ปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา

    พนันกับจ้าวหยูเฟย

            ขณะที่เหล่าอาจารย์กำลังนำนักเรียนในสถาบันออกเดินทางจ้าวหลานเดินมาหาต้าหมิงทันที การมาของจ้าวหลานทำให้เหล่านักเรียนตั้งแต่ชั้นเรียนที่ 1-3 ต้องแตกตื่นเพราะจ้าวหลานไม่เพียงแต่เป็นหญิงงามอันดับต้นๆของสถาบันแต่ยังเป็นคนที่มีพรสวรรค์อย่างมากอีกด้วย

            “นั่นมันเทพธิดาหลานทำไมนางถึงมาที่นี่” นักเรียนชั้นปีที่ 2 ของชั้นเรียนสามัญชนกล่าวด้วยสีหน้าแตกตื่น

            “ต้าหมิงการทดสอบครั้งนี้เจ้าจะต้องระวังตัวให้ดีเพราะว่ามันอาจจะมีอันตรายแอบแฝงอยู่มากมาย” จ้าวหลานกล่าวพร้อมกับมองไปยังต้าหมิง

            “ยังเป็นพี่สาวจ้าวหลานที่เป็นห่วงข้า พี่สาวไม่ต้องกังวลข้าจะระวังตัวเอาไว้ไม่ยอมให้ทันผิดหวังในตัวของข้าแน่นอน” ต้าหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้มมั่นใจ

            “ถ้าอย่างงั้นก็ดี ข้าเองก็ต้องทำภารกิจของข้าเช่นกันเพราะงั้นพวกเรามาเจอกันหลังจากจบภารกิจ” จ้าวหลานกล่าว

            “ถ้างั้นพี่สาวหลานทำไมเราไม่มาเพิ่มกำลังใจด้วยการพนันกันหน่อยละ” ต้าหมิงกล่าว

            “หืม พนันอะไร” จ้าวหลานกล่าวด้วยสีหน้าสงสัย

            “ถ้าข้าสามารถรอดชีวิตกลับมาได้ท่านจะต้องหอมจูบข้าหนึ่งที เป็นอย่างไร” ต้าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์

            “เด็กน้อยเจ้านี่มันเจ้าชู้จริงๆ อย่าหาว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าไปทำอะไรกับท่านพี่ของข้าบ้าง” จ้าวหลานกล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “เพราะว่าหลังจากที่มาเมืองหลวงแห่งนี้มีเพียงท่านทั้งสองที่เคยช่วยเหลือข้ามาตลอดยังไงละ” ต้าหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “แต่เจ้าอย่าลืมว่าเจ้าเป็นคู่หมั้นของจักรพรรดิหญิง” จ้าวหลานกล่าวด้วยสีหน้าลังเล

            “ความหมายของคู่หมั้นนี้ท่านก็น่าจะรู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับยิ้มขมขื่น

            “......” จ้าวหลานเห็นใบหน้าขมขื่นของต้าหมิงก็อดที่จะรู้สึกปวดใจ

            ตามจริงต้าหมิงนั้นเป็นชายที่หล่อเหลามากๆคนหนึ่งและยังมีพรสวรรค์อย่างมากแต่กลับต้องมาถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อล่อเหล่าศัตรูของจักรพรรดิหญิงออกมา

            “ก็ได้ ข้าจะพนันกับเจ้าถ้าเจ้าชนะข้าจะยอมจูบเจ้าให้เป็นรางวัล” จ้าวหลานกล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “ท่านกล่าวออกมาแล้วนะ” ต้าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น

            การสนทนาของทั้งสองไม่มีใครได้ยินเพราะจ้าวหลานใช้พลังเวทย์ของตนเองสร้างม่านพลังขนาดเล็กปกคลุมทั้งสองเอาไว้

            “นี่พวกเขาคุยอะไรกัน” ปู้เหยียนกล่าวด้วยสีหน้าอยากรู้

            “ข้าสังเกตุว่าเทพธิดาหลานนั้นมักจะไปใหนมาใหนกับต้าหมิงบ่อยๆเวลาอยู่ในสถาบันหรือว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองจะ....” นักเรียนชายคนหนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

