ค่ำคืนนี้หนิงเฟยหลงนอนก่ายหน้าผากไม่ขยับเขยื้อนตัวในหัวสมองเต็มไปด้วยความคิดที่มากมาย แผนการล้วนถูกกลั่นกรองแม้ว่าจะศึกษากลยุทธ์มามากมายแต่เจอสถานการณ์จริง ก็ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้สถานการณ์จริงย่อมยากกว่าและเสี่ยงอันตรายกว่า ประสบการณ์มันยังน้อยอยู่แต่เพียงเท่านี้ก็นับว่าดีมากแล้ว
เพียงแต่ว่าหลังจากการเปิดเผยความสามารถในวันนี้ของมัน อนาคตมันย่อมอยู่อย่างสงบสุขไม่ได้แล้วบัญชีดำล้วนต้องมีชื่อของมันเป็นแน่แท้
...
วันถัดมาหลังจากการนอนก่ายหน้าผากครุ่นคิดทั้งคืนมันก็ได้ข้อสรุปแล้วคำสั่งแรกที่ประกาศออกไปคือการปล่อยตัวหัวน้าโจรและคำสั่งต่อมาต้องทำไมให้ทหารทั้งหลายต่างมึนงง “ถอยทัพ”
ถอยไปไหน ? พวกมันพึ่งมาตั้งค่ายได้ไม่ถึงสามวันจะให้ถอยแล้ว ?หรือว่าแม่ทัพไม่คิดสู้ต่อแต่จะถอยทัพไปดื้อ ๆพวกมันไม่เข้าใจความคิดของแม่ทัพหนุ่มเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังทำตามคำสั่งไม่มีการรื้อค่าย ไม่มีการเผาสิ่งใดมีเพียงทหารที่ออกไปพร้อมกับเสบียงที่พกติดตัวกันไป ไม่มีเกวียนขนส่งเสบียงตามไปมีเพียงพวกมันที่ต้องขนหิ้วเสบียงเหล่านั้นไป การเดินทัพเป็นไปค่อนข้างช้า
ทหารออกจากค่ายยามละสามร้อยนาย แต่แบ่งออกเป็นสองทางทางหนึ่งเดินทางต่อมุ่งหน้าไปทิศเหนือ อีกทางวกกลับมาที่ค่ายดังเดิมทำทีเป็นจัดวางแผนการบางอย่างอยู่ แต่อันที่จริงแล้วกำลังถอยทัพ
ใช้ระยะเวลากว่าสามวันการเคลื่อนย้ายจึงแล้วเสร็จ กว่าพวกโจรจะรู้ตัวกองทัพของหนิงเฟยหลงก็หายไปหมดแล้วเหลือเพียงค่ายที่ว่างเปล่าและเสบียงอีกเล็กน้อยให้เห็น แต่ที่สร้างความเจ็บแค้นกว่านั้นคือก่อนที่กองทัพทั้งหมดจะเคลื่อนออกไป มันก็ได้ออกคำสั่งให้ทหารช่วยกันวางกับดักภายในค่ายจงฉีมีส่วนอย่างมากในเรื่องนี้
หลังจากที่หน่วยสอดแนมไปแจ้งข่าวหัวหน้าหน่วยผู้หนึ่งก็ได้รับคำสั่งให้มาตรวจสอบดู แต่คิดไม่ถึงว่า ภายในค่ายจะเต็มไปด้วยเส้นเชือกที่ผูกติดกับน้ำมันและตะเกียงหน้าไม้ที่ซุกซ่อน ภายในยุ้งฉาง และโถงบัญชาการ
ด้วยเหตุนี้หัวหน้าหน่วยจึงต้องสิ้นชีพไปยังดีที่ตะเกียงเกิดมอดดับไปก่อนหน้านี้ ไฟจึงไม่ลุกลามไม่เช่นนั้นคงไม่มีผู้ใดได้กลับไปแจ้งข่าวเรื่องนี้สร้างความเจ็บแค้นให้กับหัวหน้าใหญ่มากยิ่งขึ้นมันถึงกับฟาดโจรที่กลับมาแจ้งข่าวตายคามือ และไม่ยอมรอคำสั่งของคนจากท่านผู้นั้นลงมือโดยพลการนำทัพออกติดตามกองทัพของหนิงเฟยหลงไป
โดยที่มันลืมเรื่องราวก่อนหน้าไปสิ้นความพ่ายแพ้ก่อนหน้านี้มันได้ลืมไปแล้ว โทสะเข้าครอบงำ มันหลงคิดว่าหากตนจะสู้จริงลงแรงสุดกำลังไม่ประมาทมีรึที่เด็กน้อยนั่นจะทำอะไรมันได้เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ไม่ลังเลอีกต่อไป ตัดสินใจเป็นเด็ดขาดแม้นว่าคำสั่งจะตามมาที่หลังตัวมันก็จะไม่ถอยจะทำการรบพุ่งในครั้งนี้ให้เต็มสติปัญญา ตีทัพที่ถอยร่นให้แตกพ่าย เหยียบย่ำศัตรูให้ราบพนาสูญล้างความอัปยศในคราก่อน
...
