ในที่สุดโจดี้ก็ยอมตัดใจเรื่องกระเป๋าแต่ถึงแม้จะบอกว่ายอมตัดใจแต่สตีฟก็เห็นเธอซื้อกระเป๋าจากร้านนี้มาถึงห้าใบเลยทีเดียว
“นี่ไม่ไปร้านอื่นแล้วนะผมขอแวะไปร้านขายรถยนต์เสียหน่อยผมมาซื้อรถยนต์นะเนี่ย !!” สตีฟพูดกับโจดี้
“โอเคไปกันเลยวันนี้ฉันซื้อของจนหายเครียดละ” โจดี้พูด
“เครียด ??” สตีฟงงกับคำพูดของเธอที่บอกว่าเครียด
“ไม่มีอะไรหรอกไปกันเถอะ” โจดี้พูดก่อนจะดันหลังสตีฟให้เดินไปข้างหน้าเธอไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก
เมื่อสตีฟมาถึงร้านขายรถก็เดินเข้าไปทันทีพนักงานเมื่อเห็นว่ามีลูกค้าเข้ามาก็รีบออกมาต้อนรับกันใหญ่
“สวัสดีครับยินดีต้อนรับครับไม่ทราบว่าสนใจรถรุ่นไหนครับ” พนักงานเดินเข้ามาก่อนจะพูดพลางฉีกยิ้มแบบบริการ
“คือผมสน....” สตีฟยังพูดไม่ทันจบก็ต้องอ้าปากค้างเพราะพนักงานที่กำลังเดินฉีกยิ้มเข้ามานั้นเดินผ่านร่างของสตีฟไป
“ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงสนใจรถรุ่นไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ” พนักงานเดินผ่านสตีฟไปถามโจดี้ที่อยู่ด้านหลัง
อะไรฟระตรูมาซื้อรถนะเฟ้ยทำไมผ่านตรูไปถามโจดี้แทนล่ะ สตีฟคิดในใจก่อนจะหันไปมองโจดี้และทันทีที่สตีฟเห็นสายตาพนักงานเขาก็ได้เข้าใจว่าทำไมพนักงานถึงสนใจโจดี้มากกว่าเขานั่นก็เป็นเพราะว่าชุดที่โจดี้ใส่นั้นเป็นเสื้อผ้าแบรนเนมทุกชิ้นต่างจากสตีฟที่เป็นชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดาๆ แถมยังใส่ผ้ากันเปื้อนมาอีก
“คือฉัน...” โจดี้กำลังจะบอกว่าเธอไม่ได้สนใจรถแต่มากับสตีฟแต่ก็โดนพนักงานพูดดักเอาไว้เสียก่อน
“ถ้ายังไม่มีรถรุ่นไหนในใจยังไงก็ลองเดินดูรอบๆก่อนได้นะครับร้านของเรานั้นมีรถแทบจะทุกแบรน อย่างรุ่นนี้เป็นไงครับแลมโบกินี่ผมว่าเหมาะกับคุณผู้หญิงดีนะครับ” พนักงานพูดพลางชี้ไปที่รถสปอร์ทหรูคันหนึ่งตอนนั้นเองสตีฟก็เดินเข้ามาก่อนจะคว้าหมับเข้าที่บ่าของพนักงาน
หมับ !! สตีฟคว้าเข้าให้ก่อนพนักงานจะหันกลับมามอง
“อ้าวน้องชายเข้ามาขายขนมปังเหรอโทษทีนะ พอดีกำลังต้อนรับลูกค้าอยู่อีกยี่สิบนาทีค่อยมาใหม่ได้มั้ย” พนักงานมองดูการแต่งตัวของสตีฟก็นึกว่าเป็นคนจากร้านขนมปัง
“มะ...”
“เอาเป็นว่าเดี๋ยวช่วยอุดหนุนแต่สักพักค่อยมาใหม่นะขอทำงานก่อน” พนักงานพูดพลางไล่สตีฟก่อนจะสะบัดจากการจับของสตีฟและกำลังจะพาโจดี้เดินดูรอบๆร้าน
“เดี๋ยวสิเฮ้ย !!” สตีฟที่ทนไม่ไหวจึงต้องขึ้นเสียงทำให้พนักงานหันกลับมาด้วยความโมโหทันที
“เฮ่น้องชายทำงานอยู่ร้านไหนกัน ขึ้นเสียงแบบนี้ไม่ดีเลยนะแค่ไม่ซื้อขนมปังถึงกับต้องขึ้นเสียงเลยเหรอ” พนักงานพูดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างแข็งขึ้นมา
“นี่คุณพนักงานคะช่วยฟังที่คนๆนี้พูดให้จบก่อนดีกว่านะคะเดี๋ยวจะซวยเอา” โจดี้ที่เห็นว่ามันชักจะไปกันใหญ่จึงช่วยพูดขึ้นมา
“ซวย ??” พนักงานที่ได้ยินดังนั้นก็หันกลับมาหาโจดี้พลางทำหน้าสงสัย
“ใช่ค่ะเพราะคนที่จะมาซื้อรถน่ะไม่ใช่ฉันหรอกนะคะแต่เป็นนู่น !!” โจดี้พูดพลางมองไปที่สตีฟ
“ฮะ !!” พนักงานทำหน้างงก่อนจะหันกลับมาหาสตีฟ
“คุณจะมาซื้อรถ ??” พนักงานถามเพื่อความแน่ใจ
“เออตรูจะมาซื้อรถ สรุปจะขายมั้ย” สตีฟพยักหน้าพลางตอบแบบกวนๆ
พนักงานมองการแต่งตัวของสตีฟก่อนจะหันกลับไปมองการแต่งตัวของโจดี้เขารีบใช้ระบบตรวจสอบทันที
“เลเวลหนึ่งร้อยห้าสิบเอ็ด ระดับ SSS !!!” พนักงานเมื่อตรวจสอบสถานะของโจดี้ก็อึ้งทันทีที่เพราะฮีโร่เลเวลขนาดนี้ในเมืองนิวยอร์คนนั้นมีแทบจะนับได้ด้วยมือข้างเดียวจากที่เขารู้มา
“เหอะๆแค่นี้ตกใจถ้าตรวจสอบของตานั่นไม่ช็อคตาตั้งหรือไง” โจดี้พูดเบาๆกับตัวเองหลังจากเห็นสีหน้าของพนักงานแต่ดูเหมือนเสียงที่โจดี้พูดจะได้ยินไปถึงหูพนักงานทำให้เขารีบหันกลับมาตรวจสอบสถานะสตีฟทันที
“ละ ละ เลเวลสะ สะ สองร้อ......” พนักงานพูดยังไม่ทันจบจู่ๆเขาก็ค่อยๆหน้าซีดลงก่อนจะหงายหลังทันที
ตึง !! เสียงพนักงานหงายหลังล้มลงเสียงดัง
“เฮ้ย !!x2” ทั้งสตีฟและโจดี้อุทานเสียงดังหลังจากเห็นว่าพนักงานคนนี้ล้มหงายหลังไป
เสียงอุทานของสตีฟและโจดี้ทำให้พนักงานคนอื่นๆในร้านหันมาสนใจก่อนจะกรูกันมาดูว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
สิบนาทีต่อมา
“ผมต้องขอโทษท่านจริงๆจากใจเลยนะครับที่แสดงกิริยาไม่เหมาะสมกับท่านไปก่อนหน้านี้ยังไงผมจะมอบไวน์ประจำตระกูลขวดนี้เป็นคำขอโทษของผม หวังว่าท่านจะไม่ถือสาที่ผมทำไปก่อนหน้านี้” เสียงพนักงานพูดพลางนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าสตีฟและกำลังยื่นไวน์เก่าเก็บของตระกูลให้สตีฟเป็นคำขอโทษ
เหอะๆต้องกลัวตรูขนาดนี้เลยเหรอฟระแต่ตรูกูลเอ็งแปลกชะมัดเก็บไวน์เป็นของประจำตระกูลเนี่ยนะ แต่หือไวน์นี่มันอายุสองร้อยปีได้มั้งเนี่ยโหท่าจะขายได้ราคาแพงแต่เราไม่ใช่คอไวน์เสียด้วยสิ แถมไวน์เก่าขนาดนี้เอามาทำอาหารจะไม่อร่อยเสียเปล่าๆเพราะกลิ่นมันแรงเกินไป สตีฟมองดูขวดไวน์ตรงหน้า
