สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 6 ตอนที่ 163 ห้ามเจ้าไปเสี่ยงอันตราย

        ในทางเปิดเผย เกาหยวนหูเป็นผู้ดูแลเรื่องภายในตระกูลเกาเป็นลูกหลานของตระกูลเกาที่มีอำนาจและยิ่งใหญ่ หากเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องในตระกูลเกาก็จะนึกว่าตระกูลเกามีนายท่านเพียงคนเดียว แต่หากเป็นคนที่รู้จักตระกูลเกาจะรู้ดีว่าเกาหยวนหูเป็นเพียงนายท่านคนรองของตระกูล ยังมีนายท่านใหญ่อีกคนที่ลึกลับมากกว่าฮูหยินผู้เฒ่าเสียอีกมีคนบอกว่านายท่านรองตระกูลเกามีหน้าที่รับผิดชอบกิจการและเรื่องต่าง ๆ ภายในตระกูลถือได้ว่าเป็นผู้จัดการตระกูล ส่วนนายท่านใหญ่มีหน้าที่รับผิดชอบการฝึกพลังวัตร เล่ากันว่า...พลังวัตรของนายท่านใหญ่ถึงขั้นที่น่าเกรงขามมากแล้วถือได้ว่าเป็นเสาหลักของตระกูลเลยทีเดียว

 

        เรื่องเล่าของนายท่านใหญ่ตระกูลเกามีมานานหลายปีแต่กลับไม่มีใครเคยเห็นเขามาก่อน ช่างดูลึกลับยิ่งนักบวกกับตระกูลเกากุมความลับของขุนนางในราชสำนักอีกมากมายฉะนั้นตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงตอนนี้ ตระกูลเกาจึงมีความมั่นคงราวกับเป็นเรือรบลำใหญ่ที่ไม่อาจมีใครมาต่อต้านได้ถึงแม้ปัญหาที่เจอครั้งนี้จะไม่ใหญ่มาก เพราะพวกเขาไม่ได้มีเรื่องกับเรือใหญ่ลำอื่นแต่ทว่าคือน้ำ ประชาชนก็เหมือนดั่งน้ำ และต่อให้จะเป็นเรือที่ใหญ่มากแค่ไหนก็ต้องอยู่บนน้ำ

 

       หากเรื่องที่ตระกูลเกามีการค้าขายเด็กแพร่ออกไป เรือรบลำใหญ่นี้ก็เหมือนเจอคลื่นลูกใหญ่ซัดเรือจนเริ่มมีรอยรั่วเมื่อถึงตอนนั้น เพียงแค่เรือใหญ่ลำอื่นเข้ามาชนอย่างพร้อมเพรียงกัน เรือรบลำใหญ่อย่างตระกูลเกาก็ไม่อาจต้านทานได้แล้ว

 

        ฉะนั้นเกาหยวนหูจึงรู้สึกกลุ้มใจมากเพราะเขารู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่มีทางจบลงง่าย ๆ หากอันเจิงพอจะมีความฉลาดอยู่บ้างก็คงจัดการเรื่องนี้อย่างลับ ๆ แล้วล่ะ แต่เขากลับเย่อหยิ่งเกินไป ฆ่าคนจำนวนมากที่โรงพนันของตระกูลเกาฆ่าจนเลือดไหลนองไปทั่วท้องถนน เรื่องนี้...ไม่ว่าอย่างไรก็ปิดไม่อยู่

 

        ด้วยอำนาจที่ตระกูลเกามีหากจะจัดการเรื่องนี้และปิดบังไว้ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำให้เกาหยวนหูปวดหัวหนักก็เพราะท่าทีของคนในราชสำนักดูแปลกไปหลังจากอันเจิงฆ่าคนมากมาย ทางหอตงนวลก็ส่งคนมาเรียกอันเจิงเข้าวัง เดิมทีเกาหยวนหูอยากจะกำจัดอันเจิงให้เร็วที่สุดถึงแม้ภายนอกตระกูลเกาจะแสดงออกว่าก้มหัวให้อันเจิง แต่ศักดิ์ศรีของตระกูลก็ไม่อาจถูกทำลายได้ฉะนั้นอันเจิงจึงตกเป็นเป้าหมายที่เกาหยวนหูต้องกำจัดแล้ว

 

        แต่ตอนนี้เป้าหมายที่วางไว้ก็คงต้องหยุดเอาไว้ก่อนไม่มีใครรู้ว่าจะสามารถดำเนินแผนการต่อได้อีกหรือไม่

 