ค่ายโจร ตึกผู้ทรงเกียรติ
“บ้าเอ๊ย ! เจ้าตงซานขยะนั่นไม่ยอมมาขอคำสั่งจากเรา หรือแม้แต่จะขอคำปรึกษากล้าขัดคำสั่งเช่นนี้รนหาที่ตายนัก !”บุรุษผมแดงผู้เป็นน้องชายคำรามออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว ดวงตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะและผมสีแดงเพลิงทำให้มันดูน่ากลัวยิ่งขึ้น
“ใจเย็นก่อน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาใช้โทสะ” จากนั้นผู้เป็นพี่ชายจึงหัวไปกล่าวถามกับโจรผู้มารายงาน“ตงซานนำคนไปเท่าไหร่รึ ?”
“รายงานท่านผู้ทรงเกียรติ หัวหน้าใหญ่นำคนไปไม่ต่ำกว่าสามพันคนส่วนใหญ่เป็นพลเกราะเบาและพลม้า ขอรับ” โจรผู้นี้รายงานอย่างฉะฉาน
ผู้เป็นพี่ชายคิ้วขมวดปม นี่มันแย่กว่าที่มันคาดไว้ ในใจก็พลันนึกขึ้นมันอยากที่จะสบถด่า “เหตุใดท่านผู้นั้นถึงให้เจ้าตงซานเป็นถึงหัวหน้าโจรสติปัญญาก็ไม่เท่าไหร่ ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งเช่นนี้จะทำการใหญ่ได้อย่างไร ?สถานการณ์ในยามนี้แม้ว่าเราจะได้เปรียบแต่การเสียกำลังคนใช่เหตุก็ใช่เรื่องตงซานประมาทนักถึงกลับกล้าตามติดศัตรูไปแม้นว่ามีกองซุ่มไว้เพียงกองทัพมันเดินเข้าไป กองทัพกว่าสามพันจะแหลกลาญทันที”
ที่ชายผมแดงเป็นกังวลคือกลัวว่าหนิงเฟยหลงจะจัดกองทหารซุ่มโจมตีกองทัพที่ตามติดมามันคิดได้มีหรือหนิงเฟยหลงจะคิดไม่ได้ ดูจากการถอยทัพที่แยบยลนี้ก็พอจะรู้ได้
ตงซานไม่ใช่ใครที่ไหนมันก็คือ ชื่อของหัวหน้าใหญ่มันนำชื่อภูเขาแห่งนี้มาตั้งเป็นชื่อของตน
“เสี่ยวเฟิง เจ้าออกไปจัดเตรียมทัพอีกสามพันไล่ตามตงซานไป จำไว้รอจนกว่ากองทัพข้าไปถึงค่อยเข้าโจมตีแต่หากตงซานอยู่กลางวงล้อมเจ้าก็พาคนจำนวนน้อยเข้าไปช่วย เจ้ากับตงซานไม่เป็นอันตรายก็เพียงพอเดี๋ยวข้าจัดกำลังรักษาค่ายเสร็จจะตามไปสบทบ จำไว้ว่ารักษากำลังคนให้มากที่สุดไม่จำเป็นอย่าได้เข้าปะทะ” ผู้เป็นพี่กำชับอย่างหนักแน่น
“ขอรับ ท่านพี่อย่าได้กังวลไป ข้าขอตัว”เสี่ยวเฟิงไม่รีรอระดมพลเสร็จก็เคลื่อนทัพทันที ทำให้ในค่ายเหลือกำลังคนเก้าพันคนบุรุษผมยาวแดงจัดวางกำลังไว้ประจำแต่ละจุดที่มีความเสี่ยงป้องกันเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงแล้วเสร็จก็แต่งทัพจำนวนห้าพันหนุนเสริมไปช่วยเหลือกองทัพด้านหน้าอีกสองกองทันที
เดิมทีมันไม่คิดจะเล่นศึกแบบนี้การเคลื่อนทัพของมันแทบจะไร้ช่องโหว่แต่การเคลื่อนไหวของตงซานทำให้แผนที่วางไว้ต้องเปลี่ยนแต่ถึงอย่างนั้นการเคลื่อนทัพออกมานอกค่ายจำนวนหมื่นเศษในครั้งนี้ล้วนทำเสียเปล่าไม่ได้อย่างน้อยต้องทำลายกองทัพของหนิงเฟยหลงให้ได้ !
