สุดยอดพ่อบ้าน HERO กู้โลก

    ตอนที่ 145 วันซวย !!

    ตอนที่ 145

    ในที่สุดโจดี้ก็ยอมตัดใจเรื่องกระเป๋าแต่ถึงแม้จะบอกว่ายอมตัดใจแต่สตีฟก็เห็นเธอซื้อกระเป๋าจากร้านนี้มาถึงห้าใบเลยทีเดียว

    “นี่ไม่ไปร้านอื่นแล้วนะผมขอแวะไปร้านขายรถยนต์เสียหน่อยผมมาซื้อรถยนต์นะเนี่ย !!” สตีฟพูดกับโจดี้

    “โอเคไปกันเลยวันนี้ฉันซื้อของจนหายเครียดละ” โจดี้พูด

    “เครียด ??” สตีฟงงกับคำพูดของเธอที่บอกว่าเครียด

    “ไม่มีอะไรหรอกไปกันเถอะ” โจดี้พูดก่อนจะดันหลังสตีฟให้เดินไปข้างหน้าเธอไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก

    เมื่อสตีฟมาถึงร้านขายรถก็เดินเข้าไปทันทีพนักงานเมื่อเห็นว่ามีลูกค้าเข้ามาก็รีบออกมาต้อนรับกันใหญ่

    “สวัสดีครับยินดีต้อนรับครับไม่ทราบว่าสนใจรถรุ่นไหนครับ” พนักงานเดินเข้ามาก่อนจะพูดพลางฉีกยิ้มแบบบริการ

    “คือผมสน....” สตีฟยังพูดไม่ทันจบก็ต้องอ้าปากค้างเพราะพนักงานที่กำลังเดินฉีกยิ้มเข้ามานั้นเดินผ่านร่างของสตีฟไป

    “ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงสนใจรถรุ่นไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ” พนักงานเดินผ่านสตีฟไปถามโจดี้ที่อยู่ด้านหลัง

    อะไรฟระตรูมาซื้อรถนะเฟ้ยทำไมผ่านตรูไปถามโจดี้แทนล่ะ สตีฟคิดในใจก่อนจะหันไปมองโจดี้และทันทีที่สตีฟเห็นสายตาพนักงานเขาก็ได้เข้าใจว่าทำไมพนักงานถึงสนใจโจดี้มากกว่าเขานั่นก็เป็นเพราะว่าชุดที่โจดี้ใส่นั้นเป็นเสื้อผ้าแบรนเนมทุกชิ้นต่างจากสตีฟที่เป็นชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดาๆ แถมยังใส่ผ้ากันเปื้อนมาอีก

    “คือฉัน...” โจดี้กำลังจะบอกว่าเธอไม่ได้สนใจรถแต่มากับสตีฟแต่ก็โดนพนักงานพูดดักเอาไว้เสียก่อน

    “ถ้ายังไม่มีรถรุ่นไหนในใจยังไงก็ลองเดินดูรอบๆก่อนได้นะครับร้านของเรานั้นมีรถแทบจะทุกแบรน อย่างรุ่นนี้เป็นไงครับแลมโบกินี่ผมว่าเหมาะกับคุณผู้หญิงดีนะครับ” พนักงานพูดพลางชี้ไปที่รถสปอร์ทหรูคันหนึ่งตอนนั้นเองสตีฟก็เดินเข้ามาก่อนจะคว้าหมับเข้าที่บ่าของพนักงาน

    หมับ !! สตีฟคว้าเข้าให้ก่อนพนักงานจะหันกลับมามอง

    “อ้าวน้องชายเข้ามาขายขนมปังเหรอโทษทีนะ พอดีกำลังต้อนรับลูกค้าอยู่อีกยี่สิบนาทีค่อยมาใหม่ได้มั้ย” พนักงานมองดูการแต่งตัวของสตีฟก็นึกว่าเป็นคนจากร้านขนมปัง

    “มะ...”

    “เอาเป็นว่าเดี๋ยวช่วยอุดหนุนแต่สักพักค่อยมาใหม่นะขอทำงานก่อน” พนักงานพูดพลางไล่สตีฟก่อนจะสะบัดจากการจับของสตีฟและกำลังจะพาโจดี้เดินดูรอบๆร้าน

    “เดี๋ยวสิเฮ้ย !!” สตีฟที่ทนไม่ไหวจึงต้องขึ้นเสียงทำให้พนักงานหันกลับมาด้วยความโมโหทันที

    “เฮ่น้องชายทำงานอยู่ร้านไหนกัน ขึ้นเสียงแบบนี้ไม่ดีเลยนะแค่ไม่ซื้อขนมปังถึงกับต้องขึ้นเสียงเลยเหรอ” พนักงานพูดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างแข็งขึ้นมา

    “นี่คุณพนักงานคะช่วยฟังที่คนๆนี้พูดให้จบก่อนดีกว่านะคะเดี๋ยวจะซวยเอา” โจดี้ที่เห็นว่ามันชักจะไปกันใหญ่จึงช่วยพูดขึ้นมา

    “ซวย ??” พนักงานที่ได้ยินดังนั้นก็หันกลับมาหาโจดี้พลางทำหน้าสงสัย

    “ใช่ค่ะเพราะคนที่จะมาซื้อรถน่ะไม่ใช่ฉันหรอกนะคะแต่เป็นนู่น !!” โจดี้พูดพลางมองไปที่สตีฟ

    “ฮะ !!” พนักงานทำหน้างงก่อนจะหันกลับมาหาสตีฟ

    “คุณจะมาซื้อรถ ??” พนักงานถามเพื่อความแน่ใจ

    “เออตรูจะมาซื้อรถ สรุปจะขายมั้ย” สตีฟพยักหน้าพลางตอบแบบกวนๆ

    พนักงานมองการแต่งตัวของสตีฟก่อนจะหันกลับไปมองการแต่งตัวของโจดี้เขารีบใช้ระบบตรวจสอบทันที

    “เลเวลหนึ่งร้อยห้าสิบเอ็ด ระดับ SSS !!!” พนักงานเมื่อตรวจสอบสถานะของโจดี้ก็อึ้งทันทีที่เพราะฮีโร่เลเวลขนาดนี้ในเมืองนิวยอร์คนนั้นมีแทบจะนับได้ด้วยมือข้างเดียวจากที่เขารู้มา

    “เหอะๆแค่นี้ตกใจถ้าตรวจสอบของตานั่นไม่ช็อคตาตั้งหรือไง” โจดี้พูดเบาๆกับตัวเองหลังจากเห็นสีหน้าของพนักงานแต่ดูเหมือนเสียงที่โจดี้พูดจะได้ยินไปถึงหูพนักงานทำให้เขารีบหันกลับมาตรวจสอบสถานะสตีฟทันที

    “ละ ละ เลเวลสะ สะ สองร้อ......” พนักงานพูดยังไม่ทันจบจู่ๆเขาก็ค่อยๆหน้าซีดลงก่อนจะหงายหลังทันที

    ตึง !! เสียงพนักงานหงายหลังล้มลงเสียงดัง

    “เฮ้ย !!x2” ทั้งสตีฟและโจดี้อุทานเสียงดังหลังจากเห็นว่าพนักงานคนนี้ล้มหงายหลังไป

    เสียงอุทานของสตีฟและโจดี้ทำให้พนักงานคนอื่นๆในร้านหันมาสนใจก่อนจะกรูกันมาดูว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

    สิบนาทีต่อมา

    “ผมต้องขอโทษท่านจริงๆจากใจเลยนะครับที่แสดงกิริยาไม่เหมาะสมกับท่านไปก่อนหน้านี้ยังไงผมจะมอบไวน์ประจำตระกูลขวดนี้เป็นคำขอโทษของผม หวังว่าท่านจะไม่ถือสาที่ผมทำไปก่อนหน้านี้” เสียงพนักงานพูดพลางนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าสตีฟและกำลังยื่นไวน์เก่าเก็บของตระกูลให้สตีฟเป็นคำขอโทษ

    เหอะๆต้องกลัวตรูขนาดนี้เลยเหรอฟระแต่ตรูกูลเอ็งแปลกชะมัดเก็บไวน์เป็นของประจำตระกูลเนี่ยนะ แต่หือไวน์นี่มันอายุสองร้อยปีได้มั้งเนี่ยโหท่าจะขายได้ราคาแพงแต่เราไม่ใช่คอไวน์เสียด้วยสิ แถมไวน์เก่าขนาดนี้เอามาทำอาหารจะไม่อร่อยเสียเปล่าๆเพราะกลิ่นมันแรงเกินไป สตีฟมองดูขวดไวน์ตรงหน้า

    “เอาล่ะเรื่องนั้นช่างมันเถอะผมเองก็เข้าใจผมแต่งตัวอย่างนี้พอเทียบกับเพื่อนผมแล้ว อย่างกับคนรับใช้กับเจ้านายคุณจะเข้าใจผิดก็ไม่แปลกแล้วไวน์นี่ผมไม่เอาหรอกผมไม่ใช่คอไวน์ คุณเก็บเอาไว้เถอะว่าแต่คุณจะช่วยพาผมเดินดูรถหน่อยได้มั้ยผมอยากได้รถสักคันน่ะ” สตีฟพูด

    “ไม่เอาไวน์จริงๆเหรอครับ !!” พนักงานถามด้วยสีหน้าตกตะลึง

    “แน่สิผมไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยอะไรขนาดนั้น ว่าแต่พาผมดูรอบๆหน่อยสิ” สตีฟพูด

    “ครับๆขอบคุณมากครับผมจะพาคุณดูรอบๆร้านเราเอง” พนักงานพูดก่อนจะรีบลุกขึ้นและพาสตีฟกับโจดี้ดูรอบๆร้านทันที

    สตีฟและโจดี้เดินดูรถอยู่หลายรุ่นหลายแบบหลายสไตล์แต่สตีฟก็ยังไม่เจอคันที่โดนใจสักที

    “นี่ไม่ชอบคันไหนเลยเหรอฉันว่ามันก็สวยทุกคันนะแถมราคาเองก็ไม่แพงด้วย” โจดี้พูด

    เหอะๆไม่แพงตรงไหนฟระแต่ละคันเกินร้อยล้านหมดเลย ถูกสุดก็เจ็ดสิบล้าน สตีฟคิดในใจทันใดนั้นเองจู่ๆสายตาเขาก็ไปสะดุดตากับรถคันหนึ่งซึ่งอยู่มุมในสุดของร้าน

    “เฮ่คุณพนักงานคันนั้นมันรุ่นอะไรเหรอ !!” สตีฟชี้ไปที่รถคันที่เขาสะดุดตาก่อนจะถามทันที

    “หือสีแดงคันนั้นน่ะเหรอครับนั่นมันเป็นรถเต่ารุ่นโฟล์คสวาเก้นปี 1970 ครับ ว่าแต่ร้านเรายังมีรถคันนี้อยู่อีกเหรอเนี่ยไม่ใช่ว่าขนไปเข้าโรงหลอมเตรียมสร้างใหม่แล้วหรอกเหรอ” พนักงานบอกรุ่นให้สตีฟฟังก่อนจะบ่นพึมพำกับตัวเอง

    “ผมอยากได้คันนี้ล่ะราคาเท่าไหร่ !!” สตีฟตัดสินใจซื้อทันที

    “อืม...รู้สึกว่าจะอยู่ที่สี่สิบเก้าล้านนะครับที่มันถูกขนาดนี้เพราะรถรุ่นนี้นั้นไม่แข็งแรงเหมือนพวกรถสปอร์ทแถมอะไหล่ยังหาไม่ได้แล้วในตอนนี้ ถ้าผมจำไม่ผิดคันนี้รู้สึกจะมีปัญหาที่เครื่องยนต์เสียด้วยมันสตาร์ทยากมาก เพราะแบบนี้เมื่อเดือนก่อนพวกเราจึงนำรถรุ่นเก่าพวกนี้ไปหลอมใหม่ทั้งหมดเพื่อเอาวัสดุมาสร้างรถคันที่ขายได้แทน” พนักงานอธิบายอย่างไม่ปิดบังกับสตีฟ

    “ผมเอาคันนี้ล่ะเครื่องไม่ดีก็ช่างมันผมคิดว่าน่าจะมีคนซ่อมได้” สตีฟนึกถึงตาลุงสตาร์คถึงเขาจะไม่ชอบตาลุงนั่นเท่าไหร่แต่ตาลุงที่สร้างเฮลิคอปเตอร์จากซากสัตว์กลายพันธ์ได้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ถ้าเครื่องมันไม่ดีจริงเขาจะขนรถคันนี้ไปให้ตาลุงนั่นซ่อมให้เสียเลย

    “นี่สตีฟจะซื้อจริงๆเหรอฉันว่ารถคันนี้มันดูโบราณไปหน่อยนะ” โจดี้พูดทักท้วงการตัดสินใจของสตีฟ

    “ผมเอาคันนี้แหละความชอบของแต่ละคนมีไม่เหมือนกันผมน่ะชอบรถแบบนี้มากเลยล่ะมันดูคลาสสิคดี” สตีฟพูด

    “อืม...จะว่าไปก็นั่นสินะรถมอเตอร์ไซค์ของนายก็สีแดงแถมเป็นรถเก่าด้วยนี่นา” โจดี้เองก็พอจะจำรถเวสป้าของสตีฟได้

    “เอาคันนี้แน่ใช่มั้ยครับ” พนักงานถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

    “อืม” สตีฟพยักหน้าพนักงานเมื่อเห็นว่าสตีฟต้องการจริงๆเขาจึงพาสตีฟไปจัดการทำเอกสารซื้อขายรถให้เรียบร้อย

    วู่บ !! สตีฟเก็บรถเข้ากระเป๋ามิติทันทีเมื่อทำการซื้อขายเสร็จ

    “ขอบคุณที่ใช้บริการครับ” พนักงานที่ทำหน้าที่ขายรถให้สตีฟเดินออกมาส่งเขาถึงหน้าประตู

    “เอาล่ะถ้าอย่างนั้นแยกกันตรงนี้นะผมจะกลับบ้านแล้วซาร่าเองก็ใกล้เลิกงานแล้วด้วย” สตีฟหันไปพูดกับโจดี้ก่อนจะเดินไปทันทีทว่าสตีฟเดินไปได้ไม่กี่ก้าวเขาก็ได้ยินเสียงส้นสูงของโจดี้ทำให้ต้องหันกลับไปมอง

    “เธอไม่กลับโรงแรมเหรอจะตามผมมาทำไมผมจะกลับบ้านแล้ว” สตีฟหันไปถาม

    “คะ คะ คือว่าฉันอยากจะไปหาซาร่าหน่อยน่ะยังไงขอไปด้วยแล้วกัน” โจดี้พูด

    “เอ้าทำไมไม่บอกแต่แรก ป่ะๆรีบไปกันเถอะ” สตีฟพูดก่อนจะรีบเดินไปที่ถนนสายหลักก่อนจะเอารถออกมาลองขับดู

    ตึง !! เสียงสตีฟเอารถออกมาวางที่ถนนเขายิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดีก่อนจะเปิดประตูเข้าไปนั่งที่คนขับทันที

    “เอ้าขึ้นรถสิจะรอให้ลงไปเปิดให้หรือไง โทษทีนะผมสุภาพบุรุษเฉพาะกับภรรยาเท่านั้น” สตีฟเห็นว่าโจดี้ยังไม่ขึ้นรถจึงพูดโพล่งขึ้นมา

    ปัง !! โจดี้เดินไปที่ประตูอีกฝั่งก่อนจะปิดประตูเสียงดังแกล้งสตีฟ

    “เฮ่เบาๆหน่อยสิฮีโร่อย่างพวกเราจะทุบรถคันนึงไม่ยากเลยนะ” สตีฟพูดพลางนึกถึงตอนที่ทุบรถเจ้าหนุ่มแดนเวอร์นั่นใช่มันไม่ยากเลยการทุบรถด้วยมือเปล่าน่ะ

    กริ๊ก !! สตีฟเมื่อเห็นว่าโจดี้นั่งเรียบร้อยแล้วเขาก็หยิบกุญแจออกมาและเสียบเข้าไปทันที

    บรืน !! บรืน !! ทันทีที่สตีฟสตาร์ทเครื่องเสียงเครื่องยนต์แสนคลาสสิคของรถโบราณก็ดังขึ้นทันที

    เอาล่ะไอ้เต่าลูกพ่ออยู่กับพ่อนานนะๆ สตีฟคิดในใจก่อนจะยกมือขึ้นจับพวกมาลัยและเข้าเกียร์เตรียมออกรถทันทีแต่ทว่าทันทีที่สตีฟเข้าเกียร์จู่ๆเครื่องก็มีปัญหาทันที

    ครืด !! จู่ๆเครื่องยนต์ก็ส่งเสียงแปลกๆก่อนรถจะเริ่มสั่นก่อนจะมีเสียงระเปิดเสียงดังที่ด้านหน้ากระโปรงรถ

    ปัง !! เสียงระเบิดดังขึ้นก่อนจะมีควันสีขาวพวยพุ่งออกมา

    “เฮ้ยไอ้เต่าลูกพ่อ !!” สตีฟอุทานออกมาพลางรีบลงจากรถไปดูทันที

    “เหอะๆ พนักงานนั่นหลอกขายรถนายป่ะเนี่ยล้อยังไม่ทันหมุนเลยก็พังเสียแล้ว” โจดี้พูดออกมาหลังจากลงมาดูรถ

    “มะ มะ ไม่หรอกน่าพนักงานนั่นก็บอกแล้วไงว่าเครื่องมันไม่ดี ถะ ถะ ถ้ายังไงเรากลับแท็กซี่กันมั้ย” สตีฟหันไปพูดกับโจดี้

    “ยังงั้นก็ได้” โจดี้ยักไหล่เบาๆ

    เฮ้อวันนี้มันวันอะไรฟระ เวสป้าตรูก็พัง รถคันใหม่ซื้อมายังไม่ทันได้วิ่งก็พัง แถมยังต้องมาเสียเวลาหลายชั่วโมงเพราะยัยโจดี้นี่อีก วันนี้มันวันซวยของตรูจริงๆเลยพับผ่าสิ สตีฟคิดในใจก่อนจะเก็บรถของเขากลับเข้ากระเป๋ามิติและเดินไปเรียกแท็กซี่เพื่อตรงกลับบ้าน

    อีกด้านหนึ่ง

    หลังจากอิจิยะกลับมาถึงทำเนียบขาวเขาก็เรียกประชุมสิบผู้ก่อตั้งที่เหลืออยู่ทันที

    ทันทีที่สิบผู้ก่อตั้งที่เหลือได้ยินเรื่องที่อิจิยะพูดทุกคนก็มีสีหน้าคร่ำเครียดทันที

    “อิจิยะแล้วเราจะเอายังไงกันดี ถ้าเราประกาศเรื่องนี้ออกไปไม่ดีล่ะก็ประชาชนในเมืองต้องตื่นตระหนกกันแน่ ถ้าเป็นแบบนั้นพวกคนเลวๆ กับพวกวายร้ายอาจจะอาศัยจังหวะนี้ก่อเรื่องขึ้นมาได้เลยนะ” สิบผู้ก่อตั้งคนหนึ่งพูดถึงปัญหาที่จะตามมาถ้าจัดการเรื่องนี้ได้ไม่ดี

