เซี่ยโม่ลืมแม่ของเด็กข้างบ้านไปเสียสนิทอีกฝ่ายเป็คนฉลาด เธอนึกถึงที่คุณยายเคยพูดให้ฟังว่า“เสียมถูกข้างบ้านยืมไปอีกแล้ว”
“คุณยายคะข้างบ้านชอบมายืมของเราบ่อยๆเหรอคะ”
“ใช่ยืมไปแล้วไม่รู้จักคืน ของบางอย่างยายไม่ค่อยได้ใช้ก็เลยลืม พอจะใช้ขึ้นมา ไปถามก็บอกว่าเดี๋ยวคืน”
เซี่ยโม่เข้าใจแล้วข้างบ้านเป็คนชอบเอาเปรียบนี่เอง
เวลากลับถึงบ้านหลังจากออกไปข้างนอกเธอเคยเจออีกฝ่ายสามสี่ครั้ง พอเห็นเธออีกฝ่ายมักจะเข้ามาพูดคุยทักทายอย่างสนิทสนม
“เธอชื่อโม่โม่ใช่ไหมฉันกับเธอเป็เพื่อนบ้านกัน โบราณกล่าวว่าญาติห่างๆ หรือจะสู้เพื่อนบ้านได้ต่อไปหากมีเื่อะไรมาหาฉันได้เลย”
เธอพยักหน้าอย่างขอไปที“ได้”
เธอดึงความคิดกลับมาปัจจุบันท่าทีเปลี่ยนเป็ระมัดระวัง “คุณตาคุณยายคะ เขารู้เื่ที่เกิดขึ้นด้วยเหรอคะงั้นก็ปฏิเสธไปเถอะค่ะ หนูจะไปชวนคนในหมู่บ้านให้ขึ้นไปกับหนูเองรับรองว่าหนูจะไม่ไปตรงส่วนที่มันอันตรายแน่นอน”
ความจริงเธอมีทั้งกระบองไฟฟ้าและมีโกดังสินค้าหากไปเจอคนไม่ดี เธอรับมือได้แน่
แต่ถ้ามีใครไปด้วยเกิดอะไรขึ้นมา หากเธอจะหยิบของออกมาจากในโกดังสินค้าก็จะไม่สะดวก
คุณตาเองก็เห็นด้วยพยักหน้าพลางเอ่ย “ได้ งั้นเดี๋ยวตาปฏิเสธให้”
เซี่ยโม่บอกลาคุณตาคุณยายก่อนจะออกจากบ้านไปอย่างเร่งรีบ
วันนี้เธอว่าจะไปหาพี่ซ่งจะเอาน้ำตาลทรายแดงและน้ำตาลทรายขาวส่วนหนึ่งที่เก็บอยู่ในโกดังสินค้าไปแลกกับผ้า
พรุ่งนี้คุณปู่จ้าวจะมาแล้วเธอต้องรีบจัดการเื่นี้ให้เรียบร้อย
เซี่ยโม่มาถึงบริเวณใกล้ๆกับสถานีรถไฟ มองหาบ้านเลขที่ตามที่พี่ซ่งเคยบอกกับเธอ
ข้างหน้ามีบ้านซึ่งทำจากอิฐขนาดสองห้องตั้งอยู่เดี่ยวๆบริเวณสวนหน้าบ้านไม่ใหญ่มาก ตัวบ้านแลดูสะอาดสะอ้าน
เธอเข้าไปหลบหลังต้นไม้ใหญ่หยิบน้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลทรายแดงออกมาจากในโกดังสินค้าสามสิบถุงทั้งยังหยิบบุหรี่ออกมาอีกหนึ่งแถว นำทั้งหมดใส่ลงในตะกร้าสาน ก่อนจะเอาขึ้นสะพายหลัง
ขณะกำลังเดินไปที่บ้านของพี่ซ่งยังไม่ทันจะถึงประตูบ้าน เธอเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินออกมาจากในบ้านเสียก่อน
ทั้งคู่มองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง กำห่อผ้าที่สะพายบนไหล่เอาไว้แน่น จากนั้นก็เดินจากไปอย่างเร่งรีบ
เธอรู้สึกงุนงงทั้งสองคนคงเป็แขกของพี่ซ่ง ในเมื่อเป็เช่นนี้แล้วมีอะไรให้น่าระวังหรือทั้งคู่ต่างคนต่างมีคนรักอยู่แล้ว?
เธอนำความสงสัยเดินตรงไปที่บ้านแล้วก็ต้องพบว่าประตูบ้านยังเป็แบบเก่า เป็แบบใส่กลอน
เธอยกมือเคาะประตูรอไม่นานก็มีคนมาเปิด
ย่อมต้องเป็ซ่งมู่ไป๋อยู่แล้ว
พอเห็นว่าเป็เซี่ยโม่ใบหน้าชายหนุ่มฉายแววยินดีอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันนึกว่าวันนี้เธอจะไม่มาซะแล้วรีบเข้ามาก่อนสิ แล้วนี่เดินมาเหรอ”พูดพร้อมกับเอาตะกร้าที่อยู่บนไหล่ของเด็กสาวมาถือไว้เอง
เซี่ยโม่ยิ้มอ่อน“พี่ซ่ง เพื่อนฉันปั่นจักรยานมาส่งค่ะ ส่งเสร็จก็ไปทำธุระต่อแล้ว”
ได้ยินเช่นนี้สีหน้าเป็ห่วงของซ่งมู่ไป๋ถึงได้คลายลง
เซี่ยโม่นึกถึงสองคนที่เพิ่งเดินออกไปขึ้นมาได้ก่อนจะเอ่ยถามอย่างสงสัย “พี่ซ่งคะ พี่มีแขกมาหาที่บ้านบ่อยเหรอคะ”
ซ่งมู่ไป๋อธิบายด้วยสีหน้าเรียบเฉย“สองคนที่มาหาก่อนหน้านี้เป็ญาติของเพื่อนร่วมงานฉัน มาที่นี่เพื่อเอาของเอาเสร็จก็กลับไปแล้ว”
เซี่ยโม่มีสีหน้าเข้าใจในอะไรบางอย่างเธอนึกถึงแววตาตื่นตระหนกของชายหญิงสองคนที่เธอได้เห็นก่อนจะปัดความคิดแรกของตัวเองตกไป
ชาติที่แล้วในโลกของธุรกิจคนที่ฉากหน้าดูไม่มีพิษสง แต่เวลาโกหกขึ้นมาสามารถโกหกโดยไม่กะพริบตาได้เลยทีเดียว
แต่เธอเชื่อว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่มีทางโกหกเธอ
หลังจากเข้าไปในบ้านเธอหยิบบุหรี่ยี่ห้อต้าเฉียนเหมินออกมาจากในตะกร้าแล้วยื่นออกไป
“พี่ซ่งบุหรี่นี้มีคนให้มา พี่ช่วยรับไว้ด้วยค่ะ”
ซ่งมู่ไป๋ชะงักเป็ยี่ห้อต้าเฉียนเหมินของแท้แน่นอน ถึงแม้ซองจะไม่เหมือนกับที่ขายตามท้องตลาดหากเขาก็ทราบดีว่าเพราะมันคือซองรูปแบบใหม่ล่าสุด
ซองแบบใหม่ล่าสุดนี้เพิ่งจะมีการออกแบบและเข้าสู่กระบวนการผลิตเมื่อไม่นานมานี้เอง
หรือเด็กสาวมีความเกี่ยวข้องกับโรงงาน? หรือมีญาติและเพื่อนทำงานอยู่ในโรงงาน?