...
ด้านฝั่งของหัวหน้าใหญ่ มันติดตามออกไปเกือบจะหนึ่งชั่วยาม ตามรอยเท้าก็พบว่ามีทางแยกออกไปสองทางมันไม่รู้จะตามไปทางใดดี จึงสุ่มเส้นทางเอา ไม่อาจแบ่งทัพได้นั่นอันตรายเกินไปทางหนึ่งมุ่งตะวันออก ทางหนึ่งมุ่งทิศเหนือหัวหน้าใหญ่เชื่อว่าหนิงเฟยหลงต้องถอนทหารไปทางทิศตะวันออก จึงตามรอยเท้านั้นไป
และนี่ก็เป็นปัญหาที่ชายผมแดงพี่น้องต้องคาดไม่ถึงอย่างแน่นอนพวกมันไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า ตงซานจะเลือกตามหนิงเฟยหลงไปทางใดและที่สำคัญก็คือทั้งสามคนล้วนไม่รู้ว่าเส้นทางใดเป็นเท็จเป็นจริงแม่ทัพหนุ่มเลือกเส้นทางใดกันแน่ ความเป็นไปได้ทั้งสองทางนั้นเกือบจะเท่ากัน
ตงซานเดินทัพผ่านไปตะวันออกแล้วนานกว่าครึ่งชั่วยาม เสี่ยวเฟิงพึ่งจะมาถึงมันก้มมองรอยเท้าใหม่และเก่า ทั้งยังประมวลความคิดภายในหัว
เส้นทางหนึ่งมุ่งหนีกลับไปตั้งหลักยังค่ายเดิม เส้นทางหนึ่งหนีขึ้นไปทางเหนือ...
เมืองฟาง !! ใช่แล้วเมืองฟางใกล้กว่า หนิงเฟยหลงต้องไปที่นั่น !
“ตามข้ามา !” เสี่ยวเฟิงเร่งฝีเท้าม้า โจรทั้งหลายวิ่งตามกันอุตลุด ฝุ่นผงกระจาย
ทั้งสองทัพไม่อาจล่วงรู้ได้เลยทางข้างหน้าจะเจอเข้ากับสิ่งใด พลซุ่ม ?กองทัพขนาดใหญ่ ? ความว่างเปล่า ?
..........
ไกลออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเขาตงซาน
“ท่านแม่ทัพดีแล้วหรือที่ส่งท่านจั้วหย่งกับทหารอีกห้าร้อยไปซุ่มอยู่ที่ทิศตะวันออกทั้ง ๆ ที่เราเคลื่อนทัพมาทางทิศเหนือเช่นนี้ ?” จางจิ้นสิงอดที่จะกังวลไม่ได้แผนของแม่ทัพหนุ่มช่างพิลึกพิลั่น ตนเองเดินทัพขึ้นเหนือ ไม่ยอมดักซุ่มคนแต่กลับไปวางกำลังดักซุ่มอีกที่ นี่มันความคิดอันใดกัน ?
หนิงเฟยหลงยิ้มแล้วเอ่ยตอบ “ดีแล้ว เจ้ารอดูเดี๋ยวก็จะรู้เอง”
“ขอรับ” แม้ว่าจางจิ้นสิงจะตอบรับแต่ก็ใช่ว่าจะหายเคลือบแคลงไม่
เหลืออีกเพียงสิบลี้จะถึงเมืองฟางแล้ว จุดมุ่งหมายของกองทัพคือ เมืองฟาง เสี่ยวเฟิงขบคิดได้ถูกต้อง!
