รุ่งอรุณของวันใหม่มาถึง แสงแดดอบอุ่นสาดเข้ามาในเต็นท์ พร้อมเสียงของนกบนต้นไม้ที่ส่งเสียงเบา นนท์ค่อย ๆ ลืมตาตื่น ยามนี้ร่างกายของมันรู้สึกกระชุ่มกระชวยอย่างบอกไม่ถูก คงเพราะเมื่อคืนได้ระบายน้ำกามเข้าร่างมารดากระมัง แม้นจะไม่ใช่สมควรแต่เ้านนท์ก็ได้ไปเรียบร้อย และคงไม่สามารถแก้ไขอันใดได้อีกแล้ว
สิ่งแรกที่ผุดเข้ามาในหัวยามนี้คือ มันอยากกอด และหอมมารดา ไม่สิ ภรรยาคนสวยของมันที่นอนอยู่ข้างกาย แต่ทว่า...พอพลิกตัวจะเอื้อมแขนไปกอดสิ่งที่คว้าได้กลับเป็เพียงความว่างเปล่า ลลิตาไม่อยู่ตรงนั้น ไอ้นนท์ถึงกับเบิกตากว้าง ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งด้วยท่าทางงุนงง แม่ของมันหายไปไหน?
ไอ้นนท์รีบลุกขึ้นก่อนจะหันไปคว้าเสื้อผ้ามาสวมใส่ จากนั้นจึงเดินออกมานอกเต็นท์ ยามนี้สายเห็นผู้คนเดินกันไปมามากมาย บ้างก็ถือกะละมังใส่ผ้าใบใหญ่บ้างก็ถือตะกร้าใส่ผักหลายชนิด พวกมันไม่ใช่ผักสด บางต้นก็เกือบจะเน่าแล้ว แต่ในเวลาคับขันเช่นนี้คงไม่สามารถเลือกกินได้อีกต่อไป ไม่กินก็อดตาย เหมือนผู้ลี้ภัยในค่ายทุกคนจะมีหน้าที่เป็ของตัวเอง ไม่มีใครนั่งงอมือ งอเท้าให้เป็ภาระของคนอื่น
ไอ้นนท์กวาดตามองไปรอบแต่ไม่เห็นลลิตา สุดท้ายจึงตัดใจไปถามคนอื่น ๆ ว่าเห็นผู้หญิงรูปร่างหน้าตาตามที่มันอธิบายไหม ถามอยู่หลายคนก่อนจะได้คำตอบว่า เธออยู่ที่โซนซักล้าง ซึ่งเป็ที่ที่ทุกคนเอาผ้าไปซักรวมกัน ไอ้นนท์ไม่รอช้าเดินตรงไปจุดนั้นทันที และพอมาถึงก็ได้กับหญิงสาวมากมายหลายสิบคน พวกเธอดูเหมือนจะมีอายุพอ ๆ กับลลิตามารดาของมัน บางคนก็แก่กว่า ทุกคนดูวุ่นวายกันมาก อาจจะเพราะมีเสื้อผ้าที่ต้องซักจำนวนมหาศาลกระมัง
ไอ้นนนท์ชะเง้อมองหาลลิตาอยู่ชั่วครู่ในที่สุดก็เห็น ทว่า...การจะเข้าไปหานั้นช่างเป็เื่ยาก มันยืนขมวดคิ้วอยู่นาน ก่อนที่หญิงสาวผู้หนึ่งจะเดินมาถามมัน
“มีอะไรหรือพ่อหนุ่ม? น้าเห็นเรายืนด้อม ๆ มอง ๆ อยู่นานแล้ว”
“ครับ คุณน้าพอดีผมจะมาหาแม่น่ะครับ เธอยืนซักผ้าอยู่ตรงนั้น” นนท์ระบายยิ้มบาง ๆ ตอบหญิงสาวผู้นั้น ก่อนจะชี้นิ้วไปที่ลลิตา
“อ๋อ มาหาแม่ตานั้นเอง แต่ตอนนี้น้าว่าคงไม่สะดวกจะเข้าไปหรอกนะ คนทำงานกันเต็มไปหมด มีอะไรสำคัญหรือเปล่า น้าจะได้ไปบอกให้” หญิงสาวเอ่ยถาม
“จะว่าสำคัญไหมก็ไม่หรอกครับ แต่คือผมมีเื่จะคุยกับคุณแม่นิดหน่อย ผมวานคุณน้าไปบอกเธอให้ออกมาพบผมสักห้านาทีได้ไหมครับ”
“งั้นเหรอ งั้นรอแป๊บนึงนะจ๊ะ” หญิงสาวยิ้มกว้างก่อนจะ หมุนกายเดินฝ่าคนมากมายเข้าไปในลลิตาซึ่งทำงานอยู่ด้านในสุด
