กุยกงกงได้ยินดังนั้น ก็ได้แต่กัดฟันกรอด ๆ ทำท่าจะลงมือแต่ก็ถูกเฟิงอู๋ฮั่นยื่นแขนมาขวางเอาไว้ก่อน
ด้านหลี่เกอเซียวมาถึงก็สำรวจโดยรอบในทันที พลางคิดวิเคราะห์ไปว่าคนผู้นี้คงตั้งใจบุกรุกเข้ามาแต่แรก ดูจากสภาพของสุสานหลวงแห่งนี้ที่ถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี จึงคิดได้เหตุผลเดียวว่า ชายปิดหน้าผู้นี้อาจจะรู้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าคัมภีร์นั้นถูกซ่อนเอาไว้ในสุสานหลวง จึงได้บุกรุกและลงมือทำลายที่แห่งนี้อย่างอุกอาจ
“หิหิ ไม่คิดเลยว่าที่แท้คัมภีร์นิรวาณจะอยู่ใต้จมูกนี่เอง….แต่ข้ามีข้อสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง ทหารเหล่านี้ตายด้วยฝีมือของเจ้าคนเดียวหรือมีผู้สมรู้ร่วมคิดกันแน่ ?”
หลี่เกอเซียวเดินเข้าไปสำรวจศพทหารยามผู้หนึ่งที่ใกล้ที่สุด หลังจากพินิจดูแล้วก็กล่าวว่า
“ดูจากสภาพศพของพวกเขา เหมือนจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ อีกทั้งไม่มีร่องรอยของการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย.."
คำพูดของหลี่เกอเซียว ทำให้กุยกงกงและแม่ทัพเฟิงอู๋ฮั่นรีบหันไปสำรวจทันที แล้วก็พบว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง ทำให้พวกเขายิ่งเคร่งเครียดกว่าเก่า เพราะยังไม่อาจไขข้อข้องใจได้ว่าใครเป็นผู้ลงมือ แล้วชายต้องสงสัยผู้นี้ พลังฝีมือจะเป็นอย่างที่เห็นจริงหรือ?
ด้วยประสบการณ์ในสนามรบกว่า 20 ปีของเฟิงอู๋ฮั่น เขามั่นใจว่าต่อให้เป็นผู้มีพลังฝีมือในระดับปรมาจารย์ ก็ไม่สามารถทำเช่นนี้ได้แน่ เพราะตัวเขาเองก็อยู่ในขั้นปรมาจารย์ขั้นสุดยอดมานานหลายปีเช่นกัน มีหรือเขาจะไม่ทราบขีดจำกัดของคนในระดับปรมาจารย์ด้วยกัน
แม้แต่พรรคที่ยิ่งใหญ่ของนักผจญภัยในขณะนี้ ตัวตนในระดับปรมาจารย์ก็สามารถถือได้ว่าเป็นถึงระดับหัวหน้าพรรคกันแล้ว แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะแม้แต่จ้าวยุทธจักรคนปัจจุบัน ก็ยังไม่สามารถสังหารยอดฝีมือทั้ง 100 คนได้หมดจรดเช่นนี้
อีกเหตุผลหนึ่งที่พอจะฟังขึ้นและสมเหตุสมผลกว่า ถึงแม้ว่ามันจะดูเหลือเชื่อไปมากก็ตาม นั่นก็คือผู้ลงมือจะต้องมีพลังในระดับผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปเท่านั้น
กุยกงกงและแม่ทัพเฟิงอู๋ฮั่นต่างก็จ้องมองตากันและกันอย่างรู้ความ ปล่อยจิตสัมผัสไปรอบ ๆ เพื่อตรวจหาผู้คนในบริเวณดังกล่าวว่ามีใครแอบซ่อนอยู่ในที่แห่งนี้หรือไม่ เพราะพวกเขานั้นทำใจเชื่อได้ยากที่จะมีจอมยุทธในระดับยิ่งใหญ่ถือกำเนิดขึ้นมาอีก
“ท่านหลี่เกอเซียว ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าคนผู้นั้นเป็นนักผจญภัยของพรรคใด?” กุยกงกงเอ่ยถาม
“ไม่ เขาไม่ใช่” หลี่เกอเซียวตอบหลังจากที่ตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง
“เช่นนั้น...” กุยกงกงและหลี่เกอเซียวพลันสบตาส่งยิ้มให้กัน ไม่จำเป็นต้องเอ่ยความใด ๆ ต่อ
ทั้งสามคนหันมาจ้องมองจี๋ฮ่าวด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะเดินเข้าไปพร้อมกันอย่างระมัดระวัง หลี่เกอเซียวก็กล่าวไปพลางว่า
“หากเจ้ามอบคัมภีร์นั่นมาให้ข้า ข้ารับรองว่าจะดูแลคุ้มครองชีวิตเจ้าเอง”
“นี่เจ้า!!” กุยกงกงและเฟิงอู๋ฮั่นได้ยินเช่นนั้น ก็ถึงชี้หน้าหลี่เกอเซียว
“น่าไม่อาย นั่นคือสมบัติของราชวงศ์ กล้าดีอย่างไรจะมาฮุบเอาไป”
หลี่เกอเซียวไม่สนใจ หันหน้าไปยิ้มให้ชายต้องสงสัยอย่างเป็นมิตร
“เช่นนั้นก็ได้ ข้ามอบคัมภีร์ให้ท่านก็แล้วกัน แต่ท่านต้องแสดงความจริงใจเสียก่อน” จี๋ฮ่าวตอบกลับหลี่เกอเซียว
“ว่ามา” หลี่เกอเซียวหยุดเท้าลง ผายมือให้อีกฝ่ายกล่าวต่อ
“สังหารพวกเขาซะ” สายตาของจี๋ฮ่าวจ้องมองไปยังกุยกงกงและแม่ทัพเฟิงอู๋ฮั่น
“เจ้ากล้า!!” เฟิงอู๋ฮั่นยกทวนอัคคีชี้หน้าหลี่เกอเซียวด้วยความดุดัน พลางกล่าวว่า “ลำพังฝีมือเจ้าก็แค่ปรมาจารย์ขั้นต้น คิดมาสังหารข้าสองคน ก็มีแต่เจ้าที่เสียเปรียบ”
หลี่เกอเซียวเงยหน้าหัวเราะร่า “พวกท่านคิดหรือว่านำสิ่งนั้นไปได้ แล้วจะครอบครองมันได้จริง? อย่าลืมสิว่านักผจญภัยอย่างพวกเรานั้นไม่กลัวความตายอยู่แล้ว อย่างไรก็ต้องเกิดสงครามแย่งชิงมันอยู่ดี แต่พวกท่านมีแต่จะพบกับหายนะ ดีไม่ดีราชวงศ์อาจจะล่มสลายกันหมด...”
หลี่เกอเซียวยกยิ้มเจ้าเล่ห์กล่าวต่อว่า
“มิสู้เรามาทำข้อตกลงกันดีหรือไม่ พวกเรา 3 คนรวมมือกันแย่งชิงคัมภีร์เล่มนั้นมา เท่านี้คนที่รู้ความลับก็จะมีแค่เรา 3 คน ข้าไม่พูด พวกท่านไม่พูด ถึงตอนนั้นเราก็แบ่งกันศึกษาก็พอ...”
เฟิงอู๋ฮั่นและกุยกงกงที่ได้ยิน ก็พอจะคาดเดาแผนการของอีกฝ่ายออก แท้จริงหลี่เกอเซียวเองก็กลัวจะถูกนักผจญภัยกลุ่มอื่นแย่งชิงไปเช่นกัน ดังนั้นการตัดสินใจเช่นนี้ย่อมยื้อเวลาให้เขาได้ฝึกฝนฝีมือจากคัมภีร์เล่มนั้น
ในช่วงเวลาที่ทั้งสามมัวแต่พูดคุยกัน ก็ไม่ทันได้สังเกตุโดยรอบเลย พร้อมกันนั้นก็เกิดเสียงฟ้าผ่าคำรามกึกก้อง ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนมีแต่เมฆดำเข้าปกคลุม จนทำให้บรรยากาศอึมครึมและมืดลง แม้จะเป็นเวลาเที่ยงวันก็ตาม ทำให้ภายในใจของพวกกุยกงกงอดตื่นตระหนกไม่ได้
"เปรี๊ยง!!!" "บึ้ม!!!" ในตอนที่ทั้งสามไม่ทันระวังนั้นเอง สายฟ้าเส้นหนึ่งก็ฟาดลงบริเวณที่ทั้ง 3 ยืนอยู่ เฉียดไปนิดเดียวก็ถูกร่างของพวกเขาแล้ว ทำให้ทั้งสามถึงกับสะดุ้งตัวโยน ถอยฉากหลบไปด้านหลังอย่างทุลักทุเล
“เพี๊ยะ!!” จี๋ฮ่าวหัวเราะคิกคักตัวงอ มือซ้ายตบเข่าดังไปฉาดหนึ่ง
“คิคิคิคิ เมื่อครู่เห็นหรือไม่?? ฝูงสุนัขสามตัวสะดุ้งเหยงสุดตัวเชียว ฮ่าฮ่าฮ๋า”
ภายในใจของจี๋ฮ่าวก็อดตื่นเต้นยินดีไม่ได้ เพราะถึงแม้พลังแท้จริงของนางจะสูญเสียไปมากก็จริง แต่เคล็ดวิชาเหนือฟ้าที่นางมี ก็ยังสามารถใช้ออกได้ แม้จะยากลำบากไปบ้างก็ตาม ดังนั้นนางก็ยังรู้สึกว่ามีแต้มต่อเหนืออีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย
ทั้งสามที่รู้สึกเสียหน้า ก็โกรธจนหน้าดำหน้าชา ชักอาวุธขึ้นมาเตรียมพร้อมจะลงมือ จิตใจขุ่นมัวเพราะรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก เนื่องจากเดิมพวกเขาที่มีพลังในระดับปรมาจารย์ ไปไหนมาไหนล้วนมีผู้คนเคารพยกย่องอยู่เป็นนิจ ไหนเลยจะมีใครกล้าทำให้ขุ่นข้องหมองใจได้
จี๋ฮ่าวเห็นดังนั้นก็หุบยิ้มลง แล้วมือขวายกขึ้นขนาดกับหน้าอก กำกระบี่ขึ้นมาร่ายรำกระบี่คราหนึ่ง เกิดเป็นรังสีความเย็นเยียบ แผ่ซ่านออกมา ก่อนจะสะบัดกระบี่ลงด้านข้าง กลายเป็นละอองหิมะซัดสาดออกจากตัวกระบี่ เกิดเป็นคลื่นหิมะอย่างรุนแรง กลายเป็นความเย็นที่กัดกิดได้แม้แต่ผิวหนังของผู้ฝึกตน
“ซึ้มม!!!”
ทั้งสามคนรู้สึกได้ถึงความเงียบสงัดไปทั่วบริเวณและสัมผัสกับความวังเวงจนทำให้ขนลุกไปทั้งตัว ด้านปรมาจารย์ทั้ง 3 คนคิดไม่ตกเลยว่า เหตุใดคนผู้นี้ถึงทำให้ประสาทสัมผัสร่างกายของพวกเขาตื่นกลัวได้เพียงนี้?
ในเวลาเดียวกัน จี๋ฮ่าวหลับตาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งและเผยให้เห็นดวงตาทั้งสองข้างที่เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ร่างของนางค่อย ๆ กลืนไปกับความมืดทีละน้อยราวกับกำลังหายไปจากที่แห่งนี้พร้อมกับปรากฏรอยยิ้มชวนขนลุกของนาง
ทั้งสามคนมีเหงื่อใหลเย็นเยียบขึ้นทั่วแผ่นหลัง พวกเขามองเห็นเงาวูบไหวของอีกฝ่ายในขณะที่ร่างกายไม่อาจขยับตัวได้ดั่งใจนึก คล้ายกับว่าทั้งร่างกายของพวกเขากำลังจมอยู่ในบ่อโคลนดูดเสียอย่างนั้น….