ลึกลงไปในใจ นางยังมีความคิดบางอย่างที่อยากจะปลดปล่อยออกมา แต่นางกลับต้องสะกดมันไว้ในใจ โดยจะให้คนรู้ความคิดของนางไม่ได้ มิเช่นนั้นจากกฎเกณฑ์ของยุคสมัยนี้ เส้นทางชีวิตของนางคงไปได้ไม่ไกล
ทางด้านนี้ การรับสมัครงานของบ้านพักตากอากาศจบลงอย่างราบรื่น คณะฝึกสอนได้เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการของฝึกสอน
ส่วนหลายวันมานี้ ลั่วจิ่งซีอยู่กับจ้าวจือชิงตลอดเวลา ทั้งสองมักจะกระซิบกระซาบกันอยู่เป็นพักๆ และออกไปประลองกันบ้างบางครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองสนิทสนมกันอย่างรวดเร็วและเห็นได้ชัด นี่ทำให้ลั่วชีเหนียงสงสัยสงสัยว่าจ้าวจือชิงกรอกยาเสน่ห์ให้ลั่วจิ่งซีหรือไม่ กระทั่งตอนที่จ้าวจือชิงบอกว่าลั่วจิ่งเฉินอ่อนแอเกินไป ถึงขั้นเห็นลั่วจิ่งซีไม่ได้โต้ตอบอย่างยากจะได้เห็น
พฤติกรรมผิดปกติระหว่างทั้งสองทำให้ชีเหนียงสงสัยใคร่รู้ แต่ลูกเติบโตย่อมมีความลับของตนเอง นี่คือเรื่องปกติ ส่วนระหว่างไหลไหลน้อยกับจ้าวจือชิงก็เหมือนจะมีความลับร่วมกัน ตอนนี้ลั่วจิ่งซีกับจ้าวาจือชิงมีเรื่องที่ไม่อาจพูดออกมาได้ และเหมือนว่าระหว่างลั่วจิ่งเฉินกับจ้าวจือชิงก็มีความเข้ากันได้บางอย่าง
ตั้งแต่เมื่อใดกันที่ลูกทั้งสามของตนสนิทสนมคุ้นเคยกับเขาเช่นนี้
“ท่านแม่ ท่านดูสิว่าข้าทำอะไร? หมัดเมื่อครู่ของลูกสวยงามเป็นพิเศษเลยใช่หรือไม่?”
ลั่วจิ่งซีทำท่ากวักกำปั้น ท่าทางนั้นคล่องแคล่วและมีพลัง สวยงามอย่างยิ่ง แน่นอนว่าก่อนอื่นต้องมองข้ามรอยเขียวช้ำบนรอบดวงตาของเขาไปก่อน
นางมองจ้าวจือชิงด้วยสายตาตำหนิ “เจ้าเองก็เหลือเกิน ไฉนต้องทำให้จริงจังถึงเพียงนี้ ทำร้ายคนไม่โจมตีที่หน้า เจ้าไม่รู้หรือ”
เมื่อเห็นจ้าวจือชิงถูกท่านแม่ตำหนิ ลั่วจิ่งซีรีบอธิบายแทนเขา “ท่านแม่จะโทษท่านลุงจ้าวมิได้ กำปั้นไร้ตา อีกอย่างเพราะฝีมือข้าไม่ถึงเอง ถึงได้ถูกชกจนเบ้าตาเขียว ถึงอย่างไรก็ดีกว่าวันข้างหน้าถูกผู้อื่นหักคอในกระบวนท่าเดียว”
หัวใจของลั่วจิ่งซีนั้นยิ่งใหญ่ ย่อมรู้ว่าเรื่องที่ตนพบเจอกับโจรสลัดนั้นทำให้ชีเหนียงที่ได้ฟังต้องหวาดกลัวเพียงใด เขายังจำความตื่นเต้นตอนที่ตนเองยกเท้าถีบโจรสลัดคนหนึ่งจนตัวลอย จากนั้นใช้หมัดต่อยโจรสลัดคนหนึ่งจนล้มลงได้ แม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บเช่นกัน แต่เขาไม่ได้รู้สึกเศร้าเสียใจ ตรงข้ามคือเขารู้สึกว่านั่นคือตราเกียรติยศของวีรบุรุษ
ดังนั้นจึงบอกเล่าเรื่องนี้กับชีเหนียงจนหมด แม้ว่าจะห่วงเขา แต่ก็รู้ว่านิสัยของลูกต่างกัน ย่อมมีทางเดินที่แตกต่าง ลั่วจิ่งซีค่อนข้างมีสัญชาตญาณในการต่อสู้ตั้งแต่เกิด
กระทั่งโจวย่าอวิ๋นก็อดคร่ำครวญไม่ได้ “คุณชายรองดุดันเก่งกาจยิ่งนัก เขาไม่หวาดกลัวโจรสลัดเหล่านั้นแม้แต่น้อย แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ต้องให้ศัตรูชดใช้คืนกลับมาให้จงได้ หากไม่ทราบมาก่อนว่าคุณชายรองไม่เคยผ่านสนามรบมาก่อน เกรงว่าคนที่ได้เห็นคงบอกเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือ นักรบร้อยสงคราม”
จากการบอกเล่าของบุคคลที่สามอย่างโจวย่าอวิ๋น เหมือนกับว่าลั่วจิ่งซีมีตาหลังอย่างไรอย่างนั้น เขาสามารถคาดเดาการเคลื่อนไหวของศัตรูและหลบพ้นการโจมตีได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นจึงมีบาดแผลแค่ภายนอก
โจวย่าอวิ๋นไม่รู้ว่านี่มาจากหลักเหตุผลใด แต่ชีเหนียงกลับรู้สึกว่าสัญชาตญาณเหล่านี้ของลั่วจิ่งซีนั้นมาจากการสืบทอด แน่นอนว่าคงไม่ได้สืบทอดจากจี้ฉงเหวินแน่ คงเกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของนางที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ
“เจ้าตัวดี ไม่เสียแรงที่ข้าเอ็นดูเจ้า!”
จ้าวจือชิงกระแทกแขนของเขา ทั้งสองหัวเราะกันคิกคักและเข้ากันได้อย่างดี
ชีเหนียงเห็นความสนิทสนมระหว่างพวกเขา ผ่านไปนานค่อนวัน นางดันกลายเป็นคนนอกเสียเอง
ครั้งนี้ลั่วจิ่งซีมาพร้อมกับสาส์นจากผู้เฒ่าหลิง ในนั้นระบุว่า ขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบจากทะเลนั้นเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เพียงแต่สีกับกลิ่นยังไม่ดีเหมือนกับที่ชีเหนียงเคยอธิบายไว้ ดังนั้นพวกเขายังต้องค้นหาสาเหตุและเร่งงานกันต่อไป
ส่วนผลผลิตที่ล้มเหลว ยายโจวได้ทดลองด้วยตนเอง อาหารที่ทำออกมา รสชาติดีกว่าเดิม แต่เพราะเป็นผลผลิตที่ล้มเหลว จึงกล้าใช้แค่ในครอบครัว ส่วนที่เหลือก็ยกให้อาจารย์หลายท่านที่ร่วมกันผลิตนำกลับไปทดลองใช้ในบ้าน แล้วค่อยคิดหาหนทางว่าจะพัฒนาอย่างไรต่อ
ชีเหนียงค่อนข้างสนับสนุนวิธีทำของผู้เฒ่าหลิง แม้จะล้มเหลว แต่ไม่ได้แสดงว่ามันใช้ไม่ได้ เพียงแต่ยังไม่เพียบพร้อมสมบูรณ์ก็เท่านั้น การไม่สิ้นเปลืองต่างหากคือเรื่องจริง
“พวกเจ้าคอยจับตาดูทางนี้ไว้ วันรุ่งขึ้นข้าจะกลับเมืองหลวง อีกไม่กี่วัน เจ้าไปเมืองชิงหยางเป็นเพื่อนจิ่งเฉินและดูแลพี่ชายเจ้าให้ดี”
“ท่านแม่ไม่ไปกับเราหรือ?” เรื่องที่ไปเมืองชิงหยาง ลั่วจิ่งเฉินรู้มานานแล้ว การมาเมืองหลวงครั้งนี้ก็ไม่ได้คิดจะกลับไปบ้านอีก แต่ท่านแม่ใส่ใจสถานการณ์ของพี่ชายอย่างมาก แต่กลับไม่ไปด้วย
ชีเหนียงอยากตามไปด้วย เพียงแต่นางต้องคอยรับมือคนเหล่านั้นในเมืองหลวง ใช่แล้ว แม้ว่าจ้าวจือชิงจะไม่ได้บอกเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองหลวงกับนางแม้แต่น้อย
แต่นับตั้งแต่ช่วงที่ซื้อบ้านก็มีคนคอยจับตาดู นางรับรู้ได้ว่ามีใครบางคนไม่อยากให้นางอยู่ที่นี่ นางจึงได้แต่พักแรมในโรงเตี๊ยมไม่กี่วัน จิ่งเฉินไม่ค่อยออกไปข้างนอก จึงมีเพียงนางที่ตกสู่สายตาคนอื่น อย่างน้อยจิ่งเฉินก็ยังปลอดภัย
ชีเหนียงไม่คิดจะบอกกับลั่วจิ่งซี ในเมื่อจ้าวจือชิงก็มีแผนการของเขา เช่นนั้นแผนการของนาง ก็ไม่จำเป็นต้องบอกเขาเช่นกัน
“แน่นอนว่าแม่จะไปด้วย ทว่าต้องรอจัดการเรื่องทางนี้ให้นิ่งก่อนแล้วค่อยว่ากัน เจ้าไปคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมกับจิ่งเฉินก่อน”
ลั่วจิ่งซีพยักหน้า “อ้อ ทราบแล้ว เช่นนั้นพวกข้าจะออกเดินทางเมื่อใด?”
