โลกแห่งตราเวทย์หวนกลับขณะเดียวกันเมิ่งฝานและไป๋สุ่ยเอ๋อร์ลืมตาขึ้นมาและพบว่าประตูหินบานใหญ่นั้นได้เปิดออกมาแล้วโดยภายในมีแสงสว่างปรากฏขึ้นเลือนรางซึ่งบ่งบอกว่าภายในเป็นถ้ำที่ทะลุขึ้นไปด้านบนได้เมื่อเห็นเช่นนั้นเมิ่งฝานกับไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็สบตากันชั่วครู่ต่างฝ่ายต่างมองเห็นความตื่นเต้นที่นัยน์ตาของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
เห็นได้ชัดเจนว่าตราเวทย์หวนกลับเป็นปราการที่ใช้ในการป้องกันเพียงด่านเดียวหากไม่อาจข้ามผ่านไปได้ก็จะต้องตายแต่หากข้ามผ่านไปได้ก็จะได้รับประโยชน์ภายในตราเวทย์แห่งนี้มากมายมหาศาล
เมื่อคิดได้ดังนั้นไป๋สุ่ยเอ๋อร์จึงคลี่ยิ้มออกมาในทันใด ฟันขาวซึ่งปรากฏจากรอยยิ้มให้ความรู้สึกที่น่าหลงใหลเป็นอย่างยิ่ง
“ไปกันเถอะ!”
นางเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ ทว่าเมื่อสิ้นเสียงนั้นนางพบว่าเมิ่งฝานไม่ได้ขยับเมื่อนางหันกลับไปจึงเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่เช่นเดิมพลังลมปราณแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของเมิ่งฝานพร้อมทั้งมีระลอกคลื่นแห่งพลังปราณปรากฏนางนึกไม่ถึงเลยว่านี่...นี่คือเค้าลางของการบรรลุ!
“เช่นนี้ก็ได้หรือ!”
ความประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าหลังจากที่นางได้เอ่ยออกไปด้วยความตกตะลึงเพราะนึกไม่ถึงว่าการที่เมิ่งฝานทำลายพลังของตราเวทย์หวนกลับจะทำให้เขาบรรลุระดับพลังได้!
ทางฝั่งของเมิ่งฝานนั้นก็ยังไม่ได้ขยับไปที่ใดพลังปราณภายในร่างกายผสานตัวอย่างไม่หยุดยั้งแล้วมุ่งทะลวงไปยังจุดสมุทรปราณ
เพียงชั่วพริบตาต่อมาเด็กหนุ่มก็สัมผัสได้ว่ามีอุปสรรคกายาคอยขวางกั้นไม่ให้เขาบรรลุระดับพลัง
หลังจากที่ผสานพลังจิตเพื่อการทะลวงจึงทำให้พลังปราณของเมิ่งฝานก็เพิ่มพูนขึ้นตามอย่างคาดไม่ถึงแล้วในเวลาต่อมาเมิ่งฝานก็สัมผัสได้ว่าพลังปราณของตนเองนั้นกำลังทะลวงอุปสรรคกายาอยู่
อุปสรรคกายาถือเป็นขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์และจำต้องอาศัยพลังปราณอันแข็งแกร่งในการทะลวง แล้วในเวลาต่อมาพลังปราณมากมายดุจสายน้ำหลากก็รวมตัวกันที่จุดทะลวงแล้วทำลายอุปสรรคกายา!
ลมปราณแผ่ซ่านออกมาพร้อมกับเมิ่งฝานที่ตวาดเสียงดังเวลานี้เขารู้สึกราวกับว่าไม่อาจควบคุมพลังปราณของตนเองได้อีกต่อไป
พลังปราณดุจดั่งสายน้ำไหลหลากต่อให้อุปสรรคกายาจะทนทานเพียงใดก็เริ่มมีรอยร้าวปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆจนสุดท้ายก็พังทลายลงไป
เพียงชั่วพริบตาต่อมาเส้นแขนงปราณภายในร่างกายของเมิ่งฝานก็ขยายตัวความรู้สึกหลังจากทะลวงอุปสรรคกายานั้นโล่งสบายอย่างไม่น่าเชื่อร่างกายของเด็กหนุ่มขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิม พลังปราณรอบตัวแผ่ซ่าน ก่อนที่เขาจะเลื่อนระดับขึ้นไปอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับสี่!
ภายในสมุทรจิตของเมิ่งฝานนั้นพลังจิตที่เดิมทีสูญเสียไปจนหมดสิ้นได้กลับมาฟื้นตัวทั้งยังยิ่งใหญ่กว่าเมื่อก่อนอีกด้วย
มีพลังจิตขั้นวิญญาณและเลื่อนขึ้นไปยังระดับขั้นหลอมปราณระดับสี่ ทั้งที่เวลานี้เมิ่งฝานมีอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้นซึ่งภายในอาณาจักรต้าก้านแห่งนี้นับว่าเป็นชนรุ่นหลังที่ไม่เลวเลยก็ว่าได้
เมื่อเขากำหมัดพลันมีพลังอันแข็งแกร่งปรากฏ ก่อนเมิ่งฝานจะลุกขึ้นแล้วสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายอย่างเงียบงัน
ยามนี้เขาก้าวหน้าขึ้นมาอีกระดับแล้วนอกจากเส้นแขนงปราณที่มั่นคงกว่าเดิมร่างกายก็ยังแข็งแกร่งขึ้นด้วยที่มากไปกว่านั้นสิ่งที่ทำให้เมิ่งฝานไม่อยากละสายตาก็คือผนึกลึกลับในสมุทรจิต
ตราผนึกของคัมภีร์ทวนเทพนั้นชัดเจนขึ้นกว่าเดิมแต่ก็ยังไม่อาจมองเห็นได้อย่างเด่นชัดเท่าที่ควรบนนั้นมีม่านหมอกเลือนรางรายล้อม และเมิ่งฝานไม่รู้เลยว่าตนเองจะต้องก้าวขึ้นไปถึงขั้นพลังใดจึงจะสามารถเปิดมันได้อย่างสมบูรณ์และมองเห็นอักขระภายในได้อย่างชัดเจน
เขาคล้ายกับจะสัมผัสได้ว่าเมื่อใดที่เขามองเห็นอักขระพวกนั้นได้อย่างชัดเจนก็ถือว่าเป็นเวลาที่เขาสามารถบรรลุได้อย่างแท้จริง
“ยินดีกับเจ้าด้วย!”
เสียงของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ดังขึ้นข้างกาย ยามนี้นางมองเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจเพราะการที่สามารถบรรลุระดับพลังภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ได้นับว่าโชคดีไม่น้อย
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะประสานมือแล้วเอ่ยว่า “เช่นกัน พวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะ!”
ในที่สุดก็สามารถทำลายพลังของตราเวทย์หวนกลับได้ ซึ่งภายในนั้นต่างหากจึงจะเป็นของสำคัญที่ทำให้ทั้งสองรู้สึกตื่นเต้นอย่างไม่อาจอธิบายได้
หลังจากที่ก้าวเข้าไปภายใน สายตาของคนทั้งสองก็มองไปรอบกายก่อนจะพบว่ามันเป็นพื้นที่ซึ่งมิได้มีขนาดใหญ่แต่อย่างใดใจกลางของโถงถ้ำมีโครงกระดูกที่เต็มไปด้วยเศษฝุ่นอยู่หนึ่งร่างซึ่งไม่มีผู้ใดรู้ว่าอยู่ในสถานที่แห่งนี้มานานเท่าใดแล้ว
โดยรอบเป็นไข่มุกที่เปล่งประกายอยู่ท่ามกลางความมืดและมีอายุยืนยาวมานานนับร้อยปีส่วนเบื้องหน้าของโครงกระดูกนั้นมีกล่องอยู่สองใบที่เต็มไปด้วยฝุ่นบ่งบอกว่าเป็นของเก่าแก่และไม่มีผู้ใดรู้ว่ามีสิ่งใดอยู่ภายใน
เมื่อเห็นกล่องใบนั้นรูม่านตาของเมิ่งฝานก็หดเล็กลงดูท่าข้างในคงจะเป็นสมบัติของเจ้าของห้องหินแห่งนี้เป็นแน่
ทางฝั่งของไป๋สุ่ยเอ๋อเดินขึ้นมาด้านหน้าเมื่อนางเปิดกล่องใบหนึ่งออกมาก็พบว่าภายในเป็นขวดหยกสีน้ำเงิน บนนั้นมีตัวอักษรขนาดเล็กถูกเขียนเอาไว้ว่า‘วัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่ โอสถปราณมรกต’
เมื่อเห็นตัวอักษรขนาดเล็กนั้นไป๋สุ่ยเอ๋อร์จึงสูดหายใจแห่งความตกตะลึงเข้าไปพร้อมทั้งเอ่ยเสียงเบาด้วยรอยยิ้ม“นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเจ้าสิ่งนี้ โอสถปราณมรกต มีฤทธิ์ทำให้พลังปราณในการบำเพ็ญตนมั่นคงแข็งแรงสิ่งสำคัญที่สุดในการบำเพ็ญตนคือพลังที่มั่นคงเกรงว่าแม้แต่ในอาณาจักรต้าก้านก็ยังนับได้ว่าเป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างยิ่ง!”
