ลานหินใหญ่เบื้องหน้าหอฝึกกลางของสำนักชิงเหอคลาคล่ำไปด้วยศิษย์มากหน้าหลายตา
เสียงกระซิบดังทั่วลานเมื่อแผ่นป้ายทองคำถูกตรึงกลางกระดานประกาศ
“การประลองพิเศษ! ศิษย์ใหม่ของสำนักชิงเหอ พบกับศิษย์ผู้แทนจากสำนักเทียนหลง”
“วันประลอง: สิ้นเดือนนี้ ณ หอประลองหลวง”
บรรยากาศเปลี่ยนทันที เสียงฮือฮาดังกระหึ่ม เหล่าศิษย์ต่างตาเบิกโพลง
บางคนรีบวิ่งไปเรียกเพื่อน บ้างจับกลุ่มกระซิบกระซาบอย่างตื่นเต้น
“นี่มันเท่ากับการประเมินระดับสำนักเลยนะ!”
“ใครจะกล้าออกไปสู้กับสำนักระดับสองกันล่ะ?!”
“ได้ข่าวว่าศิษย์ของเทียนหลงแม้แต่ศิษย์ใหม่ก็มีระดับเทียบเท่าหลอมรวมจิตแล้ว!”
ศิษย์จากรุ่นก่อนหลายคนยืนหน้าขรึม บางคนเบือนหน้าหนีเหมือนไม่อยากเกี่ยวข้อง
บางคนจับดาบแน่นราวกับหวั่นไหวในความคาดหวังที่สำนักตั้งไว้
ณ ห้องโถงอาวุโส ผู้อาวุโสเมิ่งจิวและอาจารย์ฉางเหวินยืนเคียงข้างกัน
ขณะอาจารย์ผู้สูงวัยจากเทียนหลงกำลังกล่าวเสียงเยือกเย็น
“เราขอทดสอบศิษย์ใหม่ของท่าน เพื่อเตรียมตัวเลือกร่วมโครงการพิเศษในอีกสามเดือน”
ชายหนุ่มชุดดำผู้มีตราทองคำที่อกซ้ายยืนอยู่เบื้องหลัง — หลัวอี้เซิน,
หัวหน้ากลุ่มผู้แทนจากสำนักเทียนหลง ใบหน้าเรียบนิ่ง เยือกเย็นราวหินเย็นในฤดูหนาว
ดวงตาคมปลาบเหมือนเสือเฝ้าซุ่มล่าเหยื่อ
ข้างเขา คือสมาชิกอีกสี่คนที่แต่ละคนมีบุคลิกเด่นชัด:
เหอหยุน — สาวร่างเล็ก ธาตุน้ำ รูปลักษณ์อ่อนหวานแต่สายตาเฉียบคม มือถือพัดน้ำแข็ง นิสัยเยือกเย็น เงียบขรึมแต่ช่างสังเกต
ฟางเย่ว์ — นักฝึกสายพลังลม ท่าทางหยิ่งยะโส มีหอกยาวประจำตัว คอยแขวะใส่ศิษย์ชิงเหอเสมอ
หม่าอิง — ธาตุดิน รูปร่างอ้วนใหญ่ ใจดีชอบช่วยเหลือ บางครั้งก็พูดจาขวานผ่าซาก แต่จริงใจ
หลิงเซี่ยน — ธาตุไม้ นักหลอมโอสถฝีมือดี นิ่งขรึมและสุภาพ พูดน้อย แต่เมื่อพูดกลับเฉียบคม และมีความรู้ด้านโอสถระดับลึก
ในห้องโถง อาจารย์ฉางเหวินลอบมองเด็กหนุ่มสาวกลุ่มนี้ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“แม้ศิษย์ของเรายังใหม่ แต่การเปิดโอกาสให้ได้เห็นยอดฝีมือจากสำนักเทียนหลง อาจปลุกไฟในใจพวกเขาได้”
ที่เรือนฝึกกลุ่มของเซียฉิน
เซียฉินนั่งอ่านประกาศในมือ ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ แต่ดวงตาสะท้อนแววคิดหนัก
“อีกสิบหกวัน...หอประลองหลวง...” เขาพึมพำกับตัวเอง
ฉู่เหยียนโยนหอกขึ้นกลางอากาศแล้วรับไว้ “นี่มันชัดเลยว่าเขามาดูถูกเรา
พวกนั้นระดับพลังไม่ต่ำกว่าหลอมรวมจิตกันหมด!”
หงเทียนนั่งคุกเข่าขัดหอกอยู่ใต้ต้นไม้ “ยิ่งดี ข้าจะได้รู้ว่าพลังของข้า...มันพอจะสู้พวกนั้นได้ไหม”
ไป๋อี้หานพูดเสียงเรียบ “เรายังห่างไกลจากพวกเขา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีทางสู้”
หลี่เหยินพยักหน้า “ระดับพลังของพวกนั้นสูงกว่าเรา”
เซียฉินพยักหน้าเบา ๆ “เราไม่มีเวลามาก...ต้องเร่งฝึก”
“ฉู่เหยียน กับ หงเทียน — ฝึก ‘ท่าหอกประสานเงา’ ที่เราดัดแปลงจากกระบวนท่าหอกพื้นฐาน”
“หลี่เหยิน — ใช้เวลาวิเคราะห์ข้อมูลของแต่ละคนจากสำนักเทียนหลง โดยเฉพาะหลัวอี้เซิน”
“ไป๋อี้หาน — ฝึกจิตกระบี่ พยายามทำความเข้าใจกระบี่ตามที่อาจารย์สอน”
“ส่วนข้า...ข้าจะฝึกควบรวมกระบี่ให้แม่นกว่านี้และจะหาโอสถที่จะช่วยเพิ่มพลังให้พวกเรา”
ทุกคนพยักหน้าพร้อมกัน ก่อนจะแยกย้ายไปตามหน้าที่ของตน
ค่ำคืนนั้น
แสงจันทร์บางเบา โรยตัวลงบนลานฝึกขณะที่กลุ่มของเซียฉินฝึกกันอยู่ ศิษย์จากเทียนหลงกลุ่มหนึ่งเดินมาเยือน
ฟางเย่ว์กอดอก “พวกเจ้าฝึกกันแบบนี้...หวังจะชนะจริงรึ?”
เหอหยุนยิ้มบาง “อย่างน้อยพวกเขาก็กล้าหาญดี”
หม่าอิงหัวเราะเสียงดัง “ข้าชอบพวกนี้นะ ฮึ ๆ”
หลิงเซี่ยนไม่พูดอะไร เพียงมองโอสถในมือของเซียฉินอย่างสนใจ
หลัวอี้เซินยืนห่างออกไป ไม่กล่าวอะไร แต่สายตาของเขาเก็บรายละเอียดการเคลื่อนไหวของทุกคนไว้ในใจ
ณ ห้องฝึกโอสถ
ฉู่หลั่นและลู่เหมยฉิงยังคงฝึกหลอมโอสถอย่างเงียบงัน
ข่าวการประลองทำให้นางเริ่มเตรียมโอสถพื้นฐานอย่างเร่งด่วน
“พวกเขายังเด็ก...แต่มีไฟ” ลู่เหมยกล่าวเบา ๆ
“เจ้าต้องเตรียมโอสถให้พร้อม ฉู่หลั่น เราอาจไม่มีโอกาสได้พักถ้าเกิดอะไรขึ้น”
ฉู่หลั่นพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม