ลำนำชะตาหวนคืน (อ่านฟรีจนจบ)

    บทที่ 13 ตอบแทนให้สมกัน(1/2)

    เมื่อเห็นว่านายหญิงของตนมิได้มีท่าทางต่อต้านการมาเยือนของสาวใช้ทั้งสอง เจิ้งหลู่จึงขอตัวออกไปยืนอยู่ไม่ไกลนัก เพื่อเฝ้ามองและป้องกันหากมีเหตุการณ์ที่จะก่อให้เกิดอันตราย แต่ซูลี่ที่รับรู้ความคิดของเจิ้งหลู่ นางจึงยกมือขึ้นเป็นเชิงปรามว่าไม่ให้เขาเข้ามายุ่ง

    สายตาคมของซูลี่ปราดมองไปยังสตรีทั้งสองที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ด้านข้าง เมื่อเห็นว่าสาวใช้ทั้งสองมีท่าทางยึกยักนางจึงเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พร้อมกับวางถ้วยชาที่นางยกขึ้นจิบเมื่อครู่ลง ในหัวพลางคิดไปว่าผู้คนที่จวนนี้รีบร้อนจนมองเห็นเสียหมดว่ากำลังคิดสิ่งใดกันอยู่

    “พวกเจ้ามีสิ่งใด”

    สิ้นคำของคนตรงหน้า สาวใช้ทั้งสองต่างหันหน้ามองกันแล้วพร้อมใจปล่อยสิ่งของที่ถืออยู่ในมือลงพื้นจนกระเด็นกระจัดกระจาย

    ภายในใจของฟู่เถียนตอนนี้ร้อนรุ่มราวกับมีกองเพลิงลุกโชน จากตอนแรกที่ชะงักไปกับท่าทางของสตรีที่นางเชื่อว่าเป็นซูฮวา บัดนี้กลับไม่มองและไม่สนใจสิ่งใดทั้งนั้น ความโกรธเกลียดและความอิจฉาริษยาเข้าครอบงำจิตใจเมื่อสตรีตรงหน้าหวนคืนกลับมา ทั้งที่ไม่ควรจะหวนคืนมาได้อีกครั้ง

    “พวกข้าเอาของมาให้” ชิวหลินเป็นฝ่ายเอ่ยตอบ พร้อมกับปราดมองไปยังสตรีที่ไม่ได้มีท่าทางหวั่นเกรงพวกนางอย่างเคยเหมือนเมื่อครั้งอดีต อีกทั้งสายตาคู่นั้นที่พวกนางสบเมื่อสักครู่ ยังไม่ฉายแววความตกใจในการกระทำของพวกนางทั้งสองเลยแม้แต่น้อย ภายในใจของชิวหลินนั้นรู้สึกหวั่นเกรงในตัวสตรีตรงหน้าอย่างประหลาด แต่ก็ไม่วายแสดงท่าทีราวกับได้พบเจอซูฮวานางเดิม ด้วยเหตุที่ว่าถึงอย่างไรซูฮวาก็คงจะยังเป็นซูฮวาเช่นเดิมอยู่วันยังค่ำ

    “เย่ฮูหยินเรียกเจ้าไปพบ ยามนี้เดี๋ยวนี้” เสียงเจื้อยแจ้วของชิวหลินมาพร้อมคำบอกเล่าที่ถูกถ่ายทอดราวกับเป็นคำสั่ง

    สิ่งที่ได้ยินทำให้ซูลี่นึกเจ็บปวดอยู่ภายใน มิใช่เป็นเพราะสาวใช้ตรงหน้า แต่นางไม่ทราบเลยว่าฮวาเอ๋อร์ของนางจะสามารถทนอยู่ในสถานที่นี้ได้อย่างไร เพียงคำบอกเล่ารายงานของเหล่าองครักษ์ก็ทำให้ซูลี่รู้สึกเจ็บปวดเหลือคณาอยู่แล้ว ยามนี้ได้มาประสบด้วยตนเองก็ยิ่งทำให้เจ็บราวกับมีเข็มพันเล่มมาทิ่มแทงอย่างไรอย่างนั้น

    “ยามนี้ข้าเป็นคนของคุณชายใหญ่ หากมิใช่คุณชายหยูจินหมิงสั่งมา ข้าก็จะไม่ไปไหนทั้งสิ้น”

    เพียงสิ้นเสียงใส ฟู่เถียนที่ได้ยินชื่อของบุรุษที่นางปรารถนาออกมาจากริมฝีปากของสตรีที่นางอิจฉาริษยายิ่งกว่าใครก็ไม่สามารถสงวนท่าทีเอาไว้ได้

    “เหอะ! อย่างเจ้าน่ะหรือคนของคุณชายใหญ่ ถ้าเจ้าเป็นคนของคุณชายได้ ข้าก็เป็นได้เช่นเดียวกับเจ้านั่นแหละ!”

    เสียงตวาดดังลั่นออกมาพร้อมกับดวงตาของฟู่เถียนที่เบิกกว้างจนคล้ายจะถลน นิ้วชี้ถูกยกขึ้นชี้ไปทางซูลี่ที่มองภาพตรงหน้าอย่างนึกขำขันในใจ

    สาวรับใช้ฟู่เถียนผู้นี้มักใหญ่ใฝ่สูง เพียงเพราะรู้ดีว่าหยูจินหมิงไม่ชอบคนปากสว่างและนางก็เป็นสาวใช้คนหนึ่งที่ทำงานได้ดี ละเอียดรอบคอบ พอได้เป็นหญิงรับใช้ประจำตัวของเขาก็นึกกำเริบเสิบสานวางตนราวกับเป็นคนละระดับกับสาวใช้ทั่วไป ความหยิ่งยโสพุ่งพรวดราวกับได้เป็นฮูหยินน้อยของจวนอย่างไรอย่างนั้น ยิ่งในตอนที่ซูฮวาหายไปก็คงคิดไปเองว่าจะไม่มีเสี้ยนหนามขวางทางอีก

    ซูลี่ขบคิดพลางมองท่าทีนั้นราวกับเห็นคางคกตัวหนึ่งที่กำลังพองสู้ ฟู่เถียนเองก็สร้างความลำบากให้แก่น้องสาวฝาแฝดของนางไม่น้อย เห็นทีคงปล่อยไปแบบปกติไม่ได้

    “ใช่ ถูกอย่างฟู่เถียนว่า อีกไม่นานคุณชายใหญ่ก็จะตบแต่งกับสตรีสูงศักดิ์ อย่างเจ้ามากหน่อยก็เป็นได้แค่สาวใช้อุ่นเตียง อย่าใฝ่สูงนักเลย”

    “ยามนี้ข้าไม่ใช่สาวใช้เฉกเช่นพวกเจ้า แต่ข้าเป็นแขกของจวน”

    สาวใช้ทั้งสองที่มาด้วยกัน นางหนึ่งเอ่ยเปิดนางหนึ่งเอ่ยรับราวกับนัดแนะกันมาก่อน ซูลี่ที่ได้ฟังก็รู้สึกทนไม่ไหว นางพูดสวนกลับไปทันควันราวกับไม่ต้องการให้สตรีทั้งสองตรงหน้าพูดต่อให้ระคายหู

    “อีกอย่าง ถึงข้าจะได้เป็นเพียงสาวใช้อุ่นเตียง ก็ยังดีกว่าสตรีบางนางที่พยายามแทบตายก็ไม่สามารถเป็นสิ่งใดได้มากกว่าสาวใช้!”

    เมื่อเห็นชิวหลินและฟู่เถียนเงียบไป ซูลี่จึงไม่ปล่อยให้โอกาสนี้ว่างเว้น นางรีบเอ่ยวาจาเหน็บแนมต่อเนื่อง คล้ายจะว่ากล่าวแดกดันนางรับใช้ผู้หนึ่งที่พอได้ยินถึงกับโมโหหน้าขึ้นสีแดงราวกับมีฟืนไฟสุมอยู่ในอก

    “เจ้า ปากดีนัก!” ฟู่เถียนเอ่ยออกมาดังลั่นก่อนจะกำหมัดกำมือแน่น สายตาพลันมองไปทางซ้ายทีขวาที แต่ยามนี้ที่นางไม่สามารถหาสิ่งใดใกล้มือได้ นางจึงแบมือออกแล้วผลักชิวหลินที่ยืนอยู่ข้างกาย หวังให้ไปชนกับซูลี่จนล้มระเนระนาดเสีย

    เสียงหวีดร้องอย่างตกใจของชิวหลินดังก้องไปทั่ว ซูลี่ที่รู้สึกได้ถึงไอร้อนก็เบี่ยงกายหลบอย่างรวดเร็วราวกับมีตาหลัง ส่งผลให้ชิวหลินที่ถูกผลักมาร่วงลงไปนอนกองกับพื้น

    “โอ๊ย!”

    ในขณะนั้นเองเศษแก้วสิ่งของที่นางกับฟู่เถียนปาลงจนกระจัดกระจายเมื่อครู่ก็ทิ่มแทงผ่านชุดผ้าฝ้ายเข้าไปจนชิวหลินรู้สึกเจ็บแปลบไปทั่วบริเวณ

    “เหอะ!” เสียงแค่นหัวเราะดังออกมาจากซูลี่ นางกำลังปรายตามองร่างของสตรีที่กองอยู่บนพื้นด้วยสายตาหยามเหยียด ถึงแม้มันจะยังไม่สาสมกับสิ่งที่คนเหล่านี้กระทำกับน้องสาวของนาง แต่ก็ถือเป็นคำทักทายเล็กๆ น้อยๆ จากนางแล้วกัน

    “เจ้า! เจ้าจงใจกลั่นแกล้งข้า”

    เมื่อชิวหลินได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของอีกฝ่ายก็สบถออกมาอย่างไม่นึกจะทนพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมอง แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาเย็นเยียบเข้าก็ต้องกลืนคำพูดนั้นลงคอไปอย่างรวดเร็ว เลือดที่ไหลซึมออกมาจากรอยแผลใต้ผ้าฝ้ายเริ่มแผ่ไปทั่วราวกับมีแผลใหญ่

    “ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดให้พวกเจ้าเลย ผู้ที่ผลักเจ้าก็มิใช่ข้า แล้วเจ้าจะเอ่ยว่าข้ากลั่นแกล้งเจ้าได้อย่างไรกัน”

    ซูลี่เอ่ยกระซิบออกมาเบาๆ ในขณะที่นางนั่งลงเพื่อบอกกล่าวประโยคนั้น เมื่อกล่าวเสร็จนางลุกยืนขึ้นก่อนจะค่อยๆ ก้าวเดินไปยังจุดเดิมที่นางนั่งดื่มชาอยู่ พร้อมกับส่งเสียงบอกออกไปอย่างชัดเจนถึงความประสงค์ของนาง

    “พวกเจ้าไปบอกเย่ฮูหยินอย่างที่ข้าแจ้งแก่พวกเจ้าเสียเถอะ ข้าเป็นคนของคุณชายใหญ่ หากมิใช่คุณชายเอ่ยปาก ข้าก็จะไม่ไปไหนทั้งสิ้น”

    ถ้อยคำหนักแน่นและกระชับชัดเจนเอ่ยบอกแก่สาวใช้ทั้งสอง ซูลี่ปรายตาไปมองเล็กน้อยก่อนที่จะกลับไปนั่งยกถ้วยชาที่เย็นชืดขึ้นจิบอย่างไม่นึกจะสนใจฟู่เถียนกับชิวหลินอีก วันนี้นางรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้เข้ามายังจวนแห่งนี้ ในหัวของนางจากที่นั่งครุ่นคิดอย่างหนักจนปวดไปหมด กลับกลายเป็นรู้สึกโปร่งโล่งราวกับได้รับการปลดปล่อยไปส่วนหนึ่ง แต่เพียงแค่นี้มันยังไม่สาสมเท่าที่นางต้องการนัก

    พวกเจ้าทำกับน้องสาวข้าถึงเพียงนั้น ข้าก็จะตอบแทนให้สมกัน...