ตอนที่ 6: คลื่นจากเมืองหลวง
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากเหตุการณ์ลอบสังหาร เมืองเมฆาหยกตกอยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด ทหารยามเดินตรวจตราทั่วทุกถนนอย่างเข้มงวด ประตูเมืองถูกปิดตายชั่วคราวเพื่อไล่ล่าคนร้าย บรรยากาศแห่งความหวาดระแวงปกคลุมไปทั่ว
ภายในจวนเ้าเมือง ผู้บัญชาการหลี่เฉียงกำลังรายงานสถานการณ์ต่อเฟิงหวงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความละอายใจ
"กราบทูลองค์ชาย พวกเราไร้ความสามารถ...คนร้ายหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับล่องหนได้ พวกมันเป็มืออาชีพที่เตรียมการมาอย่างดีพ่ะย่ะค่ะ"
เฟิงหวงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ แสร้งทำใบหน้าซีดเผือดและยังคงมีอาการหวาดผวาเล็กน้อย เขาโบกมืออย่างอ่อนแรง "ข้าเข้าใจ...อย่าโทษตัวเองเลยท่านผู้บัญชาการ พวกมันตั้งใจมาสังหารข้า จะต้องวางแผนมาอย่างรอบคอบอยู่แล้ว เพียงแค่ข้ารอดชีวิตมาได้ก็ถือเป็บุญคุณของท่านแล้ว"
คำพูดที่แสดงความเข้าอกเข้าใจและไม่ได้ถือโทษโกรธเคือง ยิ่งทำให้หลี่เฉียงรู้สึกผิดและภักดีต่อองค์ชายผู้ตกยากพระองค์นี้มากขึ้นไปอีก "องค์ชายทรงเมตตา! ข้าน้อยขอเอาชีวิตเป็ประกัน จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกเป็ครั้งที่สอง!"
หลังจากนั้น เฟิงหวงก็ใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ภายในจวนอีกหลายวัน เขาร้องขอหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และบทกวีมาอ่าน ซึ่งในสายตาของทุกคน นี่คือภาพขององค์ชายอัจฉริยะที่สิ้นหวังในเส้นทางวรยุทธ์และหันมาหาความสงบในโลกของตัวอักษรแทน มันยิ่งทำให้เื่ราว "การทำลายวรยุทธ์เพื่อรักษาชีวิต" ของเขาน่าเชื่อถือมากขึ้นไปอีก
แต่ในความเป็จริง...ทุกค่ำคืนที่ทุกคนหลับใหล เฟิงหวงจะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการบ่มเพาะพลัง!
ด้วยสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบกับลมปราณที่ไม่มีวันหมดสิ้น ทำให้การฝึกฝนของเขาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วดุจติดปีกบิน เขาสามารถควบคุมใบมีดลมปราณได้ดั่งใจนึก ไม่ใช่แค่การยิงออกไปตรงๆ แต่สามารถทำให้มันโค้งงอหรือหมุนควงได้เล็กน้อยแล้ว
ในคืนวันที่สี่หลังจากถูกลอบสังหาร พลังงานในตันเถียนของเขาก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง!
ขั้นแก่นแท้
เฟิงหวงลืมตาขึ้นในความมืด เขารู้สึกได้ถึงพละกำลังที่เพิ่มขึ้นอีกขั้นและประสาทััที่เฉียบคมยิ่งกว่าเดิม "ดูเหมือนว่าการแสร้งทำเป็คนไร้ประโยชน์นี่จะให้ผลดีกว่าที่คาดไว้แฮะ"
และในที่สุด 'คลื่น' ลูกแรกจากเมืองหลวงก็เดินทางมาถึง
เช้าวันที่ห้า พญาเหยี่ยวสื่อสารตัวมหึมาได้บินลงมายังจวนเ้าเมือง พร้อมกับราชโองการจากฮ่องเต้ สรุปใจความได้ว่า...องค์ฮ่องเต้ทรง "ปิติยินดี" ที่โอรสองค์โปรดยังมีชีวิตรอด แต่ก็ "โศกเศร้า" กับการสูญเสียวรยุทธ์ของเขา และมีรับสั่งให้เฟิงหวงเดินทางกลับเมืองหลวงโดยเร็วที่สุด โดยได้ส่ง "คณะทูตพิเศษ" มาเพื่ออารักขาเขาตลอดการเดินทางแล้ว
"คณะทูตพิเศษงั้นรึ..." เฟิงหวงครุ่นคิด "จะเป็คนของใครกันนะ"
เขาไม่ต้องรอนาน บ่ายวันนั้นเอง ขบวนเดินทางที่สง่างามและน่าเกรงขามก็มาถึงหน้าจวนเ้าเมือง ทหารในขบวนทุกคนล้วนสวมเกราะชั้นดีและแผ่ออร่าที่แข็งแกร่งออกมา แต่คนที่โดดเด่นที่สุดคือสตรีที่นั่งอยู่บนหลังอาชาสีขาวปลอดราวกับหิมะ
นางสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอ่อนที่เรียบง่ายแต่กลับขับเน้นรูปร่างอันงดงามได้อย่างสมบูรณ์แบบ ใบหน้าของนางงดงามหมดจดราวกับภาพวาด ดวงตาหงส์คู่สวยนั้นเ็าและเฉียบคม ผมสีดำขลับถูกรวบขึ้นเป็มวยสูงอย่างสง่างาม นางคือหนึ่งในไข่มุกที่เจิดจรัสที่สุดของราชวงศ์เทียนหลง... องค์หญิงเจ็ด เฟิงหลวน!
ความทรงจำขององค์ชายคนเดิมบอกเฟิงหวงว่า น้องสาวคนนี้ทั้งงดงามและฉลาดหลักแหลม อีกทั้งยังเป็อัจฉริยะด้านการฝึกยุทธ์ไม่แพ้กัน ปัจจุบันมีพลังอยู่ใน "ขั้นปฐี" ซึ่งสูงกว่าเขาหลายขุม ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในอดีตคือคู่แข่งคนสำคัญที่คอยชิงดีชิงเด่นกันอยู่เสมอ
เฟิงหลวนก้าวลงจากหลังม้าและเดินเข้ามาในห้องโถงที่เฟิงหวงรออยู่ สายตาเ็าของนางกวาดมองพี่ชายของตนเองั้แ่หัวจรดเท้า
"คารวะพี่สาม ท่านดู...เปลี่ยนไปมาก" น้ำเสียงของนางเรียบเฉยจนคาดเดาอารมณ์ไม่ได้
เฟิงหวงฝืนยิ้มที่ดูอ่อนแอและขมขื่นออกมา "คนเราเมื่อผ่านความเป็ความตายมา ย่อมไม่อาจเป็เหมือนเดิมได้อีก...น้องเจ็ด"
เฟิงหลวนเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ก่อนที่นางจะ "บังเอิญ" ทำถ้วยชาในมือหลุดร่วงลงพื้น!
เพล้ง!
ในเสี้ยววินาทีที่ถ้วยชากระทบพื้น ออร่าพลังยุทธ์ขั้นปฐีอันหนักหน่วงก็แผ่ออกมาจากร่างของนางอย่างจงใจ! มันคือการทดสอบ! คนธรรมดาหรือผู้ที่าเ็สาหัสเมื่อเจอกับแรงกดดันระดับนี้จะต้องหน้าซีดหรือเข่าอ่อนลงทันที
เฟิงหวงรู้สึกถึงแรงกดดันนั้น...แต่สำหรับเขาที่มีมหาสมุทรแห่งพลังงานคอยหนุนอยู่ภายใน มันไม่ต่างอะไรจากสายลมที่พัดผ่าน แต่เขากลับแสดงละครได้อย่างแเี...ร่างกายของเขาสะดุ้งโหยง ใบหน้าซีดเผือกลงเล็กน้อย และถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
การแสดงอันสมบูรณ์แบบนั้นอยู่ในสายตาของเฟิงหลวน นางเก็บออร่าของตนกลับคืนทันทีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "ขออภัยพี่สาม ข้าใไปหน่อย"
"ไม่...ไม่เป็ไร" เฟิงหวงตอบเสียงสั่น
เฟิงหลวนมองพี่ชายของตนอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ ดูเหมือนนางจะเชื่อแล้ว "เสด็จพ่อมีรับสั่งให้ข้ามารับท่านกลับวังหลวง เราจะออกเดินทางในอีกสามวัน"
หลังจากแจ้งธุระเสร็จ นางก็หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก
เมื่อลับร่างของน้องสาวไปแล้ว รอยยิ้มที่มุมปากของเฟิงหวงก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
"เฟิงหลวน เฟิงหลวน...น้องสาวผู้ชาญฉลาดของข้า คิดจะใช้แรงกดดันมาทดสอบข้างั้นรึ น่าเสียดายที่ท่านประเมินข้าต่ำไป" เขานั่งลงอย่างสบายอารมณ์ "แต่แบบนี้ก็ดีแล้ว...ยิ่งมีผู้เล่นที่เก่งกาจมากเท่าไหร่ หมากกระดานนี้ก็ยิ่งสนุกมากขึ้นเท่านั้น"
การเดินทางกลับสู่เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยวังวนแห่งอำนาจ...กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว