เหตุการณ์วุ่นวายของสาขาลัวซาได้ผ่านพ้นไปสองวันแล้วหากแต่เหลิงอู่เหยียนยังคงไร้ซึ่งสัญญาณการฟื้นคืนสติ
ส่วนหลินโม่เอาแต่เก็บตัวฝึกอยู่ในลานบ้านของตัวเองมาโดยตลอด
หลังจากทะลวงระดับหลอมปราณหลินโม่ก็รวบรวมพลังเจินหยวนได้ซึ่งพลังเจินหยวนทั้งหมดรวมตัวขึ้นเองอย่างผิดปกติ อานุภาพนั้นก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นเดียวกันถึงแม้จะรวมกับร่างนริศเก้าสวรรค์ขั้นริเริ่มเข้าไป ทว่าก็แทบมิอาจต่อกรกับผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นกลางได้สักนิด
สำหรับหลินโม่ พลังของตัวเองในยามนี้ยังไม่เพียงพอที่จะรับมือวิกฤติใดๆได้ทั้งนั้น
ฝ่ามือของมู่อี้ในคราแรกและการโจมตีของเทียนซิงจื่อนั้นล้วนแต่นำพามาซึ่งความตกตะลึงขีดสุดแก่หลินโม่ ไม่เพียงแค่ความต่างของระดับในการบำเพ็ญทว่ายังมีเรื่องการควบคุมพลังอีกด้วย นั่นทำให้เขาตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่าตัวเขานั้นยังแข็งแกร่งไม่พอ
“มีดาวเพียงร้อยดวงเองหรือ...”
หลินโม่ขมวดคิ้วจดจ้อง‘ดวงดาว’ ที่รวมตัวโคจรไปรอบ ‘ศาสตร์ดารา’ด้วยตัวมันเอง ยามที่อยู่สาขาลัวซานั้นดวงดาวเคยทะลุไปกว่าหมื่นดวง ยามนั้น‘ศาสตร์ดารา’ ได้ดูดซับพลังแห่งฟ้าดินไปในชนิดที่แทบเรียกได้ว่าเขมือบกลืนพลัง
หากสามารถทะลุไปถึงหมื่นดวงดาวได้อีกคราเพียงหลินโม่นั่งอยู่กับที่ก็สามารถดูดซับพลังของเส้นโลหิตชีพจรวิญญาณใต้ดินที่แฝงพลังปราณเอาไว้ด้วยได้ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด หลังจากคราก่อนที่ ‘ดวงดาว’ ทะลุไปถึงหมื่นดวง ยามนี้ ‘ดวงดาว’ ก็กลับคืนสู่สภาวะร้อยดวงอีกครา
หลังจากทดลองมาได้สองวันหลินโม่ก็ยังหาสาเหตุไม่เจอสักนิด
ครั้นคิดดูอีกที หลินโม่จึงตัดสินใจจะไปถามเทียนซิงจื่อ
หลังจากเร้นกายออกจากลานบ้านหลินโม่ก็มุ่งไปยังตำหนักหลักของสาขาเทียนซิง ทว่ากลับพบกับใบหน้าแสนถ่อยอันคุ้นเคยของจินเฉียนหยินเข้า
“ศิษย์น้องหลิน!” จินเฉียนหยินยิ้มตาหยีพลางตะโกนเรียก
“ศิษย์พี่จินวันนี้ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษเชียวนะ” หลินโม่เห็นว่าจินเฉียนหยินดูอารมณ์ดีมาก
“หึ หึ...อะไรกัน ข้าถูกศิษย์น้องหลินมองออกแล้วหรือ วันนี้ข้าเพิ่งได้รับข่าวดีมายามที่ได้ยินข่าวนี้ข้าก็รู้สึกเหมือนได้กินโอสถแก้สารพัดโรคอย่างไรอย่างนั้นเลยล่ะรู้สึกผ่านคลายสบายใจสุดๆ เชียวล่ะ” จินเฉียนหยินฉีกยิ้มกว้างเสียแทบเห็นฟันทั้งปากพลางเอ่ยขึ้น
“หา? ข่าวดีอะไรกัน?” หลินโม่ถามกลับ
