นางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม)

    ตอนที่ 31 ข่าวสอบเลื่อนชั้นกรณีพิเศษ

    ตอนที่31 ข่าวสอบเลื่อนชั้นกรณีพิเศษ


    สืออู๋เจ๋อเห็นว่าซูเวยมีแผนของตนเองแล้วเขาจึงไม่คาดคั้นเธอเพราะตัวเขาเองก็มีนัดเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆเช่นกัน


    หลังจากนั้นทั้งคู่แยกย้ายกันไปยังสถานที่ตามแผนของแต่ละคนหลังจากวางถาดอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว


    ซูเวยเดินตรงขึ้นไปชั้นสองของอาคารเรียนประถมปีหนึ่งถึงสามมีห้องฝั่งตรงข้ามกับชั้นเรียนของประถมปีสองถูกกั้นเป็นห้องคอมพิวเตอร์เนื่องจากครูสอนวิชาสารสนเทศเป็นครูประจำชั้นของประถมปีสองดังนั้นห้องคอมพิวเตอร์จึงถูกติดตั้งไว้ที่นี่


    ในห้องคอมพิวเตอร์มีเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะรุ่นเก่าจำนวน5 เครื่อง รวมกับอีกหนึ่งเครื่องที่ตั้งบนโต๊ะของครูผู้สอนเป็น 6 เครื่องเธอเข้าใจได้ว่าเป็นข้อจำกัดของทรัพยากรและงบประมาณของโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้ดังนั้นแค่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ให้นักเรียนทดลองใช้บ้างก็นับว่าดีมากแล้ว


    ซูเวยไม่ได้สนใจเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวแต่อย่างใดนั่นเป็นเพราะว่าเธอมีแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยของตัวเองแต่เธอหาข้ออ้างมาที่ห้องคอมพิวเตอร์เพราะสังเกตแล้วว่าห้องนี้จะไม่มีนักเรียนมาใช้บริการยกเว้นเป็นชั่วโมงเรียนของรุ่นพี่ชั้นประถมปีห้าและหกเท่านั้น


    “ดีจริงๆที่ไม่มีนักเรียนคนอื่นนอกจากฉัน”ซูเวยพูดกับตัวเองอย่างยินดีทันใดนั้นเธอเหลือบมองเห็นกล้องวงจรปิดตัวหนึ่งที่ถูกติดตั้งไว้หน้าห้องเรียนด้านบนเหนือกระดานดำเธอเดินเข้าไปดูใกล้ๆเพื่อดูว่ากล้องวงจรปิดนี้สามารถใช้งานได้หรือไม่


    “ทดสอบดูดีกว่าว่ากล้องนี้ใช้งานได้ไหม?” ซูเวยตัดสินใจเปิดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเครื่องหนึ่งกว่าที่เครื่องคอมพิวเตอร์จะรันโปรแกรมให้พร้อมใช้งานก็ปาเข้าไปเกือบห้านาทีทำให้ซูเวยถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า “โอ๊ย!ช้าจริงๆเลย”


    ซูเวยเหลือบมองเห็นสติกเกอร์ติดบนเคสที่วางอยู่ด้านล่างโต๊ะคอมพิวเตอร์ระบุคุณลักษณะคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ว่า “Intel Core i3-380UM (1.33 GHz, 3MB L3 Cache)”เธอถอนหายใจพลางนึกถึงเทคโนโลยีเหนือจินตนาการของตนเองมากขึ้น


    เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมใช้งานแล้วซูเวยแฮ็กเข้าระบบเครือข่ายของโรงเรียนเพื่อตรวจสอบดูว่ามีกล้องวงจรปิดของโรงเรียนใช้งานจริงได้กี่ตัวผลการตรวจสอบพบว่า กล้องวงจรปิดของโรงเรียนมีทั้งสิ้น 8 จุด ใช้งานได้จริงแค่ 6จุดเท่านั้น

