2
ข้าจะไปวังหลัง!
“ก...กระหม่อม...”
“เอ้าตอบมาสิท่านราชครู เจิ้นรบกวนปราชญ์ผู้มากด้วยความรู้เช่นท่านช่วยชี้แจงให้เจิ้นเข้าใจที” สิ้นคำพูดของข้า ไม่นานหลี่จ้งก็คุกเข่าลงไปที่พื้น
“ขอประทานอภัย...กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
ที่ผ่านมาตนมีแต่เป็คนถามเพื่อให้อีกฝ่ายอ้ำๆ อึ้งๆ พอมาวันนี้โดนย้อนรอยบ้างก็ทำให้ไปต่อไม่ถูก เหตุที่เขาชอบถามอะไรหักหน้าฮ่องเต้เป็เพื่อ้าแสดงให้ขุนนางเห็นกลายๆ ว่าฝ่าาองค์นี้ช่างโง่เขลา ไม่เหมาะแก่การเป็ผู้ปกครอง และยิ่งเขาถูกฝ่าาทุบโต๊ะใส่หน้ามากเท่าไร ก็จะยิ่งเป็การแสดงความไร้เหตุผลให้ขุนนางคนอื่นเห็นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดเขาก็จะเข้าหาขุนนางเ่าั้และตะล่อมให้มาเป็พวกเดียวกันในการไปตามตัวหนานอ๋อง (เดิมคือองค์ชายใหญ่ ผู้เกิดจากซูเฟย) กลับมาผลักดันให้ขึ้นมาเป็ฮ่องเต้แทน
ถึงตระกูลเหลยที่มีพี่ชายของเขาเป็หัวหน้าจะสนับสนุนต้าเทียนฮ่องเต้...
แต่ตัวเขาไม่ขอร่วมด้วย... เพราะในสายตาของเขาองค์ชายใหญ่คือคนที่คู่ควรกับบัลลังก์มากที่สุดส่วนองค์ชายต้าเทียนน่ะเหรอ...เป็ได้เพราะมีคนหนุนหลัง แต่ส่วนหนึ่งที่ต้าเทียนฮ่องเต้ไม่กล้าทำอะไรเขา ก็เพราะมีคำว่าเหลยอยู่หน้าชื่อนี่แหละ
“ข้าตอบให้ก็ได้เอ้า!” ขอเกทับพวกเ้าได้ไหม ในฐานะวัชรวีร์เทพเคมีเกรดสี่สามสมัยก็ได้! ถึงพวกเ้าจะฟังไม่รู้เื่ ข้าก็จะพูด
“คำตอบก็คือไก่ เพราะโปรตีน OC-17 ซึ่งเป็สารที่อยู่ในเปลือกไข่เนี่ย มันสร้างได้แค่ในตัวของแม่ไก่ไงเล่า! “
ไงล่ะ เสนาอำมาตย์แต่ละคนตาค้างกันเลยทีเดียว
“สรุปง่ายๆ ไก่เกิดก่อน...ตามนั้น” ข้าพูดพร้อมกับยกนิ้วโป้งทีนึง จากนั้นก็หันไปทางจอมหักหน้าที่ตอนนี้ก้มหน้าเงียบเป็ที่เรียบร้อย
“ว่าไงท่านราชครู...”
“กระหม่อม...” เหลยหลี่จ้งพูดพลางทำท่าอ้ำๆ อึ้งๆ
“ที่ข้าหมายจะสื่อกับท่านก็คือคนเราไม่จำเป็ต้องรู้ทุกเื่บนโลกใบนี้ แต่เื่ที่จำเป็ต่อเรา ก็ต้องรู้เข้าใจหรือไม่?”
...ทำไมข้ารู้สึกว่ามันฟังดูกำกวมจังฟระ
“เอ่อ...”
“อย่างเื่ที่เ้าถามเมื่อครู่ ข้าไม่ใช่์ หรือซินแส ข้าเป็ฮ่องเต้ที่เอาเวลาส่วนมากทุ่มไปกับวิชาบริหารบ้านเมือง ส่วนการดูดาวก็แค่เรียนเพื่อให้รู้ว่าดวงไหนเป็ดวงไหน เพราะการที่บ้านเมืองจะเป็อย่างไรนั้น หัวใจหลักขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของผู้ปกครองและราษฎรต่างหาก ขืนเอาแต่ดูดาวรออาณัติจาก์ก็ไม่ต้องมีการพัฒนาอะไรพอดี”
เอ๊ะ...ยิ่งพูดยิ่งงงตัวเอง แต่ช่างเหอะ
“เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ” ราชครูเหลยตอบตามด้วยขุนนางคนอื่นๆ
“ขอบพระคุณฝ่าาที่พระราชทานพระบรมราชโอวาท”
“ขอฝ่าาทรงพระเจริญพันปีหมื่นปี”
เอ่อ...
