The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 74 ราชาผู้โง่เขลา(3)

            แม้แต่อลิซก็ต้องหยุดเท้า นางหันหลังกลับมองไปที่ชายหนุ่มทางด้านหลังด้วยใบหน้าเสียใจน้ำตาคลอ อดีตราชาผู้มากประสบการณ์ย่อมรู้ทันทีว่าอาการเช่นนี้ และสัมผัสเช่นนี้คือพลังวิญญาณที่ขาดห้วง เป็นอาการที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้พลังวิญญาณมากไปจนใกล้หมด อดีตราชาผู้เสียแขนไปแล้วหนึ่งข้างจึงรีบตะโกนขึ้นเสียงดัง ไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดมือ



            "รุมโจมตีมัน! ใส่พลังทุกอย่างที่พวกเจ้ามีทั้งหมดลงไป จงสังหารปีศาจชั่วนี่ซะ พลังวิญญาณมันขาดห้วงแล้ว!"



            แววตาของคนทั้ง 3 ที่เหลือรอดอยู่ เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นยินดีบ้าคลั่ง ทั้งสามคนพุ่งเข้ารุมโจมตีสรรค์สร้างสารพัดสิ่งเข้าทำลายชายหนุ่มหวังปลิดชีพสังหาร แม้แต่ดีมัวร์ที่คลานหนียังต้องพลิกตัวหันกลับมามอง ในความคิดของมันนั้น หากยังไงตนจะต้องตายอยู่แล้วก็ขอให้ได้เห็นจุดจบของชายหนุ่มเสียก่อน จะได้สะใจตายตาหลับ โอสถพิษบริเวณฟันกรามได้ถูกบดกัดไปแล้วเมื่อสักครู่ขณะวิ่งไล่ฆ่าศัตรู พิษชนิดพิเศษนี้แทรกซึมไปทุกอณูร่างกาย ก่อนจะดึงเอาพลังชีวิตมาเปลี่ยนให้เป็นพลังวิญญาณ นับเป็นพลังวิญญาณที่ถูกดึงเอามาใช้ล่วงหน้า



            ยิ่งคงอยู่ในสภาพนี้นานเท่าไหร่ โอกาสที่จะรอดชีวิตเมื่อต้องจ่ายค่าตอบแทนเมื่อพิษหมดฤทธิ์นั้นยิ่งต่ำตาม พลังวิญญาณที่ขาดห้วงไปของชายหนุ่มลุกโหมกระพือเติมเต็มขึ้นอีกครั้ง สิ่งนี้คือไพ่ตายใบสุดท้ายแล้วของมิเนอร์วา ดังนั้นจึงต้องล่อให้คนทั้งหมดตายใจ แม้แต่กับคนกันเองก็ยังหลงเชื่ออ้าปากค้างตาโต แต่ละคนต่างพากันประหลาดใจให้กับพลังวิญญาณที่ทุกคนพึ่งจะสัมผัสได้ พลังวิญญาณนี้ย่อมมากมายประหนึ่งว่าได้ฟื้นคืนชีพกลับมาใหม่ พร้อมกับพลังวิญญาณอันเต็มเปี่ยม



            ผนึกมือถูกยกขึ้นประกบ พลังวิญญาณโคจรหมุนแปรเปลี่ยน ฉับพลันนั้นเองก็ได้ปรากฏโลงศพที่อ้ากว้างขึ้นจากความว่างเปล่า ด้านในมีแบบพิมพ์รูปมนุษย์ขนาดพอดีตัวกับทั้งสามคน อีกทั้งยังกระจายกลิ่นอายอันปวดแสบทรมานออกมาไม่สิ้นสุด ทันทีที่มันหุบงับกักขังศัตรูที่หลงกลเข้ามาในกับดัก ความทรมานชำแรกจิตยากจะพรรณนาเป็นคำพูดก็แทรกแซงไปทุกอณูจิต หลงเหลือให้เห็นเพียงรูปปั้นโลหะที่นิ่งค้าง ซึ่งมาพร้อมกับเสียงทรมานของทั้งสามที่ดังอู้อี้น่าขนลุก



