ตอนที่ 21 เก็บไม่หมดก็ไม่ต้องกิน (1)
จี้ซื่อกินโจ๊กข้าวฟ่างต่อไม่ไหวจริงๆ จึงสะกิดซิ่วจือ “ให้แม่กินหมั่นโถวข้าวโพดสักลูกเถอะ”
ปริมาณอาหารมื้อกลางวันมากกว่ามื้อเช้า สตรีในบ้านล้วนได้รับหมั่นโถวข้าวโพดคนละสองลูก
ซิ่วจือไม่อยากให้นัก แต่ก็ยังให้ไปลูกหนึ่ง ใครให้จี้ซื่อเป็นมารดาของนางกันล่ะ ถ้าไม่ให้จี้ซื่อจะต้องทำไม่ดีกับนางแน่ หากภายภาคหน้าแต่งออกไปเกิดอีกฝ่ายไม่ยอมเตรียมสินเดิมให้นางอย่างเต็มกำลังจะทำอย่างไร
หม่าซื่อเห็นดังนั้นก็ขอจากบุตรสาวของตนเช่นกัน นางมีบุตรสาวสองคน ขอหมั่นโถวข้าวโพดมาได้สองลูก
หม่าซื่อไม่เพียงได้ใจ ยังกัดหมั่นโถวข้าวโพดแรงๆ พลางเหลือบมองจี้ซื่อ จงใจเอ่ยอย่างครึ้มอกครึ้มใจ “เฮ้อ มีบุตรสาวช่างดีนัก พวกนางเปรียบเสมือนเสื้อคลุมอันแสนอบอุ่นของมารดา”
จี้ซื่อเอ่ยโต้กลับ “บุตรสาวของน้องสะใภ้นับว่าเป็นผ้าคลุมอันแสนอบอุ่นให้เจ้าจริงๆ นั่นแหละ เพียงแต่น้องสะใภ้ก็ลำเอียงเกินไป ของดีอะไรล้วนให้แต่เสี่ยวเป่า ต้าเฉ่าเสี่ยวเฉ่าอยู่กับเจ้าช่างน่าสงสารนัก”
ไม่ง่ายเลยกว่าจะสงบลงได้ ลูกสะใภ้ทั้งสองคนก็เริ่มทะเลาะกันอีกแล้ว เว่ยซื่อเอ่ยด้วยใบหน้าดำคล้ำ “ใครทะเลาะกันก็ไสหัวออกไปทะเลาะกันข้างนอก!”
นางอายุมากแล้ว ไม่ชอบการทะเลาะเสียงดัง แต่หากตัวเองอยากทะเลาะก็ไม่กลัว แต่ไหนแต่ไรนางก็เป็นพวกสองมาตรฐาน กับคนอื่นมาตรฐานหนึ่ง กับตนมาตรฐานหนึ่ง
หม่าซื่อและจี้ซื่อหุบปากอย่างไม่ยินยอมนัก
บนโต๊ะอาหารของพวกหม่าซื่อมีฟักทองแก่ชามใหญ่ โต๊ะบนเตียงเตามีผักกาดขาวผัดเห็ดหูหนู ยังมีกับข้าวจานผักอีกหลายจาน ผักพวกนั้นล้วนเป็นของที่เหลือจากการไปขายผักช่วงกลางวัน ตรงหน้าเถียนจินจวี๋มีไข่ตุ๋นหอมฉุยที่นางไปรบเร้าเอามาจากเว่ยซื่อ
เสี่ยวหม่านมองฟักทองและกับข้าวจานผักไม่กี่อย่างพวกนั้น พลางก้มหน้ากินหมั่นโถวข้าวโพดที่หลินซื่อให้เงียบๆ
พวกนางสามแม่ลูกไม่ได้กินผักสดมานานแล้ว ในผักใบเขียวมีเกลือ คนขาดเกลือนานๆ ไม่ได้บำรุงสารอาหารแบบนี้ร่างกายก็ทรมานนัก
เถียนไฉ่เวยกินหมั่นโถวข้าวโพดในมือสองสามคำก็หมด แล้วเดินออกไป
คนในห้องต่างหยุดมองตามเงาหลังของนาง
ผ่านไปครู่หนึ่ง ไฉ่เวยก็เอาชามเปล่ากับตะเกียบคู่หนึ่งจากห้องครัวเข้ามาในห้องโถง เดินไปตรงหน้าโต๊ะด้วยสายตาไม่เห็นหัวใคร คีบผักสดจำนวนไม่น้อยใส่ชาม จากนั้นแบ่งผักในชามให้มารดากับน้องสาวกินท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกคน ทั้งยังเอ่ยกับเสี่ยวหม่านอย่างเป็นกันเอง “เสี่ยวหม่านรีบกินสิ”
เสี่ยวหม่านมองคนตระกูลเถียนที่จับจ้องด้วยสายตาราวกับหมาในก็ก้มหน้างุดไม่กล้ากินด้วยความกลัว
หลินซื่อเองก็ไม่กล้าขยับตะเกียบเช่นกัน
เว่ยซื่อจ้องตาเขม็งพลางร้องเสียงแหลมโทสะเทียมฟ้า “ชักจะขบถเกินไปแล้ว ใครให้พวกเจ้ากินผัก!”
เถียนไฉ่เวยไม่เกรงกลัวเลยสักนิด “พวกเราก็เป็นสมาชิกในครอบครัว เสี่ยวหม่านสุขภาพอ่อนแอ ท่านแม่ข้าก็ตั้งครรภ์ อาหญิงกินไข่ตุ๋นได้ ทำไมท่านแม่กับเสี่ยวหม่านจะกินผักไม่ได้ อีกอย่างพวกเรายังทำงานตรากตรำให้ที่บ้าน ผักพวกนี้ล้วนเป็นข้าและท่านแม่ที่ปลูก ทำไมถึงไม่มีสิทธิ์กิน วันนี้พวกข้าจะกิน หากท่านย่าเอาเรื่องข้าเพราะเรื่องนี้ ข้าจะเรียกให้พวกชาวบ้านมาชมเรื่องสนุก อาหญิงหัวโตหูใหญ่ได้กินไข่ทุกมื้อ แม่ข้าตั้งครรภ์แล้ว แม้แต่ไข่ไก่ก็ยังไม่ได้กิน พอจะกินผักยังถูกท่านย่าต่อว่าว่าขบถอีก”
ผู้เฒ่าเถียนหงุดหงิดใจยิ่งนัก ขมวดคิ้วพลางตวาด “พอแล้ว หยุดวุ่นวายได้แล้ว! ใครโวยวายอีกข้าจะเอาพื้นรองเท้าตีคนผู้นั้น!” พูดจบก็ถลึงตามองเว่ยซื่อย่างดุดัน
เว่ยซื่อข่มเพลิงโทสะ ทว่าปากก็พึมพำอย่างไม่ยินยอม “แม่สื่อหวังไม่ได้พาคนมาก็ไม่ได้เป็นความผิดของข้า เจ้ามาระบายโทสะใส่ข้าทำไม”
พอจี้ซื่อนึกถึงความลำเอียงของผู้เฒ่าเถียนสองสามีภรรยา ก็จงใจยั่วยุพวกเขาสองคน “แม่สื่อหวังคงไม่ได้หลอกเอาเงินมัดจำของท่านพ่อแต่ไม่มากระมัง”
จากนั้นสูดลมหายใจแล้วเอ่ยอย่างเย็นชา “เงินห้าตำลึงก็ไม่ใช่น้อยๆ จะเติมสินเดิมให้จินจวี๋ได้สักเท่าไรกัน บุตรสาวบ้านอื่นเป็นแม่สื่อมาหาถึงที่ น้องหญิงบ้านพวกเรากลับต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ขอร้องให้แม่สื่อช่วยเจรจา เรื่องแบบนี้พูดไปก็ออกจะขายหน้าอยู่บ้าง”