เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 162 หลอมชีพจร


     

    ท่ามกลางทะเลลาวาแดงฉานไกลสุดลูกหูลูกตา

     

    "ว๊ากกก"

     

    มีร่างชายหนุ่มตะเกียกตะกายโผล่พ้นขึ้นมาเหนือผิวของลาวา

     

    ความรู้สึกของเขาเมื่อโดดลงมาในบ่อลาวาที่กำลังเดือดจัดนี้ก็ไม่ต่างจากการที่ตนลงมาแช่อยู่ในน้ำอุ่นดีๆนี่เอง

     

    เมื่อสำรวจไปทั่วร่างเปลือยเปล่าชายหนุ่มก็พบว่ายังไม่มีสิ่งใดบุบสลายแม้แต่ขนทุกเส้นในกายยังอยู่ครบ

     

    ส่วนอุปกรณ์ที่เหลือนอกจากกระพรวนเซียนทองกับแหวนมิติทุกสิ่งล้วนถูกอานุภาพของลาวาเผาผลาญทำลายจนสิ้น

     

    อู๋เซี่ยนใช้ตาข้างขวามองไปรอบๆคว้าส่วนอณูเล็กๆ ของชุดคลุมมังกรดำเก็บเข้าไปในแหวนมิติ

     

    "เท่านี้ก็เรียบร้อย"

     

    เมื่อมองขึ้นไปด้านบนเขาพบอสูรลิงขนแดงมากมายยังยืนอัดแน่นอยู่ที่ขอบผา

     

       ทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจดำมุดลงไปยังลาวาเบื้องล่างยิ่งดำดิ่งลงไปเท่าไหร่ก็รู้สึกได้ว่าความร้อนในสถานที่แห่งนี้นั้นเพิ่มขึ้นทีละน้อยแต่ร่างกายตนเองไม่รู้สึกถึงความร้อนเลย กลับกันมันยิ่งรู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก

     

       ชายหนุ่มหลับตานิ่งอยู่นานเพราะกำลังตัดสินใจบางอย่างมันเริ่มจากภาพตอนที่ตื่นขึ้นจากภูเขาไฟแล้วรู้สึกว่าตนแข็งแกร่งขึ้นกว่าในอดีตตอนนี้จึงได้เกิดความคิดแผลงๆ อยากทดสอบบางสิ่ง

     

    "ไหนๆ ก็มาถึงแล้วลองสักหน่อยจะได้ไม่คาใจ" ชายหนุ่มคิดในใจ

     

    ว่าแล้วอู๋เซี่ยนก็ปล่อยร่างตัวเองจมดิ่งลงไปสู่ก้นลาวาเบื้องล่าง

     

    รูขุมขนทั่วร่างเริ่มเปิดออกก่อนจะค่อยๆ ดูดซับพลังปราณและลาวาพวกนี้เข้าไปในเส้นชีพจรและกล้ามเนื้อทีละนิด

     

    ไม่กี่อึดใจมุมปากเขาก็ยกยิ้มด้วยความปีติ

     

    เพราะเป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆตนสามารถดูดซับพลังปราณกับลาวาพวกนี้ได้พร้อมกัน ทำให้เขาบ่มเพาะในสถานที่แห่งนี้ได้

     

    "หรือมันจะเป็นความพิเศษของจอมคาถาเพลิง" เบื่องต้นสิ่งที่ชายหนุ่มสามารถสรุปได้ก็มีเพียงเท่านี้

     

       อู๋เซี่ยนมองน้ำทิพย์สีทองทั้งเก้าที่กำลังวนเวียนอยู่ในจิตใต้สำนึกเขาซึ่งอยู่ในระดับเทพสงครามขั้นที่ 9 มาสักพักแล้วแต่ก็ยังไม่ได้เริ่มกระบวนการหลอมชีพจรเลย

     

    อู๋เซี่ยนเริ่มนึกถึงหลักการหลอมร่างกายของคัมภีร์ร่างอมตะ

     

       ความจริงก่อนความจำเสื่อมในอาณาจักรพลังที่ 4 ชายหนุ่มใช้เม็ดยาสลายกระดูกที่แลกมาจากตำหนักปรุงยาในสำนัก
    อู๋เซี่ยนเพื่อหลอมกระดูกเก้าครั้งจนสำเร็จ

     