            พวกมันทั้งสามส่งผ่านความทรมานสื่อออกมาผ่านเสียงร้อง แสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวของโลงศพโลหะนี้ แต่เสียงทั้งหมดก็ดังได้เพียงไม่นานก่อนที่จะเงียบหายไป คงมีเพียงการเป็นจักรพรรดิเทพเท่านั้นถึงจะสามารถคงพลังไว้ได้ตามใจปรารถนา ผนึกวิถีที่ 8 ผนึกอเวจีมหานรกที่ชายหนุ่มฝืนใช้ออกในครั้งนี้ จึงใช้ออกได้ด้วยพลังเพียงเสี้ยวหนึ่งของพลังที่แท้จริงดั้งเดิมเท่านั้น แต่นั่นย่อมเพียงพอแล้วที่จะปั่นประสาทฝ่ายตรงข้าม พวกมันทั้งสามที่พึ่งหลุดรอดมาจากทัณฑ์ทรมานต่างพากันทะลึ่งกายหนีไปคนละทิศคนละทาง ตื่นตกใจให้กับการปะทุขึ้นอย่างฉับพลันของพลังวิญญาณจำนวนมากในคราวเดียวนี้



            ถึงแม้ในแง่คุณภาพนั้นจะด้อยกว่าพวกมันที่เป็นครึ่งเทพ แต่ต้องรู้ก่อนว่าถึงคุณภาพจะด้อยกว่า แต่ในแง่ปริมาณนั้นมากมหาศาลจนสามารถกักขังทำร้ายพวกมันทั้งสามคนได้ในคราวเดียว ถึงแม้จะทำได้เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว พวกมันในตอนนี้นั้นทั้งแรงกาย และแรงวิญญาณ ต่างก็อ่อนล้าถดถอยเช่นกัน เพียงอาศัยว่ามีเยอะกว่าอยู่หน่อยหนึ่งจึงกล้าล้อมสังหารผู้ที่กำลังแสดงทีท่าว่าอ่อนแอ ไม่คาดคิดว่าจะถูกอุบายเจ้าเล่ห์ทำร้ายซ้ำจนเจ็บหนักมากกว่าเดิม



            พวกมันกำลังผวา หวาดระแวงให้กับความลึกลับมากมายที่อาจยังมีเหลืออยู่บนร่างของชายหนุ่ม จิตต่อสู้ของพวกมันทั้งสามถูกทำให้แตกสลาย เมื่อรวมตัวกันได้อีกครั้งก็พุ่งหนีไปทางปราสาทราชวัง อันเป็นปราการด่านสุดท้าย มิเนอร์วาเองก็เดินตามไปติดๆ เพียงแต่ว่าจงใจตามให้ช้าลงมากกว่าเดิม หากจิตตั้งมั่นทำสมาธิคิดไปว่าเวลาถูกยืดออก ผู้ที่รู้แจ้งย่อมมองเห็นว่าการก้าวเดินของชายหนุ่มนั้นเปลี่ยนไป แม้ระยะห่างในการปรากฏตัวจะมีระยะทางเท่าเดิม แต่เวลาที่ปรากฏตัวให้เห็นกลับช้ามากกว่าปกติหลายวินาที



            มิเนอร์วาวางอุบายไม่อยากอยู่ในสภาพนี้นานนัก ด้วยต้องรีบสลายพิษที่กระตุ้นเผาผลาญพลังชีวิตออกจากร่างให้เร็วที่สุด หากปล่อยไว้นานค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายจะสูงเกินไป ดังนั้นในยามนี้จึงต้องยอมปล่อยให้พวกมันทั้งสามบินหนีหายเข้าไปในกำแพงปราสาท มิเนอร์วาเดินตามมาหยุดอยู่ที่หน้ากำแพงปราสาทยืนจ้องมองกุสตาฟที่กำลังยืนเหนื่อยหอบใบหน้าซีดเซียว ทหารองครักษ์ต่างก็วิ่งกรูกันมาบังหน้าพวกมันทั้งสาม พลางชี้อาวุธมาทางชายหนุ่มผู้มีท่าทางคลุ้มคลั่งวิปลาส มิเนอร์วาจ้องมองพวกมันที่ยืนอยู่บนกำแพงสูงจากที่ต่ำกว่า เอ่ยกล่าวถึงอนาคตกาลที่กำลังจะเดินทางมา



            "จงเป็นเต่าหดหัวอยู่ในกระดองเช่นนั้นไปก่อนสักระยะเถิด… ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกเจ้าทั้งสามจะหดหัวอยู่ในนั้นได้นานจนถึงวันสิ้นโลก ผู้ใดกล้าโผล่หัวออกมา ข้าจะฉกชิงวิญญาณของมัน และส่งไปผนึกไว้ที่อเวจีมหานรก!"



            ดังเช่นพลายัตที่มิเนอร์วากักขังวิญญาณไว้ในหุ่นฟาง และใช้ตะปูผนึกแปดวิถีจองจำผนึกทับลงไปอีกชั้น มอบทัณฑ์ทรมานอันเป็นนิรันดร์ให้ไม่รู้จบ มีเพียงผนึกคลายตัวเองหรือไม่ก็ชีวิตของชายหนุ่มตกตายลงเท่านั้น ตัวมันถึงจะเป็นอิสระกลับคืนสู่สังสารวัฏที่แท้จริง ทางด้านหลังฝ่ายวังมรณะสาบสูญ และสำนักแพทย์พิษโลหิตที่ได้นั่งพักหายใจ ก็รีบรุดเร่งเดินทางตามมาสมทบ หยุดยืนอยู่เบื้องหลังชายหนุ่มแต่ละคนแหงนหน้าขึ้นจ้องมองสูงขึ้นไปเหนือกำแพงปราสาท



            ในยามนี้ทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่มีใครยอมขยับกายก่อน มีเพียงจดจ้องกันอย่างกดดันเพียงเท่านั้น อลิซที่ตามมาถึงทีหลังสะบัดมือโยนดีมัวร์ลงที่พื้นเบื้องหน้าชายหนุ่ม เมื่อได้สบสายตาอาฆาตคู่นี้อีกครั้ง ตัวมันที่ถูกแลตามองต่ำก็รู้สึกราวกับถูกเหยียดหยันขยะแขยง แต่มันก็ไม่กล้าปริปากพ่นคำใดออกมา พยายามดิ้นรนเอาตัวรอดหนีไปยังทิศตรงข้ามด้วยสภาพน่าเวทนา แม้ความชาเหน็บจะหายไปนานแล้ว แต่กระสุนทั้งสองนัดได้ยิงเจาะเข้าไปที่สะบ้าหัวเข่าจนแตกกระจาย มันจึงทำได้เพียงแค่คลานหนีมิเนอร์วาด้วยสภาพสุดทุเรศอุจาดนัยน์ตา



            "พวกมันเคยโอบล้อมกักขังทำกับเราเฉกเช่นปศุสัตว์ วันนี้พวกเราจะมอบการกระทำนั้นกลับคืนสู่พวกมัน ทันทีที่ไอ้ตัวบัดซบนี่ตกตาย นั่นคือเวลาที่ข้าจะบุกเข้าไปลากตัวขี้ขลาดพวกนั้นออกมา"



            ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นเบี่ยงเบนความสนใจ หลอกล่อให้อีกฝ่ายคิดว่าตนต้องการทรมานศัตรูที่เคยทำร้ายบิดามารดา พวกมันทั้งสามบนกำแพงเมืองที่พึ่งมีเวลาได้พักหายใจ ย่อมไม่ปล่อยโอกาสทองนี้รีบนั่งลงฟื้นฟูพลัง ชายหนุ่มจับดีมัวร์ที่ดิ้นรนก่นดามามัดมือไขว้หลัง ใช้กิ่งไม้หนาแทนหลักเสาปักไว้ไม่ให้อีกฝ่ายดิ้นหนีไปไหนได้



            แก่นพลังวิญญาณของมันถูกทำลายลงเป็นอันดับแรก เนื่องจากรำคาญเสียงก่นด่าที่มีมาไม่หยุด ชายหนุ่มจึงดึงลิ้นของอีกฝ่ายมาตัดทิ้ง โลหิตหวานเจิ่งนองจนท่วมปาก ปล่อยให้ตัวสวะดิ้นพล่านร้องอู้อี้ฟังไม่รู้เรื่อง เมื่อรู้สึกว่าทำนองอันเจ็บปวดนี้เริ่มเข้าที่แล้ว จึงเดินไปค้นหาไม้ท่อนหนาบริเวณนั้น และนำมาปักแทนเสาโอบล้อมเป็นรูปดาวห้าแฉก



            "บิดาข้าไปทำสิ่งใดให้เจ้าต้องเดือดร้อน หรือท่านแม่ข้าเคยทำร้ายครอบครัวเจ้ากัน? "



            ชายหนุ่มนำเชือกเส้นใหญ่ 5 เส้นมัดไปที่เสาทั้ง 5 ต้นพร้อมกับเอ่ยถามเสียงเยียบเย็น แม้แต่เหล่าผู้ชมดูจากสถานที่ที่ต่างกันไปยังต้องพากันรู้สึกเสียววูบวาบลุ้นระทึก



            "เจ้าเคยได้ยินตำนานเปลของจูดาสหรือไม่? ไม่เป็นไรตัวโง่เง่าเช่นเจ้าย่อมต้องไม่รู้จัก ข้าจะเล่าให้ฟังถือว่าเป็นกุศลช่วยคนบาปให้รู้แจ้งก่อนตาย นานมาแล้ว เคยมีบุรุษผู้หนึ่งที่เหล่าสาวกผู้ติดตามต่างพากันเรียกขาน ว่าเขานั้นเป็นบุตรแห่งพระเจ้า เขามีสาวกคอยติดตามทั้งหมดอยู่ 12 คน"



            มิเนอร์วานำเชือกเส้นหนึ่งมามัดแขนซ้ายของดีมัวร์ พร้อมทั้งมองตาที่แดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย แล้วขึงจนตึง



            "จูดาสคือ 1 ใน 12 สาวกของชายผู้นั้น มันเลือกที่จะหักหลังทรยศ ขายชีวิตของบุรุษคนดังกล่าวหลังมื้ออาหารค่ำในคืนหนึ่ง ด้วยเหรียญเงินเพียงแค่ 30 เหรียญ… แค่ 30 เหรียญก็สามารถซื้อความซื่อสัตย์ของคนผู้หนึ่งได้แล้วเจ้าเห็นหรือไม่? "



            ชายหนุ่มใช้เชือกที่เหลือทั้ง 4 เส้นมัดไปยังแขนขาทั้งหมด และใช้เชือกเส้นสุดท้ายมัดเข้าที่บริเวณลำคอ ซึ่งกำลังชุ่มไปด้วยเหงื่อผสมเลือดของดีมัวร์



            "หลังจากชายผู้นั้นถูกจับตรึงไม้กางเขน และโดนทรมานอย่างสาหัส จูดาสก็แยกตัวหลบหนีไป แต่อนิจจาใครจะคาดคิด ในขณะที่เหล่าสาวกผู้ติดตามทั้ง 11 คนกำลังไล่ล่าจูดาสคนทรยศอยู่นั้น ถุงใส่เหรียญเงินของมันดันล่วงหลุดจากเอว เหรียญเงินทั้งหมดจึงกระจายไปทั่วพื้น จูดาสที่ร้อนรนรีบหนีจึงเผลอเหยียบเหรียญจำนวนหนึ่ง จนลื่นตกจากยอดเขาสูง"



            มิเนอร์วากวักมือเรียกคนของทางวังมรณะสาบสูญให้เข้ามาหา แต่ละคนต่างก็กระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือ หวังจะได้ทำงานให้กับผู้เยี่ยมยุทธ์ที่พลิกสถานการณ์ให้พวกมัน ชายหนุ่มเดินถอยห่างออกไปสามถึงสี่ก้าว แล้วตัดเชือกที่เคยมัดข้อมือทั้งสองให้อีกฝ่าย เมื่อเชือกเส้นนั้นขาดออกจากกัน สองมือที่เคยถูกมัดติดกันก็ได้คลายออก ในยามนี้จึงเหลือเพียงเชือก 5 เส้นจากเสาไม้ทั้ง 5 ต้นเพียงเท่านั้นที่พันธนาการมันไว้



            "เจ้าอยากรู้หรือไม่… หลังจากจูดาสตกลงจากยอดเขาแล้วมีสภาพเป็นอย่างไร? "



            ชายหนุ่มจ้องตาดีมัวร์ที่กำลังตื่นกลัว เพราะไม่รู้ว่ามิเนอร์วานั้นมีแผนจะทำอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องดีสำหรับตัวมันอย่างแน่นอน ส่วนตำนานเปลของจูดาสบ้าบออะไรนั่น ตัวมันย่อมไม่สนใจ คิดแค่จะหนีเอาตัวรอดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ต่างกับคนทั้งหมดรอบด้านที่พึ่งเคยได้ยินตำนานนี้ จึงไม่แปลกที่เหล่าผู้ชมจะให้ความสนใจมากกว่า



            "เหล่าสาวกทั้ง 11 ที่ติดตามมาได้ทันหลังจากนั้น ก็พบเจอเข้ากับจูดาสที่มีแววตาขลาดกลัวของพวกโลภมากเช่นเจ้าในตอนนี้นี่แหละ เพียงแต่ว่ามันโชคดีที่ร่างกายได้เถาวัลย์ 5 เส้นรัดพันแขนขา และลำคอเอาไว้ รั้งร่างกายไม่ให้กลิ้งตกลงไปลึกมากกว่าเดิม"



            มิเนอร์วาให้คนทั้ง 5 ดึงเชือกขึ้น จนร่างกายของดีมัวร์อยู่ในสภาพเดียวกับจูดาสที่ถูกเถาวัลย์พันธนาการ เสาไม้แหลมขนาดเล็กถูกนำมาปักลงดิน กะประมาณแล้วอยู่ตรงบริเวณแนวกระดูกสันหลัง ไล่ยาวลงไปจนถึงใต้ทวารหนัก



            "ใช่แล้ว… เป็นแบบที่เจ้ากำลังคิดอยู่นั่นแหละ ถึงมันจะรอดตายจากการตกเขา แต่จูดาสกลับไม่อาจรอดพ้นจากอำนาจกฎแห่งกรรม ใต้ร่างของจูดาสมีไม้แหลมจำนวนมากหักชี้สวนขึ้นมา นั่นจึงทำให้มันได้แต่ต้องเกร็งตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อยึดเถาวัลย์ทั้ง 5 เส้นเอาไว้ให้ขึงตึงอยู่ตลอดเวลา เจ้าก็ลองดูบ้างสิจะได้รู้ว่าโทษของการทำร้ายหักหลังผู้อื่นมันเจ็บปวดเพียงใด…"



            มิเนอร์วาเอ่ยเสียงราบเรียบเย็นชา แต่แววตาและสีหน้ากำลังยกยิ้มวิปลาส ร่างที่เคยลอยพ้นเสาไม้แหลมถูกคนทั้ง 5 ที่กำลังดึงเชือกผ่อนแรงลงทีละน้อย ทันทีที่ปลายแหลมทิ่มแทงร่างกาย ดีมัวร์เองก็รีบเกร็งแขนขาและลำคอในสภาพนอนหงาย พยายามสุดชีวิตไม่ให้เชือก 5 เส้นนั้นหย่อนยาน ปลายเชือกทั้ง 5 เส้นที่เคยถูกดึงรั้งไว้ ได้ถูกนำกลับไปมัดไว้ที่เสาดังเดิม เมื่อเปลของจูดาสถูกสร้างขึ้นเสร็จสมบูรณ์ เสียงร้องไม่ได้ศัพท์ฟังไม่เป็นภาษา ก็ดังสะท้อนโหยหวน ตลอดเวลาที่ดีมัวร์ผ่อนแรงเกร็งแขนขา



            มันบาดเจ็บที่หัวเข่า และช่วงท้องน้อยอยู่ก่อนแล้ว ในเวลานี้ยังต้องมาเกร็งไปทั้งลำตัว ในใจจึงรู้สึกทรมานเจ็บปวด แม้แต่เวลาจะเอาไว้สาปแช่งชายหนุ่มยังไม่มีกะจิตกะใจไปขบคิด ชายหนุ่มไม่ได้สนใจอีกฝ่ายหันหลังได้ก็เดินไปหาเฟรเกีย พูดคุยนัดแนะกันอยู่สักพักท่ามกลางเสียงร้องน่าขนลุกของดีมัวร์ กระโจมจำนวนมากจึงได้ถูกสร้างขึ้น ชายหนุ่มหายเข้าไปในกระโจมตัวเอง และรีบทำให้พิษภายในร่างถูกปรับให้สมดุลอย่างรวดเร็ว



            ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายในการหยิบยืมพลังล่วงหน้ามาใช้นั้น ทำให้ร่างกายของชายหนุ่มหดลีบลง พลังชีวิตถูกสูบเผาทิ้งไปเป็นจำนวนมาก เกรงว่าหากนานกว่านี้อีกหลายนาที คงไม่แคล้วได้รับการกระทบกระเทือนไปจนถึงแก่นพลังวิญญาณ ในยามนี้อาหาร และเนื้อสัตว์จึงจำเป็นอย่างมากในการฟื้นฟูรักษาอาการสูญเสียพลังชีวิตอย่างฉับพลัน เรียกได้ว่าเป็นการกลืนกินชีวิต เพื่อเพิ่มพลังชีวิต วัตถุดิบที่มีพลังชีวิตแฝงอยู่จำนวนมาก จึงหนีไม่พ้นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ชายหนุ่มใช้เวลาจัดการเพียงไม่นาน ร่างกายก็กลับมาเป็นปกติ ฟื้นคืนสู่สภาพสมบูรณ์ ส่วนทางด้านพลังวิญญาณนั้นก็ฟื้นฟูอย่างช้าๆ ตามธรรมชาติ



            นานๆ ครั้งจึงจะได้ยินเสียงทรมานของดีมัวร์ ที่เผลอตัวปล่อยให้เชือกนั้นหย่อนยาน มันพาร่างตัวเองหล่นใส่ไม้แหลมอยู่หลายที ทำให้โลหิตผิดบาปไหลหยดตกสู่พื้นดิน ตั้งแต่รุ่งสางจนถึงค่ำของอีกวัน ในที่สุดมันก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ดีมัวร์ที่อยู่ในสภาพอ่อนล้าไร้กำลัง มันพยายามฝืนเกร็งแล้วแต่น่าเสียดาย



            แขนขามันได้ไร้ความรู้สึกไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ลำคอที่เกร็งอยู่ตลอดเวลาเพื่อดึงรั้งเชือกไว้ ก็ไม่อาจจะรับรู้สัมผัสเช่นกัน ทุกชิ้นส่วนของร่างกายเป็นอิสระจากจิตใจ หลุดพ้นจากพันธนาการชีวิตตกลงสู่เบื้องล่าง ถูกไม้แหลมที่เรียงเป็นแนวยาวตามกระดูกสันหลัง เสียบแทงจนเลือดทะลักออกจากทุกบาดแผล ตัวมันยังคงไม่ตายโดยสมบูรณ์ จิตวิญญาณเฮือกสุดท้ายที่ยังคงอยู่ ได้เปล่งเสียงร้องทรมานจากความเจ็บปวด ศีรษะส่ายสะบัดมองตามหามิเนอร์วาผู้เป็นศัตรูด้วยความพยาบาท