“เอาล่ะเรื่องนั้นช่างมันเถอะผมเองก็เข้าใจผมแต่งตัวอย่างนี้พอเทียบกับเพื่อนผมแล้ว อย่างกับคนรับใช้กับเจ้านายคุณจะเข้าใจผิดก็ไม่แปลกแล้วไวน์นี่ผมไม่เอาหรอกผมไม่ใช่คอไวน์ คุณเก็บเอาไว้เถอะว่าแต่คุณจะช่วยพาผมเดินดูรถหน่อยได้มั้ยผมอยากได้รถสักคันน่ะ” สตีฟพูด
“ไม่เอาไวน์จริงๆเหรอครับ !!” พนักงานถามด้วยสีหน้าตกตะลึง
“แน่สิผมไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยอะไรขนาดนั้น ว่าแต่พาผมดูรอบๆหน่อยสิ” สตีฟพูด
“ครับๆขอบคุณมากครับผมจะพาคุณดูรอบๆร้านเราเอง” พนักงานพูดก่อนจะรีบลุกขึ้นและพาสตีฟกับโจดี้ดูรอบๆร้านทันที
สตีฟและโจดี้เดินดูรถอยู่หลายรุ่นหลายแบบหลายสไตล์แต่สตีฟก็ยังไม่เจอคันที่โดนใจสักที
“นี่ไม่ชอบคันไหนเลยเหรอฉันว่ามันก็สวยทุกคันนะแถมราคาเองก็ไม่แพงด้วย” โจดี้พูด
เหอะๆไม่แพงตรงไหนฟระแต่ละคันเกินร้อยล้านหมดเลย ถูกสุดก็เจ็ดสิบล้าน สตีฟคิดในใจทันใดนั้นเองจู่ๆสายตาเขาก็ไปสะดุดตากับรถคันหนึ่งซึ่งอยู่มุมในสุดของร้าน
“เฮ่คุณพนักงานคันนั้นมันรุ่นอะไรเหรอ !!” สตีฟชี้ไปที่รถคันที่เขาสะดุดตาก่อนจะถามทันที
“หือสีแดงคันนั้นน่ะเหรอครับนั่นมันเป็นรถเต่ารุ่นโฟล์คสวาเก้นปี 1970 ครับ ว่าแต่ร้านเรายังมีรถคันนี้อยู่อีกเหรอเนี่ยไม่ใช่ว่าขนไปเข้าโรงหลอมเตรียมสร้างใหม่แล้วหรอกเหรอ” พนักงานบอกรุ่นให้สตีฟฟังก่อนจะบ่นพึมพำกับตัวเอง
“ผมอยากได้คันนี้ล่ะราคาเท่าไหร่ !!” สตีฟตัดสินใจซื้อทันที
“อืม...รู้สึกว่าจะอยู่ที่สี่สิบเก้าล้านนะครับที่มันถูกขนาดนี้เพราะรถรุ่นนี้นั้นไม่แข็งแรงเหมือนพวกรถสปอร์ทแถมอะไหล่ยังหาไม่ได้แล้วในตอนนี้ ถ้าผมจำไม่ผิดคันนี้รู้สึกจะมีปัญหาที่เครื่องยนต์เสียด้วยมันสตาร์ทยากมาก เพราะแบบนี้เมื่อเดือนก่อนพวกเราจึงนำรถรุ่นเก่าพวกนี้ไปหลอมใหม่ทั้งหมดเพื่อเอาวัสดุมาสร้างรถคันที่ขายได้แทน” พนักงานอธิบายอย่างไม่ปิดบังกับสตีฟ
“ผมเอาคันนี้ล่ะเครื่องไม่ดีก็ช่างมันผมคิดว่าน่าจะมีคนซ่อมได้” สตีฟนึกถึงตาลุงสตาร์คถึงเขาจะไม่ชอบตาลุงนั่นเท่าไหร่แต่ตาลุงที่สร้างเฮลิคอปเตอร์จากซากสัตว์กลายพันธ์ได้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ถ้าเครื่องมันไม่ดีจริงเขาจะขนรถคันนี้ไปให้ตาลุงนั่นซ่อมให้เสียเลย
“นี่สตีฟจะซื้อจริงๆเหรอฉันว่ารถคันนี้มันดูโบราณไปหน่อยนะ” โจดี้พูดทักท้วงการตัดสินใจของสตีฟ
“ผมเอาคันนี้แหละความชอบของแต่ละคนมีไม่เหมือนกันผมน่ะชอบรถแบบนี้มากเลยล่ะมันดูคลาสสิคดี” สตีฟพูด
“อืม...จะว่าไปก็นั่นสินะรถมอเตอร์ไซค์ของนายก็สีแดงแถมเป็นรถเก่าด้วยนี่นา” โจดี้เองก็พอจะจำรถเวสป้าของสตีฟได้
“เอาคันนี้แน่ใช่มั้ยครับ” พนักงานถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“อืม” สตีฟพยักหน้าพนักงานเมื่อเห็นว่าสตีฟต้องการจริงๆเขาจึงพาสตีฟไปจัดการทำเอกสารซื้อขายรถให้เรียบร้อย
วู่บ !! สตีฟเก็บรถเข้ากระเป๋ามิติทันทีเมื่อทำการซื้อขายเสร็จ
“ขอบคุณที่ใช้บริการครับ” พนักงานที่ทำหน้าที่ขายรถให้สตีฟเดินออกมาส่งเขาถึงหน้าประตู
“เอาล่ะถ้าอย่างนั้นแยกกันตรงนี้นะผมจะกลับบ้านแล้วซาร่าเองก็ใกล้เลิกงานแล้วด้วย” สตีฟหันไปพูดกับโจดี้ก่อนจะเดินไปทันทีทว่าสตีฟเดินไปได้ไม่กี่ก้าวเขาก็ได้ยินเสียงส้นสูงของโจดี้ทำให้ต้องหันกลับไปมอง
“เธอไม่กลับโรงแรมเหรอจะตามผมมาทำไมผมจะกลับบ้านแล้ว” สตีฟหันไปถาม
“คะ คะ คือว่าฉันอยากจะไปหาซาร่าหน่อยน่ะยังไงขอไปด้วยแล้วกัน” โจดี้พูด
“เอ้าทำไมไม่บอกแต่แรก ป่ะๆรีบไปกันเถอะ” สตีฟพูดก่อนจะรีบเดินไปที่ถนนสายหลักก่อนจะเอารถออกมาลองขับดู
ตึง !! เสียงสตีฟเอารถออกมาวางที่ถนนเขายิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดีก่อนจะเปิดประตูเข้าไปนั่งที่คนขับทันที
“เอ้าขึ้นรถสิจะรอให้ลงไปเปิดให้หรือไง โทษทีนะผมสุภาพบุรุษเฉพาะกับภรรยาเท่านั้น” สตีฟเห็นว่าโจดี้ยังไม่ขึ้นรถจึงพูดโพล่งขึ้นมา
ปัง !! โจดี้เดินไปที่ประตูอีกฝั่งก่อนจะปิดประตูเสียงดังแกล้งสตีฟ
“เฮ่เบาๆหน่อยสิฮีโร่อย่างพวกเราจะทุบรถคันนึงไม่ยากเลยนะ” สตีฟพูดพลางนึกถึงตอนที่ทุบรถเจ้าหนุ่มแดนเวอร์นั่นใช่มันไม่ยากเลยการทุบรถด้วยมือเปล่าน่ะ
กริ๊ก !! สตีฟเมื่อเห็นว่าโจดี้นั่งเรียบร้อยแล้วเขาก็หยิบกุญแจออกมาและเสียบเข้าไปทันที
บรืน !! บรืน !! ทันทีที่สตีฟสตาร์ทเครื่องเสียงเครื่องยนต์แสนคลาสสิคของรถโบราณก็ดังขึ้นทันที
เอาล่ะไอ้เต่าลูกพ่ออยู่กับพ่อนานนะๆ สตีฟคิดในใจก่อนจะยกมือขึ้นจับพวกมาลัยและเข้าเกียร์เตรียมออกรถทันทีแต่ทว่าทันทีที่สตีฟเข้าเกียร์จู่ๆเครื่องก็มีปัญหาทันที
ครืด !! จู่ๆเครื่องยนต์ก็ส่งเสียงแปลกๆก่อนรถจะเริ่มสั่นก่อนจะมีเสียงระเปิดเสียงดังที่ด้านหน้ากระโปรงรถ
ปัง !! เสียงระเบิดดังขึ้นก่อนจะมีควันสีขาวพวยพุ่งออกมา
“เฮ้ยไอ้เต่าลูกพ่อ !!” สตีฟอุทานออกมาพลางรีบลงจากรถไปดูทันที
“เหอะๆ พนักงานนั่นหลอกขายรถนายป่ะเนี่ยล้อยังไม่ทันหมุนเลยก็พังเสียแล้ว” โจดี้พูดออกมาหลังจากลงมาดูรถ
“มะ มะ ไม่หรอกน่าพนักงานนั่นก็บอกแล้วไงว่าเครื่องมันไม่ดี ถะ ถะ ถ้ายังไงเรากลับแท็กซี่กันมั้ย” สตีฟหันไปพูดกับโจดี้
“ยังงั้นก็ได้” โจดี้ยักไหล่เบาๆ
เฮ้อวันนี้มันวันอะไรฟระ เวสป้าตรูก็พัง รถคันใหม่ซื้อมายังไม่ทันได้วิ่งก็พัง แถมยังต้องมาเสียเวลาหลายชั่วโมงเพราะยัยโจดี้นี่อีก วันนี้มันวันซวยของตรูจริงๆเลยพับผ่าสิ สตีฟคิดในใจก่อนจะเก็บรถของเขากลับเข้ากระเป๋ามิติและเดินไปเรียกแท็กซี่เพื่อตรงกลับบ้าน
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากอิจิยะกลับมาถึงทำเนียบขาวเขาก็เรียกประชุมสิบผู้ก่อตั้งที่เหลืออยู่ทันที
ทันทีที่สิบผู้ก่อตั้งที่เหลือได้ยินเรื่องที่อิจิยะพูดทุกคนก็มีสีหน้าคร่ำเครียดทันที
“อิจิยะแล้วเราจะเอายังไงกันดี ถ้าเราประกาศเรื่องนี้ออกไปไม่ดีล่ะก็ประชาชนในเมืองต้องตื่นตระหนกกันแน่ ถ้าเป็นแบบนั้นพวกคนเลวๆ กับพวกวายร้ายอาจจะอาศัยจังหวะนี้ก่อเรื่องขึ้นมาได้เลยนะ” สิบผู้ก่อตั้งคนหนึ่งพูดถึงปัญหาที่จะตามมาถ้าจัดการเรื่องนี้ได้ไม่ดี
“เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงเราก็.....” อิจิยะยังพูดไม่ทันจบประตูห้องประชุมก็ถูกเปิดไม่สิเรียกให้ถูกมันถูกพังเข้ามาเสียมากกว่า
ปัง !! เสียงประตูถูกพังเข้ามา
“หือซานตาน่านายเองเหรอ ทำไมต้องรุนแรงด้วยมีเรื่องด่วน ??” สิบผู้ก่อตั้งคนหนึ่งเมื่อเห็นว่าคนที่พังเข้ามาเป็นคนกันเองก็ถามอย่างแปลกใจ
“อิจิยะขอคุยด้วยหน่อย” ซานตาน่ามองดูรอบๆห้องอย่างแปลกใจเพราะทุกคนอยู่กันครบยกเว้นโฟว์ที่ไม่อยู่
“ไม่เป็นไรซานตาน่าพูดได้เลยฉันเล่าให้ทุกคนฟังหมดแล้ว” อิจิยะพูด
“หือ...ไหนว่าจะปิดเป็นความลับก่อนแล้วให้ฉันไปตรวจสอบ” ซานตาน่าพูด
“เปลี่ยนแผนนิดหน่อยน่ะ” อิจิยะบอก
“อืม...” ซานตาน่าพยักหน้าก่อนจะเดินไปนั่งที่ตัวเองและเริ่มรายงานสิ่งที่ตนไปสืบมาทันที
“เรื่องมังกรดำเจ็ดตัวนั่นฉันไปยืนยันด้วยตัวเองมาแล้วมันออกมาจากหุบเขามังกรแล้วจริงๆ” ซานตาน่าพูด
“แย่แน่/เวรล่ะสิ/ชิบหายแล้ว” เหล่าสิบผู้ก่อตั้งแต่ละคนอุทานออกมาเมื่อข่าวเรื่องนี้ได้ถูกยืนยัน
“เอาล่ะเตรียมแผนอพยพได้ ว่าแต่ซานตาน่านายได้คำนวณความเร็วของมันมั้ยมันจะมาถึงเราเมื่อไหร่” อิจิยะถาม
“พวกมันบินอยู่ที่ระดับเหนือเมฆความเร็วของพวกมันอยู่ที่ราวๆ สี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงเนื่องจากพวกมันตัวใหญ่มากตัวพอๆกับเครื่องบินโบอิ้งเลยล่ะนี่ดีนะที่มันบินได้ช้าไม่งั้นล่ะก็ไม่อยากจะคิด” ซานตาน่าพูดออกมา
“ถ้าอย่างนั้นก็ราวๆสามวันสินะ” อิจิยะลองคำนวณดูจากเยลโล่สโตนนั้นอยู่ห่างจากวอชิงตันประมาณสามพันกิโลเมตร
“ไม่ ไม่ใช่สามแต่เป็นสี่ !!’ ซานตาน่าส่ายหน้า
“หือนายตกเลขตั้งแต่เมื่อไหร่ คำนวณยังไงๆก็สามวันนะ” สิบผู้ก่อตั้งคนหนึ่งแปลกใจ
“ฉันไม่ได้ตกเลขสี่วันจริงๆ” ซานตาน่ายังยืนยันคำเดิม
“ทำไมถึงสี่วัน !!!x8” สิบผู้ก่อตั้งทุกคนในห้องประชุมลุมถามที่ซานตาน่า
“ก็เพราะมันไม่ได้บินตรงมาที่นี่น่ะสิ จากองศาที่คำนวณแล้วทิศทางที่มันจะบินไปก็คือ...................”
จบ...

พิมพ์คำอธิบายที่นี่