ตอนที่24 สร้างวิชา
เมืองขนาดกลางแห่งหนึ่งในทวีปตะวันออก
โรงเตี้ยมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางของเมืองหน้าประตูโรงเตี้ยมแขวนป้ายชื่อเอาไว้ ‘โรงเตี้ยมัผงาด’
ที่หน้าประตูของโรงเตี้ยมปรากฏบุรุษสวมเสื้อเกราะสีแดงเพลิงกับชายหนุ่มที่มีใบหน้าขาว ‘เรด’ กับ ‘กวนเป๋ง’ได้เดินทางกลับมาถึงสำนักงานใหญ่ของกิลัผงาด พวกเขาถูกเรียกให้กลับมาประชุมโดยบุคคลที่เป็เ้าของโรงเตี้ยมแห่งนี้ หัวหน้ากิลัผงาดผู้เล่นที่ติดอันดับทั้งบอร์ดชื่อเสียงและบอร์ดผู้เล่นที่มีเลเวลสูงสุด‘จิ้งหยาง’
จิ้งหยางเป็ผู้เล่นที่เล่นั้แ่เกม LC เปิดให้บริการ เขาเป็เกมเมอร์มืออาชีพของประเทศจีนตัวเขาเป็นักกีฬาของประเทศจีนที่ลงแข่งโอลิมปิกั้แ่สมัยเกมแห่งยุค MO จนกระทั่งย้ายมาอยู่ในเกม LC เขาก็ยังคงเป็ 1ในตัวแทนให้กับประเทศอยู่เหมือนเดิม
โดยปกติชาวจีนส่วนใหญ่จะเล่นสายพลังปราณกันมากกว่าแต่ ‘จิ้งหยาง’ ผู้นี้กลับเลือกเล่นสายพลังจิต ทำให้เขาแปลกประหลาดกับชาวจีนทั่วไปจนชาวจีนยกย่องให้เขาเป็ผู้เล่นพลังจิตที่เก่งที่สุดในประเทศจีน ในปัจจุบันเขามีเลเวล277 ถูกจัดอันดับบนบอร์ดเลเวลอยู่ที่อันดับ 9 ของทวีปตะวันออก ซึ่งถือว่าเป็ผู้เล่นที่มีเลเวลสูงมาก เพราะอันดับที่ 300บนบอร์ดนั้นมีเลเวลเพียง 209 เท่านั้น
ในอดีตค่าเฉลี่ยส่วนใหญ่ของผู้เล่นทั่วไปในเกมจะอยู่ที่เลเวล200 นั่นก็เพราะผู้เล่นส่วนใหญ่เมื่อเก็บเลเวลมาจนถึง 200ก็จะหยุดเก็บเลเวล เนื่องจากการเก็บเลเวลต่อทำได้ลำบากผู้เล่นส่วนมากจะเข้าร่วมกิลใหญ่ๆ เพื่อรอทำเควสหาเงินไปเรื่อยๆหรือออกผจญภัยท่องโลกกว้าง หรือไม่ก็เปิดกิจการค้าขาย
แต่ใน1 ปีที่ผ่านมาเกม LC ได้มีการประกาศรายชื่อบนบอร์ดขึ้นทำให้ผู้เล่นเกิดแรงกระตุ้น หลายคน้ามีชื่อติดบนบอร์ดทำให้ผู้เล่นเริ่มกลับมาตั้งหน้าตั้งตาเก็บเลเวลกันอีกครั้งจนค่าเฉลี่ยของผู้เล่นทั่วไปขึ้นมาเป็205 และนี่ก็เป็ 1 ในเหตุผลที่กิลใหญ่ๆรวมทั้งกิลัผงาดต้องเรียกประชุมด่วน
ในห้องประชุมชั้นบนสุดของโรงเตี้ยมัผงาดขณะนี้มีผู้เล่นนั่งอยู่บนโต๊ะขนาดใหญ่ทั้งหมด 9 คน ซึ่งเป็ผู้เล่นระดับสูงของกิลัผงาดทั้งหมด
“เมื่อมากันพร้อมแล้วก็เริ่มได้เลย” จิ้งหยางเอ่ยเริ่มการประชุม
