รถม้าของ เฉินซูเหริน แล่นมาหยุดอยู่หน้าจวนแม่ทัพอย่างรีบร้อน เสียงล้อกระทบพื้นหินดังเอี๊ยดอ๊าดบ่งบอกถึงความเร็วที่ใช้ในการเดินทาง ขณะเดียวกัน เสียวหม่าน บ่าวรับใช้หญิงคนสนิทของนาง ก็ยืนชะเง้อคอยืดคอยาวอยู่หน้าประตูจวน ใบหน้าเล็กๆ ของนางฉายแววร้อนรน เดินวนไปเวียนมาไม่หยุดหย่อน ต่างจาก ชุนเฟิน บ่าวรับใช้ข้างกายอีกนางหนึ่ง ซึ่งยืนสงบเงียบแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งสองคือบ่าวรับใช้หญิงคนสนิทที่อยู่เคียงข้างเฉินซูเหรินมาตั้งแต่เยาว์วัย
เสียวหม่านเห็นรถม้าของจวนแม่ทัพเฉินก็รู้ในทันทีว่าคุณหนูของตนมาถึงแล้ว นางรีบวิ่งปรี่ไปยังรถม้าโดยเร็ว เฉินซูเหรินรีบก้าวลงจากรถ นางเห็นบ่าวรับใช้คนสนิททั้งสองมารออยู่หน้าจวนเช่นนี้ก็พอจะคาดเดาได้ว่า บรรยากาศภายในจวนแม่ทัพคงไม่สู้ดีนัก ดุจดังคำโบราณที่กล่าวไว้ว่า กลัวสิ่งใดจักได้พบสิ่งนั้น
เสียวหม่านกุลีกุจอเข้าไปหาเฉินซูเหรินพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน “คุณหนูเจ้าขา! หลี่หมัวมัว มารอคุณหนูนานแล้วเจ้าค่ะ! รีบเข้าไปด้านในดีกว่าเจ้าค่ะ!”
ทันใดนั้นเอง ชุนเฟิน บ่าวรับใช้ผู้สงบเยือกเย็น ก็ก้าวเข้ามาด้านหน้า ยอบกายทำความเคารพเฉินซูเหรินอย่างนอบน้อม “คารวะคุณหนู” ก่อนจะรีบเข้าไปจัดเสื้อผ้าอาภรณ์ของคุณหนูของนางให้เข้าที่เข้าทาง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่แฝงด้วยเหตุผล “ไหนๆ หลี่หมัวมัวก็รอคุณหนูอยู่แล้ว ไม่ต้องรีบก็ได้เจ้าค่ะ คุณหนูต้องแสดงความเป็นกุลสตรีให้นางประจักษ์ รีบไปรังแต่จะโดนตำหนิเปล่าๆ เจ้าค่ะ”
“อื้อ! ข้าก็ว่าชุนเฟินกล่าวได้ถูกต้อง” เฉินซูเหรินพยักหน้าเห็นด้วย นางหายใจเข้าลึกๆ ใบหน้าที่เคยบูดบึ้งบัดนี้คลายลงเล็กน้อย “นางมาเพื่อทดสอบข้า ข้าก็ต้องแสดงความสามารถให้นางได้เห็น”
ว่าแล้วเฉินซูเหรินก็ประสานมือไว้ข้างเอว ยืดอกยกคอขึ้นอย่างสง่างาม ราวกับ นางพญาหงส์ ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สมรภูมิรบที่แท้จริง นางเดินเข้าจวนแม่ทัพเฉินด้วยท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ สมกับเป็นคุณหนูจวนผู้สูงศักดิ์ โดยหารู้ไม่ว่าเบื้องหน้า คือการเผชิญหน้ากับบททดสอบอันแสนเข้มงวดของแม่นมผู้มากระเบียบ
ไอเย็นยะเยือกพลันพัดปะทะใบหน้าของเฉินซูเหริน ขณะที่นางกำลังก้าวขาเข้าสู่เรือนรับรองอันเงียบสงบ ภายในใจของนางแอบ หวั่นวิตก อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ทว่าก็ต้องแสร้งทำใจดีสู้เสือ พยายามเก็บงำความรู้สึกทั้งหมดไว้ภายใต้สีหน้าอันงดงาม นางก้าวนำบ่าวรับใช้ทั้งสองเข้าไปภายในห้องโถงกว้าง ซึ่งมีร่างของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งสงบอยู่เบื้องหน้า
หลี่หมัวมัว นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์ ใบหน้าของนางเรียบเฉย ทว่าดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยกลับฉายแววคมกริบดุจเหยี่ยว กำลังพิจารณาเฉินซูเหรินตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ การแต่งกาย หรือแม้แต่อากัปกิริยาท่าทางที่แสนละเอียดอ่อน ล้วนแต่อยู่ในสายตาของหลี่หมัวมัวทั้งสิ้น
เฉินซูเหรินยอบกายทำความเคารพด้วยท่าทางที่นอบน้อมที่สุดเท่าที่นางจะทำได้ เสียวหม่าน และชุนเฟินเองก็ยืนอยู่ด้านหลังของคุณหนูของตนอย่างสงบเสงี่ยม
เพียงชั่วอึดใจ หลี่หมัวมัวก็ กระแอมไอเสียงเบา ทว่าเสียงนั้นกลับดังกังวานในความเงียบงัน สร้างความสะดุ้งตกใจให้แก่เฉินซูเหริน เสียวหม่าน และชุนเฟินพร้อมกัน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่แฝงด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
“เสียวหม่าน ชุนเฟิน บ่าวข้างกายที่มิอยู่ข้างกายคอยรับใช้เจ้านาย...รู้ความผิดของตนเองใช่หรือไม่?”