ของดี!
เมิ่งฝานพยักหน้ารับเพียงแค่สิ่งนี้ก็นับว่าไม่เสียแรงที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจมาถึงที่นี่แล้ว
โอสถวิเศษระดับสี่นั้นมีมูลค่าสูงถึงหลายหมื่นเหรียญทองคำนับว่าได้ค้นพบของล้ำค่าแล้ว จากนั้นเมิ่งฝานจึงเปิดกล่องอีกใบ
เพราะเมื่อครู่นี้เป็นถึงโอสถปราณมรกตจึงทำให้เมิ่งฝานไม่ได้สนใจของที่อยู่ภายในกล่องอีกใบสักเท่าใดทว่าในเวลาต่อมาร่างของเขาพลันสั่นสะท้านและมองของที่อยู่ภายในกล่องใบนั้นด้วยความตกตะลึง
ภายในกล่องใบนั้นคือม้วนคัมภีร์โบราณ บนนั้นมีตัวอักษรขนาดเล็กที่เขียนเอาไว้ว่า‘วิชายุทธ์ระดับอักษรหง ยาตราเซียนเหิน!’
ยาตราเซียนเหินฉบับสมบูรณ์ยามนี้หัวใจของเมิ่งฝานสั่นสะเทือนอย่างไม่อาจห้ามได้ คัมภีร์ที่เขาได้รับในหมู่บ้านอูเจิ้นนั้นเป็นเพียงยาตราเซียนเหินฉบับที่ขาดหายแต่นั่นก็ยิ่งใหญ่อย่างมากแล้ว
เขาเองนึกไม่ถึงเลยว่าตนเองจะมีโอกาสได้รับวิชายุทธ์ยาตราเซียนเหินฉบับสมบูรณ์มาครอบครองเยือนสวรรค์เซียนเหินเป็นวิชายุทธ์ที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้แก่ผู้ฝึกฝนอย่างยิ่งใหญ่
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเองขณะนี้สีหน้าของเขามีความรู้สึกที่บ่งบอกถึงความตื่นเต้นดีใจปรากฏออกมาอย่างไม่อาจปิดบังหลังจากนั้นเพียงชั่วครู่เขาจึงมองไปยังไป๋สุ่ยเอ๋อร์แล้วเอ่ยเสียงเบา “ของสิ่งนี้ ยกมันให้ข้าเถอะ!”
แม้จะรู้สึกเกรงใจอยู่บ้างแต่เขาก็ต้องการยาตราเซียนเหินนี้อย่างยิ่ง
ทางฝั่งของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ย“วิชายุทธ์ระดับอักษรหงมีค่าสูงยิ่งกว่าโอสถปราณมรกตด้วยซ้ำนี่เจ้าคิดจะเอาเปรียบข้าอย่างนั้นหรือ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็ยกยิ้มอย่างจนปัญญาเคยคุยกันไว้แล้วว่าจะแบ่งให้เท่ากัน ฉะนั้นหากแบ่งเช่นนี้ก็นับว่าไม่เท่าเทียมสักเท่าใด
แต่ในเวลาต่อมาไป๋สุ่ยเอ๋อร์พลันเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง “แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ข้าเอาของสิ่งนั้นให้เจ้าก็ได้ แต่ถือว่าเจ้าติดหนี้น้ำใจข้าหนึ่งครั้งแล้ววันข้างหน้าจะต้องตอบแทนข้าด้วย!”