“ครับ อย่างที่ทราบกันแล้วเกมได้มีการประกาศจัดอันดับบนบอร์ดมาแล้ว 6เดือน ผมได้ทำการวิเคราะห์มาเรียบร้อยแล้วว่าผลกระทบที่เกิดมีอะไรบ้าง”ชายหนุ่มคนที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายของจิ้งหยางกล่าว
“ผลกระทบข้อแรกคือ เลเวลของผู้เล่นยกระดับขึ้นเร็วกว่าเดิมมาก เมื่อ 1ปีก่อนตอนที่พึ่งเริ่มมีการจัดอันดับ ผู้เล่นที่ได้อันดับ 300มีเลเวลเพียง 180 เท่านั้นแต่ปัจจุบันกลับมีเลเวล 208 นั่นทำให้พวกเราจำเป็ต้องยกระดับเลเวลของคนในกิลขึ้นโดยเฉพาะผู้เล่นระดับสูงจะมัวแต่เที่ยวเล่นไม่ได้อีก!” เมื่อกล่าวจบเขาก็ชำเลือกมองไปยังเรดที่นั่งฝั่งตรงข้าม
“เอาน่า อย่าเครียดนักเลย เ้าน่ะหัดผ่อนคลายซะบ้าง” เรดกล่าวอย่างติดตลก
“กลับเข้าเื่ต่อ!” จิ้งหยาง ขัดขึ้นเมื่อเห็นว่าคู่อริ 2 คนนี้กำลังจะเถียงกันต่อ
“ขอโทษครับ...ต่อไปก็ข้อสอง...ผลกระทบนี้อาจไม่ได้เกิดกับพวกเราโดยตรงเพียงแต่มันเกิดกับกิลเล็กๆ หลายกิล เพราะกิลเ่าั้เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ติดอันดับก็เกิดความคิดที่จะยุบกิลรวมกันทำให้ปัจจุบันเกิดกิลใหม่ที่มีศักยภาพสูงขึ้นมาอีกหลายกิล”
“เื่นี้เ้าไม่ต้องกังวลกับคนพวกนั้น สุดท้ายก็แค่มดปลวกที่รวมกันเพื่อรอวันถูกขยี้” จิ้งหยาง กล่าวพร้อมกับเผยแววตาโเี้
“เพียงแต่ากำลังจะใกล้เข้ามา ผมได้ข่าวว่ากิล ‘โอเอซิส’ กิลอันดับ 3กำลังจะทำาตีเมืองของกิล ‘อดาเลีย’ กิลอันดับ 10 บางทีผลของาครั้งนี้อาจทำให้เกิดผลกระทบอีกหลายอย่างผมคิดว่าเราควรหาทางป้องกันไว้ก่อน”
ชายคนที่รายงานได้บอกเล่าเื่ของกิลอดาเลียกับกิลโอเอซิสที่เป็กิลติดอันดับทั้งคู่กำลังมีปัญหากันจนเป็เื่ใหญ่โตทั่วทั้งโลกนั้นกำลังจับตามอง เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยมีเหตุการณ์ที่กิลใหญ่ๆปะทะกันสักเท่าไหร่ แต่เื่ในครั้งนี้ถึงขั้นมีการส่งสารท้ารบระหว่างกิลเกิดขึ้น
‘สารท้ารบระหว่างกิล’ หมายความว่ากิลที่ส่งสารท้ารบนั้นจะต้องบุกไปโจมตีเมืองของกิลที่รับคำท้าแต่ว่ากิลที่ถูกท้านั้นสามารถตอบรับหรือปฏิเสธก็ได้ซึ่งการปฏิเสธจะต้องเสียค่าปรับตามที่ระบบกำหนด
กิลอดาเลียนั้นเมืองอยู่2 แห่งเป็เมืองขนาดเล็ก 1 แห่งและเมืองขนาดกลาง 1 แห่ง แต่กิลโอเอซิสนั้นกลับส่งสารท้ารบว่าจะบุกเมืองขนาดกลางนั่นหมายความว่าถ้ากิลอดาเลียพ่ายแพ้จะต้องเสียเมืองขนาดกลางที่อยู่ให้กับกิลโอเอซิสทันที
