รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    พวกเจ้าพูดอะไรน่ะ?

            “เอ่อ...ท่านอยากจะลงแข่งด้วยเหรอครับ?”

             

            อาจารย์ซุนถามอย่างไม่แน่ใจ เขาทำเหมือนกับว่าเขาได้ยินอะไรผิดไปสักอย่างแน่ๆ สำหรับตัวตนที่เป็นถึงนักปรุงโอสถขั้นที่สี่เพียงหนึ่งเดียวที่ยังอยู่อย่างจักรพรรดินีโอสถแล้ว หากนางคิดจะลงแข่งจริงๆจะมีใครกล้าไปแข่งขันกับนาง!

             

            “...ไม่ได้หรือ?”

             

            ไป่ฟานเซียนทอดถอนหายใจ  ในอดีตมันไม่เคยมีอะไรอย่าง“การแข่งขันปรุงโอสถ” แบบนี้ถูกจัดขึ้นอย่างเป็นทางการมาก่อน นอกจากนี้สำหรับตัวนางที่ศึกษาศาสตร์นี้มาด้วยตนเองแล้วการได้ไปแข่งขันกับคนอื่นจึงเป็นความฝันอย่างหนึ่งของนางตั้งแต่สมัยเด็ก

             

            “ขออภัยจริงๆครับ...ผมคิดว่าไม่มีใครในประเทศนี้จะสามารถต่อกรกับท่านได้แล้วล่ะ”

             

            ซุนหมิงฉวนเช็ดเหงื่อแล้วพูดตามตรง ในประเทศนี้นอกจากปรมาจารย์ลู่ชิงที่หายตัวไปก็ไม่มีใครก้าวถึงขั้นที่สี่อีกแล้ว ต่อให้พวกเขาเหล่าผู้อาวุโสร่วมมือกันก็ยังไม่มีใครสักคนที่สามารถหลอมโอสถที่เหนือกว่า“พลิกสวรรค์ฟื้นชะตา” เม็ดนั้นได้เลย

             

            “...ข้าเข้าใจแล้ว”

             

            ไป่ฟานเซียนก็ไม่ได้ดื้อดึงอย่างไร้เหตุผล แต่ถึงจะลงแข่งไม่ได้แต่นางก็ยังสนใจในการแข่งนี้อยู่

             

            “การแข่งจะจัดขึ้นเมื่อไร?”

             

            หญิงสาวหันหน้าไปถาม  เรื่องนี้ต่างหากจึงสำคัญที่สุดเพราะนางยังไม่ได้เริ่มสั่งสอนเด็กๆเลยแม้แต่ประโยคเดียวหากการแข่งมันจัดขึ้นในวันสองวันนี้ต่อให้เป็นนางก็ไม่สามารถจะปั้นนักปรุงโอสถสักคนขึ้นมาได้ทัน

             

            “การแข่งขันจะเริ่มประมาณหนึ่งเดือนหลังจากนี้ครับ ในช่วงนี้รายการจะเป็นการถ่ายทำการบรรยายพื้นฐานให้ความรู้ หรือถ่ายทำช่วงเวลาทำงานคล้ายกับพวกสารคดีไปก่อน เพื่อให้คนดูสามารถเข้าใจหลักการและวิธีการคร่าวๆ”

             

            อาจารย์ซุนอธิบายอย่างมีเหตุผล  เขาจิบชาเข้าไปอึกหนึ่งแล้วพูดว่า

             

            “นอกจากนี้ช่วงนี้ยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย...ทั้งเรานักปรุงโอสถและเหล่าผู้ฝึกตนธรรมดาล้วนต้องการเวลาในการปรับตัวสักหน่อย”

             

            “...หนึ่งเดือนสินะ”

             

            ไป่ฟานเซียนพยักหน้านางเริ่มวางแผนคร่าวๆในการสอนของนางในหัวแล้ว  เวลาหนึ่งเดือนจะว่ามากก็มากจะว่าน้อยก็น้อยแต่ยังดีหน่อยที่เด็กสองในสามคนนั้นก้าวสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ไปแล้ว  นั่นหมายถึงปริมาณพลังปราณที่จะถูกนำมาใช้ในการฝึกฝนจะมากขึ้นไปด้วย

             

            เวลาเท่านั้นน่าจะเพียงพอ

             

            “ใช่แล้วครับ...”  อาจารย์ซุนพยักหน้ารับ“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อน...ถ้ามีอะไรท่านสามารถโทรมาหาผมได้โดยตรง  แล้วผมจะรีบมาหาท่านด้วยตัวเองเลยครับ!”

             

            ชายชราลุกขึ้นแล้วโค้งตัวลงอย่างสง่างามก่อนไปเขายังทิ้งเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวไว้ให้ผ่านหวงจื่อหานอีกด้วย

             

            ไป่ฟานเซียนมองซุนหมิงฉวนจากไปแล้ว นางจึงหันมาหาเด็กน้อยสามคนที่กำลังกอดหม้อปรุงโอสถของตนเองเอาไว้แล้วจับจ้องนางตาแป๋ว

             

            “...ไปที่ห้องทำงานของข้าเถอะ”

             

             

             

            ในห้องทำงานของไป่ฟานเซียน  หวงจื่อหานได้จัดเตรียมโต๊ะนักเรียนมาวางไว้ให้สามโต๊ะ พร้อมทั้งมีกระดานไวท์บอร์ดขนาดใหญ่ติดตั้งไว้อย่างเพียบพร้อม นอกจากนี้เขายังสั่งให้คนตระกูลถังนำสมุนไพรระดับต่ำจำนวนมากที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้มาส่งให้เรียบร้อยแล้วด้วย

             

            ไป่ฟานเซียนเคยเห็นฉากแบบนี้มาก่อนในโทรทัศน์    เด็กๆเดินไปนั่งเรียงกันอยู่ที่โต๊ะเรียน  ตรงหน้าพวกเธอมีหนังสือสารานุกรมของสมุนไพรวางไว้อยู่   ส่วนราชินีมังกรที่สนใจก็ใช้ปีกเล็กๆของนางบินมานอนบนโต๊ะของฮุ่ยเอ๋ออย่างสบายใจ

             

            หญิงสาวเดินมาอยู่ต่อหน้านางสะบัดมือแค่ทีหนึ่ง สมุนไพรที่แพ็คมาอย่างดีก็ปลิวว่อนขึ้นมาหมุนเวียนอยู่รอบห้อง พวกมันโคจรโดยมีไป่ฟานเซียนเป็นจุดศูนย์กลาง  เด็กๆล้วนรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับฉากที่เกิดขึ้นกะทันทัน  นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรบางส่วนที่ไป่ฟานเซียนเก็บไว้ในมิติของนางก็ถูกดึงออกมาอยู่รอบๆเช่นกัน

             

            “...เส้นทางของนักปรุงโอสถนั้นไม่ยาก”

             

            ไป่ฟานเซียนหรี่ตาลง

             

            “แต่ถ้าหากจะให้พวกเจ้ามาท่องจำสรรพคุณจากในหนังสือ  ต่อให้ใช้เวลาทั้งเดือนพวกเจ้าก็เป็นนักปรุงโอสถขั้นที่หนึ่งไม่ได้”

             

            “เอาแค่สมุนไพรก่อน  จงใช้ร่างกายของเจ้ารับรู้ถึงสมุนไพรแต่ละชนิดด้วยตัวเอง  สมุนไพรขั้นหนึ่งที่ข้ารู้จักนั้นมีอยู่ 118ชนิด  แต่ที่อยู่ต่อหน้าพวกเจ้ามีอยู่แค่44 ชนิดเท่านั้น”

             

            “ซึ่งเท่านี้ก็เพียงพอข้าคิดว่านักปรุงโอสถสมัยนี้รู้จักสมุนไพรขั้นที่หนึ่งไม่ถึงสามสิบชนิดหรอก...”

             

            ไป่ฟานเซียนพึมพำขณะเดียวกันหวงจื่อหานก็กำลังตะลึงงันกับคำพูดเมื่อครู่ของไป่ฟานเซียน

             

            ตามบันทึกที่เป็นทางการของสมาคมนักปรุงโอสถสมุนไพรขั้นที่หนึ่งนั้นส่วนใหญ่จะเป็นสมุนไพรที่หาได้ทั่วไปตามพื้นที่ต่างๆ  ราคาพวกมันไม่แพงและสรรพคุณก็ไม่ได้ดีเลิศ  แต่อย่างไรที่บันทึกไว้นั้นมีเพียงแค่ 24ชนิดเท่านั้น

             

            ไม่ต้องพูดถึง118 ชนิดที่ไป่ฟานเซียนพูดถึงเลย แค่ 44 ชนิดที่ออกมาลอยว่อนอยู่นี้บางอย่างหวงจื่อหานที่ทำงานให้ตระกูลถังมาหลายสิบปีก็ยังไม่เคยเห็นเลยด้วยซ้ำ

             

            ดังนั้นไม่ใช่แค่เด็กๆแม้แต่คนแก่อย่างเขาก็ยังได้ประโยชน์จากการยืนอยู่ในห้องนี้ไปด้วย

             

            “...จนกว่าพวกเจ้าจะแตกฉานและซึมซับสมุนไพรเหล่านี้เข้าไปได้สำเร็จ  ข้าจะยังไม่สอนสิ่งอื่นให้”

             

            หญิงสาวพูดแล้วก็สะบัดมือทีหนึ่ง  ต้นหญ้าสีเขียวสามต้นก็พุ่งออกมาลอยอยู่เบื้องหน้าเด็กๆ

             

            “นี่เรียกว่า“หญ้าสีเขียว”...กินเข้าไปสิ”

             

            เด็กๆทำสีหน้าประหลาดใจ เจ้าหญ้านี่มันดูไม่ต่างจากหญ้าธรรมดาๆที่ปลูกอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้านเลยแม้แต่น้อย

             

            เป็นฮุ่ยเอ๋อที่ใจกล้ากว่าเธออ้าปากแล้วกลืนหญ้าเข้าไปทั้งต้นพลางเคี้ยวหงุบหงับ เมื่อเห็นดังนั้นเด็กๆก็เริ่มที่จะลองกินตามเข้าไป  พวกเธอรู้สึกถึงความเย็นสายหนึ่งที่ไหลลงไปในคอ เด็กน้อยเผลอเอื้อมมือไปจับคอตนเองอย่างแปลกประหลาด

             

            “...มันมีสรรพคุณในการคายน้ำ  เพิ่มความชุ่มชื้นและปรับสมดุลหยางได้เล็กน้อย” ไป่ฟานเซียนในตอนแรกกะจะให้ทั้งสามคนค้นพบสรรพคุณด้วยตนเองเหมือนเช่นนางตอนเด็กๆ  แต่ด้วยเวลาที่จำกัด ดังนั้นนางใช้วิธีนี้จึงช่วยร่นระยะเวลาไปได้มากกว่า

             

            “ต่อไปเจ้านี่เรียกว่า รากของต้น...”

             

            การสอนของไป่ฟานเซียนดำเนินต่อไปด้วยลักษณะนี้ หวงจื่อหานนั้นคอยจดบันทึกในสิ่งที่นายหญิงของเขาพูดเอาไว้แทบจะทุกคำพูด เขารู้สึกว่ามันจะเป็นประโยชน์ในภายหลังและนางก็อนุญาตแล้ว  ส่วนเด็กๆทั้งสามคนนั้นถูกยัดเอาสรรพคุณและรสชาติของสมุนไพรแต่ละชนิดเข้าไปเต็มปาก...

             

            แน่นอนว่าไป่ฟานเซียนได้เตรียมตัวพร้อมไว้อยู่แล้ว  ถึงพวกนี้มันจะเป็นแค่สมุนไพรระดับหนึ่ง แต่มันก็มีอยู่หลายชนิดที่ไม่ควรจะกินเข้าไปพร้อมกัน  ดังนั้นหญิงสาวจึงส่งปราณบริสุทธิ์ของตนเองเข้าไปขจัดพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างของทั้งสามคนเรื่อยๆ

             

            กระบวนการ“จดจำ” นั้นลากยาวไปจนถึงตอนเย็น ราชินีมังกรมองภาพที่ฮุ่ยเอ๋อตัวเปลี่ยนเป็นสีม่วง  ถังเย่เย่ที่รู้สึกชาจนขยับไม่ได้ และเหม่ยอิงที่เกือบจะขาดอากาศหายใจด้วยความรู้สึกขนลุกแปลกๆ

             

            นางเข้าใจเป็นอย่างดีเลยว่าต่อให้เด็กๆจะความจำแย่แค่ไหน แต่ประสบการณ์ที่ประสบด้วยตนเองแบบนี้ถึงจะอยากลืมก็ลืมไม่ลงหรอก!

             

            ทำให้ช่วงเวลามื้อเย็นทั้งสามคนถึงกับเบื่ออาหารไปนาน  ไม่ใช่แค่รู้สึกคลื่นไส้ไม่อยากกินแต่ปริมาณสมุนไพรที่ไป่ฟานเซียนยัดลงไปในท้องของพวกเธอนั้นมันดูจะมากขึ้นทุกวันๆจนแทบจะไม่เหลือที่สำหรับอาหารแล้ว

             

            และนั่นทำให้ช่วงเวลาฝึกซ้อมตอนเช้ากลายเป็นช่วงเวลาที่พวกเธอมีความสุขที่สุด เด็กๆเหมือนได้ระบายความอัดแน่นในร่างกายออกมาผ่านทางการออกกำลัง แม้แต่เหม่ยอิงที่เริ่มฝึกวิถีดาบกับเจิ้งเหรินอี้ก็ยังฝึกอย่างขยันขันแข็งจนชายชราดีใจน้ำตาไหลพราก

             

            เวลาหนึ่งสัปดาห์จึงผ่านไปด้วยกิจวัตรประจำวันเช่นนี้  ไป่ฟานเซียนยืนมองเด็กๆที่นั่งเรียงแถวกันด้วยสีหน้าพอใจ

             

            “...สิ่งนี้คือ?”

             

            เบื้องหน้าของไป่ฟานเซียนคือรากแปลกๆของสมุนไพรชนิดหนึ่ง   มันกำลังลอยช้าๆไปทางปากของ     ฮุ่ยเอ๋อที่ยืนกดดันอยู่

             

            “รากไม้เผือกค่ะ! อมในปากเพื่อช่วยลดอาการจุกเสียดแน่น  นอกจากนี้ยังช่วยในการจัดสมดุลของหม้อปรุงยาได้”

             

            เด็กน้อยตอบออกมาเสียงดัง  รากไม้เผือกนั้นก็หยุดกึกอยู่ที่ปากของเธอได้พอดิบพอดี ระยะเวลาจากที่มันโผล่ออกมาจนถึงปากนั้นไม่ถึงสามวินาทีเสียด้วยซ้ำ เมื่อเห็นว่าผ่านแล้วฮุ่ยเอ๋อก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

             

            “นี่ละ?”

             

            คราวนี้มีต้นบางอย่างที่ขนาดถึงปลายรากไม่ถึงยี่สิบเซนติเมตรปรากฏออกมากลางอากาศ  มันลอยเข้าไปด้วยความเร็วเท่าเดิมไปหาถังเย่เย่

             

            “หนูรู้ ! ต้นไฟเย็นล่ะ ช่วยเติมพลังหยินเมื่อกินสดๆ แต่จะเติมพลังหยางถ้านำไปต้ม”

             

            ไป่ฟานเซียนพยักหน้า  ต้นไฟเย็นก็ค่อยๆลอยจากไปวางข้างๆเหมือนเดิม

             

            “แล้วสิ่งนี้?”

             

            “...ใบของว่านทะเลทราย  อุ้มน้ำได้ดี ช่วยขับพิษ ใช้ผสมกับน้ำเพื่อดื่มหรือฝานบางๆไปปิดปากแผลก็ได้ค่ะ”

             

            เหม่ยอิงเองก็สามารถผ่านไปได้เช่นกัน เธอโล่งใจเมื่อเห็นว่าไป่ฟานเซียนไม่ได้เสกเอาสมุนไพรชนิดไหนออกมาอีก

             

            “...ดีมาก พวกเจ้าจำสมุนไพรขั้นหนึ่งที่จำเป็นได้ทั้งหมดแล้ว”  หญิงสาวเผยรอยยิ้มบาง เด็กทั้งสามคนโดยเฉพาะฮุ่ยเอ๋อรู้สึกถึงความภาคภูมิใจแปลกๆที่กำลังก่อตัวขึ้นในหัวใจของพวกเธอ

             

            คำชมของไป่ฟานเซียนนั้นมีค่าถึงเพียงนั้นแหละ

             

            “แปลว่าหนูไม่ต้องกินสมุนไพรพวกนี้ทุกวันแล้วใช่ไหม?”

             

            ถังเย่เย่ถามด้วยสายตามีความหวัง สำหรับเด็กอย่างเธอสมุนไพรขมๆพวกนี้ก็เหมือนกับถูกบังคับให้กินยาทุกวี่ทุกวัน  มันไม่ใช่อะไรที่สนุกเลยสักนิด

             

            “...แค่ช่วงนี้ก็ใช่” 

             

            ไป่ฟานเซียนไม่ปฏิเสธ ทำให้ทั้งสามคนหันมามองหน้ากันด้วยความดีใจ ถังเย่เย่ถึงขนาดวิ่งไปอ้อนขอขนมจากหวงจื่อหานที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ  เขาไม่ได้ทำหน้าที่พ่อบ้านที่ดีมาหลายวันแล้ว  เพราะนอกจากนายหญิงที่ดื่มชา คนอื่นๆในบ้านแทบจะไม่ทานอาหารที่เขาปรุงเลยสักคน

             

             

            “แล้วเราจะเริ่มหัดปรุงยากันตอนไหนเหรอคะนายหญิง?” เหม่ยอิงวิ่งเข้ามาถามเธออยากจะลองใช้หม้อปรุงยาที่ได้รับมาและได้แต่นั่งขัดอย่างเดียวมาหลายวันแล้ว

             

            “...ปรุงยา?  พวกเจ้าพูดอะไรน่ะ?”

             

            ไป่ฟานเซียนทำสีหน้างุนงง ทันใดนั้นรอบตัวของนางก็ปรากฏขวดโหลและกล่องที่บรรจุอย่างดีขึ้นมาหลายกล่อง พวกมันตกลงบนพื้นดังตุบโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีอะไรเสียหาย  กลิ่นเหม็นคาวบางอย่างที่ฉุนกึกจนต้องรีบปิดจมูกลอยออกมาจากกล่องและขวดโหลเหล่านั้นทันทีที่ไป่ฟานเซียนใช้พลังของนางเปิดฝา

             

            “...วัตถุดิบของการปรุงโอสถไม่ได้มีแค่สมุนไพร”  หญิงสาวกวักมือเบาๆ ลูกตาสีขาวสองสามลูกก็ลอยออกมาจากในขวดโหลสีน้ำตาล

             

            ตาดำพวกนั้นจ้องเขม็งไปยังเด็กทั้งสามคนจนพวกเธอขนลุกซู่

             

            “ต่อไปเราจะเรียนเรื่อง“วัตถุดิบที่มาจากสิ่งมีชีวิต” ซึ่งไม่ใช่สมุนไพรกัน”

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน