นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 44 งานเลี้ยง

             

            ตอนที่ 44 งานเลี้ยง

             

             

            นิทานสูดลมหายใจลึก ก้าวตามผู้พันลาลันตาเข้าสู่ทางเดินยาวที่รายล้อมด้วยของตกแต่งมากราคาส่องประกายระยิบระยับ

             

            กำแพง เพดาน พื้น ต้นไม้ ใบหญ้า ทุกสิ่งล้วนให้ความรู้สึกโอ่อ่าสวยงาม แฝงไปด้วยความร้อนแรงจากสีสันซึ่งประกอบด้วยโทนชาดอันเป็นสีแห่งราชอาณาจักรไฟกัลป์

             

            หลังผ่านทางเดินยาวอันหรูหรา ที่ปรากฏแก่สายตาคือราชวังอันโอ่อ่าที่ประกอบด้วยสีแดงเป็นสีหลัก อิฐและหินอย่างดีนับพันนับหมื่นก้อนประกอบก่อเป็นกำแพงอันแข็งแกร่ง

             

            เพียงขนาดและความหรูหราก็ทำให้นิทานได้แต่อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

             

            ตัววังสร้างจากหินอ่อนอย่างดี ประดับประดาด้วยเครื่องตกแต่งชั้นสูงและวัตถุแกะสลักมากหน้าหลายตา ลายสลักมากมายล้วนเน้นย้ำที่รูปลักษณ์แห่งเพลิงกัลป์ ไอพลังมากมายที่ห่อหุ้มตัวราชวังนั้นราวกับว่าราชวังกำลังลุกไหม้ไปด้วยเพลิง ไม่สิ ถูกปกป้องด้วยเพลิง

             

            นิทานลองสังเกตดูดี ๆ แล้วจึงพบว่าตัวราชวังที่ดูเป็นสีแดงนั้นเกิดจากศิลาหายากสีน้ำตาลอ่อนมากมายที่แผ่ไอความร้อนจนดูคล้ายกับสีแดง เมื่อมองจากภายนอกแล้วราวกับสีแดงเพลิง แม้แต่หินอ่อนที่ดูหรูหรายังมีสีน้ำตาลอ่อนแซม

             

            เพียงแค่มองก็สัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่ทำเอานิทานถึงกับรู้สึกว่าเมืองหลวงนั้นเย็นสบายกว่ากันเป็นไหน ๆ

             

            รอบราชวังเต็มไปด้วยค่ายกลและข่ายมนตร์มากมาย สมบัติสลักคำนับร้อยนับพันชิ้นประจำการอยู่ในจุดต่าง ๆ แผ่พลังต่อขยายกันเป็นทอด ๆ เสริมให้กำแพงอันแข็งแกร่งกลายเป็นป้อมปราการที่มิอาจกล้ำกราย

             

            นิทานและผู้พันลาลันตาไม่ได้เดินเข้าสู่ราชวังโอ่อ่า หากเพียงเดินเข้าสู่อาคารทางด้านหน้าที่ขนาดเล็กกว่า แต่ก็ประดับด้วยความหรูหราที่นิทานไม่อาจจินตนาการ

             

            ทางด้านหลังยังมีสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตยิ่งกว่า หรูหรายิ่งกว่าอยู่ นิทานคาดว่าสมควรเป็นราชวังหลักอันเป็นที่ประทับของราชวงศ์ และเป็นที่อยู่อาศัยของทายาทสายตรง

             

            ตึกที่นิทานและผู้พันกำลังเข้าไปนี้สมควรเป็นอาคารจัดเลี้ยงสำหรับรองรับแขก หากพิธีการที่ใหญ่โตและศักดิ์สิทธิ์กว่านี้สมควรจัดที่อื่น

             

            เมื่อทั้งสองมาถึงหน้าตึก ข้ารับใช้รูปงามสองคนก็พนมมืออย่างสุภาพ พลางเปิดประตูขนาดใหญ่ให้ทั้งสอง นิทานพลันเข้าใจคำว่า เปิดโลก โดยแท้จริง

             

            ภาพที่อยู่ภายหน้าของเขายามประตูเปิดออกให้ความรู้สึกราวกับกำลังก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่

             

            ผู้พันที่แต่งชุดทหารเต็มยศและนิทานในชุดราชปะแตนสีน้ำเงินเข้มก้าวเข้าสู่งาน เขาได้ยินเสียงหัวใจของตนเต้นแรง