“รอวันรุ่งขึ้นกลับถึงเมืองหลวง พักสักวัน พวกเจ้าก็ออกเดินทางได้” พอตอบเสร็จ นางหันไปมองจ้าวจือชิงแวบหนึ่ง “เราไม่เคยไปเมืองชิงหยางมาก่อน พี่จ้าวอยากไปดูล่วงหน้าหรือไม่?”
จ้าวจือชิงเห็นว่าชีเหนียงจัดแจงหน้าที่ให้เขา ฉับพลันก็ตบหน้าอกด้วยความดีใจและรับประกัน “วางใจได้ ข้าจะไปวันรุ่งขึ้น รอจิ่งเฉินกับจิ่งซีไปถึง รับรองว่าต้องมีที่พักอาศัยแน่”
หลังจากจัดแจงแผนการต่อจากนี้เรียบร้อย ชีเหนียงก็ก็พาลั่วจิ่งซีกลับไปถนนหูถงทิศใต้ในเมืองหลวง
เพียงแต่เมื่อเปิดประตูก็เห็นผู้เฒ่าคนหนึ่งนั่งอยู่ในบ้านและรังควานลั่วจิ่งเฉินไม่หยุด
“เจ้าหนุ่มคนนี้น่าเบื่อนัก ข้าบอกกับเจ้าไปกี่รอบแล้ว เจ้าก็ไม่สนใจข้า!”
“วิธีบ้าบอที่เจ้าบอกกับข้าอะไรนั่น ข้าใช้มาสามพันห้าร้อยสามสิบสองครั้งแล้ว แต่ก็ตกปลาไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว กระทั่งตะขอเกี่ยวปลาก็เปลี่ยนตามที่เจ้าบอก ไส้เดือนเหล่านั้น ข้าก็จับเองกับมือ เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันน่าขยะแขยงเพียงใด!”
“ข้าไม่สน! วิธีของเจ้าไม่ได้ผล เจ้าต้องรับผิดชอบ!”
ลั่วจิ่งเฉินคุ้นชินกับการงอแงไร้เหตุผลของผู้เฒ่าแล้ว เนื่องจากเขาไม่สบายอยู่สามวัน จึงไม่ได้ไปข้างทะเลสาบ วันที่สี่ผู้เฒ่าถึงขั้นมาหาถึงที่ โชคดีที่ผู้เฒ่ามา จึงพบว่าเขาเป็นหวัดและเชิญหมอมารักษาเขา
เพียงแต่หลังจากอาการหายดี เขาก็ถูกตอแยอย่างสมบูรณ์ เพียงแค่การบังเอิญตกปลาได้ ก็ถูกตามตอแยขอวิธีตกปลา พอเลี่ยงไม่ได้ เขาจึงได้แต่บอกสิ่งที่ตนรู้ให้ผู้เฒ่า
อย่างเรื่องที่ว่า เวลาที่เหมาะแก่การตกปลาที่สุดคือตอนเช้า ยืนตำแหน่งต้นลม ช่วงเวลาที่ความอดทนดีที่สุด ไปจนถึงการเปลี่ยนตะขอเกี่ยวปลา สิ่งที่ตนรู้คงถ่ายทอดออกมาจนหมดแล้ว แต่ผู้เฒ่าก็ยังตกปลาไม่ได้ แต่เขากลับตกได้ในครั้งเดียว
ด้วยเหตุนี้ ผู้เฒ่าจึงเอาแต่บอกว่าเขาปกปิดเคล็ดวิชาไม่ยอมสอน นับตั้งแต่นั้นก็จะมาที่บ้านและตำหนิว่าเขาไม่จริงใจ ตามรังควานให้เขาคายสิ่งที่รู้เกี่ยวกับการตกปลาออกมาให้หมด
เดิมทีเขาไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการตกปลาอยู่แล้ว การตกปลาได้ล้วนพึ่งพาโชคทั้งนั้น แต่ไม่ว่าเขาจะอธิบายอย่างไร ผู้เฒ่าก็ไม่ยอมเชื่อ
-----