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานจึงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วเอ่ยเสียงเข้ม“วันข้างหน้าหากเจ้ามีสิ่งใดต้องการให้ข้าช่วยเหลือละก็...ขอเพียงข้าช่วยได้ข้าก็จะต้องช่วยแน่นอน!”
“เจ้าพูดเองนะ!”
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ยกยิ้มขึ้นมาอย่างฉับพลันจากนั้นจึงเก็บโอสถปราณมรกตเอาไว้แล้วนำคัมภีร์ยาตราเซียนเหินให้กับเมิ่งฝาน
หลังจากที่เก็บยาตราเซียนเหินเอาไว้เมิ่งฝานก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาในใจเขาไม่อยากคิดเลยว่าวิชายุทธ์เพิ่มความเร็วระดับอักษรหงนี้จะทำให้เขามีความเร็วสูงเพียงใด
ขณะเดียวกันเขาก็ได้รับของล้ำค่ามาอีกไม่น้อย จากนั้นทั้งสองจึงประสานมือเคารพโครงกระดูกนั้นแล้วหันหลังเดินกลับไปยังประตูหินบานใหญ่
หลังจากที่ปีนป่ายกลับขึ้นไปทางเดิมจนมาถึงยอดเขาไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็มองไปยังเมิ่งฝานแล้วลูบเส้นผมงามของตนเองก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าจะไปแล้ว เจ้าบอกชื่อของเจ้าให้ข้ารู้ได้หรือไม่?”
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเอง เขารู้ดีว่างานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา และเขาเองก็รู้สึกไม่เลวต่อไป๋สุ่ยเอ๋อร์จึงได้บอกไป“เมิ่งฝาน!”
“อื้ม ข้าจะจำเอาไว้ เจ้านับว่าเป็นสหายที่ไม่เลวคนหนึ่งแต่เจ้าอย่าลืมสิ่งที่รับปากข้าเอาไว้เสียล่ะ ข้าจะไม่ฝืนใจเจ้าขอให้เจ้าจดจำเอาไว้ก็พอ!” ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กะพริบตาถี่ๆแล้วเอ่ยออกมาทีเล่นทีจริง
ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา“เจ้าจะบอกให้มันชัดเจนกว่านี้สักหน่อยไม่ได้หรือไร?”
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์พยักหน้ารับ หลังจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเข้ม “เจ้าก็รู้แล้วว่าสภาวะกายาของข้าคือผู้มีวาจาเทพซึ่งความจริงแล้วสภาวะกายาของข้านั้นได้รับการสืบทอดมาอีกที ท่านพ่อของข้าเป็นผู้มีวาจาเทพฉะนั้นแล้วตระกูลของข้าจึงเข้าใจในเรื่องนี้ดี หากต้องการกระตุ้นความยิ่งใหญ่ภายในสายเลือดของข้าจำเป็นจะต้องตามหาโลหิตของอสรพิษในใต้หล้าหลายชนิด!”
โลหิตอสรพิษ!
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงหลังจากนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “อสรพิษชนิดใด?”
“อิงตามในตำราบอกว่าอสรพิษชนิดที่อ่อนแอที่สุดก็ยังต้องเป็นถึงอสรพิษเนตรทับทิมเจ็ดสี!”
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กล่าวพลางหัวเราะเสียงเบา เมื่อนางพูดจบเมิ่งฝานพลันรู้สึกคล้ายดั่งว่าตนเองถูกหลอกใช้ก็ไม่ปาน
อสรพิษเนตรทับทิมเจ็ดสีเล่ากันว่าแม้แต่ตัวที่อ่อนแอที่สุดในใต้หล้านี้ก็ยังเป็นถึงสัตว์อสูรระดับราชาสัตว์อสูรเทียบได้กับมนุษย์ผู้ฝึกตนในขั้นปราณทะลวงหรืออาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่า
สัตว์อสูรชนิดนี้หาใช่สิ่งที่สามารถสังหารได้อย่างง่ายดายไม่ฉะนั้นแล้วน้ำใจในครั้งนี้เขาคงจะต้องติดค้างต่อไป
เมิ่งฝานกระตุกยิ้มที่มุมปากก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา“เจ้าวางแผนไว้ดีแล้วหรือไม่?”