“ถ้าไม่มีใครพูด การว่าราชการวันนี้ก็ให้เสร็จสิ้นแค่นี้ละกัน...”
แล้วข้าก็เดินลงจากบัลลังก์ัทันที...
----------------------------------------------------
ณ ห้องทำงานของข้า (จริงๆ คือห้องทรงพระอักษร)
“มี่เยี่ยน” หลังจากข้าเอ่ยเรียก ชาโต้หรานเกอผู้น่ารักก็ปรากฏตัวออกมา
“ข้าว่าข้าทำพลาดว่ะ...”
เมื่ออยู่กับมี่เยี่ยนสองคนข้าจึงค่อยกล้าพูดภาษาตัวเองปนกับภาษาโบราณ
ฮู่ว~~ ตอนอยู่ในท้องพระโรงละต้องสรรหาคำพูดยาวๆ มาพูดเนี่ย อึดอัดแทบแย่เลยนะรู้มั้ย!
“อย่างไรคือทำพลาดว่ะหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ข้าบอกกี่รอบแล้ว ว่าระหว่างเราไม่ต้องมาพูดาาศัพท์ใส่กัน ฟังแล้วมันขัดหู”
“ขอโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ...” เอาเถอะ ค่อยๆ ปรับกันไปละกัน อย่างน้อยตอนนี้มี่เยี่ยนก็ยอมลดความเป็ทางการลงมาหน่อยนึง
“คือ...อย่างที่บอกข้ากลับมาเพื่อมาสืบว่าใครเป็คนที่คิดทรยศใช่ปะ?”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ดังนั้นข้าก็ควรจะทำเป็คนโง่ไร้อารยะไม่รู้จักกาลเทศะ วาจาวิปริตวิปลาสฟังไม่ได้ความดวงหทัยโฉดช้าโเี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความเถื่อนถ่อย เกียจคร้านการงานสันหลังยาวขี้คร้านไม่เอาไหน ดีแต่ทารุณข้าทาสและแต่งตัวนั่งทำหน้าหล่อเหลาบนบัลลังก์ไปวันๆ ถูกปะ?”
คำพูดเมื่อครู่หรือ...ติดมาจากละครเื่หนึ่งน่ะ มันมาก กำลังออนแอร์ ย่ารวิภาชอบมากถึงขั้นอยากจะได้บัตรจับมือไปมีทติ้งดารานำเลยทีเดียว
“ก็จริงพ่ะยะค่ะ ที่พระองค์ทำวันนี้นั้นมิใช่ไม่ดี แต่ดันเป็การแสดงถึงความฉลาดของของพระองค์ ที่ดูเหมือนจะฉลาดกว่าเดิมซะอีก” มี่เยี่ยนออกความเห็น
“และถ้าพวกนั้นเห็นว่าข้าฉลาด เวลาพวกมันจะทำอะไรย่อมต้องระวังตัวสุดๆ ทำให้ข้าตามสืบได้ยากขึ้น”
หนทางที่จะได้ใช้ชีวิตชิวๆ ในยุคนี้ก็ยากขึ้นไปอีก...
อ๊าก!! ข้าคิดพร้อมกับยกมือหยุมหัวตัวเอง
“เพราะงั้นต่อไปนี้ข้าจะทำตัวโง่ๆ ละกัน ใครขออะไรก็จะอนุมัติมันซะให้หมด”
“ถ้ามันเป็เื่ที่เกี่ยวกับชีวิตของราษฎรล่ะ...จะปล่อยปะละเลยได้หรือพ่ะย่ะค่ะ” มี่เยี่ยนถาม
“ก็จริง...”
แต่ตอนนี้...ข้าขอพักเื่พวกนี้ไว้ก่อนละกัน เพราะั้แ่มาอยู่ที่นี่ ก็ได้แต่นั่งหลังขดหลังแข็งอ่านตำรา วันนี้ก็ว่าราชการ ไม่มีเวลาหาความสุขใส่ตัวเลย
“มี่เยี่ยน”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าจะไปวังหลัง! “
ไปทำอะไรน่ะหรือ ไปดูดอกไม้ไงเล่า! เห็นว่าวังหลังมีแต่ดอกไม้สวยๆ เต็มไปหมด วันนี้ล่ะข้าจะไปดูว่าจริงหรือไม่!
“พ่ะย่ะค่ะ” แล้วมี่เยี่ยนก็ถามต่อ
“ไปหาสนมองค์ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไปเดินเล่นก่อนไม่ได้เหรอ?” ก็ข้าไม่รู้นี่ว่ามีใครบ้าง ความทรงจำที่มีก็เลือนร๊าง เลือนราง
มี่เยี่ยนจึงเดินไปหยิบสมุดอีกเล่มหนึ่งจากลิ้นชัก แล้วเอามายื่นให้ข้า
“นี่คือรายชื่อสนมทั้งหมดและบันทึกการถวายงานประจำเดือนนี้ จัดทำโดยฉีกงกงพ่ะย่ะค่ะ”
ข้าพยักหน้าแล้วรับมาเปิดดูก็เห็นรายชื่อเต็มไปหมดพร้อมหมายเลขและตำแหน่ง พร้อมตำหนักที่อยู่เขียนกำกับไว้ ข้าเปิดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีชื่อคนก็พบว่าข้ามีสนมสิริรวมแล้ว 59 คน แต่หลักๆ คนที่จะถวายงานให้ข้าก็มีแค่ 3-4 คน ส่วนหน้าหลังๆ ของสมุดจะเป็ภาพเหมือนของสนมแต่ละคน
คือให้ข้าเลือกจากรูปพวกนี้ใช้ไหมเนี่ย นี่มันให้ความรู้สึกเหมือนตอนเข้าอาบอบนวดละไปยืนเลือกสาวอยู่หน้าตู้กระจกเลย ว่าแต่ตัวจริงจะตรงปกไหม
“ข้าไม่เลือกสักคนได้หรือไม่? ขอไปเซอร์เวย์พวกนางก่อน”
“เซอร์เวย์?” มี่เยี่ยนทวนคำ พลางทำหน้างง
ให้ตายสิ ลืมไปว่าข้าอยู่ในบุคโบราณนี่หว่า
“หมายถึงไปสำรวจน่ะ อยากไปดูหน้าจริงของแต่ละคนก่อน ข้าถึงจะตัดสินใจได้ว่าจะไปอยู่กับใคร”
“ได้พ่ะย่ะค่ะ หากอยากให้ความแตกก็ทำเลย เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครทำมาก่อน ตัวฝ่าาก็ไม่เคยทำด้วย”
......แปลว่าไม่ได้สินะ
“อะ ข้าต้องเลือกสักคนเนอะ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“งั้น...คนนี้ละกัน” ข้าพูดพลางชี้นิ้วไปที่รูปสาวคนแรก เ้าของใบหน้ารูปไข่และดวงตากลมโตผิดกับคนจีนทั่วไป
“เว่ยกุ้ยเฟย ตำหนักฉือหนิง เลือกได้ดีนี่พ่ะย่ะค่ะ”
อ้อ... คนนี้คือสนมที่มีตำแหน่งสูงสุดในวังหลังตอนนี้นี่นา แสดงว่าข้าเลือกถูกแล้วสินะ สมกับเป็ข้าจริงๆ
“แล้วยังไงต่อ? ไปกันเลยมั้ย?”
“ตามปกติ พระองค์ต้องส่งคนไปแจ้งฉีกงกงก่อนพ่ะย่ะค่ะ ว่าจะไปตำหนักฉือหนิง”
ทำไมมันช่างวุ่นวายเหลือเกิน...วังก็วังกรู เมียก็เมียกรู
“โอเคเลย” ข้าตอบพลางทำนิ้วเป็สัญลักษณ์โอเคใส่มี่เยี่ยน
“แปลว่า...” มี่เยี่ยนพูดพลางพยายามทำตามอย่างทุลักทุเล
“ได้เลย” จากนั้นข้าก็พูดต่อ “นี่จะเป็อีกหนึ่งรหัสลับระหว่างเรานะ”
“พ่ะย่ะค่ะ...” มี่เยี่ยนตอบ พลางคิดในใจ
'แล้วข้ามีสิทธิ์ปฏิเสธด้วยหรือ!!'