แต่ถ้าตอบปฏิเสธชื่อเสียงของกิลก็จะตกต่ำลงจนอาจหลุดจากอันดับ10 บนบอร์ดแถมค่าปรับของการปฏิเสธาของเมืองขนาดกลางก็สูงมาก ส่งผลให้กิลอดาเลียปัญหาทางด้านการเงินทันที
“ข้าก็ได้ยินข่าวนี้ พูดได้แค่ว่ากิลอดาเลียนั้นจบสิ้นลงแล้วล่ะ”จิ้งหยางตอบ
“ผมก็คิดเช่นนั้นจึงอยากเสนอให้พวกเราลองหาจังหวะดึงคนจากกิลอดาเลียเข้าร่วมจะได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับกิลัผงาดของเรา” ชายหนุ่มเสนอความคิดเห็น
“เป็ความคิดที่ดีเ้าสามารถดำเนินการได้แต่ว่าข้าเองก็ไม่ได้คาดหวังกับพวกมันมากนัก ยังไงก็เป็แค่พวกขี้แพ้”จิ้งหยางกล่าวอย่างดูถูก ทั้งๆ ที่ายังไม่ทันเริ่ม เขากลับมองว่าคนของกิลอดาเลียเป็พวกขี้แพ้ไปเสียแล้ว
“เรด เื่ที่ให้ไปทำเป็ยังไงบ้าง” จิ้งหยางหันกลับมาถามเรด
“เรียบร้อยดีครับ ผมได้ติดประกาศตามที่หัวหน้า้าเรียบร้อย”เรดตอบอย่างนอบน้อม
“เ้ามีโอกาสได้เจอกับกลุ่มคนที่มีเื่กับกิลหมีดุบ้างรึเปล่าแล้วข่าวลือในบอร์ดล่ะเป็ความจริงมั้ย” ชายหนุ่มที่นั่งฝั่งตรงข้ามถาม
“ข้าไม่เจอพวกนั้นส่วนข่าวลือข้าลองถามคนแถวนั้นส่วนมากก็ตอบใกล้เคียงกับที่ในเว็บบอร์ดเขียนเอาไว้”
“ข่าวลือเ่าั้ทำให้พวกเราเสียชื่อเสียงไปมากทางที่ดีเราต้องกอบกู้ชื่อเสียงกลับมาบ้างไม่อย่างนั้นไอ้พวกกิลอื่นมันจะหัวเราะเยาะเอาได้” เรดกล่าวต่ออย่างเหลืออด
“ใช่ ถึงตอนนี้กิลหมีดุจะไม่เกี่ยวกับพวกเราแล้วแต่ในระหว่างที่เกิดเื่พวกนั้นยังเป็คนของเราอยู่ยังไงพวกเราก็ต้องจัดการกับคนกลุ่มนั้น ส่งคนออกไปตามหา ไล่ฆ่าจนกว่าพวกมันจะเลิกเล่นแล้วก็สั่งให้สถานีโทรทัศน์ถ่ายทอดสดตอนที่พวกเราเอาคืนพวกมันจะได้เป็การประกาศให้ทั่วทั้งโลกได้เห็นว่าพวกเรากิลัผงาดไม่ใช่ว่าใครจะมาล้อเล่นได้!”จิ้งหยาง ออกคำสั่งกับสมาชิกที่ประชุมด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
“ครับ!”เสียงตอบรับดังขึ้นในห้องประชุมที่ประกอบไปด้วยสมาชิกระดับสูงของกิลัผงาดหลายคน
แต่ในขณะนั้นมีอยู่คนหนึ่งชายที่นั่งอยู่ข้างซ้ายของจิ้งหยางคนที่ถูกเรียกว่าเป็สมองของกิลัผงาดกลับนั่งด้วยคิดถึงอะไรบางอย่างด้วยสีหน้าเป็กังวล
.....