ทำไมเขาถึงรู้เพราะลุงของเขาคือคนดูแลโรงงานอย่างไรละ
เซี่ยโม่ไม่มีวันนึกออกแน่ว่าแค่บุหรี่แถวเดียวจะทำให้พิรุธของตัวเองถูกเปิดเผย
ในสมองของซ่งมู่ไป๋ปรากฏความเป็ไปได้มากมาย
ต่อมาเซี่ยโม่นำถุงน้ำตาลทรายแดงและน้ำตาลทรายขาวออกมาจากในตะกร้า
เธอเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ“พี่ซ่ง พี่ลองดูว่าสามารถจัดการได้ไหม หากไม่ได้ก็ไม่เป็ไร ฉันจะได้เอากลับ”
ซ่งมู่ไป๋คิดในใจเด็กสาวตรงหน้าไม่รู้แม้แต่น้อยว่า บ้านของเขาคือที่ที่ใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนของ
พวกเขาอยู่ใกล้สถานีรถไฟเลยหาของดีได้มากมาย
หลังจากเข้ามาทำงานที่นี่เขาเห็นเพื่อนร่วมงานทำเช่นนี้จึงทำตาม ค่อยๆ เรียนรู้จนในที่สุดก็ชำนาญชำนาญมากกว่าเพื่อนร่วมงานที่ทำมาก่อนด้วยซ้ำ
เขารับซื้อของหายากและขายของท้องถิ่นสองสามีภรรยาที่เด็กสาวถามถึงเมื่อครู่ก็มาซื้อขายกับเขาเช่นกัน
บอกว่าเพื่อนแนะนำมาเนื่องจากซื้อขายเป็ครั้งแรกท่าทางเลยดูตื่นกลัว
แน่นอนว่าเื่นี้เขาไม่ได้บอกให้เด็กสาวรับรู้
เขานับถุงน้ำตาลทรายที่เด็กสาวจะนำมาแลกน้ำตาลทรายแดงสามสิบถุง น้ำตาลทรายขาวอีกสามสิบถุง
“เธออยากจะแลกกับอะไรตามฉันมาสิ”
เซี่ยโม่เดินตามซ่งมู่ไป๋ไปยังห้องเก็บของข้างในเต็มไปด้วยข้าวของมากมาย
ไม่เพียงมีผ้าหลากหลายชนิดยังมีธัญพืชต่างๆ อีกด้วย แม้แต่ไก่ป่ากระต่ายป่าก็มีนอกจากนี้แล้วบนโต๊ะยังมีคูปองจัดสรรอาหารวางอยู่อีกหลายใบ
เธอมองผ่านๆมีทั้งคูปองสำหรับซื้อเนื้อหมูและซื้อฝ้าย
“พี่ซ่งห้องนี้มีของเยอะมาก ทั้งหมดนี่ไม่ต้องใช้คูปองซื้อเลยเหรอคะ”
“ใช่เธออยากได้อะไรล่ะ”
“คูปองบนโต๊ะก็แลกได้เหรอคะ”
“ใช่คูปองสำหรับซื้อเนื้อหมูครึ่งกิโลราคาหกเหมา มีคูปองนี้เธอก็ไม่ต้องไปไกลสามารถซื้อเนื้อหมูที่ร้านสหกรณ์ใกล้ๆ ได้”
เซี่ยโม่ทำหน้าครุ่นคิดยุคนี้เหมือนเนื้อหมูครึ่งกิโลกรัมจะราคา 7.8 เหมา บวกกับคูปองที่มีราคาหกเหมาไม่ถือว่าแพง
ความจริงราคาที่ซ่งมู่ไป๋บอกเป็ราคาที่ลดแล้วไม่ได้ขายเพื่อหวังผลกำไร
เธอยิ้มดีอกดีใจแลกของอย่างตื่นเต้น “งั้นฉันขอแลกกับคูปองสำหรับซื้อเนื้อหมูห้ากิโลแล้วก็คูปองสำหรับซื้อฝ้ายครึ่งกิโลฉันอยากเอาไปซื้อเนื้อเพราะพรุ่งนี้จะมีแขกมาที่บ้าน”
สีหน้าซ่งมู่ไป๋ขรึมลง“พรุ่งนี้ใครจะมาเหรอ”
เซี่ยโม่เล่าเื่คุณปู่จ้าวให้ชายหนุ่มฟังอย่างคร่าวๆ“คุณปู่จ้าวมีชีวิตที่ลำบากมาก ฉันเลยอยากซื้อเนื้อหมูไปเยอะๆ ไปทำอาหารให้ท่านกินพรุ่งนี้ตอนพลบค่ำพี่ว่างไหมคะ”
ซ่งมู่ไป๋ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกับพยายามนึกว่าพรุ่งนี้ตอนพลบค่ำตัวเองมีธุระที่ไหนหรือไม่เหมือนว่าเขาจะไม่มีธุระใดเป็พิเศษ
ประเด็นสำคัญคืออาหารฝีมือเด็กสาวรสชาติดีมากเพราะฉะนั้นเนื้อหมูที่เด็กสาวจะซื้อไปทำอาหารต้องอร่อยมากแน่
“ได้ฉันว่างพอดี”
เซี่ยโม่ไม่แน่ใจว่าคุณปู่จ้าวจะมาตอนเที่ยงหรือ่บ่ายเธอวางแผนอยู่ในใจ หากคุณปู่จ้าวมาตอนเที่ยง กินอาหารเที่ยงด้วยกันก่อนพอตกเย็นก็ทำเยอะหน่อย เพราะมีพี่ซ่งมาร่วมวงเพิ่มอีกหนึ่งคน
วางแผนเสร็จเธอนึกภาพน้องชายที่ใส่เสื้อเก่าๆ ขาดๆ และนึกภาพคุณยายตอนกำลังเย็บเสื้อให้น้องชาย
เธอชี้มือไปที่ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดพับหนึ่ง“พี่ซ่ง ถ้าอยากได้ผ้าพับนี้ต้องใช้เงินเท่าไรคะ”
“ฟุตละเจ็ดเหมาอยากได้กี่ฟุตล่ะ เดี๋ยวฉันวัดให้”
เธอคำนวณในใจหากจะตัดชุดให้ผู้ใหญ่ต้องใช้ผ้าประมาณเจ็ดฟุต เธออยากทำให้ทั้งคุณตาและคุณยาย
คำนวณเสร็จจึงเอ่ยออกไปว่า“ฉันอยากได้ยี่สิบฟุต ไว้ทำเสื้อผ้าให้คุณตา คุณยายแล้วก็น้องชายของฉันค่ะ”
ซ่งมู่ไป๋มองเสื้อผ้าเก่าๆที่มีรอยปะชุนสองสามแห่งบนตัวเด็กสาวพลางเอ่ยว่า “ฉันว่าสีเขียวขี้ม้านี้ก็ไม่เลวเธอก็น่าจะต้องตัดชุดใหม่เหมือนกัน”
ผ้าในยุคนี้ส่วนใหญ่เป็แบบสีพื้นสีเดียวไม่มีแบบเป็ลวดลาย บรรดาผ้าสีเข้มทั้งหมด สีเขียวขี้ม้าดูสดใสที่สุด
“งั้นก็เอาผ้าสีเขียวเข้มนี้เพิ่มอีกเจ็ดฟุตฉันก็อยากได้เสื้อตัวใหม่เหมือนกัน”
“ได้”
ซ่งมู่ไป๋วัดและตัดผ้าอย่างคล่องแคล่วว่องไวพับและห่อให้เสร็จสรรพคิดในใจว่าเด็กสาวไปเอาน้ำตาลทรายแดงกับน้ำตาลทรายขาวมาจากที่ไหนบอกว่าเพื่อนฝากมาแลก แต่ของที่แลกไปก็มีแต่ของตัวเองทั้งนั้นมันจะเป็ไปได้อย่างไร?