            “เจ้าบ้าระวังปากหน่อยเจ้าไม่รู้หรือว่าสถานะของต้าหมิงคืออะไรถ้ายังไม่อยากตายก็หุบปากไปซะ” ปู้เหยียนกล่าวด้วยสีหน้าซีดลงทันที

            “.......” เย่สุ่ยมองทั้งสองด้วยสายตาสั่นใหว

            จิตใจของนางรู้สึกแน่นที่อกอย่างบอกไม่ถูก แม้ในใจของนางจะพยายามบอกตัวเองว่าต้าหมิงนั้นเป็นของจักรพรรดิหญิงแต่หัวใจของนางกลับไม่ยอมเชื่อฟัง

            “ข้าควรจะทำเช่นไรดี” เย่สุ่ยได้แต่ถอนหายใจเบาๆ

            “เจ้านั่นหนะเหรอ....กล้ามากจริงๆ กล้ามายุ่งกับผู้หญิงที่ข้าหลางซานหมายปองดูเหมือนว่าข้าจะเป็นต้องหาโอกาสสั่งสอนเจ้านั่นแล้ว” หลางซานชั้นเรียนขุนนางปีที่ 3 กล่าวด้วยสีหน้าโหดเหี้ยม

            “เหอะ แค่สวะเพียงคนเดียวยังจัดการไม่ได้ดูเหมือนว่าเหล่าน้องๆของพวกเราจะเป็นขยะเช่นกัน” จวิ้นสือชั้นปีที่ 3 กล่าวด้วยสีหน้าดูถูก

            “หึ หึ รอก่อนเถอะ รอให้ถึงหมู่บ้านแห่งนั้นก่อนเถอะสิ่งที่รอเจ้านั่นอยู่คือความสิ้นหวัง” หลางซานกล่าวด้วยสีหน้าชั่วร้าย

            หลังจากที่ทุกอย่างพร้อมแล้วอุปกรณ์เคลื่อนย้ายก็เริ่มทำงานและส่งนักเรียนไปยังเมืองชายแดน ซึ่งทันทีที่ถึงพวกต้าหมิงก็ไม่ได้หยุดพักและเริ่มเดินทางทันที การเดินทางครั้งนี้เหล่าอาจารย์ไม่ได้ร่วมทางไปด้วยแต่รออยู่ในเมืองชายแดน

            “ก่อนจะถึงหมู่บ้านข้าขอบอกก่อนเลยว่าการเดินทางครั้งนี้อันตรายอย่างมากและอาจจะมีอันตรายที่ถึงแก่ชีวิตเลยก็ได้เพราะงั้นข้าอยากจะให้พวกเจ้าเตรียมใจให้พร้อมอย่าได้ปราณีศัตรูอย่างเด็ดขาด และศัตรูคราวนี้อาจจะไม่ใช่เพียงแค่สัตว์เวทแต่อาจจะมีมนุษย์หรือเผ่าอื่นก็ได้เพราะงั้นพวกเจ้าจงเตรียมตัวให้ดี” เสี่ยวเตี่ยกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

            “พวกเราจะทำตามที่ท่านอาจารย์สั่ง” พวกปู้เหยียนกล่าว

            “ดี ถ้างั้นก็ไปเถอะถ้าพวกเจ้าผ่านภารกิจครั้งนี้ไปได้พวกเจ้าจะเติบโตขึ้น” เสี่ยวเตี่ยกล่าวพร้อมกับหันไปมองต้าหมิง

            ต้าหมิงที่เห็นว่าอีกฝ่ายหันมามองตนก็ยิ้มก่อนจะขยิบตาให้ เสี่ยวเตี่ยกลายเป็นกัดฟันพร้อมกับเส้นเลือดปรากฏบนใบหน้าของนาง หลายวันมานี้ต้าหมิงเริ่มที่จะกล้าเกี้ยวนางอย่างโจ่งแจ้งโดยไม่สนว่านางเป็นอาจารย์เลย

            “เจ้าเด็กกะล่อนนี่สักวันเจ้าจะต้องโดนดี” เสี่ยวเตี่ยกล่าวในใจ

            หลังจากนั้นพวกต้าหมิงก็จากไปและเริ่มเดินทางไปยังหมู่บ้านแถมชายแดนทันที หมู่บ้านที่พวกต้าหมิงต้องไปไม่ได้อยู่บนเขาสูงแต่อยู่ในพื้นที่ราบที่มีทะเลสาปล้อมรอบอยู่ พวกต้าหมิงต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อย 3 วันกว่าจะไปถึง

            เสี่ยวเตี่ยที่เห็นพวกต้าหมิงไปแล้วก็แสดงสีหน้าเย็นชา จากที่ชายชราขี้เมากล่าวมาว่าพวกของตระกูลหวังได้ส่งมือสังหารออกมาแล้วแถมระดับของอีกฝ่ายยังเป็นระดับขุนพลสูงสุดอีกด้วยซึ่งในครั้งนี้นางไม่สามารถประมาทได้เลย

            “ครั้งนี้เราไม่สามารถประมาทได้เพราะอีกฝ่ายจะต้องเตรียมการสำหรับรับมือพวกเราแล้วแน่” จ้าวหยูเฟยที่ปรากฏตัวออกมากล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

            “รู้อยู่แล้วละ เพราะงั้นข้าถึงแยกจากพวกเขาเพื่อที่จะได้คอยปกป้องเขาจากเงามืด” เสี่ยวเตี่ยกล่าว

            “ไปกันเถอะ” จ้าวหยูเฟยกล่าว

            จากนั้นทั้งสองก็สวมหน้ากากและหายไปทันที ทางด้านพวกต้าหมิงหลังจากฝึกฝนมาอย่างยาวนานร่างกายของห้องเรียนสามัญชนก็แข็งแกร่งอย่างมากทำให้การเดินทางนั้นรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ

            แตกต่างจากชั้นเรียนขุนนางที่การเดินทางค่อนข้างลำบากเมื่อต้องขึ้นเขาหรือทางชัน ขุนนางส่วนใหญ่จะเน้นการฝึกฝนพลังเวทย์ไม่ใช่ร่างกายทำให้กายภาพของพวกเขานั้นต่ำอย่างมาก

            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วพวกต้าหมิงก็มาถึงหมู่บ้าน เมื่อมาถึงก็มีทหารของเมืองหลวงมาประจำการอยู่จำนวนหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว

            “พวกเจ้าคงเป็นนักเรียนจากสถาบันเวทมนต์สินะ” ทหารคนหนึ่งก้าวมาหาพวกต้าหมิงก่อนจะกล่าวขึ้น

            “ใช่แล้วพี่ชายพวกเรามาจากสถาบันจอมเวทย์” ต้าหมิงกล่าว

            “พวกเจ้าทำได้ดี ใช้เวลาเดินทางเพียงแค้ 3 วันก็มาถึงแถมยังไม่มีอาการเหนื่อยหอบหรืออ่อนล้าอะไรเลย” ทหารคนนั้นกล่าวด้วยสีหน้าชอบใจ

            “จากนี้พวกเราควรจะทำอย่างไรต่อ” ต้าหมิงกล่าว

            “หน้าที่ของพวกข้ามีเพียงแค่คอยเป็นกำลังเสริมให้กับพวกเจ้าเท่านั้น” ทหารกล่าว

            “ทหารเหล่านี้ไม่ได้เป็นจอมเวทย์แต่เป็นเพียงคนธรรมดาเพราะงั้นพวกเขาจึงไม่สามารถต่อสู้กับสัตว์เวทได้ตรงๆ” เย่สุ่ยอธิบายให้ต้าหมิงฟัง

            “ถ้างั้นพี่ชาย ท่านรู้หรือไม่ว่าอีกกี่วันพวกสัตว์เวทจะมาถึง” ต้าหมิงกล่าว

            “น่าจะสัก 7-10 เห็นจะได้” ทหารคนนั้นกล่าว

            “น่าจะยังทัน พี่ชายข้าอยากจะขอร้องให้ท่านแบ่งคนเป็นสองส่วน ส่วนแรกให้ไปตัดไม้มาจำนวนมาก อีกส่วนให้ช่วยเหลือพวกข้าสร้างกับดักและกำแพงหนาม” ต้าหมิงกล่าว

             

    คล้ายกับเรื่องปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา ที่คุณอ่าน