ตอนที่ 13: รากฐานในเงามืด
เมื่อประตูตำหนักใหญ่ถูกปิดลง โลกภายนอกก็ดูเหมือนจะถูกตัดขาดออกไปโดยสิ้นเชิง ลุงจงยืนขึ้นและเริ่มรายงานสถานการณ์ทั้งหมดในเมืองหลวงตามที่เฟิงหวงบัญชา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความจริงจัง
"เรียนองค์ชาย หลังจากที่ท่านหายตัวไป องค์ชายรอง เฟิงหลง ก็ได้เข้าควบคุมกองกำลังทหารองครักษ์ไปหลายกองร้อย เขาได้รับการสนับสนุนจากแม่ทัพสายบู๊หลายคนและเป็ตัวเต็งที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้พ่ะย่ะค่ะ"
"ส่วนองค์ชายสี่ เฟิงเยว่ แม้จะดูเงียบขรึม แต่ด้วยการหนุนหลังจากพระจักรพรรดินีและตระกูลเว่ยผู้ทรงอำนาจ เขาก็ได้แทรกซึมอำนาจเข้าไปในหมู่ขุนนางฝ่ายบุ๋นและหน่วยงานราชการสำคัญๆ ไปแล้วหลายส่วน เป็พลังที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน"
"และองค์หญิงเจ็ด...ยังคงวางตัวเป็กลาง แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าประมาทนางพ่ะย่ะค่ะ"
เฟิงหวงนั่งฟังอย่างสงบ พลางซักถามในรายละเอียดที่สำคัญเป็ระยะๆ คำถามของเขาเฉียบคมและมองการณ์ไกลจนลุงจงรู้สึกประหลาดใจ นี่ไม่ใช่องค์ชายที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไป แต่เป็นักวางกลยุทธ์ที่น่าสะพรึงกลัว
"เข้าใจแล้ว" เฟิงหวงกล่าวในที่สุด "ขั้นแรก เราต้องสร้างรากฐานของเราขึ้นมาใหม่...ในเงามืด"
เขาเริ่มออกคำสั่งแรก "ลุงจง บ่าวรับใช้ในตำหนักนี้เป็คนของใครบ้าง ไปสืบมาให้หมด คนที่ไม่น่าไว้ใจ ให้หาทางส่งออกไปอย่างแเี แล้วหาคนที่ไว้ใจได้จากตระกูลฝั่งท่านแม่ของข้าในอดีตเข้ามาแทนที่ ทำทุกอย่างให้ช้าๆ และดูเป็ธรรมชาติที่สุด"
"พ่ะย่ะค่ะ!"
"เื่ที่สอง...เงินทุน" เฟิงหวงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ "เบี้ยหวัดของอ๋องสันติคงไม่พอให้เราทำอะไรได้มากนัก ในอดีตข้าเคยซ่อนสมบัติส่วนตัวไว้สองสามชิ้น จงนำมันไปเปลี่ยนเป็เงินสด แล้วเริ่มกว้านซื้อกิจการเล็กๆ นอกวังหลวง...โรงเตี๊ยม ร้านขายสมุนไพร หรือร้านน้ำชา...สถานที่ที่ผู้คนมักจะมารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร"
องค์ชายคนเดิมได้เตรียมการบางอย่างไว้เสมอ และตอนนี้มันได้กลายเป็ทุนรอนเริ่มต้นที่ล้ำค่าสำหรับเฟิงหวง
หลังจากวางแผนทุกอย่างเรียบร้อย ชีวิตในตำหนักเมฆาคล้อยก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ ภายนอก...อ๋องสันติผู้สิ้นหวังใช้เวลาทั้งวันไปกับการอ่านหนังสือและคัดลอกบทกวี ไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด กลายเป็องค์ชายที่ถูกลืมเลือนอย่างสมบูรณ์แบบ
แต่ภายใน...ทุกค่ำคืนคือเวลาแห่งการฝึกฝนอย่างเข้มข้น เฟิงหวงได้สร้างห้องลับขึ้นในห้องเก็บหนังสือเก่าที่ถูกทิ้งร้างท้ายตำหนัก เขาไม่ได้มุ่งเน้นแค่การยกระดับพลัง แต่ให้ความสำคัญกับการควบคุมลมปราณอนันต์ให้ได้ดั่งใจนึก
เขาฝึกฝนการสร้างเข็มลมปราณให้มีขนาดเล็กลงและรวดเร็วยิ่งขึ้น ฝึกการเคลือบลมปราณลงบนวัตถุต่างๆ อย่างแเี และที่สำคัญที่สุด เขาเริ่มฝึกฝนการใช้ลมปราณเพื่อ "บิดเบือน" การรับรู้ของคนอื่นเล็กน้อย เช่น การทำให้ฝีเท้าของตัวเองเบาลงจนแทบไร้เสียง หรือการซ่อนกลิ่นอายของตนเองให้สมบูรณ์แบบ
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม...
รากฐานของเฟิงหวงเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ลุงจงสามารถเปลี่ยนตัวบ่าวรับใช้ที่น่าสงสัยออกไปได้เกือบทั้งหมดและนำคนที่ไว้ใจได้เข้ามาแทน กิจการโรงเตี๊ยมและร้านสมุนไพรนอกวังก็เริ่มดำเนินการไปได้ด้วยดี กลายเป็แหล่งข่าวสารชั้นเยี่ยมที่คอยส่งข้อมูลเข้ามาในตำหนักอย่างต่อเนื่อง
และพลังของเฟิงหวงก็ทะลวงขึ้นสู่ ขั้นนภา !,
เขาตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเคลื่อนไหว ไม่ใช่การสร้างความวุ่นวาย แต่เป็การเคลื่อนไหวที่สมกับฐานะ "อ๋องสันติ" ของเขา
เช้าวันหนึ่ง เฟิงหวงในชุดผ้าไหมสีเรียบๆ ได้เดินออกจากตำหนักเมฆาคล้อยเป็ครั้งแรกในรอบหนึ่งเดือนเต็ม โดยมีลุงจงคอยประคองอยู่ข้างๆ
"องค์ชายจะเสด็จไปที่ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?" ลุงจงถามตามแผนที่วางไว้
"ข้าจะไป 'หอคัมภีร์หลวง'" เฟิงหวงตอบเสียงเบา "หนังสือในตำหนักข้าอ่านจนหมดแล้ว อยากจะไปหาความรู้เพิ่มเติมเวลา" (ฆ่าเวลา)
ข่าวการเดินทางไปยังหอคัมภีร์หลวงของอ๋องสันติแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว มันยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของบัณฑิตผู้ไร้ทางสู้ในสายตาของทุกคน
ระหว่างทาง เขาเดินผ่านลานฝึกยุทธ์หลวง ที่นั่น...องค์ชายรอง เฟิงหลง กำลังตรวจตราการฝึกซ้อมของทหารองครักษ์ด้วยท่าทีที่องอาจน่าเกรงขาม เมื่อเขาเห็นเฟิงหวงเดินกระโผลกกระเผลกผ่านมา สายตาของเขาก็มีเพียงความเหยียดหยามและไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันกลับไปสนใจการฝึกซ้อมต่อ
เฟิงหวงเห็นปฏิกิริยานั้นทั้งหมด...
ในดวงตาของเขามีประกายแสงเย็นเยียบวาบขึ้นมาเพียงชั่วครู่ก่อนจะหายไป
'ดี...ดูถูกข้าเข้าไว้' เขานึกในใจ 'ยิ่งพวกเ้ามองข้าต่ำเท่าไหร่...วันที่พวกเ้าตกจากที่สูงก็จะยิ่งเ็ปมากขึ้นเท่านั้น'
เขาไม่ได้สนใจสายตาเ่าั้อีกต่อไป จุดหมายของเขาคือหอคัมภีร์หลวง...ขุมทรัพย์แห่งความรู้ที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ยิ่งกว่ากองทัพเสียอีก เขากำลังจะไปตามหา "อาวุธ" ชิ้นใหม่ของเขา