ผ่านไป5 เดือน นับจากวันที่ทีชเริ่มฝึกวิชาบนยอดเขาทีชได้สำเร็จวิชาดรรชนีหกชีพจรถึงขั้นที่ 3 การควบคุมลมปราณในร่างกายก็สามารถทำได้อย่างคล่องแคล่วเขาสามารถโคจรลมปราณไปทั่วร่างกายได้ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ
ส่งผลให้วิชาดรรชนีของทีชนั้นสามารถใช้ได้ดั่งใจนึกแถมยังสามารถพุ่งเข้าใส่เป้าหมายเล็กๆได้อย่างแม่นยำ แต่ทว่าทีชในเวลานี้กำลังยืนหน้านิ่วคิ้วขมวด เหมือนกับยังไม่พอใจอะไรบางอย่าง
‘ทำไมถึงยากแบบนี้นะ การสร้างวิชาเนี่ย’ ทีช คิดอย่างหัวเสีย
“อาจารย์ครับผมสามารถใช้รวบรวมลมปราณไว้ในกระบี่แล้วก็โจมตีออกไปจนสามารถทำลายได้แม้กระทั่งต้นไม้พร้อมทั้งลองกระบวนท่าทั้งฟันและแทง แต่ทำไมผมไม่รู้สึกว่าผมสำเร็จวิชาเลยละครับ”ทีช ถามความเห็นจากอาจารย์
“เ้าลืมไปแล้วหรือในสิ่งที่ข้าเคยสอนสิ่งที่เ้ากำลังทำนั้นไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ขอแค่คนผู้นั้นเข้าใจวิถีกระบี่ถึงขั้นมือกระบี่ขั้นสูงสุด หรือขั้นยอดฝีมือ!”ต้วนเจิ้งฉุน อธิบาย
“จริงด้วย! ผมลืมไปเลยว่าสิ่งที่ผมทำมันเป็แค่หลักพื้นฐานของคนที่สามารถผลักดันพลังออกผ่านทางอาวุธในมือ”ทีช กล่าวด้วยน้ำเสียงใ
“งั้นผมควรทำอย่างไรต่อไปดีครับอาจารย์ ถึงจะสร้างวิชาเป็ของตัวเองได้”ทีชถามอย่างมีความหวัง
“เ้าต้องทำในสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่นกระบวนท่าที่แปลกใหม่การประยุกต์ใช้พลังแบบใหม่ๆหรืออาจจะเป็การใช้พลังคล้ายกับสิ่งที่เคยมีมาเพียงแต่ถ้าเ้าสามารถดัดแปลงให้เข้ากับตัวเ้าเองได้เ้าก็จะสามารถสร้างวิชาหรือกระบวนท่าขึ้นมาได้” ต้วนเจิ้งฉุนบอกกับลูกศิษย์อย่างใจเย็น
“ขอบคุณครับ เหมือนผมจะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างแล้วผมขอตัวไปทดลองอะไรสักหน่อยนะครับ” ทีชกล่าวจบก็รีบวิ่งออกไปทันที
‘จากสิ่งที่อาจารย์บอกเรามาคำว่าดัดแปลงทำให้เราคิดได้ว่าเราควรลองนำวิชาดรรชนีหกชีพจรมาใช้ตอนถือกระบี่ดู เอาล่ะ ฮึบ!’ทีชคิดพร้อมกับทดลอง
.....
ภายในเวลา1 เดือนต่อมาหลังจากที่ ต้วนเจิ้งฉุนอธิบายวิธีการสร้างวิชา ทีชได้สังเกตว่าวิชาดรรชนีนั้นเป็การโคจรพลังลมปราณตามเคล็ดวิชาที่อาจารย์สอนแล้วสุดท้ายไปรวมกันที่ปลายนิ้วเพื่อแผ่พุ่งพลังลมปราณออกไปโจมตีเกิดเป็วิชาดรรชนีหกชีพจรขึ้นมาทีช ได้คิดวิธีโดยการเริ่มโคจรลมปราณในลักษณะเดียวกันเพียงแต่สุดท้ายเป็การรวมพลังลมปราณไว้ที่กระบี่แล้วพยายามทำให้ลมปราณพุ่งออกไปจนสุดท้ายทีชสามารถแผ่พุ่งพลังออกจากปลายกระบี่ได้
แต่ต้วนเจิ้งฉุนได้บอกว่าสิ่งที่ทีชทำคือ ปราณกระบี่ นั่นหมายความว่าทีชในตอนนี้เป็มือกระบี่ขั้นสูงสุดแล้วเข้าใกล้ยอดฝีมือที่สามารถปล่อยแถบริ้วกระบี่ได้นั่นเองทำให้ทีชที่คิดว่าตัวเองคิดวิชาขึ้นมาได้แล้วต้องสลดไปทันทีเพราะสิ่งนี้เท่ากับมือกระบี่ขั้นสูงทุกคนก็สามารถทำได้
แต่ทว่าสุดท้ายทีช ก็ทำเสร็จจนได้ เขาได้รวมเอาวิชาดรรชนีหกชีพจรที่สามารถแผ่พุ่งพลังออกจากนิ้วพร้อมกันได้หลายสายมาหลอมรวมกับวิธีปลดปล่อยปราณกระบี่จนทำให้สามารถปล่อยปราณกระบี่ออกไปแล้วแยกตัวออกเป็หลายสายได้เมื่อมันทำสำเร็จเสียงของระบบก็ดังขึ้น
[ท่านได้สร้างวิชากระบวนท่าเป็ของตัวเอง โปรดตั้งชื่อ]
‘สำเร็จจนได้ ว่าแต่ชื่ออะไรดี เมื่อกี้เราสามารถปล่อยปราณกระบี่ออกไปแล้วให้มันแยกได้ถึง7 เส้นมากกว่าดรรชนีหกชีพจรไป 1 เส้นงั้นก็....’
