บรรดาลูกชายที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างพากันนิ่งเงียบไม่ปริปากส่วนลูกสะใภ้ทั้งสองคนยิ่งทำตัวสงบเสงี่ยม นั่งก้มหน้าไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เคร้ง!
มีดที่ถูกฝนจนคมกริบเล่มนั้นถูกขว้างลงบนพื้นเฉินรุ่ยเสวี่ยตกใจจนตัวสั่นเทิ้ม แทบจะร้องไห้ออกมาเสียให้ได้
ดวงตาคมเข้มของเจียงหม่านชางฉายแววอาฆาต“หลี่ไล่จื่อมันคงอยากตายเสียเต็มประดา! รอให้พ้นช่วงยุ่งๆนี่ไปก่อนเถอะ ฉันจะซัดมันให้ตายคามือเลย!”
เจียงชางหรูสูบยาเส้นเข้าปอดไปคำหนึ่ง“ออกศึกต้องอาศัยพ่อลูกช่วยกันพวกเราพ่อลูกไม่ได้ยืดเส้นยืดสายกันมานานแล้ว ไอ้พวกหมาลอบกัดสงสัยจะลืมไปแล้วมั้งว่าเคยมากราบกรานแทบเท้าฉันตอนไหน!”
สมัยที่เขายังหนุ่มเรื่องการวางมวยเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเสิ่นเหยาเท่าไรนักอีกทั้งเวลาลงมือเขายังไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย มักจะเล่นงานจนถึงตายสมัยนั้นหากมีคนตายขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่มีใครตามสืบความเอาผิดได้!
ทว่าหลังจากแต่งงานมีลูกและอายุมากขึ้นจนได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน เขาจึงได้เพลาๆ อารมณ์ร้อนลงบ้าง
แต่ถึงอย่างนั้นหลายปีมานี้ก็ไม่มีใครกล้ามาทำตัวกร่างต่อหน้าเขาเลยสักคน!
ลูกชายแต่ละคนในบ้านของเขาก็ใช่ว่าจะมาย่ำยีกันง่ายๆเสียเมื่อไร!
เจียงเซิงเก๋อนั้นนิสัยมุทะลุเป็นทุนเดิมในมือของเขาคว้าไม้พลองไว้แน่น “บ้านเสิ่นนั่นก็เหมือนกันมีแต่พวกขี้ขลาด! น้องเล็กโดนรังแกขนาดนี้ กลับไม่ยอมออกหน้าให้สักนิด!”
เฉินรุ่ยเสวี่ยสั่นระริกพลางดึงชายเสื้อของเขาไว้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “พ่อของกังจื่ออย่าใจร้อนไปเลยนะ ถ้าไปตีเขาบาดเจ็บขึ้นมาจริงๆ เราต้องเสียเงินชดเชยนะ!”
“ถุย!”
เจียงเซิงเก๋อปัดมือเธอออก“น้องเล็กแต่งออกไปแล้วก็ยังเป็นแก้วตาดวงใจของบ้านเราอยู่ดีมีคนมารังแกกันถึงหัวกระไดบ้านขนาดนี้ยังจะไปสนเรื่องเสียเงินเสียทองหาพระแสงอะไร!”
เจียงเฉียนจิ้นซึ่งปกติเป็นคนซื่อๆคราวนี้ก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเช่นกัน “พรุ่งนี้เสร็จงานแล้วรอให้มืดก่อนค่อยไปลากตัวหลี่ไล่จื่อขึ้นไปบนเขาแล้วซัดให้หนัก จะได้ไม่มีใครเห็น!”
เฉินรุ่ยเสวี่ยได้แต่นั่งทำสีหน้าตายด้านคนบ้านนี้เป็นบ้าไปหมดแล้วหรือไร แค่ลูกสาวที่แต่งงานออกไปคนเดียวถึงกับต้องยกโขยงกันไประบายโทสะให้ขนาดนี้เชียวหรือ?
ส่วนหลี่เหม่ยเจวียนทำได้เพียงยกสำรับอาหารมาวางบนโต๊ะเงียบๆไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใดๆ...
เจียงหม่านชางนั่งลงกัดหมั่นโถวคำโตแล้วถามขึ้น “พ่อโบราณวัตถุที่น้องเล็กเจอเนี่ย มันมีค่ามากขนาดนั้นเลยหรือครับ?”
พอพูดถึงเรื่องนี้เจียงชางหรูถึงได้เริ่มมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าบ้าง “ใช่แล้วตอนที่ส่งไปสถานีตำรวจ ผู้เชี่ยวชาญเดินทางมาถึงพอดีตอนนั้นตาเขานี่โตเท่าไข่ห่านเชียวละ!”
เจียงหม่านชางหัวเราะร่า“น้องเล็กน่ะเป็นดาวนำโชคของบ้านเราจะเจอของล้ำค่าอะไรก็ไม่แปลกหรอก!”
เฉินรุ่ยเสวี่ยสบโอกาสแทรกขึ้นมาบ้าง“ได้ยินมาว่าให้เงินน้องเล็กตั้งหนึ่งร้อยหยวนเลยนี่นา!”
ในใจของเธอรู้สึกไม่ค่อยเป็นสุขนักตอนเจียงอิ๋งอิ๋งยังเป็นสาวโสดอยู่ที่บ้านก็เอาแต่ขนของออกไปข้างนอกพอแต่งงานไปแล้ว ไฉนถึงกลายเป็นคนหาเงินหาทองเข้าบ้านไปได้เสียอย่างนั้น?
หลิวซิ่วฉินแค่นเสียงฮึก้มลงหยิบมีดบนพื้นขึ้นมา “ไอ้หน้าไหนที่กล้ามาวางแผนลักขโมยของลูกสาวฉันฉันจะทำให้มันต้องคายออกมาเป็นสองเท่า!”
สิ้นคำพูดของเธอคมมีดที่ถูกฝนจนบางเฉียบก็สะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายเย็นเยียบ...
เฉินรุ่ยเสวี่ยกลืนน้ำลายอึกใหญ่ไม่กล้าปริปากพูดอะไรอีกเลย
ณบ้านตระกูลเสิ่น
กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวสวยร้อนๆกินคู่กับเครื่องเคียงอย่างยำแตงกวาทำให้หลี่เสวี่ยเหลียนกินข้าวไปถึงสามชามใหญ่ทั้งน้ำตา...
เธอขอบตาแดงก่ำพลางกุมมือเจียงอิ๋งอิ๋งไว้“สองวันนี้ต้องลำบากลูกสะใภ้แล้วพรุ่งนี้แม่จะรีบกลับมาทำข้าวทำปลาให้เร็วหน่อย ดูสิเนี่ยหน้าตาจิ้มลิ้มโดนควันไฟรมจนหมองหมดแล้ว...”
เจียงอิ๋งอิ๋งลูบใบหน้าเนียนละเอียดของตนเองไปตามสัญชาตญาณเอ่อ... เธอจำได้ว่าเธอก็แค่ใส่ข้าวใส่น้ำลงไปเท่านั้นเอง
คนก่อไฟคือเหวินฉินส่วนเหวินชงก็เป็นคนแบกฟืนเข้ามาให้แม้แต่แตงกวาก็เป็นเด็กน้อยทั้งสองที่ไปเก็บมาจากสวนแล้วล้างให้สะอาดเรียบร้อย...
แต่หลี่เสวี่ยเหลียนหาได้สนใจเรื่องเหล่านั้นไม่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ลิ้มรสฝีมือการทำอาหารของลูกสะใภ้เชียวนะ...
เสิ่นเหยาเอาแต่นิ่งเงียบเขาเพียงแต่เก็บล้างถ้วยชามหลังจากมื้ออาหารเสร็จสิ้น
ครั้นกลับมาที่ห้องเขาถึงได้เอ่ยปากขึ้น “เรื่องของหลี่ไล่จื่อน่ะไม่ต้องไปเสียเงินกับมันหรอก ต่อให้เอาความกล้ามาให้มันอีกร้อยเท่ามันก็ไม่กล้าไปแจ้งความจับผมหรอก”
เจียงอิ๋งอิ๋งค้อนขวับใส่เขา“มันมาหาเรื่องฉันเองนะ ฉันเห็นหน้ามันแล้วหมั่นไส้จะหาทางระบายอารมณ์หน่อยไม่ได้หรือไง?”
ในใจของเสิ่นเหยารู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูกเขากึ่งหลับตาลงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “หลังจากพ้นช่วงเก็บเกี่ยวนี้ไปผมจะลงไปทางใต้สักพัก ต้องฝากคุณช่วยดูแลทางบ้านด้วยนะ”
พอพูดจบเขาก็ชะงักไปเองเสียก่อน
ในใจของเขาเคยตราหน้าเธอมาตลอดว่าเป็นคนทำมาหากินไม่เป็นและที่บ้านก็ไม่ต้องการผู้หญิงที่บอบบางน่าทะนุถนอมขนาดนี้
ทว่าตอนนี้เขากลับกำลังร้องขอให้เธอช่วยดูแลครอบครัว
แม้ว่าเธอจะดูอ่อนแอจนแทบจะดูแลตัวเองไม่ได้ก็ตาม...
ท่ามกลางแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันก๊าดเจียงอิ๋งอิ๋งเบิกตากว้าง “คุณจะไปทางใต้หรือคะ?”
“ใช่”
เรื่องนี้เขายังไม่เคยบอกใครแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเจียงอิ๋งอิ๋ง เขากลับไม่คิดจะปิดบัง“มีเพื่อนชวนผมไปขับรถขนส่งสินค้าถ้าตามไปสักเที่ยวคงได้เงินไม่น้อย”
ขับรถขนส่งอย่างนั้นหรือ?
เจียงอิ๋งอิ๋งขมวดคิ้วมุ่น“แต่ว่า งานนี้มันเสี่ยงอยู่นะคะ?”
“ไม่เท่าไรหรอก แค่กำปั้นหนักพอ อะไรๆ ก็ไม่มีปัญหาแล้ว”
สายตาของเสิ่นเหยาจับจ้องไปที่เธอไม่วางตา“ไว้ผมกลับมา จะซื้อจักรยานให้นะ”
ที่จริงตอนนี้เธอสามารถซื้อจักรยานคันที่ยอดเยี่ยมที่สุดได้อย่างง่ายดายแต่เจียงอิ๋งอิ๋งก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรเพราะปกติตอนเข้าเมืองก็อาศัยนั่งรถแทรกเตอร์เอาได้อีกทั้งเธอก็ไม่ได้ออกไปทำงานในไร่นา จึงไม่ต้องเดินเหินอะไรมากมายอยู่แล้ว
“จริงด้วย ในเมื่อคุณจะไปทางใต้ ช่วยแวะไปที่ตลาดค้าผ้าหน่อยได้ไหม”
เธอแค่ฝากฝังให้พี่สามช่วยสืบข่าวให้แต่เสิ่นเหยาจะลงไปทางใต้โดยตรง ย่อมสะดวกกว่ามาก
“ได้”
เสิ่นเหยารับคำโดยไม่เสียเวลาคิด“ถ้าทุกอย่างราบรื่น...”
เขายังพูดไม่ทันจบประโยคหลังก็รีบก้มหน้าเงียบงันไป
หากกำไรมันงดงามพอเขาจะกล้าเพ้อฝันไปได้ไหมว่าตนเองจะมีความสามารถพอที่จะเลี้ยงดูดอกไม้ที่แสนบอบบางดอกนี้ได้?
ทันใดนั้นเจียงอิ๋งอิ๋งก็หยิบธนบัตรใบละสิบหยวนหลายใบออกมาจากใต้เตียงแล้วยื่นให้เขา“นี่คือเงินรางวัลจากวัตถุโบราณเราตกลงกันแล้วว่าจะแบ่งกันคนละครึ่ง ฉันไม่อยากเอาเปรียบคุณหรอกนะ”
เสิ่นเหยาเบือนหน้าหนีน้ำเสียงค่อนข้างเคร่งขรึม “ผมไม่เอาหรอก”
“แล้วเหวินฉินกับเหวินชงไปโรงเรียนไม่ต้องใช้เงินหรือไง? พ่อก็อายุมากแล้ว เลิกให้ท่านสานตะกร้าเถอะ”
เจียงอิ๋งอิ๋งพยุงเอวลุกขึ้นมานั่ง“คุณช่วยทำตัวว่าง่ายหน่อยได้ไหม!”
น้ำเสียงของเธอนั้นออดอ้อนอย่างเป็นธรรมชาติราวกับกำลังเกลี้ยกล่อมเด็กน้อยทว่าหางเสียงที่ทอดจังหวะยาวนั้นกลับแฝงไปด้วยความสนิทสนมอย่างบอกไม่ถูก...
เสิ่นเหยาอึ้งไปเขาเหม่อมองเงินห้าสิบหยวนบนพื้นเนิ่นนานในส่วนลึกของหัวใจพลันเกิดความรู้สึกหวานล้ำที่ทั้งซับซ้อนและเร้นลับสายหนึ่งเอ่อล้นออกมา
“ก็ได้ ผมจะฟังคุณ”
เขายอมเป็นคนว่าง่าย...
เพียงแต่หวังว่าวันหนึ่งความสัมพันธ์และฐานะระหว่างพวกเขาทั้งสองจะสามารถสลับสับเปลี่ยนกันได้บ้าง...
เจียงอิ๋งอิ๋งหาวหนึ่งทีก่อนจะเอนตัวลงนอนตามเดิม“เตียงนี่แข็งจัง ฉันปวดเอวไปหมดแล้ว...”
เสิ่นเหยามองไปยังเตียงไม้ที่แข็งกระด้างซึ่งมีเพียงเสื่อกกบางๆ ปูทับไว้มันช่างดูไม่เข้ากับหญิงสาวผู้แสนอ่อนหวานและงดงามเช่นเธอเลยสักนิด...
เธอควรจะได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้และสิ่งที่ดีกว่าเหล่านั้น เขาจะยอมทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อหามาให้เธอให้ได้