บทที่ 22 กระแสลม (รีไรต์)
บรรยากาศอึดอัดไหลเวียนอยู่ในอากาศ
เมิ่งว่านถังไม่รู้ว่าตัวเองควรจะเช็ดตัวให้เขาต่อไปหรือเปล่า
ในตอนนั้น ลู่ชิงเหยี่ยก็พูดขึ้นว่า “ฉันจะทำเอง”
เขาพยายามดิ้นรนลุกขึ้นนั่ง พลางเอื้อมมาหยิบผ้าขนหนูด้วยตัวเอง
“จะทำเองเหรอ?” เมิ่งว่านถังเกือบจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
“จะทำอะไร? อยากตายเร็ว ๆ นักใช่ไหม?”
เมิ่งว่านถังเดินเข้าไปกดไหล่ของเขา ผลักเขานอนลงแล้วพูดว่า “ดูสีหน้าตัวเองสิ? ซีดกว่ากระดาษอีก ยังจะคิดทำเองอีกเหรอ?”
ดวงตาของลู่ชิงเหยี่ยฉายแววตกตะลึงวูบหนึ่ง
ท่าทางขมวดคิ้วของเขาทำให้เมิ่งว่านถังเข้าใจผิด
เมิ่งว่านถังหัวเราะเยาะ “ไม่ต้องกังวลว่าฉันจะเอาเปรียบคุณหรอก วางใจได้ ฉันจะไม่แตะต้องส่วนที่ไม่ควรแตะ และจะไม่แอบมองด้วย”
น่าโมโหจริง ๆ!
ยังจะรังเกียจเธออีก?
เมิ่งว่านถังโยนผ้าขนหนูลงในกะละมัง ล้างสองสามครั้ง บิดให้แห้งแล้วหยิบขึ้นมาเช็ดตัวให้เขาต่อ
และไม่ลืมดึงผ้าห่มมาคลุมเอวให้เขา
“คุณอธิฐานขอให้ตัวเองอย่าตัวร้อน อย่าเหงื่อออกก็แล้วกัน ไม่งั้นฉันต้องเช็ดตัวให้อีกเป็รอบที่สองแน่”
ยิ่งพูด เมิ่งว่านถังก็ยิ่งโกรธ
ถึงขั้นไม่ยอมมองหน้าลู่ชิงเหยี่ยด้วยซ้ำ
ลู่ชิงเหยี่ยกำลังอ้าปากจะอธิบาย แต่เมิ่งว่านถังก็หยิบกะละมังหมุนตัวออกไปแล้ว
เมิ่งว่านถังนำผ้าขนหนูไปซักด้านนอก เปลี่ยนน้ำสะอาด ใส่น้ำร้อนลงไปเล็กน้อย แล้วเดินกลับเข้ามาพร้อมกับสีหน้าเรียบเฉย
“ยกแขนขึ้น”
ลู่ชิงเหยี่ยเห็นสีหน้าเ็าของเธอ จึงยกแขนขึ้นอย่างว่าง่าย
เมิ่งว่านถังเช็ดแขนให้เขา หลังจากเช็ดแขนข้างหนึ่งเสร็จ เธอก็พูดด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “เอาปรอทออกมาให้ฉันดูหน่อย”
ลู่ชิงเหยี่ยเอื้อมมือไปหยิบปรอทออกมาจะดูด้วยตัวเอง ก็ถูกมือสีขาวราวหิมะคว้าไป
“38.2 องศา มีไข้แล้ว”
เมิ่งว่านถังขมวดคิ้ว
เธอสะบัดปรอท แล้วเก็บเข้าลิ้นชัก หยิบผ้าขนหนูออกจากกะละมัง บิดน้ำออกแล้วเช็ดตัวให้เขาต่อ
“ตอนนี้อุณหภูมิยังไม่ถึง 38.5 องศา ยังไม่ต้องกินยา ถ้าปวดหัวหรือรู้สึกไม่สบาย ฉันจะไปเอายาพาราเซตามอลมาให้”
พาราเซตามอลเป็ยามหัศจรรย์
40-50 ปีต่อมา ก็ยังคงใช้ได้ ราคาถูก และมีประสิทธิภาพดี นอกจากจะมีรสขม คนที่คอเล็กต้องแบ่งยาออกเป็สี่ส่วนแล้วกลืนทีละส่วน นอกนั้นไม่มีปัญหาอื่น
ไม่เช่นนั้นเม็ดยาจะติดคอ กลืนไม่ลง คายไม่ออก รสขมจะกระจายไปทั่วปากอย่างรวดเร็ว
รสชาติแบบนั้นมันช่าง… แสนทรมาน
“ยังไม่ต้อง”
หลายปีมานี้ ลู่ชิงเหยี่ยได้รับาเ็และล้มป่วยมานับครั้งไม่ถ้วน ส่วนใหญ่แล้วเขาไม่กินยา ได้แต่ปล่อยให้มันหายเอง
“งั้นเช็ดตัวรอบนี้ให้เสร็จก่อน เดี๋ยวฉันจะกลับไปทำกับข้าว เอาโจ๊กมาให้ คุณไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน ภูมิคุ้มกันร่างกายคงจะอ่อนแอ”
เมิ่งว่านถังพูด พลางบอกให้เขาพลิกตัว
ลู่ชิงเหยี่ยพลิกตัวอย่างยากลำบาก เหงื่อเย็นผุดขึ้นที่ปลายจมูกทันที เมิ่งว่านถังมองเขาอย่างเ็า เห็นว่าเขาไม่ส่งเสียงครวญครางแม้แต่น้อย พบว่าเขาเป็คนอดทนจริงๆ
กล้ามเนื้อหลังมีเส้นสายที่สวยงาม เต็มไปด้วยพลังที่พร้อมจะะเิออกมา
แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาชื่นชม เธอกดมือลงบนเอวของเขาแล้วถามว่ “ตรงนี้เจ็บมากไหม?”
“ไม่เท่าไหร่”
เสียงที่เปล่างออกมาแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่ยังกล้าบอกว่ายังดีอยู่อีก?
ปากแข็ง
ปากแข็งแบบนี้ไปตลอดชีวิตเลยสิ
หลังจากเช็ดตัวให้เขาเสร็จแล้ว เมิ่งว่านก็เทน้ำในกะละมังทิ้ง แล้วยกอ่างน้ำเย็นกลับมาอีก
เธอพับผ้าขนหนูที่แช่น้ำเย็นแล้ว วางไว้บนหน้าผากของเขา
“ฉันจะกลับไปทำกับข้าว คุณอยู่คนเดียวได้ใช่ไหม?” เมิ่งว่านถังรู้สึกกังวลเล็กน้อย
แต่ถ้าไม่กลับไป ก็จะไม่มีใครทำกับข้าว ไม่มีใครดูแลลูก ๆ ด้วย
อีกอย่างเ้าตัวน้อยทั้งสามก็คงหิวแล้ว
“ฉันไม่เป็ไร เธอกลับไปดูลูก ๆ ก่อนเถอะ” ลู่ชิงเหยี่ยกลับไปสวมเสื้อชุดเดิมไม่ได้ ตอนนี้จึงมีเพียงผ้าห่มผืนเดียวคลุมตัวเอาไว้ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างมาก เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “ช่วยเอาเสื้อผ้าอีกชุดมาให้ฉันด้วย อยู่ในกระเป๋าเดินทางนั่นแหละ”
“เข้าใจแล้ว”
ข้างนอกยังคงมีฝนโปรยปรายลงมาบ้าง แต่ตอนนี้เริ่มเบาลงมากแล้ว
เมิ่งว่านถังวิ่งฝ่าสายฝนกลับบ้าน
ลู่ชิงเหยี่ยเกิดเื่ใหญ่ขนาดนี้ แต่ครอบครัวของเขากลับไม่มีใครมาเยี่ยมเลยสักคน ลู่ชิงไห่มาถึงที่นี่แล้ว แสดงว่าอุบัติเหตุในครั้งนี้ ครอบครัวของเขาก็น่าจะรับรู้แล้ว
เมิ่งว่านถังวิ่งกลับบ้านตลอดทาง
พอถึงบ้าน เ้าตัวน้อยกำลังนั่งอยู่บนเตียง ดวงตากลมโตหันออกไปมองทางหน้าต่าง
“แม่กลับมาแล้ว!”
โกวเซิงร้องะโอย่างตื่นเต้น
เมิ่งว่านถังเข้าบ้านมา ยังไม่ทันได้หายใจหายคอ โกวต้านก็เข้ามาถามอย่างร้อนรน “พ่อเป็ยังไงบ้าง?”
“พ่อไม่เป็อะไรแล้ว แค่ต้องพักผ่อนที่บ้านสักสองสามวัน แม่กลับมาเอาเสื้อผ้าให้เขา พวกลูกอยู่ที่บ้านกันดี ๆ ก่อนนะ”
“พี่สะใภ้ พี่รองไม่เป็อะไรแล้วใช่ไหมครับ?”
“อืม ไม่เป็อะไรแล้ว”
ลู่ชิงเหอไม่ได้กลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เสื้อผ้าบนตัวยังชื้นๆ อยู่ “งั้นผมกลับก่อนนะครับ”
“กินข้าวที่บ้านก่อนแล้วค่อยไปสิ”
อีกฝ่ายช่วยดูแลเ้าตัวน้อยมานานขนาดนี้ แม้แต่เสื้อผ้าก็ยังไม่ได้กลับไปเปลี่ยน เมิ่งว่านถังจึงตั้งใจจะให้เขาอยู่กินข้าวที่บ้าน
“ผมกลับไปกินที่บ้านก็ได้ครับ”
พูดจบ ลู่ชิงเหอก็วิ่งออกจากบ้านไปทันที
เมิ่งว่านถังคิดว่าวันหลังค่อยขอบคุณลู่ชิงเหออีกที ตัวเองก็ยังไม่ทันได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ก็เริ่มต้มโจ๊กเช่นกัน
กินแต่โจ๊ก เด็ก ๆ อาจจะหิวตอนกลางดึกได้
เมิ่งว่านถังจึงตัดสินใจนำไข่ไก่ที่เหลืออยู่ไม่กี่ฟองออกมา ล้างให้สะอาดแล้วใส่ลงไปต้มในหม้อ
หลังจากต้มไข่เสร็จแล้ว ก็นำขึ้นมาแช่ในน้ำเย็นลง
เมื่อไม่ร้อนแล้วก็แบ่งให้เ้าตัวน้อย คนละหนึ่งฟอง
เธอใช้หม้อใบเล็กๆ ในบ้านต้มน้ำขิง ใส่น้ำตาลแดงลงไปเล็กน้อย ให้ลูก ๆ ทั้งสามดื่มเยอะ ๆ
สุดท้ายทำแพนเค้กไข่สองสามชิ้น แล้วตักใส่จานวางบนโต๊ะ
“ลู่อวิ๋นเหอ ลูกดูแลน้อง ๆ ให้พวกเขากินข้าวด้วยนะ พอแม่ไปแล้วก็ล็อกประตูบ้านให้ดี ๆ ใครมาเคาะก็ห้ามเปิดประตูเด็ดขาด คืนนี้แม่จะไปเฝ้าพ่อที่อนามัย พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมาทำอาหาร”
โกวต้านพยักหน้า “ครับ”
เมิ่งว่านถังเก็บไข่ต้มสองฟอง ตักโจ๊กเต็มชาม แล้วเทน้ำขิงใส่กาน้ำ เปิดกระเป๋าเดินทางของลู่ชิงเหยี่ย หยิบเสื้อผ้าออกมาหนึ่งชุด ใส่ในถุงผ้าแล้วออกไป
“แม่ไปแล้วนะ อย่าลืมดูแลน้องให้ดี ๆ พอถึงเวลาก็รีบเข้านอนด้วย”
“เข้าใจแล้วครับ!”
ฝาแฝดตอบรับพร้อมเพรียงกัน
เมิ่งว่านถังสวมเสื้อกันฝนและรองเท้าบูทยาง ถือเสื้อผ้าและอาหาร ถือกระติกน้ำร้อน เดินฝ่าสายฝนออกไป
…
“กินข้าว”
เมิ่งว่านถังมาถึงสถานีอนามัย วางกล่องข้าวลงบนโต๊ะก่อน เปิดแล้วส่งให้ ลู่ชิงเหยี่ย “กินโจ๊กก่อน แล้วค่อยดื่มน้ำขิง ห้ามดื่มน้ำขิงตอนท้องว่าง”
แขนข้างหนึ่งของลู่ชิงเหยี่ยาเ็ เดิมทีก็เกือบจะหายแล้ว แต่พอะโลงน้ำเพื่อไปช่วยเหลือคนอื่น อาการก็กลับมาหนักขึ้นอีกครั้ง
เดิมที เขาตั้งใจว่าจะใส่เสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยกินข้าว แต่ไม่คิดว่าเมิ่งว่านถัง จะยัดกล่องข้าวใส่มือเขาโดยตรง
ลู่ชิงเหยี่ยก็ไม่กล้าปฏิเสธ
เขาตั้งใจจะวางกล่องข้าวลงบนโต๊ะก่อน แต่ใครจะรู้ว่าพอขยับแบบนี้ ลมก็พอดีพัดเข้ามาทางหน้าต่าง
ผ้าห่มที่เบาบางถูกพัดปลิวไป
เขาเอื้อมมือออกไปโดยสัญชาตญาณเพื่อคว้าผ้าห่มกลับมา แต่กลับพบว่าตัวเองไม่มีมือ จึงได้แต่มองดูผ้าห่มตกลงไปข้าง ๆ อย่างช่วยไม่ได้
“เอ่อ คือ…”
เมิ่งว่านถังปอกไข่เสร็จแล้วตั้งใจจะส่งให้ลู่ชิงเหยี่ย แต่พูดยังไม่ทันจบประโยคก็หยุดชะงักไปในทันที