“เมื่อสองวันก่อน พวกสาขาลัวซาถูกเด็กหนุ่มลึกลับคนหนึ่งเตะคว่ำไปน่ะสิ ข้าได้ยินว่าไม่เพียงศิษย์หน่วยควบคุมกฎแห่งสาขาลัวซาห้าหกร้อยคนจะถูกกวาดเรียบ แต่กระทั่งผู้พิทักษ์กฎใหญ่แห่งตำหนักกฎหมายและพรรคพวกก็โดนจัดการจนแทบพิการใช่สิ ยังมีสุ่ยหลิวเฟิงหนึ่งในสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แห่งสาขาลัวซาอีกคนนี่ก็ถูกเจ้าหนุ่มลึกลับนั่นจัดการเสียแทบสิ้นเช่นกัน หึ หึ เจ้าคงไม่รู้ว่าสองวันที่ผ่านมาไอ้เจ้าพวกลูกเต่าหัวหดที่สาขาลัวซาต่างไม่กล้ากำเริบอวดดีเหมือนแต่ก่อนแล้วล่ะ” จินเฉียนหยินเอ่ยอย่างมีความสุข
“ศิษย์พี่จินมีความแค้นกับสาขาลัวซาอย่างนั้นหรือ?” หลินโม่ถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“ก็ไม่ได้เรียกว่ามีความแค้นสักทีเดียว เพียงแต่เคยโกรธกันหลายคราก็เท่านั้น”จินเฉียนหยินยิ้มตาหยีพลางเอ่ยต่อ “ข่าวคราวนี้ถูกพวกอาวุโสระดับสูงของสาขาลัวซาปิดบังเอาไว้แต่ไม่ว่าจะปิดบังอย่างไรก็ยังมีข่าวคราวเล็กน้อยเล็ดลอดออกมาอยู่ดี ใช่สิ ศิษย์น้องหลินเจ้ารู้หรือเปล่าว่าชายหนุ่มลึกลับผู้นั้นเป็นใคร? ยามนี้เหล่าศิษย์ในสำนักเทียนซิงต่างกำลังตามสืบที่มาของเจ้าหนุ่มลึกลับนั่นกันให้วุ่นเลยล่ะ”
“ข้าเอง” หลินโม่เอ่ยขึ้นหน้าซื่อ
“เจ้า?” จินเฉียนหยินตะลึงไปครู่หนึ่งพลันกวาดตามองหลินโม่หัวจรดเท้าก่อนจะหัวเราะแล้วเอ่ยขึ้น “ศิษย์น้องหลิน เจ้าอย่าพูดเป็นเล่นไปเลย”
“ข้าไม่ได้พูดเล่น” หลินโม่เอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง
“เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าเป็นพวกบ้าระห่ำมากไปบ้างก็เท่านั้น ไม่คิดว่าเจ้าไม่เพียงจะบ้าระห่ำแต่ยังไร้ยางอายมากเสียด้วย”
เสียงถากถางดังขึ้นไม่ไกลหูชื่อหงเหลียนในชุดสีแดงเลือดนกกำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาสวยจ้องหลินโม่อย่างเยือกเย็น“มีเวลาไปสวมรอยผู้อื่น สู้ไปตั้งใจฝึกไม่ดีกว่าหรือ เจ้าเหลือเวลาอีกแค่ห้าวันสุดท้ายแล้ว”
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสมาชิกของสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์อย่างชื่อหงเหลียนย่อมรู้ดีถึงพลังที่แท้จริงของสุ่ยหลิวเฟิงที่เป็นสิบผู้แข็งแกร่งเช่นกัน แม้ว่านิสัยของสุ่ยหลิวเฟิงจะบ้าระห่ำแต่ถึงอย่างไรก็เพราะมีความหยิ่งยโสเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แม้จะอยู่ในอันดับสุดท้ายจากทั้งสิบทว่าศักยภาพของเขากลับอยู่ในสามอันดับแรก อีกทั้งชื่อหงเหลี่ยนก็เคยเห็นสุ่ยหลิวเฟิงลงมือมาแล้วเช่นกันถึงแม้จะเป็นนางก็ต้องเค้นพลังทั้งหมดเข้าสู้ถึงจะเอาชนะสุ่ยหลิวเฟิงได้เช่นกัน