             

            เพียงก้าวแรกที่เข้าสู่งาน นิทานก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลและสายตามากมายที่จับจ้องมาทางพวกเขาเป็นทางเดียว พลังหลายสายมากมายครอบคลุมตัวเขาในชั่วพริบตา

             

            พลังทั้งหมดสอดแทรกเข้าสู่ร่างกายของนิทาน เพียงพริบตา พลังทั้งหมดก็สลายหายไปเมื่อผู้พันลาลันตาสะบัดมือบางเบา

             

            นิทานเก็บสีหน้า ระงับความตื่นตระหนก เพียงทำสีหน้าเรียบเฉย มุมปากยิ้มบาง ๆ ให้ดูไม่เสียมารยาท ก้าวตามผู้พันลาลันตาอย่างนิ่งสงบ

             

            เพียงไม่นานสายตาที่จ้องมาทางเขาก็ละกลับไป เข้าสู่สภาวะปกติ เหล่าบุคคลมากหน้าหลายตาต่างแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอันแสนหรูหรา เครื่องประดับราคาแพง และรูปลักษณ์กิริยาที่เพียงมองก็รับรู้ได้ว่าดูแลตัวเองเป็นอย่างดี

             

            ในที่แห่งนี้ประกอบไปด้วยคนในหลายช่วงอายุ ตั้งแต่คนที่สูงอายุ ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย ไปจนถึงคนที่เด็กกว่านิทาน สมควรอยู่ในช่วงวัยรุ่น

             

            คนเหล่านี้ต่างคือบุคคลชั้นนำในแวดวงชั้นสูงของอาณาจักรไฟกัลป์

             

            ชายสูงวัยคนหนึ่งก้าวเข้ามาหาผู้พันลาลันตา ชายสูงวัยผู้นี้แต่งกายด้วยชุดสีน้ำเงินราวกับท้องทะเล ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย ตรงขอบตามีเกล็ดเล็ก ๆ ขึ้นอยู่รายรอบ

             

            ชายสูงวัยหัวเราะอย่างอารมณ์ดีพลางเอ่ยทักทาย

             

            "อริยะตะวันจำแลง ลาลันตา ไม่ได้พบกันนาน เจ้ากลับดูไม่แก่ขึ้นเลย" ชายชราหัวเราะ

             

            "อริยะห้วงลึก นิล ทมิฬมัจฉา ไม่ได้พบกันนาน สบายดีนะคะ" ผู้พันลาลันตายิ้มพลางพนมมือไหว้

             

            "แน่นอน แน่นอน ข้ายังหนุ่มยังแน่น ยังอยู่ได้อีกหลายร้อยปี" ชายชราที่ชื่อนิลหัวเราะเสียงดัง

             

            นิทานลอบสังเกตชายชราผู้นี้ ชายชราผู้นี้รูปร่างผอมบาง หลังค่อมเล็กน้อย ใบหน้าดูคงแก่เรียน ดูราวกับเป็นนักปราชญ์มากกว่านักรบ นิทานสัมผัสพลังใด ๆ จากร่างของชายชราผู้นี้เลย หากเดินสวนกันในเมือง เขาคงคิดว่าชายชราผู้นี้เป็นเพียงแรกเกิด

             

            หากจากนามอันทรงเกียรติที่ผู้พันลาลันตาเอ่ยแล้ว ชายชราผู้ดูไร้พลังคนนี้กลับเป็นถึงอริยะ!

             

            วินาทีที่นิทานหันไปมองชายชรา ชายชราก็หันกลับมามองนิทาน แรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นฟาดทับเข้าใส่ตัวนิทานและคีตาจนทั้งสองมึนหัว เขารู้สึกราวกับตัวเองโดนจับโยนลงมหาสมุทรยามที่เกิดพายุคลั่ง

             

            นิทานพลันตั้งสติกลับมายืนมั่น คีตาก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน สะบัดหน้าเล็กน้อยก็กลับเป็นปกติ

             

            "โฮ่ ลาลันตา เด็กของเจ้าใช้ได้เลยนี่" นิลเลิกคิ้วด้วยความชื่นชม

             

            "แน่นอนสิคะ ไม่งั้นฉันไม่ลากเข้ามาร่วมวงหรอก" ผู้พันลาลันตาหัวเราะ

             