    ประกอบด้วย หนึ่งสนามฟุตบอล สองห้องเรียนชั้นประถมปีหนึ่งสามห้องเรียนชั้นประถมปีสอง สี่ห้องเรียนชั้นประถมปีห้า ห้าห้องเรียนชั้นประถมปีหกและหกห้องประชุมของโรงเรียน


    ส่วนกล้องวงจรปิดอีกสองตัวที่ใช้งานไม่ได้นั้นคือ หนึ่งห้องคอมพิวเตอร์ และโรงอาหารของโรงเรียน


    “โอ้! ทั้งโรงเรียนมีกล้องวงจรปิดแค่นี้หรือ?”ซูเวยอุทานด้วยความประหลาดใจกับจำนวนกล้องวงจรปิดที่โรงเรียนมีอย่างจำกัดนั่นแสดงว่าหากเกิดปัญหาในจุดที่ไม่มีกล้องวงจรปิดย่อมยากในการสืบค้นหาความจริงแต่ซูเวยไม่คิดที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุระของทางโรงเรียน


    เวลานี้เธอกำลังท่องเว็บไซต์ทั้งหลายที่ทางโรงเรียนตั้งค่าไว้ในคอมพิวเตอร์ในห้องนี้โดยไม่ได้นำแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ของตนเองขึ้นมาใช้งานแต่อย่างใดทันใดนั้นซูเวยเข้าเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการและเห็นข้อความหนึ่งซึ่งทำให้เธอตาโตด้วยความยินดี


    “อ๊ะ! มีข่าวแบบนี้ด้วยหรือ? เยี่ยมจริงๆ”ซูเวยอุทานอย่างมีความสุขพลางอ่านข้อความด้วยความประหลาดใจ


    ข้อความดังกล่าวเป็นการเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับนักเรียนอัจฉริยะเพื่อให้สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้เป็นการสนับสนุนให้นักเรียนได้เรียนชั้นสูงตามศักยภาพจริงของนักเรียนโดยไม่ต้องถูกกีดกันจากกฎเกณฑ์ปกติเหมือนนักเรียนทั่วไป


    นั่นคือเด็กนักเรียนชั้นประถมหรือมัธยมต้นหรือมัธยมปลาย สามารถสอบเลื่อนชั้นได้ปีละหนึ่งครั้งในช่วงต้นเดือนมิถุนายนหลังการสอบแข่งขันตอบคำถามคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประจำปีของกระทรวงศึกษาธิการ


    อนึ่งการสอบเลื่อนชั้นเพื่อจบการศึกษาก่อนกำหนดนั้นกำหนดให้มี 4 ระดับชั้นเรียน ได้แก่ ชั้นประถมศึกษา ชั้นมัธยมต้น ชั้นมัธยมปลาย และชั้นอุดมศึกษาทั้งวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาสามารถสอบจบก่อนเวลาได้แต่ต้องทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จสมบูรณ์ก่อน


    ข้อมูลดังกล่าวทำให้ซูเวยตื่นเต้นยินดีแต่เธอรู้สึกแปลกใจที่ครูใหญ่หรือครูทั้งหลายไม่พูดถึงเรื่องนี้กับนักเรียนเลยแม้แต่น้อย


    “แปลกจริงครูใหญ่กับครูจูไม่เห็นพูดถึงเรื่องการสอบเลื่อนชั้นหรือสอบจบก่อนกำหนดแบบนี้เลยหรือว่าโรงเรียนนี้ไม่มีนักเรียนที่เก่งขนาดที่สามารถสอบจบก่อนกำหนดได้”ซูเวยเอียงคอพลางพูดกับตัวเองด้วยความแปลกใจ


    ซูเวยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เธอคิดอย่างมีเหตุผลนั้นเป็นความจริงของโรงเรียนประถมมังกรเขียวและโรงเรียนอีกหลายแห่งทั้งของรัฐและเอกชนเพราะไม่ใช่ว่านักเรียนจะเป็นเด็กอัจฉริยะทั้งหมดจนสามารถสอบจบก่อนกำหนดเวลาได้


    “กริ๊งๆๆ”ทันใดนั้นมีเสียงกริ่งบอกหมดเวลาพักกลางวันแล้ว ต่อไปจะเริ่มเรียนวิชาของภาคบ่ายซูเวยรีบปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยท่าทางกระตือรือร้นมากกว่าเดิม


    “ฉันน่าจะสืบค้นเรื่องนี้ก่อนเรื่องอื่นๆแต่ก็ช่างเถอะ รู้ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป เพราะถึงยังไงก็ยังไม่ถึงช่วงเดือนที่จะสอบต้องหาเวลาไปพูดกับครูจูและครูใหญ่ซะแล้ว”ซูเวยครุ่นคิดวางแผนในใจระหว่างเดินกลับห้องเพื่อเรียนวิชาจริยธรรมกับรองครูใหญ่


    ..........


    เมื่อถึงเวลาเรียนวิชาจริยธรรมของชั้นประถมปีสี่ครูไต้เดินเข้ามาในห้องเรียนพลางส่งสายตามองไปทางหลังห้อง เขารับรู้ความเก่งกาจของซูเวยมากขึ้นเรื่อยๆจนรู้สึกแปลกใจที่พบว่าพฤติกรรมของซูเวยแตกต่างจากซูเวยคนเดิมที่เขาเคยรู้จักตั้งแต่ชั้นประถมปีหนึ่ง


    แต่ทว่าท่าทางไม่แยแสเพื่อนนักเรียนของซูเวยรวมทั้งการกลั่นแกล้งเพื่อนเล็กๆน้อยๆ ยังมีให้ได้ยินเข้าหูบ้าง ดังนั้นเขาจึงคิดไปว่าซูเวยคงอยากปรับปรุงตัวเองหลังจากที่รอดพ้นจากการถูกลักพาตัวมาได้ เหมือนกับตงลี่ซือและผานลี่หยางนักเรียนชั้นประถมปีห้าที่ทั้งสองคนทำตัวเรียบร้อยและรู้ความมากขึ้นซึ่งแตกต่างจากเทอมแรกเหมือนกัน


    ครั้นครูไต้มายืนหน้าห้องแล้วเขาหันหลังไปเขียนข้อความหนึ่งบนกระดานดำเพื่อให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นก่อนเข้าสู่เนื้อหาการเรียนรู้เรื่องจริยธรรม“ความต้องการของนักเรียนในปัจจุบันนี้”


    ซูเวยตาโตเป็นประกายด้วยความสนใจเมื่อเห็นหัวข้อการสอนของครูไต้คราวก่อนก็เป็นความใฝ่ฝันของนักเรียน คราวนี้เป็นความต้องการซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เธอต้องการพอดีทำให้ซูเวยแสดงท่าทีต้องการพูดแสดงความคิดเห็นเหมือนเพื่อนนักเรียนคนอื่นบ้าง


    “นักเรียนเห็นหัวข้อแล้วใช่ไหม?ให้แต่ละคนแสดงความคิดเห็นของตนเองตามจริง ไม่มีผิดถูก ครูจะไม่ตำหนิพวกเธอเอาละเริ่มคนแรกจากแถวหน้าแล้วไล่ไปตามโต๊ะเรียนในห้อง เริ่ม!”ครูไต้กวาดสายตามองนักเรียนทุกคนด้วยความสนใจเขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นท่าทางกระตือรือร้นของซูเวยที่ต้องการพูดเหมือนกับนักเรียนคนอื่นทำให้เขาอยากรู้ว่าซูเวยจะพูดอะไรที่ยากและซับซ้อนเหมือนคราวก่อนหรือไม่


    “ผมอยากไปเตะฟุตบอลตอนนี้ครับ”


    “หนูง่วงนอนอยากนอนสักงีบค่ะ”


    “ผมอยากกลับบ้านครับแม่ผมน่าจะกลับจากโรงพยาบาลพร้อมกับน้องผมที่เพิ่งคลอดแล้ว”


    “หนูอยากร้องเพลงค่ะ”


    “ผมอยากไปเล่นฟุตบอลครับ”


    “หนูอยากดูหนังดูไอดอลคนโปรดของหนูค่ะ”


    “ผมอยากเล่นเกมส์ครับ”


    นักเรียนหลายคนแสดงความคิดเห็นกันหลากหลายมีทั้งที่เหมือนและแตกต่างกัน


    เมื่อถึงคราวของซูเวยเธอพูดออกมาตามที่คิดไว้ว่า “หนูอยากสอบจบชั้นประถมเร็วๆค่ะ อ้อ! ยังมีชั้นมัธยมต้น มัธยมปลายด้วยครูไต้ช่วยหนูหน่อยได้ไหมคะ?”ท้ายประโยคซูเวยร้องขอให้ครูไต้ช่วยสื่อสารกับครูใหญ่ให้ตนเองโดยตรง


    ปรากฏว่าคำตอบของซูเวยทำให้ครูไต้และเพื่อนนักเรียนชั้นประถมปีสี่ต่างพากันทำสีหน้าที่แตกต่างกันส่วนใหญ่ดูแคลนและไม่เชื่อคำพูดของซูเวย มีแค่ไม่กี่คนที่รู้สึกแปลกใจรวมทั้งครูไต้ด้วย


    เขารู้สึกแปลกใจในคำพูดของซูเวยแต่สามารถเข้าใจวัตถุประสงค์ของเธอได้ เพราะคำตอบของซูเวยครั้งก่อนที่เคยบอก

    ว่าต้องการเรียนจบเร็วๆเพื่อไปเรียนรู้เรื่องอื่นรวมทั้งคราวนี้ที่ซูเวยต้องการอยากสอบจบก่อนกำหนดทำให้ครูไต้ต้องการทดสอบอะไรบางอย่างกับซูเวยแต่เขานิ่งเงียบไว้ก่อนเพราะไม่อยากให้เกิดความโกลาหลขึ้นในห้องเรียนเวลานี้


    “เอาไว้ค่อยคุยกันอีกทีในคาบวิชาอิสระซูเวยไปพบครูที่ห้องพักครูด้วย” ครูไต้สั่งซูเวยโดยตรงเมื่อรับรู้ความต้องการของ

    เธอแล้ว


    หลังจากนั้นครูไต้ไม่สนใจซูเวยอีกแต่หันหน้าไปรับฟังคำตอบจากนักเรียนคนอื่นจนครบทุกคนจึงเข้าสู่เนื้อหาการสอน

    เป็นการเชื่อมโยงความต้องการของนักเรียนเข้ากับจริยธรรมของพลเมืองที่ดีว่าควรเป็นอย่างไร


    ซูเวยเห็นว่าครูไต้ออกคำสั่งกับตนเองแล้วซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าความต้องการของเธออาจได้รับการตอบสนองดังนั้นเธอ

    จึงนั่งนิ่งแต่หลบเข้าไปเล่นแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ในคฤหาสน์ขาวแทน


    จนกระทั่งหมดเวลาเรียนวิชาจริยธรรมต่อไปเป็นวิชาดนตรี วันพุธถึงศุกร์ถึงจะเป็นวิชาศิลปะแทนวิชาดนตรี


    ดังนั้นนักเรียนทุกคนจึงต้องเดินขึ้นไปเรียนที่ห้องดนตรีโดยเป็นการเรียนรู้เรื่องผีผาเช่นเดิมซูเวยเปิดโอกาสให้เพื่อน

