เจ้าสำนักลู่ยิ้มออกมา
“จุดนี้ของเจ้า.. ช่างเหมือนพ่อของเจ้ายิ่งนัก
เช่นนั้นก็ได้..”
มือขวาที่แกไพล่หลังไว้ค่อย ๆ เหยียดออกมาชี้ไปที่ถ้วยรางวัลของอาป๊าผม
ถ้วยที่ตอนนี้ในหัวผมไม่ต่างอะไรจากเป้าหมายของสงครามใหญ่
“หากเจ้านำถ้วยแบบนั้นกลับมาเพิ่มได้อีกสักใบ เราในฐานะเจ้าสำนักสี่ขุนเขาสาขาเมืองนพบุรีขอสัญญาต่อเจ้า
ว่าเจ้าและไอ้แสบเพื่อนของเจ้าจะได้เป็นสองในสี่สิบแปดคนที่ได้ถูกส่งไปที่สำนักสาขาหลักโดยไม่ต้องลงแข่งขันประลองกับผู้ใด”
ผมค้อมศีรษะให้เจ้าสำนักพร้อมกับส่งรอยยิ้มบาง ๆ
“ศิษย์หลิวเจี้ยนจะไม่ทำให้ท่านเจ้าสำนักผิดหวัง..
ศิษย์ขอตัวลา..”
ผมเอ่ยพร้อมหมุนตัวเดินออกจากตำหนักอย่างไม่ลังเล
ความรู้สึกในอกตอนนี้..
ไม่เหมือนเมื่อตอนที่สมัครเข้ามาใหม่ ๆ อีกแล้ว
ทีแรกก็อยากจะทำเหมือนกับยี่ฟู่บอกว่าให้อยู่นิ่ง ๆ อย่าโชว์อะไร
แต่ในเมื่อชะตาของผมถูกขีดเขียนเอาไว้ให้เป็นผู้กอบกู้ตามที่เจ้าสำนักรุ่นแรกกล่าว..
มันก็เป็นสองทางที่ขนานกัน..
ซึ่งผมเลือกชะตา..
เพราะอีกอย่างหนึ่งที่ผมมั่นใจคือ..
ในสำนักสาขาหลักนั่นแหละ..
จะต้องมีเบาะแสของสถานที่แบบเดียวกับที่เมืองมังกรธาราแน่นอน
และผมต้องหามันให้เจอ
ทันทีที่ผมก้าวออกจากตำหนักเจ้าสำนัก ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ
ผมแพ้ยับเยิน..
ชนิดไม่เหลือฟอร์มแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว
ผมรีบพาตัวเองกลับที่พัก พร้อมกับหลินซินโดยไม่เหลียวหลัง เลือดในกายมันร้อนราวจะเดือด เผาใจผมจนแทบอยากพุ่งไปฝึกตรงนั้นเลยให้รู้แล้วรู้รอด
ผมรู้ตัวดีว่าตอนนี้ยังไม่มีปัญญาจะต้านตงเสวี่ยซานได้แม้แต่น้อย
มันชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธ
ผมต้องฝึก..
ต้องฝึกให้หนักกว่านี้..!
เป้าหมายชัดเจน..!
ฝึกปราณมาศให้คล่องให้ได้ก่อนจะสายเกินไป
แล้วผมก็อยากรู้อีกอย่าง..
ว่าปราณมาศนี่มันร้ายกาจขนาดไหนกันแน่นะ ถึงทำให้เจ้าสำนักรุ่นแรกกลายเป็นตำนานได้แบบนั้น