            ชายหนุ่มย่อมไม่อยากมองเห็นภาพอุจาดตาของหนอนแมลงที่กำลังจะตายนั่น จึงทำให้ดีมัวร์ตกตายไปพร้อมกับความอาฆาตพยาบาท กลายเป็นวิญญาณแค้นที่ไม่สามารถก้าวเข้าสู่สังสารวัฏโลกวิญญาณ ต้องร่อนเร่อยู่ในโลกคนตายที่ทับซ้อนกับโลกคนเป็น ปรากฏน้ำวนโลหิตขึ้นอีกครั้ง วิญญาณพยาบาทของดีมัวร์หลุดลอยออกจากร่าง มันพุ่งเข้าหามิเนอร์วาอย่างแค้นเคืองไร้สติ แต่ก็ถูกชายหนุ่มคว้าลำคอเอาไว้ได้ทัน



            มิเนอร์วากดวิญญาณบาปดวงนี้ลงไปที่หุ่นฟางอีกตัว ซึ่งมีความคล้ายกับตัวที่ผนึกวิญญาณของพลายัตเอาไว้ ต่างกันก็ตรงที่ตัวนี้ไม่มีตะปูดำตอกคาไว้ ผนึกแปดวิถีถูกร่ายเพื่อฝังตะปูดำ และถูกกดปักลงอย่างไร้ความเมตตา เสียงกรีดร้องทรมานดิ้นรนนั้น ดังขึ้นเพียงครู่เดียว ก่อนที่ทุกสิ่งจะกลับมาสงบเป็นปกติดังเดิม ด้านหลังชายหนุ่มในตอนนี้มีวิญญาณสตรีสองดวงลอยอยู่ ผู้หนึ่งใบหน้าโศกเศร้ามองชายหนุ่มอย่างห่วงกังวล อีกผู้หนึ่งก็ร้องไห้เสียใจตรอมตรม เสียงร้องฮือลากยาวเป็นพักๆ นี้ทำให้บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบน่าขนลุก



            แม้หลายคนจะเคยชินบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังปรับตัวได้ไม่ทัน จึงรู้สึกหวาดหวั่นไม่อยากเข้ามาอาศัยใกล้บริเวณนี้ วิญญาณทั้งสองนั้นไม่มีสติ แสดงออกตามสัญชาตญาณสุดท้ายก่อนสิ้นใจ ชายหนุ่มน้ำตาคลอเดินไปหยุดอยู่หน้าซูทาร์นาเหยียดตัวตั้งตรง และจ้องมองใบหน้าอีกฝ่ายที่เป็นกังวลห่วงใย


            "ท่านแม่ลูกอกตัญญูชาตินี้ไม่อาจตอบแทน ชาติหน้าข้าสาบานว่าจะตามหา และเกิดเป็นลูกท่าน ข้าจะทดแทนดูแลท่าน ชดเชยที่ชาตินี้ไม่มีโอกาสได้กระทำ"



            จากนั้นชายหนุ่มก็ก้มหน้าเดินไปหาสตรีที่กำลังนั่งกอดเข่า นางร้องไห้โหยหวนด้วยใบหน้าเศร้าหมองไม่ต่างกัน ชายหนุ่มเอื้อมมือไปลูบศีรษะที่ก้มอยู่อย่างอ่อนโยน และเอ่ยปลอบประโลม



            "ข้าเองก็รักท่านมากเช่นกัน อย่าได้ร้องอีกต่อไปเลย ชาติหน้าข้าเองก็จะตามหาเจ้า และยิ่งต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้เจ้ายอมมาเป็นภรรยาข้า!"



    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน