Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 4 ตอนที่ 116 ความฝันฉากหนึ่ง

            สีหน้าตกใจของหยวนฮั่นโป๋ทำให้ทุกคนที่อยู่ภายในห้องชะงักค้างไป


     

            เว่ยอวี่เหอถามขึ้นอย่างเป็นกังวลว่า “ผู้เฒ่าหยวนคุณปู่เป็นอะไรหรือ?”

            “หากเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ก้อนเนื้อในกระเพาะอาหารจะต้องมีขนาดใหญ่กว่า 2 เซนติเมตร” หยวนฮั่นโป๋มองดูผลการตรวจแล้วพูดอย่างไม่เข้าใจว่า “ตอนที่ส่องกล้องตรวจร่างกายนายพลเว่ยอีกครั้งพบว่าก้อนเนื้อในกระเพาะอาหารของเขามีขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตรแล้ว”

            “นั่นก็หมายความว่า คุณปู่ของฉันไม่ได้เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารใช่หรือเปล่า?” เว่ยอวี่เหอเผยสีหน้าตื่นเต้นยินดีร่างบอบบางของเธอสั่นสะท้านอย่างอดไม่ได้ 

            หลงอี หลงเออร์ก็มีอาการเช่นเดียวกัน หัวใจกลับมาสงบราบเรียบเหมือนเดิมแล้ว 

            คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีวันที่หยวนฮั่นโป๋วินิจฉัยผิดพลาดด้วยผลการตรวจก่อนหน้านี้ทำให้พวกเขาตกใจเกือบจะเป็นลม 

            คนอื่นๆ ต่างมองหน้ากัน คิ้วขมวดขึ้น 

            หากเป็นการวินิจฉัยผิดพลาดจริงๆ หยวนฮั่นโป๋ไม่มีทางเผยสีหน้าตกตะลึงเช่นนี้เด็ดขาด

            และเป็นเช่นนั้นจริงๆ ในวินาทีต่อมา หยวนฮั่นโป๋ก็ส่ายหน้าแล้วพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ไม่ นายพลเว่ยยังเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารอยู่ แต่ครั้งแรกที่ฉันตรวจสอบนั้นก้อนเนื้อในกระเพาะอาหารมีขนาดใหญ่มากกว่า 2 เซนติเมตร”

            “แต่ตอนที่ตรวจครั้งที่สอง ก้อนนั้นมีขนาดหดเล็กลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งมันน่าแปลกประหลาดมาก”

            หัวใจของเว่ยอวี่เหอกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เธอถามขึ้นมาอย่างตื่นเต้นว่า “ผู้เฒ่าหยวน สภาพร่างกายของคุณปู่ในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”

            “ขอตอบตามตรงนะครับ ฉันเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรหลังจากอยู่ในวงการแพทย์มาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่เพิ่งเคยเห็นก้อนเนื้อในกระเพาะอาหารหดเล็กลงด้วยตัวเอง” หยวนฮั่นโป๋หรี่ตาลงแล้วหันไปตรวจสอบกับแพทย์ที่อยู่ด้านข้างอีกครั้งจนพบว่าผลการตรวจนี้ถูกต้อง 

            ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นหยกอายุยืนที่อยู่ในมือของเว่ยซานเต๋อ 

            ในฐานะแพทย์แผนจีน เขาได้ฝึกฝนระบบตันเถียนและพลังชีพดังนั้นเขาจึงสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงพลังรักษาอันเข้มข้นที่แผ่กระจายออกมาจากหยกสลักอายุยืน 

            “หรืออาจจะเป็นเพราะหยกชิ้นนี้?” หยวนฮั่นโป๋จมอยู่ในความคิดแล้วหันไปพูดกับว่าเว่ยซานเต๋อ “นายพลเว่ย โปรดวางหยกในมือลงด้วยครับ”

            เว่ยซานเต๋อชะงักไปเล็กน้อย แม้เขาจะไม่รู้ว่าหยวนฮั่นโป๋ต้องการจะทำอะไรแต่เขาก็ทำตามคำพูดนั้น พร้อมกับวางหยกสลักอายุยืนไว้ที่ด้านข้าง 

            หยวนฮั่นโป๋ตรวจร่างกายของเว่ยซานเต๋ออีกรอบโดยไม่รอช้า 

            “ก้อนเนื้อนั้นโตขึ้นมาอีกแล้ว เป็นไปตามที่คาดเลยหยกอายุยืนชิ้นนี้สามารถหยุดยั้งการเติบโตของก้อนเนื้อมะเร็งได้” หยวนฮั่นโป๋พูดขึ้นกับตัวเอง ก่อนชี้นิ้วไปทางหยกสลักอายุยืนแล้วถามขึ้นอย่างร้อนใจว่า “นายพลเว่ยหยกสลักอายุยืนชิ้นนี้ใครเป็นคนมอบให้หรือครับ?”

            “ฉันเป็นคนให้คุณปู่เองค่ะ” เว่ยซานเต๋อยังไม่ทันได้ตอบเว่ยอวี่เหอก็แย่งพูดขึ้นมาก่อน

            “ผู้เฒ่าหยวน หรือว่าหยกอายุยืนชิ้นนี้จะทำให้อาการของคุณปู่แย่ลงอย่างนั้นหรือคะ?”

            หยวนฮั่นโป๋ส่ายหน้า แล้วพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ไม่ ตรงกันข้าม หยกอายุยืนชิ้นนี้มีพลังในการรักษาที่แข็งแกร่งนายพลเว่ยเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารจริงๆ แต่หลังจากที่เขาถือหยกแกะสลักชิ้นนี้แล้วก้อนเนื้อภายในกระเพาะอาหารก็หดตัวลงจนมีขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร”

            “หรือกล่าวในอีกนัยหนึ่งก็คือหยกอายุยืนชิ้นนี้สามารถหยุดยั้งการขยายตัวของก้อนมะเร็ง!”

            “อะไรนะ?” ทุกคนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกมึนงง

            ในยุคปัจจุบันคาดไม่ถึงว่าหยกแกะสลักชิ้นหนึ่งจะสามารถหยุดยั้งการขยายตัวของก้อนมะเร็งได้?

            เว่ยอวี่เหอก็รู้สึกตกตะลึงเช่นเดียวกันเธอไม่เคยเห็นของวิเศษเช่นนี้มาก่อน 

            “คุณเว่ย คุณไปเอาหยกแกะสลักชิ้นนี้มาจากที่ไหนหรือ? ใครเป็นคนสร้างมัน?” หยวนฮั่นโป๋กวาดสายตาสำรวจหยกแกะสลักอายุยืนชิ้นนี้ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกไม่ธรรมดา จากนั้นเขาก็รีบหันหน้าไปถามเว่ยอวี่เหอ

            คนที่สามารถแกะสลักหยกให้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่น่ามหัศจรรย์เช่นนี้เห็นทีว่าคนที่แกะสลักจะต้องเป็นคนที่มีความสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาขัดแย้งกับเจตจำนงสวรรค์ หากสามารถเชิญอีกฝ่ายมาได้นั้นไม่แน่ว่าเขาอาจจะสามารถรักษาโรคมะเร็งของเว่ยซานเต๋อได้

            โรคมะเร็งที่ยากจะรักษาให้หายขาดก็อาจจะมีหนทางแก้ไข

            ในเวลานั้นเกรงว่าทั้งโลกจะต้องสั่นสะเทือนประเทศจีนจะอยู่ในจุดสูงสุดของวงการแพทย์โลก

            เว่ยอวี่เหอตอบตามความเป็นจริง “ฉันได้ยินมาว่าคุณปู่สุขภาพไม่แข็งแรงดังนั้นเมื่ออาทิตย์ก่อนฉันจึงไปรบกวนปรมาจารย์จงรั่วฉิงให้แกะสลักหยกแคล้วคลาดให้เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันก็เพิ่งไปรับหยกมาจากร้านแกะสลักหยกจวีชื่ออู๋ชวงที่ถนนหยกแกะสลักฉวนโจวกับมู่หรงฉินนี่เป็นหยกอายุยืนที่ปรมาจารย์จงรั่วฉิงเป็นคนแกะสลักด้วยตัวเอง” 

            “จงรั่วฉิง?” ผู้เฒ่าตระกูลเว่ยชะงักไปเล็กน้อยแล้วพูดขึ้นว่า “ได้ยินมาว่าเขาเป็นปรมาจารย์แกะสลักหยกที่มีชื่อเสียงที่สุดในไห่เป่ยอีกทั้งเขายังเป็นประธานสมาคมวิจัยหยกขาวแห่งเมืองไห่เป่ยถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับหยกและรู้จักกันในนามผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้”

            อีกคนหนึ่งก็พยักหน้าคล้อยตาม “ได้ยินมาว่าจงรั่วฉิงเริ่มแกะสลักหยกตั้งแต่อายุสิบเจ็ดปีเขาเป็นคนใฝ่เรียนใฝ่รู้ มีความรู้กว้างขวางทักษะด้านศิลปะของเขานั้นก้าวหน้าขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะการแกะสลักโบราณในชุนชิวจั้นกั๋ว การศึกษาหยกแกะสลักในยุคยุคโบราณฮั่นเจิง เหมือนว่าก่อนหน้านี้เขาเดินทางไปที่เมืองอวิ๋นซีมา และได้เข้าร่วมงานนิทรรศการผลงานศิลปะและการออกแบบของปรมาจารย์ระดับนานาชาติทั้งยังได้รับรางวัลผลงานศิลปะและการออกแบบยอดเยี่ยม ตัวแทนของผลงานอย่าง ‘คำรามทะยานฟ้า’ ก็ยังได้รับ รางวัลจาก ‘งานศตบุปผาปี 2018’ ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เขาก็ได้รับรางวัลมาไม่น้อยเลยชื่อเสียงของเขาแทบจะเลื่องลือออกไปต่างประเทศแล้ว”

            เมื่อทั้งสองคนพูดขึ้นเช่นนั้น ทุกคนก็รู้สึกว่าจงรั่วฉิงไม่ธรรมดาเลย 

            สิ่งที่หยวนฮั่นโป๋สนใจไม่ใช่เรื่องนี้เขาหันไปมองทางเว่ยอวี่เหอแล้วรีบถามว่า “คุณเว่ยคุณมีเบอร์ติดต่อของจงรั่วฉิงหรือเปล่า?”

            “มีค่ะ ผู้เฒ่าหยวนรอสักครู่” เว่ยอวี่เหอรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจากนั้นก็ค้นหาเบอร์โทรของจงรั่วฉิง

            หยวนฮั่นโป๋ไม่รอช้ากดโทรออกในทันที 

            “ฮัลโหล ใครครับ?” เหมือนว่าจงรั่วฉิงที่อยู่ปลายสายกำลังแกะสลักหยกอยู่เสียงทางด้านเขาค่อนข้างดัง 

            “ปรมาจารย์จงสวัสดีครับ ฉันคือหยวนฮั่นโป๋”

            “หยวนฮั่นโป๋?” จงรั่วฉิงชะงักไปเล็กน้อยเขาตกใจจนรีบยืดแผ่นหลังตรงขึ้นมาทันที “คะ คะ… คุณคือผู้เฒ่าหยวน?”

            “ใช่ครับ!” หยวนฮั่นโป๋พยักหน้าแล้วพูดเข้าประเด็นในทันที “ปรมาจารย์จงที่ฉันโทรมาหาคุณในวันนี้ ก็เพราะเรื่องหยกสลักอายุยืน คือเรื่องเป็นแบบนี้ครับ… ”

            เขาใช้เวลาห้านาทีในการเล่าเรื่องทั้งหมดให้กับจงรั่วฉิงฟังอีกรอบ

            “ดังนั้นฉันจึงอยากเชิญปรมาจารย์จงมาที่นี่เพื่อนมาดูว่าคุณจะสามารถรักษาโรคมะเร็งของนายพลเว่ยได้หรือไม่”

            จงรั่วฉิงสับสนมาก 

            หยกสลักอายุยืน คาดไม่ถึงว่าจะสามารถหยุดยั้งการเติบโตของมะเร็งได้?

            “ปรมาจารย์จง ได้ยินไหมครับ?”

            “ได้ยินครับ” จงรั่วฉิงลังเลไปเล็กน้อยจนในสุดท้ายเขาก็พูดชี้แจงขึ้นมาว่า “คือว่า… ผู้เฒ่าหยวนความจริงแล้วฉันไม่ได้เป็นคนแกะสลักหยกอายุยืนชิ้นนั้น”

            “อะไรนะ?” เพราะว่าหยวนฮั่นโป๋เปิดลำโพงดังนั้นทุกคนภายในห้องหนังสือจึงได้ยินโดยทั่วกัน

            เว่ยอวี่เหอรีบคว้าโทรศัพท์แล้วพูดขึ้นว่า “ปรมาจารย์จงฉันเว่ยอวี่เหอ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของคุณปู่ฉันห้ามล้อเล่นเด็ดขาดเลยนะคะ คุณวางใจได้เลยค่ะ ขอแค่คุณมาที่นี่ตระกูลเว่ยของฉันจะต้องตอบแทนคุณอย่างดีแน่นอน”

            “คุณเว่ย เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับค่าตอบแทนครับแต่ฉันไม่ได้เป็นคนแกะสลักหยกอายุยืนชิ้นนั้นจริงๆ ” จงรั่วฉิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก 

            “หา?” เว่ยอวี่เหอกะพริบตาปริบๆ ด้วยความมึนงงก่อนจะถามขึ้นว่า “ปรมาจารย์จงถ้าอย่างนั้นใครเป็นคนแกะสลักหยกอายุยืนชิ้นนี้คะ?”

            “ฉันไม่รู้จักชื่อของเขา รู้เพียงแต่ว่าเขาเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีรูปร่างผอมบาง ตอนนั้นเขามาเลือกซื้อหยกกับเพื่อน แต่ว่าสินค้าที่มีนั้นมันดีไม่พอเขาจึงลงมือแกะสลักด้วยตัวเอง ทั้งยังแกะสลักออกมาหลายชิ้นแล้วหยกอายุยืนชิ้นนี้ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น”

            “ชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปี?” เว่ยอวี่เหอคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีอายุน้อยขนาดนี้เธอครุ่นคิดแล้วพูดว่า “ปรมาจารย์จงในร้านมีกล้องวงจรปิดหรือเปล่าคะ? มีใครเคยถ่ายรูปของเขาเอาไว้บ้างไหม?”

            “เดิมทีในร้านก็มีกล้องวงจรปิดอยู่แต่เพิ่งเอามาเปลี่ยนใหม่เมื่อไม่กี่วันมานี้ดังนั้นจึงไม่มีภาพเขาอยู่ในกล้องวงจรปิด ส่วนคนที่ถ่ายรูปตอนนั้นพวกเราสนใจแต่ฝีมือการแกะสลักของเด็กน้อยคนนี้ จึงไม่ค่อยมีใครไปถ่ายรูปเขาแต่ฉันก็สังเกตเห็นว่ามีลูกค้าหลายคนที่ถ่ายคลิปวิดีโอเอาไว้”

            “อย่างนี้นี่เอง… ” เว่ยอวี่เหอครุ่นคิดแล้วพูดขึ้นว่า “ปรมาจารย์จงอีกเดี๋ยวฉันจะให้คนไปตรวจสอบค่ะ คุณรอฉันอยู่ที่ร้านสักครู่ได้หรือเปล่า?”

            “ไม่มีปัญหา”

            “ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นแค่นี้ก่อนนะคะเมื่อถึงที่ร้านแล้วเราค่อยคุยรายละเอียดกันอีกที” เว่ยอวี่เหอวางสายจากนั้นก็หันไปมองทางหยวนฮั่นโป๋ “ผู้เฒ่าหยวน ตราบใดที่หยกอายุยืนยังอยู่ในมือของคุณปู่ฉันสุขภาพของเขาก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ใช่ไหม?”

            “จากผลตรวจร่างกาย เป็นเช่นนั้น” หยวนฮั่นโป๋พยักหน้า 

            “ถ้าอย่างนั้นก็โอเค” เว่ยอวี่เหอถอนหายใจอย่างโล่งอกเธอหันไปพูดกับเว่ยซานเต๋อว่า “คุณปู่คะช่วงนี้ปู่ก็ถือหยกติดตัวเอาไว้เสมอนะ ตอนนี้ฉันกับหลงอีหลงเออร์จะไปที่ร้านแกะสลักหยกจวีชื่ออู๋ชวงจะไปสืบมาให้ได้ว่าคนที่แกะสลักหยกอายุยืนชิ้นนี้เป็นใคร” 

            “ได้” เมื่อเห็นว่าเว่ยอวี่เหอห่วงใยเขาเช่นนี้เว่ยซานเต๋อก็รู้สึกยินดีอย่างมาก 

            คนอื่นๆ ในตระกูลเว่ยก็มองหน้ากัน แล้วพูดพร้อมกันว่า “พวกเราก็จะไปช่วยด้วย”

            “เหลือคนเอาไว้ดูแลคุณปู่ด้วย ส่วนคนที่เหลือจะตามมาก็ได้” เว่ยอวี่เหอยกมือขึ้น แล้วเรียกให้หลงอี หลงเออร์เดินออกจากห้องหนังสือมาใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความหนักแน่น 

            เพื่อสุขภาพของคุณปู่ไม่ว่าอย่างไรฉันก็จะต้องตามหาคนที่แกะสลักหยกอายุยืนมาให้ได้!

            ………………..

            บ้านพักตากอากาศชิงอวิ๋น เขตหลินไห่

            ลัมโบร์กินีเรเบนตันขับเข้ามาอย่างเชื่องช้า จากนั้นก็จอดที่หน้าประตูคฤหาสน์ 

            ประตูรถเปิดออก เงาร่างสามคนกำลังเดินลงมาจากรถ 

            “คุณซูคะ เดี๋ยวฉันจะทำอาหาร คุณจะอยู่ทานข้าวที่นี่ก่อนหรือเปล่าคะ?” เย่จื่ออี๋สะพายกระเป๋านักเรียนสีชมพูของเย่เฉียวเฉี่ยว ก่อนจะถามซูฮ่าว

            “พรุ่งนี้ก็แล้วกัน วันนี้ฉันจะกลับไปกินข้าวที่บ้าน” ซูฮ่าวส่ายหน้าเล็กน้อย เขาลูบศีรษะของเย่เฉียวเฉี่ยว “เฉียวเฉี่ยว วันนี้ไปเรียนสนุกหรือเปล่า?”

            “สนุก!” เย่เฉียวเฉี่ยวพยักหน้าอย่างน่ารักรอยยิ้มของเธอสดใสมาก แต่ใบหน้าของเธอก็มีความผิดหวังปรากฏขึ้นเล็กน้อย “แต่เฉียวเฉี่ยวยังไม่อยากให้พี่ใหญ่ซูฮ่าวกลับ” 

            ซูฮ่าวบีบจมูกของเธอ แล้วพูดพร้อมกับรอยยิ้มว่า “ดูเธอสิ เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ใหญ่ซูฮ่าวก็มาหาใหม่แล้ว”

            “ก็ได้ค่ะ… ” เย่เฉียวเฉี่ยวเห็นดังนั้นก็ยังไม่อยากจะจากไปอยู่ดี 

            ซูฮ่าวยิ้มให้กับเย่เฉียวเฉี่ยว ก่อนจะหันไปมองเย่จื่ออี๋ “ถ้าอย่างนั้นฉันกลับก่อนนะ พรุ่งนี้จะมีผู้ชายที่ชื่อว่าซุนฮุยมารับยารักษาอาการบาดเจ็บเธอก็หยิบยาให้เขาหนึ่งเม็ดนะ”

            “ได้ค่ะ” เย่จื่ออี๋ตอบรับอย่างเข้าใจเธอเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “พรุ่งนี้คุณจะมากี่โมงคะ?”

            ซูฮ่าวชะงักไป 

            เขาหันมามองทางเย่จื่ออี๋จากนั้นก็เห็นความเสน่หาและพึ่งพาในแววตาของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน 

            ตอนนี้ใบหน้าของเย่จื่ออี๋กลับมาเป็นปกติแล้ว กอปรกับรูปร่างที่งดงามเธอจึงกลายเป็นเทพธิดาในฝันของผู้ชายหลายคน

            การที่ได้อยู่ห้องเดียวกับผู้หญิงอย่างเธอ หรือการที่ได้ครอบครองร่างกายและหัวใจของเธอบางทีอาจจะเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก

            แต่น่าเสียดายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเย่จื่ออี๋หรือไป๋เหวินหลิงก็ไม่สามารถทำให้หัวใจของเขาสั่นไหวได้

            บางทีหลังจากได้พบเจอคนหลากหลายประเภทในชาติที่แล้วทำให้เขามีความเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้นว่าใครนั้นต้องการอะไร

            “น่าจะเป็นเที่ยงของวันพรุ่งนี้”

            “ฉันจะรอนะคะ… ” เย่จื่ออี๋เม้มริมฝีปาก

            ซูฮ่าวแข็งค้างไป เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างจริงจังว่า “คุณเย่ รู้หรือเปล่าว่าทำไมฉันถึงช่วยเธอกับเฉียวเฉี่ยว?”

            เย่จื่ออี๋ส่ายหน้า

            “ฉันเคยฝันว่า ฉันมีชีวิตที่ตกอับมากเหมือนกับเธอในตอนแรกเลย ยากจน แม้กระทั่งข้าวก็ไม่มีจะกินการที่จะเอาเงินมาซื้อยาก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย” ซูฮ่าวเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แล้วถอนหายใจออกมา 

            “ในฝันนั้นเป็นเช้าตรู่ในฤดูหนาว ฉันทั้งหนาวทั้งหิวแต่ฉันก็ได้เจอคนที่หน้าตาคล้ายกับเธอ เธอคนนั้นเอานมร้อนและขนมปังมาให้ฉันอีกทั้งยังให้เงินฉันหลายร้อยหยวนเพื่อไปซื้อเสื้อผ้าอุ่นๆ ”

            “เมื่อฉันตื่นขึ้นมาจากฝัน ฉันก็สาบานว่าถ้าฉันเจอผู้หญิงคนนั้น ฉันจะต้องพยายามช่วยอย่างสุดกำลัง”

            “ต่อมาฉันก็ได้พบกับเธอ เธอมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับคนคนนั้นทุกประการแต่สถานการณ์ในฝันกับชีวิตจริงนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”

            “แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ขอเพียงแค่มีฉันอยู่ เธอก็จะไม่มีความทุกข์ยากใดๆ ”

            “ในตอนนี้แผลบนใบหน้าของเธอหายดีแล้ว อีกทั้งเธอยังหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ฉันจึงหวังว่าเธอจะมีครอบครัวเป็นของตัวเองได้ในเร็ววัน”

            เย่จื่ออี๋สั่นสะท้าน 

            ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่าทำไมซูฮ่าวถึงช่วยเหลือเธอโดยไม่หวังผลตอบแทน

            ที่แท้ก็เป็นเพราะว่า เธอเคยช่วยเหลือเขาในฝันมาก่อน ดังนั้นที่เขาทำดีกับเธอก็เพราะเป็นการตอบแทนบุญคุณเท่านั้น 

            ส่วนเรื่องความรู้สึก… 

            “นี่ก็ดึกมากแล้ว คุณเย่ ลาก่อนนะครับ!” ซูฮ่าวยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะขึ้นรถแล้วขับออกไป 

            หลายครั้ง ไม่จำเป็นต้องพูดให้ชัดเจนแต่คนที่เข้าใจก็จะสามารถเข้าใจได้ในทันที 

            เขาเชื่อว่าด้วยความคิดของเย่จื่ออี๋จะต้องเข้าใจความหมายแฝงของคำพูดก่อนหน้านี้แน่นอน 

            บอกได้เพียงว่า จังหวะเวลาในการปรากฏตัวของคนคนหนึ่งนั้นสำคัญมาก

            ไป๋เหวินหลิงและเย่จื่ออี๋มาหลังผู้หญิงคนนั้นดังนั้นจึงไม่มีใครมาแทนที่ของเธอได้เลย 

            บางครั้งการฝืนอยู่ด้วยกันก็เป็นความเจ็บปวดอย่างหนึ่ง 

            เธอมองตามท้ายรถที่ขับออกไปในดวงตาของเย่จื่ออี๋มีหยาดน้ำตาไหลรินลงมาอย่างไร้เสียง

            เธอคิดว่าเธอจะพ่ายแพ้ให้กับคู่หมั้นของซูฮ่าวแต่คิดไม่ถึงเลยว่าเธอจะพ่ายแพ้ให้กับความฝันฉากหนึ่ง

            นี่มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าขนาดไหนกัน?

            เมื่อเห็นว่าพี่สาวร้องไห้ เย่เฉียวเฉี่ยวหันมองตามรถที่ขับหายไปภายในดวงตากลมโต มีความโศกเศร้าฉายผ่านในแววตา…