เรื่องราวของสาขาลัวซาชื่อหงเหลียนก็ได้ยินมาแล้วแม้จะไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด ทว่าผู้ที่สามารถเอาชนะสุ่ยหลิวเฟิงได้นั้น หากอยู่ในสำนักเทียนซิงจะต้องไม่มีทางไร้ชื่อเสียงอย่างแน่นอนนางคาดว่าคงเป็นฝีมือของใครสักคนในสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ แท้จริงแล้วคือผู้ใดนั้นถึงยามนี้ก็ยังตัดสินไม่ได้
คาดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ ในฐานะที่สาขาลัวซาเป็นอันดับหนึ่งของทั้งสี่สาขาใหญ่เพื่อรักษาหน้าไว้จึงทำได้เพียงปกปิดข่าวนี้เอาไว้อย่างสุดกำลัง ต่อให้เป็นชื่อหงเหลียนที่อยู่ในฐานะสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ก็ได้รับข่าวคราวมาเพียงด้านเดียวเท่านั้น
ประวัติของชายหนุ่มลึกลับคนนั้นจนถึงยามนี้ก็ยังไม่เคยถูกเปิดเผย
ครั้นเห็นหลินโม่ยอมรับว่าเป็นตัวเองในสายตาของชื่อหงเหลียนกลับกลายเป็นว่านี่ไม่ใช่ความบ้าระห่ำอวดดีแล้ว แต่เป็นความไร้ยางอายขีดสุดต่างหากล่ะ
“ข้าไม่ได้สวมรอยผู้ใด” หลินโม่โต้กลับ
“เจ้าไม่ได้สวมรอย?”
ชื่อหงเหลียนระเบิดหัวเราะรอยยิ้มดูแปลกไป พลางกวาดสายตามองหลินโม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า “ในเมื่อเจ้าบอกว่าไม่ได้สวมรอยเช่นนั้นพลังของเจ้าก็คงจะแข็งแกร่งมากสินะ เช่นนั้นก็ดี มาประลองกับข้าสักคราเพื่อพิสูจน์ว่าเจ้ามีพลังของชายหนุ่มลึกลับนั่นจริงๆ”
“เหตุใดข้าต้องสู้กับท่านด้วย?” หลินโม่รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล
“ข้ารู้อยู่แล้ว”
ชื่อหงเหลียนตะโกนตัดบทเสียงเรียบหลังจากปราดตามองหลินโม่ก็หันกายเร้นจากไป พลางทิ้งประโยคหนึ่งเอาไว้ก่อนไป “ห้าวัน เจ้าเหลือเวลาอีกเพียงห้าวันสุดท้าย”
“ศิษย์น้องหลิน สู้เขาก็แล้วกัน” จินเฉียนหยินตบบ่าหลินโม่เบาๆแล้วจากไป
ครั้นมองตามร่างทั้งสองที่ห่างไปหลินโม่พลันถูจมูกเบาๆ “เหตุใดข้าพูดความจริงแล้วถึงไม่มีใครเชื่อกันนะ”
หลินโม่ส่ายหัวอย่างไม่นึกใส่ใจแล้วมุ่งไปยังตำหนักหลัก
เทียนซิงจื่อกำลังยืนมือไพล่หลังอยู่บนยอดหลังคาของตำหนักหลักพลางทอดสายตาไปบนท้องฟ้าชุดคลุมตัวใหญ่บนร่างปลิวไหวราวกับหยอกเล่นกับสายลมไปพร้อมทำนองเสียงสะบัดของชุด ครั้นมองเทียนซิงจื่อจากที่ไกลๆกลับให้ความรู้สึกราวกับเป็นเซียนปราชญ์อมตะอย่างไรอย่างนั้น
แม้มิใช่คราแรกที่พบเห็นทว่าหลินโม่ก็ยังไม่สามารถเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเทียนซิงจื่อกับฐานะเจ้าสาขาแห่งสาขาเทียนซิงได้ไม่ใช่เพียงนิสัยใจคอ แต่เทียนซิงจื่อยังให้ความรู้สึกธรรมดาเกินไปแล้ว ไม่มีแม้แต่กลิ่นอายพลังเลยสักนิดหากส่งเขาเข้าไปท่ามกลางกลุ่มผู้คนก็เหมือนกับคนแก่ธรรมดาๆ คนหนึ่งที่สามารถมองข้ามไปได้เลยเท่านั้น
สิ่งสำคัญคือการบำเพ็ญของเทียนซิงจื่อต่ำเสียจนน่าสงสาร
ระดับฝึกร่างขั้นที่หนึ่ง...
เทียนซิงจื่อพูดคำนี้จากปากตัวเองแรกเริ่มหลินโม่ยังไม่ปักใจเชื่อ เป็นถึงหนึ่งในสี่ของเจ้าสาขาใหญ่ จะเป็นไปได้อย่างไรที่การบำเพ็ญจะมีเพียงระดับฝึกร่างขั้นที่หนึ่ง? ยิ่งไปกว่านั้น คราแรกที่เทียนซิงจื่อช่วยขวางการโจมตีของมู่อี้ให้เขาว่ากันตามหลักการบำเพ็ญของเทียนซิงจื่อไม่ได้แย่กว่ามู่อี้เสียด้วยซ้ำ
ต่อมาหลินโม่จึงได้รู้เรื่องนั้นจากเฟิงเทียนสิงว่าการบำเพ็ญของเทียนซิงจื่ออยู่ในระดับฝึกร่างขั้นที่หนึ่งจริงๆ ทว่าเทียนซิงจื่อกลับบรรลุศาสตร์วิชาโหรดารานิจนิรันดร์อันเก่าแก่ที่สุดที่สืบทอดจากนิกายเทียนซิงแล้วนั่นเอง ซึ่งจะใช้วรยุทธ์พิเศษนี้ในการดูดซับพลังแห่งจักระดาราทั้งยังใช้พลังจักระดาราที่กักเก็บไว้นี้ต้านการบุกรุกโจมตีอีกด้วย
ต่อให้เฟิงเทียนสิงโจมตีด้วยพลังทั้งหมดต่างก็มิอาจทำลายปราการจักระดาราของเทียนซิงจื่อไปได้
ทว่า ปราการจักระดารารูปแบบนี้จะต้านทานได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นหากต้องการต้านทานอีกครั้ง จำต้องเสียเวลาในการดูดซับพลังแห่งจักระดาราไปอีกเจ็ดวันในการรวบรวมปราการจักระดาราใหม่อีกครั้ง
ศาสตร์วิชาโหรดารานิจนิรันดร์คือวรยุทธ์ที่บรรลุยากที่สุดของนิกายเทียนซิงจากคำบอกเล่าของเฟิงเทียนซิง นอกจากประมุขรุ่นที่หนึ่งแห่งนิกายเทียนซิงแล้วก็มีเพียงเทียนซิงจื่อเท่านั้นที่บรรลุการสืบทอดวรยุทธ์นี้ช่างน่าประหลาดเป็นเพราะไม่ได้เขียนผนึกเอาไว้ในคัมภีร์ม้วนหยกแต่กลับเล่าบรรยายจากปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น
หลังจากบรรลุศาสตร์วิชาโหรดารานิจนิรันดร์แล้วสิ่งที่แปลกยิ่งกว่าคือ ไม่เพียงทำให้การบำเพ็ญของผู้บรรลุไม่ก้าวหน้า หากแต่ยังถดถอยลงทีละก้าวอีกด้วย
เดิมทีการบำเพ็ญของเทียนซิงจื่อนั้นไม่ได้อยู่ระดับฝึกร่างขั้นที่หนึ่งทว่าเป็นเพราะสาเหตุจากศาสตร์วิชาโหรดารานิจนิรันดร์ ทำให้การบำเพ็ญถดถอยลงมาโดยตลอดกระทั่งตกมายังระดับฝึกร่างขั้นที่หนึ่งนั่นเอง
จากการบำเพ็ญของเทียนซิงจื่อในยามนี้พูดได้ว่าเป็นเจ้าสาขาที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์สาขาเทียนซิงได้เชียวล่ะ