    นักเรียนเล่นผีผาอย่างเต็มที่เพราะเธอสามารถเรียนรู้ได้เองรวมทั้งเธอมั่นใจว่าสามารถแต่งเพลงขึ้นมาใหม่ได้โดยอ้างอิงจากท่วงทำนองบางจังหวะจากดาวเอเอส เพราะฉะนั้นซูเวยจึงไม่แย่งเล่นผีผากับเพื่อนๆแต่อย่างใดโชคดีที่ครูจูไม่ได้สนใจซูเวยเท่าใดนักเนื่องจากมีเพื่อนนักเรียนหลายคนที่ยังไม่สามารถจับมือซ้ายขวาได้ถูกต้องทำให้ครูจูต้องสอนประกบนักเรียนทีละคน


    ……….


    เมื่อหมดเวลาชั่วโมงดนตรีแล้วต่อไปเป็นวิชาอิสระ ซูเวยเหลียวมองห้องเรียนของตนเองแวบหนึ่งขณะเดินผ่านเธอเห็นเพื่อนกำลังตั้งใจเขียนการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ที่ครูเหยียนมอบหมายให้ส่งวันพรุ่งนี้ยกเว้นเธอไม่ต้องทำเพราะซูเวยสามารถแก้โจทย์ยากได้ดังนั้นเธอเลยสบายมากกว่าเพื่อนคนอื่น


    ตอนนี้ซูเวยกำลังเดินไปห้องพักครูที่อยู่ชั้นล่างของอาคารสำนักงานเมื่อซูเวยเปิดประตูเข้าไปพลันมองเห็นครูหลายคนกำลังนั่งอยู่ในห้องครบทุกคนรวมทั้งครูใหญ่ชายชราผมขาว ครูหวงจุ้นด้วย


    “ซูเวยมานี่พวกนี้คือข้อสอบปลายภาคของเทอมนี้ เธอมีเวลาทำข้อสอบ 4 ชั่วโมง ถ้าเธอทำถูกต้องผ่านตามเกณฑ์ครูใหญ่ถึงจะทำเรื่องขอสอบจบก่อนกำหนดของเธอส่งไปยังกระทรวงศึกษาธิการแล้วเธอต้องไปสอบที่เมืองหลวงเองนะ ไม่ได้จัดสอบที่นี่ มีเวลาทำข้อสอบแต่ละวิชาๆละ1 ชั่วโมง ดังนั้นเธอสามารถมาสอบพรุ่งนี้แต่เช้าก็ได้” ครูจู เป็นคนพูดบอกซูเวยพลางชี้นิ้วให้ซูเวยเห็นเอกสารบนโต๊ะกลางในห้องพักครูซึ่งใช้เป็นโต๊ะทำกิจกรรมหรือประชุมย่อยของครูในนี้


    แต่ทว่าในเวลานี้มีกองเอกสารอยู่ทั้งหมด4 กอง ประกอบด้วย เอกสารสอบปลายภาคของวิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานวิชาภาษาอังกฤษ และวิชาภาษาประจำชาติ ส่วนวิชาจริยธรรม ดนตรีหรือศิลปะและวิชาพลศึกษานั้นไม่จำเป็นต้องมีคะแนนสอบแค่อาศัยความคิดเห็นของครูผู้สอนวิชานั้นๆที่มีต่อนักเรียนก็พอ ดังนั้นเธอจะต้องทำข้อสอบวัดผลแค่สี่วิชา


    ความจริงแล้วระดับชั้นประถมไม่จำเป็นต้องมีคะแนนสอบเพื่อเข้าเรียนโรงเรียนมัธยมต้นของรัฐหรือเอกชนแต่อย่างใดแต่กรณีของซูเวยเป็นกรณีพิเศษที่ขอจบก่อนกำหนดดังนั้นทางกระทรวงศึกษาธิการเกรงว่านักเรียนจะมีความรู้ไม่ผ่านตามเกณฑ์จึงกำหนดเงื่อนไขที่ต้องสอบแต่ละวิชาให้ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า80 คะแนนขึ้นไปจึงจะผ่านเกณฑ์ได้