สิ้นคำของหลี่หมัวมัว เสียวหม่าน และชุนเฟินก็รีบคุกเข่าลงกับพื้น เสียวหม่านเงยหน้าขึ้นอ้อนวอนขอความเห็นใจ น้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าน้อยผิดไปแล้วเจ้าค่ะ! ข้าน้อยจักมิทำเช่นนี้อีก ต่อไปจักอยู่ข้างกายคุณหนูมิห่างกายเลยเจ้าค่ะ!” ส่วนชุนเฟิน แม้จะไม่อ้อนวอนเหมือนเสียวหม่าน แต่ก็ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับความผิดโดยดุษฎี
ทว่าเป็นเฉินซูเหริน ที่กล้าหาญก้าวออกมาเบื้องหน้า ปกป้องสาวใช้ทั้งสองของตน นางประสานมือไว้เบื้องหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและเปี่ยมด้วยความมั่นใจผิดจากที่หลี่หมัวมัวคาดคิด
“ข้าเป็นคนไม่ให้นางไปเองเจ้าค่ะหลี่หมัวมัว หากจะทำโทษก็มาทำโทษที่ข้า!”
ทันใดนั้น หลี่หมัวมัวก็ตวัดสายตาคมกริบมายังเฉินซูเหริน ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ได้! นำไม้เรียวเข้ามา!”
เฉินซูเหรินพลันเบิกตากว้าง นางคิดว่าหลี่หมัวมัวคงเพียงแค่ขู่ หรืออย่างมากก็ตำหนิด้วยวาจา นางมิได้คิดเลยว่าแม่นมผู้นี้จะกล้าทำโทษตนถึงเพียงนี้! นางคิดผิดไปถนัด ความรู้สึก เกรงกลัว และ หวั่นวิตก ที่เคยเก็บงำไว้ บัดนี้ประดังเข้ามาในใจอย่างรุนแรง
พลันที่เสียงเฉียบขาดของหลี่หมัวมัวดังขึ้น พร้อมกับคำว่า “นำไม้เรียวเข้ามา!” บรรยากาศภายในเรือนรับรองก็พลันตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุด สีหน้าของเฉินซูเหรินซีดเผือดลงทันตาเห็น ส่วนเสียวหม่านและชุนเฟินถึงกับตัวสั่นเทาด้วยความกลัว ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง...
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! เจ้าหนูซูเหริน! วันนี้ทำอะไรผิดอีก จึงทำให้หลี่หมัวมัวถึงขั้นเรียกหาไม้เรียวได้?”
เสียงทรงอำนาจปนอารมณ์ขันลอยมาตามสายลมจากทางเข้าเรือน บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้น ร่างกายสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคมสัน คิ้วคมดุจกระบี่ ท่าทางองอาจผึ่งผายประหนึ่งแม่ทัพผู้เก่งกล้า เขาคือ เฉินฉู่โม่ บุตรชายคนโตของแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจิน และเป็นท่านลุงของเฉินซูเหรินผู้ดำรงตำแหน่ง ท่านเจ้าเมืองจื่อหยาง เขาเดินก้าวเข้ามาภายในเรือนรับรองอย่างไม่เร่งรีบ ทว่าทุกย่างก้าวกลับแฝงไว้ด้วยบารมี และพลังอำนาจ
เฉินฉู่โม่ประสานมือโค้งคำนับให้หลี่หมัวมัวอย่างนอบน้อม พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าน้อย เฉินฉู่โม่ คำนับแม่นมหลี่ ไม่ได้พบกันเสียนาน ท่านยังคงมีสุขภาพแข็งแรงดีหรือไม่ขอรับ?”