    “เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงเราก็.....” อิจิยะยังพูดไม่ทันจบประตูห้องประชุมก็ถูกเปิดไม่สิเรียกให้ถูกมันถูกพังเข้ามาเสียมากกว่า

    ปัง !! เสียงประตูถูกพังเข้ามา

    “หือซานตาน่านายเองเหรอ ทำไมต้องรุนแรงด้วยมีเรื่องด่วน ??” สิบผู้ก่อตั้งคนหนึ่งเมื่อเห็นว่าคนที่พังเข้ามาเป็นคนกันเองก็ถามอย่างแปลกใจ

    “อิจิยะขอคุยด้วยหน่อย” ซานตาน่ามองดูรอบๆห้องอย่างแปลกใจเพราะทุกคนอยู่กันครบยกเว้นโฟว์ที่ไม่อยู่

    “ไม่เป็นไรซานตาน่าพูดได้เลยฉันเล่าให้ทุกคนฟังหมดแล้ว” อิจิยะพูด

    “หือ...ไหนว่าจะปิดเป็นความลับก่อนแล้วให้ฉันไปตรวจสอบ” ซานตาน่าพูด

    “เปลี่ยนแผนนิดหน่อยน่ะ” อิจิยะบอก

    “อืม...” ซานตาน่าพยักหน้าก่อนจะเดินไปนั่งที่ตัวเองและเริ่มรายงานสิ่งที่ตนไปสืบมาทันที

    “เรื่องมังกรดำเจ็ดตัวนั่นฉันไปยืนยันด้วยตัวเองมาแล้วมันออกมาจากหุบเขามังกรแล้วจริงๆ” ซานตาน่าพูด

    “แย่แน่/เวรล่ะสิ/ชิบหายแล้ว” เหล่าสิบผู้ก่อตั้งแต่ละคนอุทานออกมาเมื่อข่าวเรื่องนี้ได้ถูกยืนยัน

    “เอาล่ะเตรียมแผนอพยพได้ ว่าแต่ซานตาน่านายได้คำนวณความเร็วของมันมั้ยมันจะมาถึงเราเมื่อไหร่” อิจิยะถาม

    “พวกมันบินอยู่ที่ระดับเหนือเมฆความเร็วของพวกมันอยู่ที่ราวๆ สี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงเนื่องจากพวกมันตัวใหญ่มากตัวพอๆกับเครื่องบินโบอิ้งเลยล่ะนี่ดีนะที่มันบินได้ช้าไม่งั้นล่ะก็ไม่อยากจะคิด” ซานตาน่าพูดออกมา

    “ถ้าอย่างนั้นก็ราวๆสามวันสินะ” อิจิยะลองคำนวณดูจากเยลโล่สโตนนั้นอยู่ห่างจากวอชิงตันประมาณสามพันกิโลเมตร

    “ไม่ ไม่ใช่สามแต่เป็นสี่ !!’ ซานตาน่าส่ายหน้า

    “หือนายตกเลขตั้งแต่เมื่อไหร่ คำนวณยังไงๆก็สามวันนะ” สิบผู้ก่อตั้งคนหนึ่งแปลกใจ

    “ฉันไม่ได้ตกเลขสี่วันจริงๆ” ซานตาน่ายังยืนยันคำเดิม

    “ทำไมถึงสี่วัน !!!x8” สิบผู้ก่อตั้งทุกคนในห้องประชุมลุมถามที่ซานตาน่า

    “ก็เพราะมันไม่ได้บินตรงมาที่นี่น่ะสิ จากองศาที่คำนวณแล้วทิศทางที่มันจะบินไปก็คือ...................”

    จบ...

    error loaded
    พิมพ์คำอธิบายที่นี่

    คล้ายกับเรื่องสุดยอดพ่อบ้าน HERO กู้โลก ที่คุณอ่าน