“กระบี่เจ็ดชีพจร” ทีชพูดตอบระบบ
[วิชากระบวนท่า ‘กระบี่เจ็ดชีพจร’ สามารถใช้ได้โปรดยืนยัน]
“ยืนยัน”
[ระบบได้ทำการปรับปรุงวิชาของท่านเล็กน้อย โปรดตรวจสอบ!]
‘ปรับปรุงงั้นเหรอ ไหนดูหน่อยซิ’
[วิชา : กระบี่เจ็ดชีพจร จะทำการแบ่งเป็ 7 ขั้นในแต่ละขั้นจะมีปราณกระบี่เพิ่มขึ้น 1 เส้นขั้นสูงสุดขั้นที่ 7 จะสามารถปลดปล่อยได้ถึง 7 เส้น ทั้งนี้ระบบได้ทำการปรับระดับของวิชาให้สอดคล้องกับการใช้งานท่านสามารถใช้วิชาแบบอัตโนมัติได้ตามขั้นที่ท่านสำเร็จขั้นวิชา]
‘เราเป็คนคิดวิชาแต่ทำไมถึงบอกว่าตามขั้นที่เราสำเร็จ เมื่อกี้เราปล่อยได้7 เส้นไม่ใช่หรือ เดี๋ยวก่อนนะ’ ‘หน้าต่างระบบ’
ชื่อตัวละคร : ทีช เลเวล : 102
คราสหลัก : จอมยุทธ
คราสรอง 1 :ยังไม่มี / คราสรอง 2 : ยังไม่มี
พลังชีวิต :19,920/19,920
ปราณ :2,543/2,543
พลังกายภาพ :223 พลังเวทย์ : 12
ความอดทน :191 ความว่องไว : 175
ความชำนาญ :35
ค่าสถานะคงเหลือ : 0
น้ำหนักสัมภาระ :509/3100
วิชากระบวนท่า : ดรรชนีหกชีพจร ขั้นที่ 3 , กระบี่เจ็ดชีพจร ขั้นที่ 5
‘นั่นไงว่าแล้วสำเร็จแค่ขั้นที่ 5 ไม่ใช่ขั้นที่ 7จริงๆ ด้วย ลองใช้หน่อยละกัน’
“กระบี่เจ็ดชีพจร ขั้นที่ 5” ทีชลองใช้วิชาแบบอัตโนมัติ
ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!
!!
‘รุนแรงมาก! แรงกว่าตอนที่เราสร้างออกไป 7 เส้นเสียอีกแถมใช้พลังลมปราณน้อยกว่าควบคุมเองด้วยแต่ข้อเสียของการใช้แบบนี้ก็คือเราควบคุมทิศทางได้ไม่ดีเท่ากับโคจรลมปราณเองสินะแสดงว่าวิชาที่เราคิดขึ้นมีระดับสูงพอสมควร ระบบถึงได้คำนวณให้ใหม่พร้อมกับลดขั้นลงมาเหลือขั้น 5 ทั้งๆ ที่เราเป็คนคิดวิชาแต่ดูจากที่แจ้งถ้าวันหนึ่งเรามีลมปราณมากพอก็จะใช้ขั้นที่ 7 ได้เอง แต่จะว่าไปมันก็รุนแรงกว่าดรรชนีหกชีพจรละนะ’
ทีชคิดพร้อมกับยิ้มอย่างภาคภูมิใจที่ในที่สุดตนก็ทำสำเร็จ
“ยอดเยี่ยมจริงๆ รุนแรงกว่าวิชาดรรชนีของข้าเสียอีก” ต้วนเจิ้งฉุนกล่าวชมด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“ขอบคุณครับอาจารย์ เป็เพราะอาจารย์สอนสั่งลูกศิษย์อย่างผมถึงมีวันนี้ได้” ทีช ฉวยจังหวะยกยออาจารย์ของตน
“ฮ่าๆ หลังจากวันนี้เ้าสามารถลงจากเขาได้แต่ว่าเ้าต้องรับปากกับข้าว่าจะไม่ถ่ายทอดวิชาดรรชนีหกชีพจรให้กับคนอื่น ถ้าข้ารู้ว่าผิดคำพูดละก็ไม่ว่าเ้าจะอยู่ที่ไหนข้าจะตามไปสังหารเ้าแน่นอน!” ต้วนเจิ้งฉุนพูดจบก็แผ่จิตสังหารเข้าใส่ทีช จนทีชถึงกับเซไปหลายก้าว
ทีชได้แต่คิดในใจว่าเขาจะไม่มีวันถ่ายทอดวิชาดรรชนีหกชีพจรให้ใครเป็อันขาดต่อให้มิวมาคุกเข่าขอร้องตรงหน้า เขาก็จะตอบปฏิเสธทันที!
…..
ในขณะเดียวกันที่โลกภายนอก
ห้องรับแขกภายในบ้านของตระกูลอัครพิมุข ‘โอม’ กำลังนั่งคุยกับ ‘ชลากร’ ผู้เป็พ่อ
“พ่อครับ ผมมีข่าวบางอย่างมาบอก” โอมกล่าว
“มีอะไร หรือว่างานที่บริษัทมีปัญหา”ชลากรที่ในมือกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ เอ่ยปากถามโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง
“ผมพึ่งได้ยินข่าวจากเอกเพื่อนที่อยู่ในบริษัทที่ผมไปทำงานมาเมื่อ 2ปีก่อนว่าไอ้ติ๊กมันออกจากคุกมาแล้ว”
“ติ๊ก....อ้อเด็กหนุ่มคนที่เคยมีเื่กับแกนั่นน่ะเหรอ” ชลากรยังคงตอบรับด้วยน้ำเสียงที่บอกว่าไม่สนใจ
“ใช่ครับพ่อ ผมควรทำยังไงดีครับ”โอมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงปนความแปลกใจที่พ่อของตัวเองไม่สนใจข่าวนี้
“หืม....แกกังวลอะไรงั้นเหรอ แกคิดว่าคนที่พึ่งออกจากคุกมาจะไปทำอะไรได้นี่อย่าบอกนะว่าแกกลัวมันจะมาเอาคืน แกเป็ถึงเ้าของบริษัทธุรกิจรถยนต์แล้วก็เป็เ้าของบริษัทธุรกิจร้านคาเฟ่ที่มีอยู่ทั่วประเทศแกกลับมานั่งกังวลคนที่พึ่งออกจากคุก นี่ฉันมีลูกเป็ไอ้โง่หรือไง” ชลากรได้เงยหน้าขึ้นมามองพร้อมกับพูดด้วยความโมโห
“ข...ขอโทษครับพ่อ ผ...ผมจะไม่ไปคิดถึงมันอีก ถ...ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”โอมพูดเสร็จ ก็รีบเดินออกไปจากห้องรับแขกทันที
‘แมร่งเอ๊ย! เป็เพราะมันคนเดียวทำให้เราต้องโดนพ่อด่าอีกแล้วแต่จะว่าไปมันกำลังทำอะไรอยู่นะ ส่งคนไปสืบข่าวสักหน่อยดีกว่า’ โอมคิดอย่างหงุดหงิดที่เื่ของติ๊กทำให้เขาดูไม่ดีในสายตาของพ่ออีกแล้ว....