       ตอนนี้อู๋เซี่ยนจึงอยู่ในขอบขั้นของกายากระดูกทองคำส่งผลให้ตนที่อยู่ในระดับเทพสงครามมีร่างกายแข็งแกร่งไม่ต่างกับราชันยุทธขั้นกลาง ดังนั้นตอนนี้ตามเนื้อหาของคัมภีร์หากจะเข้าสู่กายามังกรเขาจะต้องทำการหลอมชีพจรทั้งสิ้นเก้าหน

     

       ตั้งแต่ขั้นที่ 3 ของคัมภีร์อมตะลงไปนั้นผู้ฝึกตนสามารถตัดสินใจหยุดการฝึกไว้ที่กายากระดูกทองคำได้ซึ่งหากทำเช่นนั้นเขาก็ทำเพียงบ่มเพาะข้ามผ่านจากระดับเทพสงครามไปสู่ราชันยุทธได้เลยโดยที่ไม่จำเป็นต้องหลอมชีพจรให้ยุ่งยาก

     

       กระนั้นหากเขาตัดสินใจข้ามการหลอมชีพจรไปแล้วตนก็จะไม่สามารถไปสู่การหลอมโลหิตตามขั้นสุดท้ายของคัมภีร์ร่างอมตะได้อีก

     

    เรื่องนี้ทำให้อู๋เซี่ยนถึงกับถอนหายใจ

     

    ขั้นที่3"กายามังกร" หลอมชีพจรเก้าครั้งในอาณาที่ห้าพลังป้องกันเพิ่มขึ้นแปดเท่า ความเร็วการฟื้นฟูบาดแผลเพิ่มขึ้นสองเท่า

     

       ขั้นกายามังกรกรรมวิธีในการบ่มเพาะนั้นมีเงื่อนไขและขั้นตอนที่ยุ่งยากเป็นพิเศษ

     

       เนื้่อหาการหลอมชีพจรอธิบายไว้ว่ามังกรในตำนานนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ มังกรอัคคี มังกรวารีมังกรอัสนี มังกรปฐพี ทั้งหมดล้วนมีร่างกายแข็งแกร่งเป็นทุนเดิมและมีเอกลักษณ์ต่างกัน

     

       ในคัมภีร์จึงแนะนำให้ผู้ฝึกเลือกหลอมชีพจรเข้ากับธาตุใดธาตุหนึ่งและนี่คือเหตุผลหลักที่อู๋เซี่ยนดิ้นรนตามหาภูเขาไฟแห่งนี้

     

    "หากหลอมชีพกับเพลิงข้าก็จะได้รับกายามังกรอัคคี"ชายหนุ่มนึกไปถึงผลลัพธ์ที่คัมภีร์ร่างอมตะบอก

     

       นอกจากความแข็งแกร่งเบื้องต้นผู้ที่สำเร็จกายามังกรอัคคีจะได้รับแล้วร่างกายผู้ฝึกจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับเพลิง กระทั่งร่างกายสามารถทนทานการเผาไหม้ของเปลวเพลิงจากภายนอกได้ในระดับหนึ่ง

     

       ขณะทบทวนเนื้อหาอู๋เซี่ยนก็ขมวดคิ้ว ตามคัมภีร์บอกแม้ผู้ที่สำเร็จกายามังกรอัคคีแล้วนั้นยังไม่สามารถป้องกันการเผาไหม้ของเพลิงได้ทั้งหมดโดยสมบูรณ์"แต่ทำไมเขาทำได้กันนะ" นี่คือสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังแปลกใจ

     

    "ยังมีกายามังกร วารี อัสนี ปฐพี" ถ้าตนสำเร็จวิถีแห่งกายาทั้งหมด เขาก็ไม่ต้องกลัวเวทมนตร์อีกต่อไป

     

       แต่เมื่อทวนขั้นตอนการหลอมชีพจรอย่างละเอียดสีหน้าของอู๋เซี่ยนก็ต้องมืดครึ้มเพราะในคัมภีร์บอกไว้ว่า
    การจะเข้าสู่กายามังกรได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

     

       ตามธรรมชาติของมนุษย์ด้วยความที่ร่างกายไม่สามารถทนทานกับธาตุเหล่านั้นผู้ฝึกจึงต้องค่อยๆดูดซับเศษเสี้ยวพลังของธาตุมาหลอมรวมเข้ากับชีพจรทีละน้อย

     