เจ้าเมืองฟางไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าอีกไม่นาน หนิงเฟยหลงจะนำภัยมาเยือนพวกมัน
ไม่นานนักทัพของหนิงเฟยหลงก็เข้าใกล้เมือง ทหารรักษาเมืองต่างแตกตื่นด้านหน้าของพวกมันมีกองทัพมุ่งมา มันไม่รู้ว่านั่นเป็นกองทัพของใครเพียงสังเกตเห็นธง ‘หนิง’ ก็เท่านั้น
เจ้าเมืองได้รับแจ้งก็รีบมาตรวจดู ประตูเมืองถูกปิดอย่างรวดเร็วลักษณะของที่นี่เป็นที่ราบลุ่ม เข้าโจมตีง่ายหากไม่ปิดเมืองโดยเร็วเมืองจะแตกโดยง่าย
เมื่อกองทัพเข้ามาใกล้ขึ้น หนิงเฟยหลงจึงส่งจางจิ้นสิงไปเจรจาด้วยเจ้าเมือง
“ท่านเจ้าเมือง นี่คือกองทัพของท่านจงเฉิงจื่อ ผู้บัญชาการกองทัพอิสระได้รับพระราชบัญชาให้ปราบปรามโจรกบฏเขาตงซานท่านผู้บัญชาการมีประสงค์จะใช้เมืองฟางเป็นที่พักทัพชั่วคราว ขอท่านเจ้าเมืองโปรดเปิดประตูเมืองให้ด้วย”
เจ้าเมืองได้ฟังสีหน้าก็หม่นลง มันเป็นแต่ขุนนางชั้นผู้น้อยขุนนางขั้นหกเทียบเท่ากับผู้บัญชาการผู้นี้แต่อย่าลืมว่าผู้บัญชาการผู้นี้ยังมีบรรดาศักดิ์เป็นถึงจื่ออีก อนาคตย่อมสดใสอาจได้เป็นถึงโหว มันยากจะปฏิเสธได้
“ได้ ทหารเปิดประตู” ออกคำสั่งแล้ว ก็เดินลงจากบนกำแพงมาต้อนรับผู้บัญชาการหนุ่มหน้าเมืองพร้อมด้วยทหารอีกสามร้อยนาย
หนิงเฟยหลงนำหน้าขบวนผ่านเข้าไปเมื่อมาถึงเจ้าเมืองก็ลงมือทำการคารวะกันพอเป็นพิธีเจ้าเมืองเชิญชวนให้หนิงเฟยหลงเข้าไปพักผ่อนที่จวนแล้วจัดที่ทางให้ทหารที่ติดตามมาของชายหนุ่ม
เมืองฟางเป็นแต่เพียงเมืองน้อยพื้นที่น้อยนัก ทหารจึงจำต้องแออัดอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นผู้คนก็บางเบาด้วยละแวกนี้เต็มไปด้วยโจรที่มาจากเขาตงซานอยู่บ่อยครั้งชาวบ้านจึงหลบหนีไปหมด หากไม่ใช่เพราะทางการมีคำสั่งให้สร้างเมืองขึ้นตรงนี้คงไม่มีผู้ใดกล้าที่จะอยู่ เมืองฟางทำหน้าที่คล้ายหน้าด่านรับศึกพวกโจรคอยเป็นที่กันชนให้
ถึงแม้ว่าจะเป็นเมืองเล็กประชาชนไม่มากแต่กำแพงนั้นกลับสูงกว่าเมืองระดับกลาง เอาไว้ป้องกันข้าศึกโดยเฉพาะทั้งยังมีกองทัพประจำการอยู่สองพันคน การที่หนิงเฟยหลงตัดสินจะเดินทัพมาทที่นี่นับว่าถูกต้อง
หากเป็นที่นี่มันไม่ต้องกังวลเรื่องที่เมืองจะแตกเลย กำแพงสูงถึงเพียงนี้มีหรือที่เมืองจะแตกโดยง่าย อีกทั้งกองทัพที่ประจำอยู่ เมื่อรวมเข้ากับทัพของมันก็มากกว่าจำนวนเดิมของทัพแล้วถือว่าทดแทนจำนวนทหารที่สูญเสียจากศึกที่แล้วได้และนี่ก็เพียงพอที่จะต่อกรกับโจรเขาตงซาน
หนิงเฟยหลงขอข้อมูลเรื่องกองกำลังและภูมิประเทศโดยรอบรวมถึงข้อมูลที่จำเป็นบางส่วนเพื่อศึกษามันจำเป็นที่จะต้องศึกษาไว้เพื่อวางกลยุทธ์ เพราะต่อไปที่นี่จะกลายเป็นสมรภูมิรบที่ดุเดือด!
..........