เสียงฝนตกกระทบกระจกหน้าต่างเป็นจังหวะสม่ำเสมออากาศเย็นชื้นทำให้บรรยากาศในห้องของอันนาเงียบงันและหนักอึ้งมีนานั่งอยู่ที่มุมโซฟา รอยยิ้มของเธอทำให้เธอยังคงดูมั่นใจเหมือนไม่ได้ทำอะไรที่ผิดเลยแม้แต่นิดเดียว
พีทและอันนานั่งอยู่ตรงข้ามกันไม่มีใครพูดอะไร ทั้งสองมองเพื่อนเก่าของพวกเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
“ทำไมต้องนัดฉันมาคุยด้วยล่ะ?” มีนาถาม
“มีนา” อันนาเอ่ยขึ้น “ฉันอยากรู้ว่าทำไมเธอถึงทำตัวแบบนี้?”
เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเธอยังคงยิ้มอยู่แต่ดวงตาของเธอเหมือนไม่ได้มีความสุขเลย มีนาเงียบไปนานมากนานจนพีทคิดว่าเธออาจจะไม่พูดอะไรเลย
แล้วเธอก็หัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะที่ไม่มีความสุขอยู่ในนั้นแม้แต่น้อย“ทำไมเหรอ? ไม่ชอบเหรอ? ฉันทำตัวแบบนั้นมันผิดตรงไหน?”
“ทำไมเธอถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้? มีนาที่ฉันรู้จักไม่ใช่คนที่จะทำอะไรแบบนี้นะ”
เธอหัวเราะออกมาอีกครั้งอีกครั้ง“มีนาคนเดิมเหรอ?”
มีนาหลับตา สูดหายใจเข้าลึก ๆ เธอเงยหน้าขึ้น“มันผ่านมากี่ปีแล้วที่เธอเคยเจอมีนาคนนั้น?”
แววตาที่มืดมนของเธอจับจ้องไปที่พวกเขาก่อนที่เธอจะพูดออกมาในที่สุด “เธอสองคนนี่มัน...เห็นแล้วน่าหงุดหงิดนะ”
พีทกับอันนาชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
“ฉันอิจฉาพวกเธอจริง ๆ นะ”เธอยิ้มและจ้องไปที่พีทและอันนา
“ฉันอิจฉาพวกเธอ...อิจฉาที่พวกเธอยังมีชีวิตที่ดี” เธอพูดต่อ น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นไหว “อิจฉาที่พวกเธอยังมีรอยยิ้มยังมีความสุข ในขณะที่ฉันต้องเจอแต่เรื่องแย่ ๆ”
“พวกเธอจำวันสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกันได้ไหม?” มีนาถามเสียงเบา
พีทกับอันนาไม่ได้ตอบแต่พวกเขาจำได้ดี—วันที่พวกเขาทะเลาะกัน วันที่คำว่าเราของทั้งสามคนหายไปวันที่พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะกลายเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาได้เจอกัน
“ตั้งแต่วันนั้นวันที่เราทะเลาะกัน... พวกเธอเดินออกจากชีวิตฉันไป แล้วพวกเธอก็มีความสุขดีมีชีวิตที่ดี ไม่สะทกสะท้านอะไรที่ไม่มีฉันอยู่ด้วย ในขณะที่ฉัน...” เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกลงไปในเนื้อเหมือนกำลังพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองอยู่
“ในขณะที่ฉันต้องเผชิญกับทุกอย่างเพียงลำพัง”
“ฉันเคยคิดว่าชีวิตมหาลัยจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดฉันมีแฟน มีเพื่อนใหม่ มีโลกที่กว้างขึ้นแต่สุดท้ายมันกลับกลายเป็นอะไรที่แตกต่างจากที่ฉันคิดโดยสิ้นเชิง...”
เธอเงยหน้าขึ้นดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “เธอรู้ไหมอันนาตั้งแต่วันนั้น ฉันไม่เคยมีเพื่อนที่จริงใจเลย”
“เพื่อนในมหาลัยของฉัน... พวกเขาไม่เคยเห็นฉันเป็นเพื่อนจริงๆ ต่อหน้าพวกเขาก็พูดกับฉันดี แต่พอลับหลังก็เอาแต่นินทา” มีนายิ้มออกมาอีกครั้ง
เธอจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาว่างเปล่า “ทุกคนที่ใช้คำว่าเพื่อนเพื่อเข้าหาฉันมักแต่หวังอะไรจากฉันเสมอ พอฉันหมดประโยชน์พวกเขาก็ไป ไม่มีเยื่อใยใด ๆ”
เธอหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ “ผู้คนที่ปล่อยข่าวลือ คนที่พูดลับหลังกลับกลายเป็นคนที่ฉันเชื่อใจ นึกว่าเขาเป็นเพื่อนจริง ๆ”
“แล้วพี่กิตติล่ะ?” พีทถาม
เธอหัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ “ฉันเคยคิดว่าเขาคือทุกอย่างของฉันพี่กิตติเป็นผู้ชายที่ดูเพอร์เฟกต์ที่สุดที่ฉันเคยเจอ ฉลาด มีเสน่ห์เป็นที่รักของทุกคน ถึงขนาดตามเค้าไปเรียนแหนะ”
อันนาสบตากับพีท
“แต่เขาควบคุมฉันทุกอย่างตั้งแต่การแต่งตัว การพูดคุย การใช้ชีวิต ฉันค่อย ๆสูญเสียตัวเองไปจนไม่เหลืออะไรเลย ฉันต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เขาพอใจกลัวว่าเขาจะไม่รักฉัน”
เธอพูดต่อ น้ำเสียงสั่นเครือ “เขาทำให้ฉันคิดเสมอว่าฉันต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้เขารักเขาทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันยังดีไม่พอ และ ฉันก็ยอมเปลี่ยนทุกอย่างเพื่อให้เขาเลือกฉัน”
พีทกับอันนานั่งนิ่งไม่รู้จะพูดอะไรดี
“แต่สุดท้าย...ฉันก็แค่คนที่เขาใช้เวลาว่างด้วยเท่านั้น”
“เขามีผู้หญิงอีกเป็นสิบ” เธอกัดริมฝีปากแน่น“ทุกคนรู้ ยกเว้นฉัน”
มีนายิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด“ฉันเลยบอกกับตัวเองว่าฉันจะไม่ยอมเป็นเหยื่ออีก”
“แต่ฉันก็โง่เองอีกตามเคย” เธอหลับตาลง“ตอนฉันเริ่มทำงาน ฉันดันไปคบกับหัวหน้าของฉัน”
“เขาทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นคนสำคัญเขาชมฉันตลอดเวลา ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันพิเศษ แต่พอเวลาผ่านไป...เขาก็มีท่าทีที่เปลี่ยนไป”
พีทกับอันนาเงียบไม่มีคำไหนจะพูด
“เขาบอกฉันอยู่ตลอดว่าฉันไม่มีใครอีกแล้วนอกจากเขาไม่มีใครเอา และที่แย่ที่สุดก็คือ...เขาทำให้ฉันเชื่อแบบนั้นจริง ๆ” เธอเงยหน้าขึ้นน้ำตาคลอเบ้า “แล้วสุดท้าย...”
เธอหยุดไปชั่วครู่ก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา
“เขาก็หักหลังฉันเหมือนที่ทุกคนทำ”
“เขานอกใจฉัน เหมือนที่พี่กิตติทำ...แต่ครั้งนี้มันแย่กว่า” เธอขยับมือมากำแน่นกับผ้ากางเกง “เขาทำให้ฉันรู้สึกว่ามันเป็นความผิดของฉันด้วยซ้ำ”
“เขากดดันฉันด้วยเรื่องงานจนฉันเองก็ไม่รู้จะไปพึ่งใคร” เสียงเธอเบาลง “กว่าฉันจะออกมาจากจุดนั้นได้มันยากมากนะรู้มั้ย?”
“ฉันไม่รู้ว่าฉันจะไปที่ไหนได้อีก” เธอพูด “และพอฉันย้ายมาที่นี่ไม่นานฉันก็เห็นพวกเธอ...”
เธอมองพีทดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวังที่เจือปนไปกับความสิ้นหวัง “ฉันเห็นนายและอันนา”
“ฉันเห็นพวกเธอมีชีวิตที่มั่นคงมีความสัมพันธ์ที่มั่นคง มีกันและกันและมันทำให้ฉัน...”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงเบา
“ไม่ให้ฉันอิจฉาพวกเธอได้ยังไงล่ะ?” เธอสะอื้นออกมาเป็นครั้งแรก “ฉันเหลือใคร? ฉันมีใคร? ฉันไม่มีอะไรเลย!แล้วทำไมต้องเป็นฉันล่ะ?! ทำไมฉันต้องเป็นคนที่เจอแต่เรื่องเหี้ยๆ?!”
ห้องทั้งห้องเงียบลงพีทมองมีนา และในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจ เขาเริ่มเข้าใจว่าทำไมเธอถึงเป็นแบบนี้
อันนาเดินเข้าไปหาเธอก่อนจะกอดเธอแน่น “ฉันขอโทษ ฉันมัวแต่คิดว่าตอนนั้นฉันเสียใจแค่ไหน โกรธเธอแค่ไหนโดยไม่ได้คิดเลยว่า เธอก็คงเสียใจเหมือนกัน”
“โกหก!”มีนาตะโกนเสียงสั่น “พวกเธอทิ้งฉันไป! พวกเธอมีความสุขโดยไม่มีฉัน!”
มีนาสะอื้น เธอพยายามผลักอันนาออกแต่แรงของเธอมันหมดลงแล้ว
“ต่อไปนี้เธอไม่ต้องพยายามทำอะไรทั้งนั้นเราเป็นเพื่อนกัน พีทกับฉันจะอยู่ตรงนี้ ไม่ทิ้งเธอไปไหนอีก”
“ทำไม? ทำไมยังให้อภัยฉันได้?ทั้งที่ฉันทำตัวแบบนั้น”เธอร้องไห้ในอ้อมแขนของอันนา
“เพราะเราเป็นเพื่อนกันไง” พีทพูดขึ้น
มีนาเงยหน้าขึ้นดวงตาของเธอเต็มไปด้วยน้ำตา “ฉันขอโทษ... ขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ทำไปฉันรู้ว่ามันอาจจะสายไปแล้ว แต่ฉันแค่อยากให้พวกนายรู้ว่าฉันเสียใจจริง ๆ”
พีทรู้ว่าคืนนั้นเป็นคืนที่เธอได้ปลดปล่อยความเจ็บปวดทั้งหมดที่เธอเคยเก็บซ่อนไว้มานาน
ฝนยังคงตกหนักขึ้นเรื่อย ๆเสมือนเป็นตัวช่วยกลบเสียงร้องของมีนาและชำละความเศร้าและความโดดเดี่ยวของเธอให้หายไป
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นไม่ว่าจะร้ายแรงหรือเจ็บปวดอีกแค่ไหน ทั้งสามคนสัญญากันในใจว่าจะไม่ปล่อยให้ใครต้องเผชิญกับมันเพียงลำพังอีกต่อไป