หลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยฉินหยางและเสวี่ยอวี๋ก็เดินทางออกจากเมืองซูสือในทันที
ผ่านไปราวครึ่งก้านธูปฉินหยางได้เดินทางออกมาจากตัวเมืองได้ไกลพอสมควร ในตอนนี้เขากำลังเดินทางลัดเลาะไปตามป่าเขาเช่นเดิมเพื่อใช้ต้นไม้ในการอำพรางตัว เขายังคงเดินตามทางไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อนเท่าใดนัก
"หื้มม??..มีคนดักรอพวกเราอยู่ด้านหน้าห่างไปไม่ไกล"
จู่ ๆ เสวี่ยอวี๋ก็ส่งกระแสเสียงกล่าวกับฉินหยางว่าทางข้างหน้าห่างไปไม่ไกลมีกลุ่มคน 5 คน ยืนขวางทางเดินอยู่ ฉินหยางเองก็สัมผัสได้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วเช่นกันจึงไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกใด ๆ ก่อนตอบกลับเสวี่ยอวี๋เสียงเรียบว่า
"อื้ม..ก็เดาไว้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นเราไปดูกันเถอะว่าพวกเขาต้องการสิ่งใด"
ฉินหยางเผยรอยยิ้มออกมาจาง ๆ ก่อนจะสาวเท้าก้าวเดินต่อไปอย่างช้า ๆ
"หยุดอยู่ตรงนั้น!!"
"ส่งของมีค่าทุกอย่างมาซะถ้าไม่อยากเจ็บตัว"
จู่ ๆ ก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์ 5 คน กระโจนออกมาจากข้างทางยืนขวางเขาอยู่เบื้องหน้าก่อนจะมีชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของกลุ่มดังกล่าวตะโกนก้องออกมาด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยอง
ฉินหยางหยุดฝีเท้าลง แต่ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเรียบราวกับไม่เห็นชายฉกรรจ์ทั้ง 5 คนตรงหน้าอยู่ในสายตา
"อู่ ชีหยาน เป็นคนส่งพวกเจ้ามางั้นสินะ!!"
ฉินหยางกล่าวออกมาอย่างตรงไปตรงมาเพียงประโยคเดียวทำให้ชายทั้ง 5 คนต้องหน้าเปลี่ยนสีด้วยความตกใจระคนแปลกใจ ที่ฉินหยางกล่าวชื่อของ อู่ชีหยานออกมานั้นก็เพราะว่าเขาสังเกตเห็นสายตาละโมบของเขาตั้งแต่อยู่ในร้านแรกเปลี่ยนตั้งแต่แรกและคิดๆว้แล้วว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
"ฉลาดไม่เบาหนิเด็กน้อย แต่ถึงเจ้าจะรู้แล้วอย่างไร? ยังไงซะวันนี้เจ้าก็ไม่มีทางรอดไปได้ ทางที่ดีเจ้าส่งสิ่งที่พวกเราต้องการมาซะ หากไม่แล้วเจ้าจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่"
แม้จะตกใจกับสิ่งที่ฉินหยางกล่าวออกมา แต่ชายคนที่ดูแล้วน่าจะเป็นหัวหน้าของกลุ่มชายฉกรรจ์ก็ไม่ได้แยแสสิ่งใดเพราะคิดว่าอย่างไรเสียเด็กคนนี้ก็ไม่รอดไปจากตรงนี้อยู่แล้วราวกับว่าชีวิตความเป็นอยู่ของฉินหยางขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาแล้วอย่างไรอย่างนั้น
"งั้นรึ?"
ฉินหยางเอ่ยออกมาเพียงสั้น ๆ ก่อนจะยกมือข้างขวาขึ้นมาจ้องมองแหวนมิติที่ตนสวมใส่และปรายตามองไปยังชายฉกรรจ์ทั้ง 5 ด้วยสีหน้ายียวนและกล่าวว่า
"อยากได้สิ่งนี้กันงั้นสินะ?"
ฉินหยางกล่าวพร้อมชูมือข้างที่ตนสวมแหวนมิติขึ้นเพื่อให้ชายฉกรรจ์ทั้ง 5 ได้เห็นอย่างเต็มตาก่อนจะเงียบไปและยิ้มด้วยความพึงพอใจและกล่าวอีกครั้งว่า
"หากพวกเจ้ามีความสามารถมากพอละก็เข้ามาเอามันไปจากข้าสิ"
พูดจบฉินหยางก็เก็บมือลงยืนเอามือไขว้หลังด้วยสีหน้านิ่งสงบดังเดิม
"หนอยแหนะแก เป็นแค่เด็กน้อยปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมืระดับหลอมรวมขั้น 1 กล้ามาพูดจาจองหองเช่นนี้!!!... หัวหน้าข้าว่าเรารีบจัดการมันแล้วนำของที่ท่านชีหยานต้องการไปมอบให้ท่านโดยเร็วดีกว่า อย่าเสียเวลาต่อปากกับเด็กคนนี้อยู่เลย"
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นท่าทีของฉินหยาง ด้านของชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่มเองก็ขมวดคิ้วก่อนกล่าวขึ้นว่า
"เช่นนั้นก็ดี พวกเจ้าล้อมมันไว้ซะ!!"
ชายที่เป็นหัวหน้ากล่าวออกคำสั่งก่อนชายทั้ง 4 คนจะกระจายตัวปิดล้อมฉินหยางไว้รอบด้าน ไม่เปิดโอกาสให้ฉินหยางมีทางให้หนีได้
"ข้าอุตส่าห์ให้โอกาสเจ้าแล้ว เจ้าไม่ยอมรับเอง เช่นนั้นก็เตรียมเจ็บตัวซะ"
ชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์กล่าวออกมาเสียงดังลั่นก่อนจะชักดาบใหญ่ที่แบกไว้กลางหลังออกมา ชายทั้ง 4 คนเองก็ไม่รอช้าต่างชักอาวุธของตนออกมาเช่นเดียวกัน
ฉินหยางยืนอยู่อย่างนิ่งสงบไร้สีหน้ากังวลใด ๆ แต่เเววตาของเขากลับลุกโชนไปด้วยประกายไฟความอยากสู้จนปิดไม่มิด เขาตั้งมือขึ้นเรียกเพลิงศักดิ์สิทธิ์ออกมาเตรียมพร้อมต่อสู้แต่จู่ ๆ บริเวณหน้าอกของเขาก็ส่องแสงสว่างวาบ ก่อนร่างโปร่งใสของเสวี่ยอวี๋จะปรากฏตัวออกมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของเขา
"ช้าก่อน...เจ้าพวกนี้ปล่อยให้ข้าจัดการเอง"
เสวี่ยอวี๋กล่าวขึ้นด้วยแววตาที่เปื้อนรอยยิ้ม
"เสวี่ยอวี๋!! เจ้ากล่าวว่าสิ่งใดจิตวิญญาณของเจ้ายังไม่เสถียรขืนเจ้าฝืนใช้พลังปราณละก็.."
เมื่อรู้ว่าเสวี่ยอวี๋ตั้งใจจะทำสิ่งใดฉินหยางก็รีบกล่าวห้ามปรามออกมาด้วยความเป็นห่วงในทันที
"เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป จะจัดการเจ้าพวกนี้ ข้าไม่จำเป็นต้องใช้พลังปราณหรอก อีกอย่างข้าอยู่แต่ในไข่มุกจิตวิญญาณมานานเบื่อจะแย่อยู่แล้วอยากหาอะไรทำแก้เบื่อหน่อยหนะ...ได้หรือไม่?"
เสวี่ยอวี๋เน้นคำประโยคสุดท้ายพร้อมทำหน้าตาออดอ้อนส่งให้ฉินหยาง
"เจ้านี่นะ มาไม้นี้แล้วข้าจะปฏิเสธเจ้าอย่างไร? เช่นนั้นเจ้าก็จัดการเจ้าพวกนี้ได้ตามสบายแต่อย่าถึงขั้นต้องเอาชีวิตก็พอ"
ฉินหยางกล่าวพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนประดับใบหน้า
"เต๋าวางใจเถอะข้าไม่ทำอะไรรุนแรงถึงชีวิตอย่างแน่นอน"
เสวี่ยอวี๋ตบปากรับคำกับฉินหยางก่อนจะหันหน้าไปเอ่ยกับกลุ่มชายฉกรรจ์ต่อว่า
"เอาล่ะ...ในพวกเจ้าทั้ง 5 คนใครจะอาสาเป็นคนแรก?"
เสวี่ยอวี๋กล่าวหยอกล้ออย่างได้ใจ
ชายฉกรรจ์ทั้ง 5 คนยังคงงุนงงไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ตรงหน้าที่จู่ ๆ ก็มีร่างจิตวิญญาณที่ดูงดงามราวกับเทพสวรรค์และโผล่ออกมาจากที่ใดก็ไม่รู้กลับมาบอกว่าจะจัดการกับพวกตน
"พล่ามอะไรของเจ้า คิดว่าจะจัดการพวกเราได้งั้นรึ? ช่างไร้สาระ"
เสียงของชายฉกรรจ์อีกคนที่ยืนอยู่ด้านซ้ายของฉินหยางตะโกนก้องขึ้นก่อนจะใช้พลังปราณห่อหุ้มอาวุธที่ตนถือพร้อมกระโจนเข้าใส่เสวี่ยอวี๋อย่างโกรธเกรี้ยว
"เจ้าอาสาเป็นคนแรกงั้นรึ?"
เสวี่ยอวี๋เอ่ยถามอย่างซุกซนก่อนจะชี้นิ้วเรียวงามดั่งหยกไปทางชายที่พุ่งตัวเข้ามาก่อนพลังจิตจำนวนมหาศาลจะถูกปลดปล่อยออกมาผนึกการเคลื่อนไหวของชายคนดังกล่าวจนไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้
"คิดจะดักปล้นผู้อื่นเจ้าพกศิลาปราณมาเท่าไหร่?"
จู่ ๆ เสวี่ยอวี๋ก็กล่าวถามคำถามหนึ่งออกมาทำให้ทุกคนแสดงสีหน้างุนงงและไม่เข้าใจต่อสิ่งที่เขากล่าวถามออกมา แต่เสวี่ยอวี๋ไม่สนใจสีหน้างุนงงเหล่านั้น เขาใช้จิตสัมผัสอีกสายกวาดสำรวจร่างกายของชายฉกรรจ์ที่ถูกตรึงไว้
เขาสะบัดนิ้วเรียวงามเล็กน้อยก่อนถุงใบหนึ่งจะลอยออกมาจากเสื้อบริเวณอกของชายฉกรรจ์ที่โดนเขาผนึกการเคลื่อนไหว มาหยุดอยู่ตรงหน้าเสวี่ยอวี๋ก่อนเขาจะขมวดคิ้วเเละพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า
"เจ้าจะมาปล้นผู้อื่นแต่พกเงินมาแค่ 2,000 ศิลาปราณทองแดงงั้นรึ?"
พูดจบเสวี่ยอวี๋ก็แปลงเปลี่ยนจิตสัมผัสเป็นนามเเหลมคมโจมตีไปที่จิตวิญญาณของชายคนดังกล่าว ก่อนจะชักกระตุกและหมดสติไป ชายฉกรรจ์ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มเห็นสหายของตนถูกจัดการไปก็รู้สึกโกรธขึ้นมาก่อนจะตะโกนสั่งคนที่เหลือว่าให้บุกโจมตีเข้าไปพร้อม ๆ กัน
"เหอะ!! บุกเข้ามาพร้อมกันแล้วอย่างไรผลลัพธ์ก็ไม่ต่างจากเดิมหรอก"
เสวี่ยอวี๋แค่นเสียงเหอะออกมาอย่างเย้ยหยันก่อนจะปล่อยจิตสัมผัสออกมา 3 สายพันธนาการชายทั้ง 3 เอาไว้
ชายทั้ง 3 คนพยายามปะทุพลังปราณเพื่อหวังจะหลุดพ้นจากพันธนาการแต่ก็ไม่เป็นผล แม้จิตวิญญาณของเสวี่ยอวี๋จะเป็นเพียง1ใน 7ส่วนของดวงวิญญาณเดิมที่ตนเคยมีในอดีต แต่ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณของผู้วิเศษระดับจักรพรรดิสวรรค์ต่อให้ถูกแบ่งออกอีก10 ส่วน ชายทั้ง 3 ก็ไม่สามารถหลุดออกจากการถูกพันธนาการด้วยจิตสัมผัสของเสวี่ยอวี๋ได้ เพราะความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณของผู้ที่อยู่ในระดับจักรพรรดิสวรรค์ไม่ใช่สิ่งที่ผู้วิเศษทั่ว ๆ ไปจะจินตนาการได้
"แล้วพวกเจ้าล่ะมีกันคนละเท่าไหร่"
เสวี่ยอวี๋ยังคงกล่าวถามคำถามเดิมกับชายทั้ง 3 พร้อมรอยยิ้มซุกซนก่อนจะทำเช่นเดียวกับชายก่อนหน้าเมื่อเขาได้ถุงที่บรรจุศิลาปราณมาได้เขาก็แปลงจิตสัมผัสเป็นหนามแหลมคมโจมตีไปยังจิตวิญญาณของชายทั้งสามโดยตรงก่อนชายทั้ง 3 จะมีอาการเช่นเดียวกับชายก่อนหน้าและสิ้นสติไป
ชายฉกรรจ์ร่างกำยำที่เป็นหัวหน้ากลุ่มเห็นคนทั้ง 4 ถูกจัดการลงอย่างง่ายดายก็เกิดสั่นกลัวขึ้นมาเป็นครั้งแรก
"คุณชายโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าผิดไปแล้ว ต่อจากนี้ไปข้าจะไม่ทำอีกแล้ว โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย"
ชายฉกรรจ์กล่าวอ้อนวอนด้วยสีหน้าสั่นกลัวเพราะเขาคิดว่าคนอื่น ๆ ถูกเสวี่ยอวี๋ข้าตายด้วยวิธีการบางอย่างไปแล้ว แต่สิ่งที่เสวี่ยอวี๋ทำคือการโจมตีจิตวิญญาณซึ่งเขาได้ออมพลังไว้หลายส่วนอยู่ก่อนแล้ว ผลที่ชายทั้ง 4 จะได้อย่างมาก คือ หลงลืมบางสิ่งบางอย่างและรู้สึกเจ็บปวดที่ดวงวิญญาณเป็นระยะแต่ไม่ถึงกับเสียชีวิต
"ไว้ชีวิตเจ้า? เจ้าคิดว่าข้ามีเหตุผลอะไรที่ต้องไว้ชีวิตเจ้ากัน?"
เสวี่ยอวี๋แกล้งชักสีหน้ามืดทะมึนราวกับมารร้ายฉินหยางที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นเหตุการณ์ก็แอบอมยิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างห้ามไม่ได้
"นะ..นี่ขอรับ ศิลาปราณทั้งหมดนี้ข้ายกให้ท่านหมดเลย โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ไว้ชีวิตข้าด้วยเถอะ"
ชายฉกรรจ์คนดังกล่าวที่สังเกตเห็นการกระทำของเสวี่ยอวี๋ที่ผ่าน ๆ มาจึงรู้ได้ทันทีว่าเสวี่ยอวี๋หมายถึงสิงใด เขาตัดสินใจยื่นสมบัติที่มีทั้งหมดของเขาให้กับเสวี่ยอวี๋ด้วยท่าทีสั่นกลัว
เสวี่ยอวี๋เห็นดังนั้นก็ไม่ได้พูดสิ่งใดเขาทำเพียงสะบัดให้ถุงใบดังกล่าวลอยมาหาตนและใช้จิตสัมผัสตรวจสอบจำนวนศิลาปราณในถุงนั้นทันที
"5 ศิลาปราณเงิน กับ 500 ศิลาปราณทองแดงงั้นรึ?"
เสวี่ยอวี๋พูดพร้อมท่าทีที่เหมือนจะพึงพอใจ ชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์เห็นดังนั้นก็รู้สึกโล่งอก แต่ชายฉกรรจ์คนดังกล่าวยังดีใจได้เพียงไม่นาน ก็ต้องหน้าซีดขาวลงเมื่อสังเกตุเห็นสีหน้าเสวี่ยอวี๋ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
"แต่ว่านะแค่นี้มันไม่พอ!!"
เสวี่ยอวี๋ทำสีหน้าชั่วร้ายอีกครั้งก่อนจะชี้นิ้วไปทางชายร่างกำยำก่อนจะลงมือกระทำเช่นเดียวกับที่ทำกับชายทั้ง 4 คนก่อนหน้า
หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ถูกเสวี่ยอวี๋ใช้จิตสัมผัสแปลงเป็นหนามทิ่มทะลวงก่อนจะชักกระตุกน้ำลายฟูมปากและหมดสตินอนกองอยู่บนพื้น
เสวี่ยอวี๋ปรายตามองชายทั้ง 5 ด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะสะบัดมือให้ถุงใส่ศิลาปราณทั้งหมดลอยไปหยุดอยู่ตรงหน้าของฉินหยางแล้วกล่าวว่า
"อะนี่ข้าให้เจ้า ได้ออกกำลังเช่นนี้ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย"
เสวี่ยอวี๋กล่าวพร้อมยกยิ้มพึงพอใจออกมาช่างเป็นภาพที่ดูงดงามไร้ที่ติยิ่งนัก ฉินหยางถึงกับเหม่อลอยไปกับใบหน้าอันงดงามตรงหน้าไปชั่วขณะ
"เจ้ามีความสุขแค่นี้ข้าก็ดีใจแล้ว"
ฉินหยางรับถุงที่ศิลาปราณทั้งหมดมาจากเสวี่ยอวี๋ใส่ลงไปในแหวนมิติก่อนจะจ้องมองหน้าเสวี่ยอวี๋พร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง
"เจ้ามองหน้าข้าเช่นนั้นทำไมกัน?"
เสวี่ยอวี๋กล่าวถามด้วยใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อยก่อนเบี่ยงประเด็นกล่าวกับฉินหยางอีกครั้งว่า
"ระ..เราเดินทางต่อกันเถอะ เดี๋ยวท้องฟ้าจะมืดลงเสียก่อน"
ฉินหยางที่เห็นใบหน้าแดงระเรือของเสวี่ยอวี๋ก็ได้แต่อมยิ้มไม่กล่าวสิ่งใดก่อนเขาจะพยักหน้าตอบรับคำพูดของเสวี่ยอวี๋และออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองเหยียนจิ้งอีกครั้งโดยไม่สนใจสภาพของชายฉกรรจ์ทั้ง 5 ที่นอนสติอยู่กับพื้นเลยแม้แต่น้อย
ทั้งสองเดินทางผ่านป่าเขาและเมืองต่าง ๆ จนเวลาผ่านไปราว 5 วัน ทั้งสองก็เดินทางมาจนใกล้ถึงเมืองเหยียนจิ้งในที่สุดและในระหว่างที่เขากำลังพักผ่อนอยู่ในเขตป่าที่ห่างออกไปจากตัวเมืองไม่ไกลก็ได้ยินข่าวสำคัญจากผู้คนที่เดินผ่านไปมาบริเวณนั้นว่า ทางสำนักอัคคีสวรรค์ จะเปิดให้มีการแข่งขันเพื่อคัดเลือกศิษย์ที่จะมีเข้าร่วมกับสำนักในไม่ช้านี้....