       ซึ่งกว่าจะประสบผลอย่างเร็วผู้ฝึกอาจจะต้องใช้เวลาหลายสิบถึงหลายร้อยปีดังนั้นการที่จะสำเร็จกายามังกรทุกธาตุในระยะเวลาอันสั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย

     

    "ละหลายร้อยปี ป๊าดโถ่อีกสองปีข้างหน้า หากไม่ถูกผัวเมียคู่นั้นสังหารข้าก็ถูกทัณฑ์อัสนีจากสวรรค์ฝ่าใส่ร่างจนตายแล้ว"อู๋เซี่ยนส่ายศีรษะ หลังจากคิดว่าหากโลภมากลาภจะหาย ชายหนุ่มจึงตัดสินใจจะบ่มเพาะให้สำเร็จกายามังกรอัคคีก็พอ

     

       แต่แล้วสายตาของชายหนุ่มก็ต้องเบิกกว้างเพราะพึ่งนึกอะไรออกเนื้อหาในคัมภีร์บอกไว้ว่าเป็นเพราะผู้ฝึกต้องหลอมรวมพลังของธาตุเข้ากับชีพจรทีละน้อยส่งผลให้กระบวนการเหล่านี้กินเวลาไปนับร้อยปี

     

    "พี่มันระดับพระเอกอยู่แล้ว ร้อยปีบ้าอะไรสองปีก็ถมเถ" สิ้นคำ

     

       ราวกับเกิดพายุตรงจุดที่ชายหนุ่มอยู่ลาวารอบกายเริ่มเคลื่อนตัวเร็วจนกลายเป็นน้ำวน รูขุมขนเริ่มเปิดกว้างทำให้ลาวาทะลักเข้าสู่ร่างของเขาไม่หยุดวิธีการห่ามๆนี้ทำให้ตนรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

     

    สี่เดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก

     

    ท่ามกลางทะเลลาวาร้อนระอุมีร่างชายหนุ่มกำลังลอยคออยู่

     

    ฮูๆฮาๆ แม้จะบรรยากาศจะร้อนจนถึงจุดเดือดแต่อสูรขนแดงก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาล้อมภูเขาแห่งนี้ไว้อย่างแน่นหนา

     

    สายตาของเขาเห็นอสูรขนแดงจ่าฝูงในสภาพไหม้ไปครึ่งตัวจ้องมาที่ตนด้วยสายตาแดงก่ำ

     

    "ไอ้ลิงนรกพวกนี้กัดไม่ปล่อยจริงๆ"

     

       กล่าวจบอู๋เซี่ยนก็ดำดิ่งไปใต้ก้นบ่อของลาวานี้อีกครั้งด้วยความที่ทะเลลาวาแห่งนี้มีความร้อนสูงเขาจึงไม่กล้าเสี่ยงนำไข่มุกดับชีพออกมาใช้นอกแหวนมิติและถึงแม้จะใช้การจำกัดปราณในร่างด้วยขั้นไร้ลักษณ์

     

       แต่ด้วยวิธีพิเศษบางอย่างของสัตว์อสูรตัวนั้นทำให้ไม่ว่าเขาจะเคลื่อนตัวไปที่ใด อสูรขนแดงจ่าฝูงก็สามารถจับสัมผัสตนได้หมดและตามมาได้ทันทุกครั้ง

     

       ตอนนี้อู๋เซี่ยนหลอมชีพจรได้ไปเจ็ดรอบแล้วส่วนสามรอบสุดท้ายนั้นเขาคำนวณว่าน่าจะกินเวลายาวนานกว่าเจ็ดรอบแรก ดังนั้นชายหนุ่มจึงพักความสนใจเรื่องอสูรไว้ก่อนพร้อมตั้งหน้าตั้งตาดูดซับลาวาพวกนั้นต่อไป

     

    ในห้องที่ทุกสิ่งเป็นสีขาวโพลน

     

    "ไป๋หู่ได้ข่าวว่าเจ้าไปทะเลาะกับเด็กมา"ผู้ถามเป็นชายหนุ่มรูปงามในชุดจอมยุทธสีทองประดับไปด้วยลายมังกรสีเขียวเอ่ยขึ้น

     

    "เพ้ย ชิงหลงจะบอกให้รู้ แค่ขนเส้นเดียวที่ข้าทิ้งไว้ในโลกภายนอก เด็กน้อยเหล่านั้นยังรับมือไม่ไหว"ชายหนุ่มตอบกลับเขาผู้นี้ดูมีเอกลักษณ์เป็นอย่างมากเพราะทุกอย่างในตัวยกเว้นผิวหนังล้วนเป็นสีขาว