“หึหึตอนนี้ข้าจะออกไปตามหาร่องรอยของมันเสียก่อน ส่วนจะตามหาเจอหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องแต่ถึงอย่างไรข้าก็หวังกับเจ้าไว้มาก อิงตามศักยภาพของเจ้าที่แข็งแกร่งราวกับฝืนลิขิตสวรรค์ได้ในยามนี้ก็ทำให้ข้าไม่มั่นใจในตนเองหากวันข้างหน้ามีโอกาสได้พบเจอกันอีกครั้งเจ้าก็อาจจะมีศักยภาพที่สามารถช่วยเหลือข้าได้!”
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์เอ่ยพลางยิ้มส่งไป ก่อนจะโบกมือลาพร้อมกับที่เหยี่ยวบนท้องฟ้าบินโฉบลงมาจากนั้นนางจึงขึ้นไปนั่งอยู่ด้านบน
โฉมงามอยู่กับสัตว์ร้ายเป็นภาพที่ไม่เลวทีเดียว
เมิ่งฝานส่ายหน้าเล็กน้อยเพราะรู้ว่านี่เป็นเพียงเรื่องที่อีกฝ่ายหยอกล้อตนเองเท่านั้นพรมแดนจตุทิศกว้างใหญ่นัก โอกาสที่จะได้พบกันนั้นมีน้อยยิ่ง ต่อให้เพียงในอาณาจักรต้าก้านแห่งนี้ก็อาจไม่ได้เจอกันอีกเลยชั่วชีวิต
แต่หากในภายหน้าเขามีพลังที่ยิ่งใหญ่ก็จะสามารถช่วยเหลือนางได้!
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์มองเมิ่งฝานแล้วโบกมือให้กับเขาพลางเอ่ยเสียงเรียบ“ไว้พบกันใหม่ ข้าคงจะไปส่งเจ้าไม่ได้แล้วแต่เจ้าก็ระวังตัวให้มากล่ะ พวกหน่วยองครักษ์แพรโลหิตไม่ใช่ผู้ที่จะหาเรื่องแล้วยอมจบง่ายๆหรอกนะ!”
ในระหว่างที่เอ่ยปากนัยน์ตาของนางก็มีความเป็นห่วงปรากฏขึ้นมาอย่างไม่เสแสร้ง
เมิ่งฝานยิ้มรับแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าเองก็ใจแคบจะตายไปหากผู้ใดมีเรื่องกับข้า ข้าก็ไม่มีทางปล่อยไปง่ายๆ เช่นกัน!”
เมื่อได้เห็นความเยือกเย็นที่นัยน์ตาของเมิ่งฝาน ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ขมวดเข้มนางอยากจะห้ามแต่เมื่อนึกถึงฝีมืออันเก่งกาจของอีกฝ่ายที่แม้แต่ตนเองยังต้องตกตะลึงนางจึงเงียบไป
หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์จึงเอ่ยอย่างจริงจัง “อย่างนั้นก็ดี เจ้าจำไว้ว่าจะต้องมีชีวิตต่อไปนะเมิ่งฝาน รับปากข้า!”
ระหว่างที่เอ่ยวาจานางก็ตีไปบนตัวของเหยี่ยว สัตว์อสูรตัวนั้นร้องออกมาก่อนจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับสายรุ้งทว่าไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่นั่งอยู่บนนั้นกลับหันกลับมามองเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่เงียบงันกระทั่งหายเข้าไปในม่านเมฆ
เด็กหนุ่มมองผู้ที่หายเข้าไปในม่านเมฆแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ข้ารับปาก”
ต่อให้ตายก็ต้องทำในสิ่งที่ตนเองรับปากไว้ด้วยตนเองแค่หน่วยองครักษ์แพรโลหิตยังไม่ยิ่งใหญ่พอที่จะมาขัดขวางการเดินทางของเมิ่งฝานได้ต่อให้เบื้องหน้าเป็นอุปสรรคมากมายนับพัน ความยากเย็นแสนเข็ญนับร้อยสุดท้ายแล้วเขาก็จะต้องไปคาดคั้นพรรคเหมันต์สวรรค์เพื่อถามถึงสิ่งที่อยากจะรู้!