หลี่หมัวมัวไม่อาจเพิกเฉยต่อบุรุษวัยกลางคนผู้นี้ได้ นางลุกขึ้นยืนแล้วยอบกายทำความเคารพเฉินฉู่โม่ด้วยท่าทีอ่อนลงกว่าเมื่อครู่ “ท่านเจ้าเมืองสบายดีหรือไม่เจ้าค่ะ? นานมากแล้วที่ไม่ได้พบกัน”
เฉินฉู่โม่ผายมือเชิญหลี่หมัวมัวให้นั่งลงบนเก้าอี้ “หลี่หมัวมัวไม่ต้องมากพิธี คนกันเองทั้งนั้น วันนี้ท่านเพิ่งมาถึง ในฐานะเจ้าบ้าน ข้าต้องเลี้ยงต้อนรับท่านถึงจะถูก”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากัน เฉินฉู่โม่พลันเหลือบไปเห็นเฉินซูเหรินที่ยังคงยืนตัวแข็งทื่ออยู่ไม่ไกลนัก เขาแสร้งทำท่าต๊กกะใจเล็กน้อย “เอ๊ะ! ยัยหนูซูเหริน! หลี่หมัวมัวมาเหนื่อยๆ อย่างเพิ่งทำให้ผู้อาวุโสไม่พอใจ! รีบเข้าไปจัดเตรียมหาของว่างมารับรอง ให้หลี่หมัวมัวคลายเหนื่อยจากการเดินทางไกลเสียหน่อย..! ส่วนเจ้าทั้งสองคนก็คุกเข่าอยู่ได้ ลุกขึ้นได้แล้วรีบไปตามหมอมาตรวจหลี่หมัวมัวเสียหน่อย ให้ท่านหมอจัดเทียบยาคลายความเมื่อยล้าให้นางสักสองสามเทียบ! เอ้า..! ยังไม่รีบไปกันอีก!”
คำสั่งของเฉินฉู่โม่มาพร้อมกับน้ำเสียงที่แฝงความเร่งรีบ แต่ก็เต็มไปด้วยความเอาใจใส่ ทำให้ทั้งสามคนมองไปยังหลี่หมัวมัวเป็นตาเดียวกัน หลี่หมัวมัวเองก็ทำอะไรไม่ได้ จำต้องผงกศีรษะอนุญาตให้นางทั้งสามคนไปทำตามคำสั่งของเฉินฉู่โม่
เฉินซูเหริน รีบขยิบตาให้ท่านลุงของนางอย่างลับๆ ด้วยความขอบใจที่มาช่วยไว้ได้ทันท่วงที ก่อนจะรีบเดินนำบ่าวทั้งสอง เสียวหม่านและชุนเฟิน ออกจากห้องรับรองโดยเร็ว ทิ้งไว้ให้ผู้ใหญ่ได้สนทนากันตามประสาผู้อาวุโส ปล่อยให้ความตึงเครียดเมื่อครู่สลายไปพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเฉินฉู่โม่
หลังจากที่เฉินซูเหรินก้าวออกมาจากห้องรับรอง นางก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ประหนึ่งยกภูเขาทั้งลูกออกจากอก พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงระบายความอัดอั้น
“ดีนะที่ท่านลุงใหญ่เข้ามาช่วยไว้ทัน ไม่อย่างนั้นมือข้าคงลายเป็นรูปไม้เรียว คิดแล้วยังกลัวไม่หาย!”
ชุนเฟิน ก้าวเข้ามากระซิบข้างหูเฉินซูเหรินแผ่วเบา
“ยังไม่พ้นประตูเรือนรับรองเลยเจ้าค่ะ เกรงว่าหลี่หมัวมัวจะได้ยินที่คุณหนูบ่นไปหมดแล้ว”
เฉินซูเหรินใช้มือปิดปากตนเองด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้าง นางลืมไปเสียสนิทว่าที่นี่คือเรือนรับรอง ไม่ใช่กลางป่าเขาที่จะบ่นอะไรก็ได้ดังใจ นางไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมอง รีบดึงมือ เสียวหม่าน และชุนเฟินให้ออกมาจากบริเวณนั้นโดยเร็วราวกับกลัวว่าเงาของหลี่หมัวมัวจะตามมาติด ๆ
เมื่อมาถึงบริเวณที่ห่างไกลพอสมควร เฉินซูเหรินก็เริ่มออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “ข้าจะไปสั่งห้องครัวให้ทำขนมอะไรสักอย่างที่กินแล้วสดชื่น คลายเหนื่อยให้หลี่หมัวมัวทาน ส่วนเจ้าชุนเฟินไปตามท่านหมอมาดูอาการหลี่หมัวมัวเสียหน่อย ทำตามคำสั่งของท่านลุงใหญ่ ส่วนเจ้าเสียวหม่านตามข้าไปในครัว!”
“เจ้าค่ะ!” บ่าวทั้งสองตอบรับอย่างพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ตามคำสั่งของคุณหนู