    “เข้าใจแล้วค่ะ”ซูเวยพยักหน้าและพูดตอบรับคำแนะนำของครูจูจากนั้นเธอเดินตรงไปนั่งบนเก้าอี้ของโต๊ะตัวใหญ่พลาง

    มองเอกสารชุดคำถามจำนวน 4ชุดๆละ 100 ข้อ


    เมื่อครูใหญ่และครูทุกคนเห็นว่าซูเวยไม่มีท่าทางขัดข้องกับเงื่อนไขจากทางกระทรวงศึกษาธิการแต่อย่างใดทำให้แต่ละ

    คนผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก เพราะมีครูบางคนที่ยังไม่ได้สอนซูเวยตั้งแต่เปิดเทอมทำให้เคลือบแคลงพฤติกรรมของซูเวยอยู่บ้าง


    ทันใดนั้นทุกคนนิ่งตะลึงอ้าปากค้างด้วยความตกใจเพราะไม่คิดว่าซูเวยตัดสินใจที่จะทำข้อสอบทันทีโดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย


    มีเสียงซุบซิบของครูดังแผ่วเบาด้วยความไม่พอใจกับการกระทำของซูเวย


    “ดูสิ!ซูเวยจะทำให้พวกเราเสียเวลานั่งเฝ้าหรือเปล่านะ?กว่าจะทำข้อสอบเสร็จก็ค่ำมากแล้ว”


    “โอ้! ซูเวยช่างท้าทายครูเสียจริง”


    “เอ๊ะ! ซูเวยมั่นใจมากขนาดนั้นเชียวหรือ?ถึงไม่คิดจะกลับไปเตรียมตัวเตรียมใจก่อน”


    “ซูเวยแปลกไปตั้งแต่เปิดเทอมแล้วเหมือนไม่ใช่ซูเวยเลย”


    “คอยดูละกันว่าเธอจะทำคะแนนได้สูงแค่ไหน?”


    “โรงเรียนเราไม่เคยมีนักเรียนขอสอบจบก่อนแบบนี้เลยถ้าเธอทำได้ จะเป็นคนแรกเลยนะนี่”


    “นั่นน่ะซีแต่มีสักคนก็ดีเหมือนกันนะ โรงเรียนของเราจะได้มีชื่อเสียงขึ้นมาบ้าง”


    ทางด้านซูเวยนั้นเธอก้มหน้าเร่งมือทำอย่างผ่อนคลายโดยไม่สนใจเสียงพูดคุยซุบซิบของครูทั้งหลายแต่อย่างใดครูใหญ่และรองครูใหญ่นั่งจิบชาพลางจ้องมองซูเวยเป็นระยะด้วยความสนใจ


    ครูใหญ่ถามครูไต้ด้วยความแปลกใจปนคาดหวังว่า“ครูไต้คิดว่าซูเวยจะทำข้อสอบผ่านตามเกณฑ์ไหม?”


    “ไม่แน่ครับเธอดูเหมือนเก่งขึ้นกะทันหัน ไม่เหมือนซูเวยคนเก่าที่ผมเคยรู้จัก”ครูไต้ขมวดคิ้วพลางตอบครูใหญ่ตามจริง


    เขาเพิ่งสอนและเห็นซูเวยแค่สองวันแต่มีความรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองไม่รู้จักซูเวยคนนี้เลยแม้แต่น้อย พลางคิดไปว่าหรือจะเป็นเพราะซูเวยสมองกลับเนื่องจากช็อกกะทันหันเพราะถูกโจรจับตัวไปแต่ทว่าไม่มีคำตอบใดที่ช่วยคลี่คลายความสงสัยเขาได้เลย

    คล้ายกับเรื่องนางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม) ที่คุณอ่าน