            "เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบอริยะห้วงลึกผู้สูงส่ง ผู้น้อย นิทาน วงจันทรา สังกัดหน่วย 3 ในหน่วยพิทักษ์เมืองภายใต้ผู้พันลาลันตาครับ สัตว์คู่หูของผม คีตา วงจันทราครับ" นิทานพนมมือไหว้อย่างมีมารยาท รักษากิริยาทุกอย่าง

             

            "โฮ่ ผู้เรียนรู้วัย 21 แต่ระดับพลังกลับไม่ต่ำต้อยเลย 3คำเป็นอย่างน้อย? ศักยภาพใช้ได้ เพียงได้รับการสนับสนุนหน่อยย่อมมีอนาคต" นิลเพียงมองนิทานผ่าน ๆ ก็บ่งบอกระดับพลังของเขาได้ทันที

             

            "ไม่ต้องมากมารยาทขนาดนั้นก็ได้ไอ้หนุ่ม เป็นเด็กเป็นเล็กมันก็ต้องมีอารมณ์ร้อน ทำอะไรตามใจกันบ้าง เรื่องน่าหงุดหงิดอย่างการเข้าสังคมไว้เป็นหน้าที่ของคนแก่ ๆ อย่างข้าดีกว่า" นิลหัวเราะ

             

            "นิทาน รู้จักไว้ละ ท่านผู้นี้ชื่อ นิล ทมิฬมัจฉา เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของมหาตระกูลทมิฬมัจฉา นามทรงเกียรติ อริยะห้วงลึก" ผู้พันลาลันตาแนะนำ

             

            นิทานลอบสูดหายใจลึก ตอนที่ได้ยินนามสกุลเขาก็ตงิด ๆ อยู่แล้ว

             

            "เอ้า ไหน ๆ ก็พูดเองแล้วว่าไม่ต้องมากมารยาท ตาแก่ สถานการณ์เป็นไงบ้าง" ผู้พันลาลันตาพลันพูดเสียงเบา แต่ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้ม

             

            "ไม่ดีเท่าไหร่ องค์ชาย 2 ขึ้นเป็นอริยะแล้ว การเปรียบเทียบกับองค์หญิง 4 ยิ่งมากขึ้น แม่ทัพหลายคนก็เริ่มย้ายฝั่งแล้ว" นิลพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ราวกับเนื้อหาที่พูดคุยกันนั้นเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป

             

            "แล้วทางองค์ชาย 1 ล่ะคะ"

             

            "ไม่ได้ส่งใครมาเลย ก็เหมือนหยามหน้ากลาย ๆ นั่นแหละ" นิลถอนหายใจ

             

            นิทานเหงื่อตก เขารู้สึกว่าบทสนทนานี้เขาไม่ควรรับฟังเป็นอย่างยิ่ง

             

            "โอ้ นึกว่าใคร ตะวันจำแลง ลาลันตานี่เอง โผล่หัวเข้างานสังคมเป็นด้วยหรือนี่ ข้านึกว่าในหัวมีแต่การฆ่าฟันเสียอีก" เสียงเยาะเย้ยเสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน

             

            หญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามาทางพวกเขา หญิงชราผู้นี้แต่งกายด้วยชุดตัวยาวสีดำ หลังค่อมเล็กน้อย ใบหน้าแสดงถึงริ้วรอยแห่งวัย รอยยิ้มเยาะประดับบนใบหน้า

             

            "ยังหน้าแก่เหมือนเดิมเลยนะสาลิกา ฉันเคยบอกไปตั้งแต่เราเรียนด้วยกันแล้วไงว่าให้ดูแลผิวตัวเองบ้าง" ผู้พันลาลันตาไม่ถอย เพียงยิ้มเยาะกลับไป

             

            "เหอะ ก็แค่พวกสมองมีแต่กล้าม ดีแค่ไหนแล้วแต่งเครื่องแบบเป็น" หญิงชราที่ชื่อสาลิกาแค่นเสียง

             

            "งั้นก็หัดออกกำลังกายบ้างนะสาลิกา หลังก็ค่อม มารยาทในฐานะชนชั้นสูงก็ไม่มี ขนาดฉันเป็นทหารเห็นแล้วยังผิดหวังเลย" ผู้พันลาลันตาหัวเราะ

             

            การโต้เถียงของสองผู้แข็งแกร่งที่โต้เถียงกันราวกับเด็กเรียกสายตาของคนรอบข้างให้หันมามอง นิทานพลันสะอึก

             

            งานเลี้ยงไม่ใช่เหรอ ทำไมบรรยากาศเป็นงี้ล่ะ

             

            นิทานสังเกตมาสักพักแล้ว แม้ใบหน้าของแต่ละคนจะยิ้มแย้ม แต่เพียงจุดที่ยืนก็พอจะเห็นได้เลา ๆ ถึงการแบ่งฝักฝ่ายแล้ว ยิ่งยามที่สองฝักฝ่ายคุยกันนั้นใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแต่วาจาช่างเชือดเฉือน

             

            ไม่ว่าใครก็ต่างกล่าวถากถางกันอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีมาดของผู้ดีแม้แต่น้อย มีเพียงลักษณะภายนอกเท่านั้นที่ยังคงรักษามารยาท

             

            นิลที่สังเกตเห็นสีหน้านิทานพลันหัวเราะ ส่งเสียงมาทางจิต

             

            ไอ้หนู พึ่งเคยมางานแบบนี้ใช่มั้ยล่ะ

             

            ส่งพลังมาทางจิตได้ด้วย? อย่าบอกนะว่าเขาได้ยินเวลาฉันแอบบ่นอะไร นิทานยังไม่ทันตอบ นิลก็หัวเราะขึ้นอีกครั้ง

             

            คำแห่งพลังของข้าค่อนข้างพิเศษ แต่อ่านใจไม่ได้ เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องความคิดรั่วไหล แต่คนที่อ่านได้ย่อมมี ระวังไว้เป็นดีกว่า

             

            นิทานพยักหน้า

             

            เจ้าคงสงสัยเรื่องบรรยากาศอันแปลกประหลาดนี่สินะ เพราะว่าที่สงบน่ะ มีแค่ประชาชนกับประเทศ การเมืองภายในน่ะ สงครามย่อม ๆ เลยล่ะ ต่างฝ่ายต่างใส่กันแบบไม่ไว้หน้าทั้งนั้น

             

            การลอบจู่โจมกันเบื้องหลังก็มากมาย แม้แต่ราชวงศ์ก็โดนลากเข้ามาเอี่ยว ไม่สิ หัวโจกเลยล่ะ ราชวงศ์สนับสนุนสงครามภายในอยู่แล้ว ตราบใดที่ราชินียังอนุญาต

             

            นิทานลองผนึกห้วงจิต ส่งเสียงทางจิตกลับไปในช่องทางที่เขารู้สึกว่าเสียงนั้นผ่านมา

             

            แล้วองค์ราชินีรับได้เหรอครับ

             

            โฮ่ หัวไวดีนี่ รับรู้ถึงช่องทางและตอบกลับได้ นิลหัวเราะเบา ๆ

             

            องค์ราชินีรับได้มั้ยอย่างนั้นหรือ

             

            รับได้อยู่แล้ว ท่านทรงบอกเองว่าผู้ปกครองที่ไม่ผ่านความขัดแย้งภายในมาก่อนย่อมไม่มีทางเป็นผู้ปกครองที่ดีได้ นิลหัวเราะลั่น

             

            ขอแค่ไม่ทำอะไรที่โหดร้ายจนเกินไป ไม่ส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่คิดก่อกบฏ  ท่านย่อมไม่ขัดขวาง การลอบสังหารหลาย ๆ ครั้งท่านยังยอมรับได้เลย เสียงหัวเราะรื่นเริงยังดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

             

            นิทานสีหน้าเหยเก เขาพลันฉุกคิดขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง

             

            การที่เขามาปรากฏตัวพร้อมกับผู้พันเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากการประกาศไปว่าเขาขอเข้าร่วมสงครามนี้ด้วยคน นิทานเหงื่อแตกดั่งสายน้ำเมื่อนึกถึงความยุ่งยากมากมายที่จะตามมา

             

            ผู้พันลาลันตาที่พึ่งโต้เถียงเสร็จพลางหันกลับมา มอบรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ให้นิทาน

             

            "หนีไม่ทันแล้วล่ะ ยังไงถ้านายคิดจะพัฒนาไปในการขีดเขียนชะตา เรื่องวุ่น ๆ แบบนี้ยังไงนายก็หนีไม่พ้นหรอกนะ เว้นแต่นายจะเข้าป่าไปเร้นตนน่ะ" ผู้พันลาลันตาฉีกยิ้ม

             

            "งั้นไอ้เรื่องที่แค่อยากให้ผมมาเจอคุณหนู เปิดโลกกว้าง สร้างเส้นสาย..." นิทานสีหน้าเหยเก

             

            "ก็เปิดโลกไม่ใช่รึไง นายเคยเข้าร่วมการเมืองระดับประเทศมั้ยล่ะ ส่วนเรื่องสร้างเส้นสาย นี่ไง รู้จักคนไว้เยอะ ๆ เพียงแต่ไม่ใช่ในแบบที่นายคิดเท่านั้นเอง" ผู้พันลาลันตาหัวเราะ

             

            นิทานถอนหายใจ เขาเข้าใจว่าหากต้องการจะพัฒนาตน เรื่องเช่นนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่อเขาสนิทกับผู้พันลาลันตา ติดค้างผู้พันลาลันตาตั้งมากมาย แถมไม่ได้มีคนรู้จักในแวดวงชั้นสูงมากขนาดนั้น เขาต้องอยู่ฝั่งเดียวกับผู้พันอยู่แล้ว

             

            แต่หากเลือกได้เขาก็อยากได้เวลาเตรียมใจอีกสักหน่อย

             

            นิทานสูดลมหายใจเข้าลึก ในเมื่อเขาเปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้ว ก็ได้แต่ตามน้ำไป ยังน้อย ๆ เขาก็ยังเป็นผู้เรียนรู้ เป็นเบี้ยไร้ค่าที่ไม่สมควรแม้แต่จะอยู่บนกระดาน ผลลัพธ์ที่ส่งตรงถึงเขาสมควรไม่มากนัก

             

            "งั้นฝั่งที่เราอยู่คือฝั่งไหนครับ" นิทานถามเสียงค่อย

             

            นิลหัวเราะกับความเร็วในการปรับตัวของนิทาน เพียงผงกหัวเล็กน้อย หันหน้าไปทางบันไดขนาดใหญ่ของราชวัง

             

            บรรยากาศมาคุพลันกลายเป็นเงียบสงบ เมื่อคบเพลิงที่ติดตั้งไว้อย่างสวยงามที่ราวบันไดลุกโชนอย่างแรงกล้า

             

            เสียงระนาดและเครื่องดนตรีมากมายต่างเล่นบรรเลงอย่างงดงาม ทหารยามหลายสิบคนรวมตัวกันที่ปลายบันไดพร้อมกับก้มลงคำนับอย่างนอบน้อม

             

            ม่านขนาดใหญ่เหนือบันไดพลันแหวกออก ร่างของสตรีคนหนึ่งค่อย ๆ ก้าวออกมา

             

            "นั่นไง หัวหน้าฝ่ายของเรา" ผู้พันลาลันตาพูด

             

            เสียงประกาศก้องของเหล่าคนรับใช้ที่แผ่พลังอันไม่ด้อยไปว่าตาไกรดังขึ้นทั่วราชวัง เหล่าคนรับใช้นับร้อยต่างคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียง ศีรษะน้อมลงติดกับพื้น เหล่าผู้เข้าร่วมงานล้วนคุกเข่าคำนับอย่างนอบน้อม ไม่ว่าฝ่ายใดก็ไม่ละทิ้งการแสดงความเคารพต่อผู้สืบสายเลือดแห่งไฟในงานพิธีเช่นนี้

             

            สายเลือดนี้คือสายเลือดเดียวกันกับผู้ครองบัลลังก์สีชาด สายเลือดที่สืบทอดมาจากสตรีแห่งไฟ สายเลือดอันเป็นของผู้ก่อตั้งอาณาจักรไฟกัลป์ด้วยสองมือตน

             

            นิทานและคีตารีบคุกเข่าตามอย่างลุกลี้ลุกลน

             

            “ขอเพลิงกัลป์ส่องสว่างสรรพสิ่งและแผดเผาความมืดชั่วนิรันดร์!”

             

            “ขอเพลิงกัลป์ส่องสว่างสรรพสิ่งและแผดเผาความมืดชั่วนิรันดร์!”

             

            “ขอเพลิงกัลป์ส่องสว่างสรรพสิ่งและแผดเผาความมืดชั่วนิรันดร์!”

             

            เสียงอันเกรียงไกรปลุกให้คนทุกคนกลับสู่ความสงบ บรรยากาศอันเต็มไปด้วยการหลอกลวงพลันละลายหายไปราวกับถูกหลอมด้วยไฟแห่งการชำระล้าง

             

            "องค์หญิงที่ 4 ไพลิน อัคนี ไฟกัลป์ เสด็จ!!"