     

    "ได้ข่าวว่าจูเชวี่ยพึ่งบรรลุเต๋า นางบ่มเพาะได้เชื่องช้ามาก ต้องยอมรับจริงๆว่าในจุดนี้นางยังสู้เสวี่ยนอู่จอมขี้เกียจไม่ได้เลยแล้วดูสิขนาดข้านินทาดังขนาดนี้เจ้าเต่าขี้เซายังไม่ยอมตื่นขึ้นมาฟัง"ไป๋หู่ในชุดขาวเริ่มมองไปทางผู้เฒ่าแต่งตัวมอมแมมที่กำลังนั่งสัปหงก

     

    "..."ไร้เสียงตอบรับ ผู้เฒ่าชุดดำที่ถูกเรียกว่าเสวี่ยนอู่ไม่ได้ตอบกลับเขายังคงตั้งหน้าตั้งตาหลับต่อไป

     

    "ใยจูเชวี่ยผู้งดงามจึงยังมิมา" ชิงหลงเริ่มไม่สนใจไป๋หู่แล้วเขาอยากพบกับจูเชวี่ยมากกว่า

     

    "โถเจ้ากิ้งก่าน้อยผู้น่าสงสารเจ้าหลงรักนางมากี่พันปีบอกรักกี่พันหนไม่เห็นนางจะเหลียวแล รู้ไหมพฤติกรรมของเจ้าหากเป็นหนุ่มสาวสมัยนี้เขาจะเปรียบกันว่าเสียเป็นแสนแม้แต่แขนก็ยังไม่ได้จับ" ชายชุดขาวนำพัดขึ้นมาโบกอย่างสบายอารมณ์

     

    "ไอ้แมวโง่เจ้าน่ะเหงาข้าดูออก ชิงหลงผู้นี้ได้เติบโตขึ้นแล้วอย่ามายั่วโมโหกันเสียยากรู้ไหมว่าข้าล่ะเบื่อที่จะต้องมาปะทะฝีปากกับเจ้าทุกครั้งไป"ชิงหลงตะโกนด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว

     

    "เพ้ย ตอนนี้ไม่ใช่ฝีปากแต่เป็นร่างกายข้าอยากปะทะ ไม่อยากพูดอวดหรอกนะว่าตอนนี้ข้าน่ะบรรลุถึงเต๋าขั้นกลางไปแล้วแค่อุ้งเท้า...ไม่สิแค่มือขวาข้าข้างเดียวเจ้าก็รับมันไว้ไม่ได้หรอกชิงหลง"

     

    หลังจากที่ชายทั้งสองเริ่มสาดคำพูดต่างๆใส่กันด้านหลังพวกเขาก็มีร่างในชุดแดงโผล่ขึ้นอย่างเงียบเชียบ

     

    "ข้าเชื่อแล้วว่าต่อไปให้ผ่านไปอีกกี่พันกี่หมื่นปีเจ้าทั้งสองก็ยังกัดกันไม่เลิกเอาล่ะยังไงตอนอยู่ด้านนอกก็ช่วยทำตัวให้มันสมเป็นผู้พิทักษ์นิกายหน่อยเถอะ"เด็กสาวตัวน้อยในชุดสีแดงที่เดินตรงเข้ามามองพวกเขาด้วยสีหน้าเอือมระอา

     

    คำพูดนี้ทำให้ชายทั้งสองหยุดเถียงกัน

     

    "ปลุกเขาซิ" เด็กสาวตัวเล็กมองไปยังร่างผู้เฒ่าชุดดำที่แต่งตัวมอมแมมด้วยสายตาเหนื่อยล้า

     

    "เจ้าเต่า เจ้าเต่า! นางมาแล้ว" ไป๋หู่ตะโกนเรียกเสวี่ยนอู่ที่กำลังหลับ

     

    "เสวี่ยนอู่ จูเชวี่ยมาแล้ว"ชิงหลงเองเมื่อเห็นไป๋หู่ปลุกอีกฝ่ายไม่ได้ ตนก็รีบตะโกนบ้าง

     

       จูเชวี่ยผู้มาใหม่มองการกระทำของชายทั้งสองพลางส่ายหน้าเพราะไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ มังกรเขียวกับพยัคฆ์ขาวก็แข่งขันกันได้ตลอดแม้เรื่องราวจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม

     

    "อะอ่าว ประชุมกันถึงไหนแล้ว" เสวี่ยอู่ลืมตาขึ้นด้วยอาการมึน งง

     

    "ยังไม่ได้เริ่ม" คนทั้งสามหันมาพูดพร้อมกัน

     

    ในที่สุดคนทั้งสี่ก็ยืนหันหน้าเข้าหากัน

     

    หลังจากปรึกษากันไปหลายเรื่องไป๋หู่ก็กลับมาสู่โหมดไม่เต็มเต็งอีกครั้ง

     

    "เสวี่ยนอู่ตอนนี้เจ้ามีการบ่มเพาะอยู่ในระดับใดทำไมข้าจึงตรวจสอบเจ้าไม่ได้" ไป๋หู่หรี่ตาพลางมองร่างชายชราอย่างสงสัย

     

    "นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ข้านัดพวกเรามาวันนี้เพราะมีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับเซียงกงจะกล่าว..."ชายชราลูบคลำไม้เท้าพร้อมไอออกมา

     

    คำพูดนี้ทำให้จูเชวี่ยและชิงหลงต่างพยักหน้ารอฟัง

     

    "เกี่ยวกับปู่เซียน"ไป๋หู่ที่กำลังเย้าแหย่ชิงหลงหันมาด้วยสายตาเป็นประกายไม่บอกก็รู้ในบรรดาสัตว์ทั้งสี่เขาเป็นผู้ที่คลั่งไคล้เซียงกงที่สุด

     

    "เรื่องแรก ท่านผู้นั้นได้บรรลุเข้าสู่ขั้นขอบขั้นที่สองของครึ่งเซียนได้สำเร็จ"

     

    เรื่องแรกจากเสวี่ยนอู่ทำให้คนทั้งสามมีสีหน้าตกตะลึงเพราะรู้ว่าเต่าดำไม่เคยพูดโกหก

     

    "เรื่องที่สอง เซียงกงจะกลับมายังโลกเบื้องล่างในไม่ช้านี้ส่วนเรื่องสุดท้ายนั้น..." ชายชราทำทีนึกว่าจะพูดออกมาดีหรือไม่

     

    ขณะที่เต่าดำกำลังครุ่นคิดเสียงเจี๊ยวจ๊าวของไป๋หู่ก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน

     

    "ฮะฮ่า ในที่สุดปู่เซียนก็กำลังจะกลับมา หากเขาได้เห็นว่าไป๋หู่ผู้นี้บรรลุถึงเต๋าขั้นกลางได้ละก็จะต้องชื่นชมข้ามากเป็นแน่" ไป๋หู่หัวเราะเสียงดัง

     

    คนทั้งสามไม่ได้มีคำพูดหรือท่าทีขัดชายชุดขาวแต่อย่างใดเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายดีใจมากแค่ไหน

     

    "ไม่ได้ๆ รังสีจักรพรรดิข้ายังไม่บรรลุถึงแก่น ต้องให้ปู่เซียนเห็นว่าข้าเป็นคนที่ตั้งใจฝึกฝนมากที่สุด"ไป๋หู่พึมพำก่อนกลายเป็นแสงสีขาวจากไป

     

    "ไม่ได้การวิชากรงเล็บมังกรหยกที่ปู่เซียนให้ข้าฝึกยังไม่บรรลุขั้นสูงสุดเลยเช่นกันแบบนี้รอช้าไม่ได้แล้ว จูเชวี่ยผู้งดงามแม้การที่ข้ารีบจากไปจะทำให้เจ้าเสียใจมากก็ตามถึงอย่างไรเอาไว้พบกันใหม่ในครั้งหน้า"กล่าวจบชิงหลงก็หายไปราวกับไม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน

     

    ขณะที่มังกรเขียวและพยัคฆ์ขาวจากไป

     

    "เต่าดำอีกเรื่องที่เจ้าจะพูดคือสิ่งใด"จูเชวี่ยมองไปทางชายชราด้วยแววตาซับซ้อน

     

    "หงส์แดงเรื่องนี้ไว้รอท่านเซียงกงกลับมาบอกเองจะดีกว่า"ในที่สุดชายชราก็ตัดสินใจตอบออกมาอย่างยากลำบาก


    คล้ายกับเรื่องเทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี ที่คุณอ่าน