จากจุดที่ไอ้นนท์ยืนอยู่ เห็นมารดาคนสวยของคุยกับหญิงสาวคนนั้นชัดเจน ลลิตาดูเหมือนจะใจนหน้าถอดสี ก่อนหันมาชำเลืองมองลูกชายสุดชั่วของเธออยู่แวบหนึ่ง และหันไปคุยบางอย่างกับหญิงสาวคนนั้น จากนั้นเธอก็เดินตรงออกมาไอ้นนท์อีกครั้ง
“มะ...แม่ว่าไงครับคุณน้า” ไอ้นนท์เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ เหมือนมันรู้คำตอบอยู่แล้ว
“แม่เราบอกว่า ตอนนี้เธอไม่อยากคุย เธออยากทำงานให้เสร็จก่อน น้าไม่รู้หรอกนะว่าเรากับแม่ทะเลาะอะไรกัน แต่อย่าพึ่งมากวนเธอเลย ปล่อยให้แม่ทำงานเถอะ”
“แม่ไม่ยอมคุยกับผมจริง ๆ ด้วยสินะ ก็มีคิดไว้อยู่แล้ว งั้นไม่เป็ไร ขอบคุณนะครับคุณน้า ผมไปนะ” เ้านนท์เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบา พร้อมสีหน้าซึม ๆ ก่อนที่มันจะหันหลังเดินจากไป ส่วนหญิงสาวผู้นั้นก็กลับไปทำหน้าที่ของเธอต่อ
“แม่คงโกรธเรามากแน่ ๆ ก็นะ เป็คนอื่นก็คงรู้สึกแบบนี้ ก็เราดันทำจัญไรอัปรีย์กับแม่ลงไปนี่หว่า...” เ้านนท์เดินคอตกบ่นพึมพำไปเรื่อย ๆ ขณะเดินกลับเต็นท์ ทว่า...ในเวลานั้น เสียงประกาศของทหารนายหนึ่งก็ดังขึ้น
“เนื่องจากตอนนี้เสบียงอาหารในค่ายลี้ภัยแห่งนี้เหลือน้อยมาก กำลังทหารที่จะออกไปรวบรวมมาใหม่ก็ไม่เพียงพอ มีอาสาสมัครผู้ชายคนไหนไหม ที่อยากจะออกไปทำงานนี้ นี่ไม่ใช่การบังคับแต่เป็การร้องขอ ยามนี้ทุกคนเดือดร้อน และพวกเราทุกคนต้องช่วยเหลือกัน”
สิ้นเสียงประกาศหลายคนก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะนิ่งเงียบ ซึ่งถือเป็เื่ปรกติเพราะไม่มีใครอยากจะออกไปเสี่ยง กับฝูงซากศพเดินได้สุดสยองภายนอกค่าย แต่ก็ใช่จะไม่มีคนยกมืออาสาออกไป
“ได้แค่สามสี่คนงั้นเหรอ? เอ้า แค่นี้ก็ยังดี ผมขอขอบคุณพวกมาก ๆ ในการเสียสละครั้งนี้ พวกเราขอรับรองว่าปกป้องคุ้มครองพวกคุณเป็อย่างดี” นายทหารคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียง และแววตาหนักแน่น ก่อนจะพาชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนไป ทว่า....ในเวลานั้นดันมีเสียงอีกเสียงเอ่ยขึ้น
“ผะ....ผมขอไปด้วยครับ!”
ทุกคนหันมาก่อนจะพบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังยกมือชูขึ้นเหนือหัว ไม่ใช่ใคร เ้านนท์นั้นเอง
“นายจะไปด้วยเหรอน้องชาย”
“คะ...ครับผมจะไปด้วย” เ้านนท์ตอบเสียงสั่น ๆ
“ใจกล้ามาก ลูกผู้ชายมันต้องแบบนี้สิ มา ๆ ไม่ต้องกลัว แค่ออกไปหาเสบียงไม่ไกลหรอก พวกเราจะคุ้มครองนายเอง” พูดจบเขาก็เอามือมาโอบไหล่เ้านนท์ก่อนจะพาเดินไปรวมกับคนอื่น ๆ ตอนแรกเ้านนท์เองก็ไม่ไปเสี่ยงอันตรายเหมือนคนอื่น แต่พอมาคิดดูดี ๆ มันก็ไม่รู้จะอยู่ในค่ายไปทำอะไร แม่ก็ไม่คุยด้วย ครั้นจะให้นอนเฉย ก็น่าเบื่อเ้านนท์จึงขอออกไปทำงานเพื่อฆ่าเวลา...
ไม่นานนักทหารก็พาเ้านนท์กับอาสาสมัครคนอื่น ๆ ออกมานอกค่ายลี้ภัย ห่างไปประมาณ 5 กิโลเมตร ซึ่งแถวนั้นเคยเป็ย่านชุมชนมาก่อน ยังมีร้านขายของ ยังมีร้านสะดวกซื้ออยู่ แม้นจะพังเสียหายยับเยินไปพอสมควรแล้วก็ตาม
“พวกคุณสองคนไปทางด้านนั้น อีกสองคนไปด้านนู้น ส่วนนายน้องชาย ไปตรงนั้นคนเดียวไหวไหม ขอโทษจริง ๆ นะที่คนเราไม่พอ แต่พื้นที่แถวนี้ได้รับการตรวจสอบแล้วว่าไม่มีพวกมันอยู่ ถึงมีก็น้อยมากที่เจอ ปลอดภัยพอสมควร” นายทหารคนเดิมอธิบาย เ้านนท์พอได้ฟังก็ถึงกับขมวดคิ้ว เพราะถึงเขาบอกว่าจะปลอดภัย แต่มันเชื่อถือได้จริงหรือ....กับสถานการณ์ในตอนนี้
“ฟังแล้วไม่น่าไว้ใจเลย แต่เราอาสามาเองนี่หว่า จะพูดอะไรได้อีก” เ้านนท์คิดในใจ ก่อนจะยิ้ม และพยักหน้ารับคำสั่ง จากนั้นทุกคนจึงแยกย้ายกัน
สภาพโดยรอบ ก็ไม่ต่างอะไรกับที่เ้านนท์เคยเห็นทุกอย่างพังพินาศ ไม่มีชิ้นดี ทั้งบ้านเรือนรถรา ซากศพของมนุษย์ กับสิ่งมีชีวิตไม่มีให้เห็น สันนิษฐานได้ 3 อย่าง หนึ่งพวกทหารเคลียร์หมดแล้ว สอง มันถูกตัวอะไรบางอย่างกัดกินจะหมด และสาม ซากที่ถูกกัดฟื้นขึ้นมาเดินไปมา แค่เ้านนท์คิดถึงเื่นี้ขนทั่วร่างของมันก็ลุกเกลียว ความเงียบแถวนี้ไม่ได้ทำให้มันรู้ปลอดภัย เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามมันทั้งวังเวง และไม่น่าไว้วางใจ
“ไปไหนดี? อ๊ะ ตรงนั้นมีร้านขายของชำ แต่สภาพ...ดูน่าขนลุกชะมัด” เ้านนท์กวาดสายตาไปมาก่อนจะพบกับร้านขายของชำร้านหนึ่งอยู่ทางด้านซ้าย มันเป็ร้านขาดกลาง ไม่เล็กไม่ใหญ่ ดูแล้วน่าจะยังพอมีของกิน ทว่า....ด้านหน้าเต็มไปด้วยคราบเื หน้าร้านกับหลังคาก็พังยับเยิน หากเข้าไปแล้วจะพังลงมาหรือเปล่าไม่รู้ เ้านนท์ยืนทำใจอยู่สักพักก่อนจะเดินตรงไปที่ร้านชำแห่งนั้น
บรรยากาศในร้านเงียบสุด ๆ ข้าวของบนชั้นหกกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดตามพื้น และส่วนใหญ่ไม่ใช่ของกิน ในตู้ขายน้ำก็กระจกแตกละเอียด ไม่เหลือสิ่งใดอยู่ภายใน เ้านนท์พยายามกวาดตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาของกินที่อาจจะหลงอยู่
“บ้าจริง ๆ ไม่มีอะไรสักอย่างเลยเหรอ ม่าม่าสัก หือ?” ขณะมองด้วยสายตามันก็เจอเข้าจริง ๆ เป็บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปห่อสีเหลืองที่ยับยู่ยี่หนึ่งซองที่โดนแผ่นไม้ทับอยู่ เ้านนท์จึงก้มลงไปหยิบขึ้นมาดู
“ม่าม่าในซองแหลกเป็ผงเลยวุ้ย แต่ก็พอเอากลับไปต้มกินได้อยู่” เ้านนท์พึมพำ ก่อนจะลองหาของอื่นต่อ ๆ แต่ก็ไม่พบอะไรเพิ่มเติม มันจึงเดินออกมาด้วยท่าทางผิดหวัง
“ได้แค่นี้ไม่น่าจะพอแฮะ ร้านค้าอื่นแถวนี้ไม่มีแล้วด้วย เอาไงดี” เ้านนท์ยืนกอดอกคิดอยู่สักพัก ก่อนจะมองไปยังบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง
“ถ้าไม่มีร้านค้าก็ต้องลองไปสำรวจในบ้านคนดู ถึงพี่ทหารคนนั้นจะบอกให้หาแค่ตามร้านค้าก็เถอะ แต่กลับไปด้วยของแค่นี้อายคนอื่นแย่” เ้านนท์เอ่ยออกมาก่อนจะตัดสินใจเดินตรงไปยังบ้านหลังใหญ่ที่มันหมายตาไว้
ระหว่างทางก่อนจะลงพื้นที่ทหารที่พามาได้กำชับไว้ว่า ให้สำรวจแค่ตามร้านขายของเท่านั้น เพราะหากเข้าไปในบ้านอาจจะโดนพวกผู้ติดเชื้อเข้าที่ซ่อนอยู่เล่นงานเอาได้ แต่เ้านนท์ดูเหมือนจะกลัวเสียหน้าคนอื่นจึงฝ่าฝืนคำสั่ง
เมื่อเข้ามาภายในบ้านหลังนั้น ทุกอย่างรอบกายของเ้านนท์ก็ถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด และเงียบสงัดบนพื้นไม้ที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด ราวกับมีพายุร้ายพัดผ่าน เฟอร์นิเจอร์ล้มระเนระนาด เศษแก้วแตกกระจาย และหนังสือกระจัดกระจายไปทั่วพื้น บ่งบอกถึงความวุ่นวายและสิ้นหวังที่เกิดขึ้น กลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาวเืจาง ๆ ลอยอบอวลในอากาศ สร้างความรู้สึกหวาดผวาและอึดอัด เสียงลมหวีดหวิวจากภายนอกดังลอดผ่านรอยแตกของหน้าต่าง ราวกับเสียงกระซิบของปีศาจ ยิ่งทำให้บรรยากาศภายในบ้านวังเวงและน่าขนลุก ความเงียบที่ปกคลุมบ้านหลังนี้ หนักอึ้งจนเ้านนท์รู้สึกได้ถึงแรงกดดัน ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังซ่อนตัวอยู่ในเงามืด เฝ้ามองมันทุกการเคลื่อนไหว ทุกย่างก้าว สภาพบ้านที่ยับเยิน และความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว ทำให้รู้สึกราวกับว่าเวลาหยุดนิ่ง
“เชี้ย!! ยังกับบ้านผีสิงน่ากลัวฉิบหาย ออกดีไหมวะ เจอผียังพอว่า แต่ถ้าเจอ....” เ้านนท์ยังบ่นพึมพำไม่จบ ขนทั่วร่างของมันก็ลุกชูชัน เืในกายเย็นเฉียบ เมื่อหูได้ยินเสียง กรอกแกรก ดังขึ้น ขาของมันแข็งทื่อราวกับ ถูกราดด้วยปูนซีเมนต์
“ซวยแล้ว กูซวยแล้ว ตายแน่ ๆ ๆ” เ้านนท์ปากคอสั่นระริก ใบหน้าซีดเผือด และในตอนนั้นก็มีเสียงแ่เบาเสียงหนึ่งดึงขึ้น
“นะ....นั้นใคร คะ...คนรึเปล่า”
คำถามนั้นทำเอาความกลัวของเ้านนท์พลันหายไปในพริบตา เพราะผีหรือซอมบี้คงไม่ถามแบบนี้แน่
“มีคนอยู่เหรอครับ? ผมก็คนเหมือนกัน พะ...พอดีเข้ามาหาของกิน อะ...ออกมาเถอะครับ ผมไม่มีอาวุธ” สิ้นคำพูดของเ้านนท์เ้าของเสียงเมื่อครู่ก็นิ่งเงียบไปสักพัก ก่อนจะมีเสียงดังครืดคลาด คล้ายวัตถุขนาดใหญ่ถูกเลื่อนออก จากนั้นทางด้านขวาในเงามืด ก็ค่อย ๆ ปรากฏร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งเดินออกมา....
จบตอน