        ในขณะที่เกาหยวนหูกลุ้มใจเพราะเรื่องนี้อยู่นั้นมีคนจากวังหลวงมาบอกให้เขารีบไปหอตงนวล เกาหยวนหูไม่กล้ารีรอจึงรีบเดินทางออกไปทันทีถึงแม้ราชาพระองค์นี้จะเป็นเพียงคนขี้ขลาดตาขาว แต่หากใครกล้ามองข้ามคนขี้ขลาดตาขาวคนนี้ไปละก็เกรงว่าคงมีจุดจบที่ไม่ดีนัก

 

       ขณะที่เกาหยวนหูมาถึงหอตงนวลฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว สายตาของคนในวังที่มองมาราวกับเป็นประกายแสงที่มาจากมีดก็ไม่ปานเหมือนพร้อมทิ่มแทงเข้ามาตลอดเวลา เขารู้สึกหนาววูบที่แผ่นหลัง ในใจเกิดความกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

        ภายในหอตงนวล เกาหยวนหูมองเห็นอันเจิงแล้ว

 

        อันเจิงที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าบนร่างยังสวมชุดเปื้อนเลือด เมื่อยืนใต้แสงไฟดูแล้วช่างน่าหวาดกลัวเหลือเกิน อีกทั้งบนร่างยังมีกลิ่นคาวเลือดโชยออกมาทำให้กลิ่นกำยานในหอตงนวลจางไปมาก เกาหยวนหูเอามือถูจมูกโดยสัญชาตญาณ รู้สึกราวกับกลิ่นคาวเลือดจะเข้าไปในจมูกแล้วขึ้นสู่สมอง

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงอ่านฎีกาในพระหัตถ์ แล้วเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรเกาหยวนหูแวบหนึ่งจากนั้นก็ตรัสขึ้นเบา ๆ “ถือว่ามาเร็วเหมือนกัน”

 

        ขณะที่ราชามู่ฉางเยียนกำลังตรัสคำนั้น ก็ทรงใช้พระหัตถ์จับพระพักตร์อย่างเคยชินที่จุดนั้นมีรอยเส้นสีดำราง ๆ หากไม่สังเกตชัด ๆ ก็จะดูไม่ออก ตอนที่อยู่โลกมายาอันเจิงดูแวบเดียวก็รู้แล้วว่านี่คือรอยที่เกิดจากพิษ ที่ยังทรงมีพระชนม์อยู่ได้นั่นเป็นเพราะได้รับยาต้านพิษแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ พิษนั้นก็ยังไม่ได้ถูกขจัดจนหมดมันทำให้เห็นแล้วว่า แม้กระทั่งชีวิตพระองค์เองก็ยังไม่อาจตัดสินพระทัยได้

 

        เกาหยวนหูโค้งตัว “ฝ่าบาทเรียกกระหม่อมมากระหม่อมจึงไม่กล้ารีรอ”

 

        ราชามู่ฉางเยียนประทับนั่งอย่างผ่อนคลาย ทรงวางฎีกาในพระหัตถ์ไว้ด้านข้าง“สงครามทางใต้ใกล้จะเริ่มขึ้น ข้าไม่ได้นอนมาสองวันสองคืนแล้ว”

 

        เกาหยวนหูก้มหน้า เมื่อจะพูดก็ถูกราชามู่ฉางเยียนตรัสแทรกขึ้น“แต่เพราะเรื่องเล็ก ๆ ของพวกเจ้าทำให้ข้าว้าวุ่นใจเพิ่ม!”

 

        ไหล่ของเกาหยวนหูสั่นเทาเล็กน้อย เขารีบโค้งตัวลงอีกครั้ง“กระหม่อมมีความผิด ขอฝ่าบาททรงลงโทษ”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงพระสรวลด้วยพระสุรเสียงที่เย็นยะเยือก“เจ้าไม่ได้เป็นประชาชน ถึงแม้ว่าตระกูลเกาของพวกเจ้าจะไม่ได้รับตำแหน่งในราชสำนักมานานมากแล้วแต่ตัวเจ้าก็ยังมีศักดิ์เป็นคนในราชสำนักอยู่”

 

        เกาหยวนหูคุกเข่าลง “กระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงหันไปทอดพระเนตรอันเจิงแวบหนึ่งจากนั้นก็ทรงหันไปทางเกาหยวนหู “ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกแล้ว ไม่ว่าใครหรือเรื่องอะไรก็ห้ามส่งผลต่อสงครามทางใต้เด็ดขาดจะเป็นเรื่องระหว่างเจ้าทั้งสองก็ดี หรือจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็ตาม ไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ข้ายังกลุ้มใจเรื่องเสบียงของทหารทางชายแดนไม่มีเวลามาสนใจเรื่องเข้าใจผิดหรือเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของพวกเจ้าทั้งสองหรอกนะ”

 

        เกาหยวนหูรีบทูลทันที “ตระกูลเกาได้รวบรวมเงินบริจาคให้ทหารชายแดนเป็นเงินหนึ่งล้านตำลึงพร้อมด้วยเสบียงอีกจำนวนหนึ่งแล้ว ตอนนี้กำลังรวบรวมเอาไว้ในที่ต่าง ๆอีกประเดี๋ยวจะส่งมอบให้หน่วยทหารพ่ะย่ะค่ะ”

 

        สีพระพักตร์ของราชามู่ฉางเยียนดูดีขึ้นไม่น้อย“ตระกูลเกาของเจ้ามีบุญคุณต่อแผ่นดินเยี่ยน ข้าไม่เคยลืม หกปีก่อนตระกูลเกานำเงินแปดแสนตำลึงและเสบียงอีกไม่น้อยมอบให้ทหารที่ออกรบกับชาวโยวสิบเอ็ดปีก่อนตระกูลเกาส่งยอดฝีมือจำนวนแปดร้อยคนไปช่วยเหลือกองทัพ พวกเขาสร้างผลงานในสนามรบไม่น้อยตอนนี้ยังคงอยู่ที่ชายแดนทางทิศตะวันออก”

 

        ทรงประทับยืนขึ้น แล้วเสด็จมาประคองเกาหยวนหูให้ลุกขึ้นยืน“ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะเข้าใจดี หากแคว้นเยี่ยนสงบสุข ตระกูลเกาของเจ้าก็จะมั่นคงหากแคว้นเยี่ยนเกิดความวุ่นวาย ตระกูลเกาของเจ้าก็ไม่อาจมั่นคงดังเดิมได้”

 

        “ตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ทุกคนในตระกูลเกาก็คือประชาชนในแผ่นดินเยี่ยน เป็นประชาชนของฝ่าบาท”

 

        ราชามู่ฉางเยียนพยักพระพักตร์“อย่างงั้นก็ดี เรื่องนี้ก็ปล่อยให้ผ่านไปเช่นนี้เถอะ อีกอย่าง...เงินที่ตระกูลเกาบริจาคก็มอบให้ท่านเสนาบดีเฉินไจ่เหยียนได้เลยส่วนเรื่องเสบียง...ตอนนี้หน่วยทหารยังขาดแคลนรถม้าที่จะใช้ส่งเสบียงไปทางชายแดนเหมือนกัน”

 

        อันเจิงที่อยู่ด้านข้างพูดขึ้น“ช่วงนี้กระหม่อมรวบรวมสินค้า แล้วขนส่งโดยใช้กิจการรถม้าจิ้งหยวน”

 

        ราชามู่ฉางเยียนขมวดพระขนงเล็กน้อย“ในเมืองหลวงยังมีรถม้าขนส่งของไปยังชายแดนด้วยหรือ?”

 

        “ฝ่าบาทอาจไม่ทรงเข้าพระทัยว่าช่วงนี้เมืองฟางกู้เปลี่ยนไปเช่นไรบ้างกระหม่อมได้ยินมาว่า เพื่อส่งเสริมสงคราม มีคนออกเงินสร้างกิจการรถม้านี้ขึ้นเพื่อใช้ขนส่งของไปยังแถบชายแดน”

 

        ราชามู่ฉางเยียนตรัสขึ้น “แผ่นดินเยี่ยนมีประชาชนที่ดีเช่นนี้เหตุใดจะไม่มีความสงบสุขเล่า?!”

 

        ทรงหันกลับไปทางเกาหยวนหู“เจ้ากลับไปก็ดูกิจการขนส่งที่อันเจิงพูดถึงหน่อย หากไม่มีปัญหา เจ้าก็มอบเสบียงให้เขาส่งไปแถบชายแดนเถอะประชาชนที่ดีแบบนี้ข้าไม่ควรมองข้ามน้ำใจเขา อีกประเดี๋ยวข้าจะให้กรมครัวเรือนนำเงินส่งไปให้เพื่อเป็นรางวัลแทนคำขอบคุณด้วย”

 

        หลังจากตรัสจบก็ทรงโบกพระหัตถ์“ข้ายังมีเรื่องต้องจัดการอีกมาก พวกเจ้าทั้งสองกลับไปเถอะ แล้วก็คุยกันบ้างล่ะ ไม่มีเรื่องอะไรที่ไม่สามารถแก้ไขได้หรอก”

 

        “กระหม่อมทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

 

        เกาหยวนหูกับอันเจิงมองหน้ากันแวบหนึ่งจากนั้นก็โค้งตัวทูลลา

 

        หลังจากออกจากหอตงนวลเกาหยวนหูหันหน้าไปมองทะเลสาบที่เงียบสงบ “เจ้าสำนักอัน กิจการของเจ้าเปิดได้ใหญ่โตจริง”

 

        อันเจิงยิ้ม “ข้าทำกิจการที่...สะอาด”

 

        เกาหยวนหูก็ยิ้ม “นั่นแปลว่ายังใหญ่โตไม่มากพอ”

 

        อันเจิงพยักหน้ารับ “ท่านเกาพูดถูก”

 

        เกาหยวนหูเร่งฝีเท้าจากไปเพราะไม่อยากกล่าวอะไรกับอันเจิงอีก เพิ่งเดินออกมาได้ไม่ไกลนักขันทีหลี่ชางหลี่จากตำหนักจิงเซี่ยวก็เดินมาขวางเขาเอาไว้ทั้งสองคุยอะไรกันครู่หนึ่ง จากนั้นเกาหยวนหูก็เดินไปกับหลี่ชางหลี่อันเจิงมองแผ่นหลังของเกาหยวนหูที่จากไปในใจรู้ดีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลเกาไม่มีทางจบลงง่าย ๆ เช่นนี้แน่ถึงแม้มู่ฉางเยียนจะแสดงท่าทีออกมามากแล้วก็ตาม ส่วนเกาหยวนหูแม้จะก้มหน้าก้มตารับคำแต่ศักดิ์ศรีของตระกูลเกาเสียหายไปมาก ซึ่งตระกูลเกาไม่มีทางยอมรับได้แน่

 

        แต่ถึงกระนั้น อันเจิงก็ไม่เคยเสียใจที่เขาได้ทำเพื่อหลางจิ้งทำเพื่อเสี่ยวชีเต้า ไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องเสียใจทั้งนั้น

 

        ในขณะที่เขากำลังเดินกลับก็รู้สึกมีอะไรบางอย่างผิดปกติเขายืนหันซ้ายหันขวา จึงเห็นว่ามีชายอ้วนวัยกลางคนพาเด็กหนุ่มสองคนเดินไปทางตำหนักวิหารสวรรค์อย่างรีบร้อนอันเจิงเคยเห็นชายอ้วนคนนั้นมาก่อน จึงรู้ว่าเขาคือติงวู่ รองเจ้ากรมพิธีการที่ไทเฮาทรงปกป้องนั่นเองคนที่เดินตามหลังเขาทั้งสองก็เป็นคนที่คุ้นตาอันเจิงมาก เพราะเคยสู้กันมาก่อนคนแรกก็คือติงไท่ชุน บุตรชายคนโตของติงวู่ ส่วนอีกคนก็คือติงเซิ้นซา

 

        ส่วนความรู้สึกที่แปลกนั่นก็คือแววตาของติงเซิ้นซา

 

        จากนั้นอันเจิงก็รู้สึกว่ากระดิ่งแก้วที่นำติดตัวมาด้วยกำลังสั่นไหวอยู่ ภายในตัวติงเซิ้นซาราวกับมีกลิ่นอายบางอย่างที่ทำให้อันเจิงรู้สึกว่ามันไม่เหมือนความเป็นจริงโดยเฉพาะแววตาของเขาที่ราวกับมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น ถึงแม้จะยืนห่างกันค่อนข้างไกลแต่อันเจิงก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ติงเซิ้นซาอยากฉีกร่างเขาให้แหลกเป็นชิ้น ๆ

 

        อีกอย่างก็คือ เขารู้สึกราวกับมีความคุ้นเคยอยู่มาก

 

        อันเจิงไม่ได้สนใจ เขาก้าวยาว ๆ ออกไปจากตำหนักวิหารสวรรค์แล้วกลับไปดูหลางจิ้งอย่างรีบร้อน ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าอาการของหลางจิ้งเป็นอย่างไรบ้างเพราะเมื่อเขากลับถึงสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ หลางจิ้งก็ยังคงสลบอยู่

 

        ชวีหลิวซีลากมืออันเจิงออกจากห้องที่หลางจิ้งพักผ่อนอยู่จากนั้นก็กดเสียงต่ำแล้วพูดขึ้น “แขนที่ขาด ข้าช่วยเขาต่อกลับไปแล้วต่อไปถึงแม้จะใช้งานไม่สะดวกเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ส่งผลต่อการฝึกพลังวัตร ส่วนภายในบาดเจ็บหนักคนที่ทำร้ายเขามีพลังแข็งแกร่งกว่าเขามาก ทำให้ส่งผลกระทบต่อทะเลลมปราณโดยตรงหากไม่มีโอสถวิญญาณดี ๆ ละก็ เกรงว่าอีกหน่อยการข้ามขั้นพลังของเขา...คงจะเป็นไปไม่ได้อีกแล้วต่อให้ร่างกายภายนอกเขาจะฟื้นฟูแข็งแรงแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่อาจมีโอกาสข้ามขั้นพลังได้อีกแล้ว”

 

        อันเจิงพูดขึ้น “ที่จริงตระกูลเกามอบโอสถวิญญาณระดับสีทองให้ข้าแต่กลับถูกข้าทำลายลงแล้ว บาดแผลของหลางจิ้ง ข้าจะเป็นคนหาโอสถวิญญาณมารักษาเอง”

 

        ชวีหลิวซีส่ายหน้า “หากใช้เพียงแค่โอสถวิญญาณก็คงไม่ยากหากไม่มีโอสถวิญญาณระดับสีทอง ข้าก็สามารถใช้โอสถวิญญาณระดับสีขาวหรือสีแดงมาชดเชยได้หลางจิ้งถูกสัตว์ป่าเลี้ยงดูจนโต ที่น่าแปลกก็คือ ภายในร่างเขามีบางอย่างที่แปลกประหลาดและคล้ายกับสัตว์ป่าอยู่ด้วย...”

 

        นางมองซ้ายมองขวาก่อนจะพูดขึ้น “สำหรับผู้ฝึกพลังวัตรทั่วไปเมื่อเลื่อนขั้นพลัง พลังในทะเลลมปราณก็จะเพิ่มขึ้นด้วย แต่ข้าเห็นทะเลลมปราณของหลางจิ้ง...เขาฝึกพลังวัตรแล้วมีลูกแก้วนี่เป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก มีเพียงเยาโซ่วเท่านั้นที่ฝึกพลังวัตรเป็นลูกแก้ว ข้าไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรในร่างเขาถึงมีลูกแก้วอยู่? แต่ตอนนี้ลูกแก้วของเขาแตกออกแล้วหากจะช่วยเขาฟื้นฟูร่างกาย สิ่งที่ต้องการไม่ใช่เพียงแค่โอสถวิญญาณแต่ยังต้องการลูกแก้วจากเยาโซ่วที่เหมาะสมอีกด้วย”

 

        อันเจิงพยักหน้ารับ “ไม่ว่าจะเป็นอะไรข้าจะหามาเองแม้ข้าจะรู้จักหลางจิ้งได้ไม่นาน แต่เขาเชื่อมั่นในตัวข้าข้าจะไม่มีทางทำให้เขาผิดหวัง”

 

        ชวีหลิวซีพยักหน้า “ข้ารู้ข้าเขียนรายละเอียดให้เจ้าแล้ว เจ้าไปหาของตามที่ข้าเขียนให้ส่วนข้าจะลองฝึกโอสถวิญญาณต่าง ๆ ดู เมื่อของทุกอย่างครบ อุปสรรคเดียวในการฝึกโอสถก็คือ...เตาหลอมโอสถของข้าอยู่ในระดับที่ต่ำเกินไปอาจทำให้เตาหลอมระเบิดได้”

 

       คนที่มีความรู้ด้านการฝึกโอสถวิญญาณต่างรู้ดี หากเตาหลอมโอสถระเบิดมันจะทำลายผู้ฝึกด้วย

 

       ในสมองอันเจิงนึกถึงสิ่งที่จวงเฟยเฟยบอก...หลี่ชางหลี่ครอบครองอุกกาบาตอยู่เห็นทีเรื่องนี้ต้องเร่งทำให้สำเร็จแล้วล่ะ

 

        เขามองชวีหลิวซีพลางพูด “ก่อนข้าจะหาเตาหลอมโอสถที่ดีกว่านี้ให้เจ้าได้ไม่ว่าอย่างไร เจ้าอย่าเสี่ยงอันตรายไปฝึกโอสถวิญญาณเด็ดขาด”

 

        น้ำเสียงของอันเจิงเต็มไปด้วยความหนักแน่น

 

        ใบหน้าชวีหลิวซีเปลี่ยนเป็นสีแดงทันทีจากนั้นก็พยักหน้า “ข้า...ข้ารู้แล้ว”

 

        อันเจิงสูดลมหายใจเข้าลึก“ข้าจะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน ส่วนเรื่องสมุนไพรและเตาหลอมโอสถก็มอบให้ข้าเป็นคนจัดการเองเจ้าเพียงแค่ดูแลหลางจิ้งก่อนก็พอ เรื่องอื่นเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะพูดอีกครั้งก่อนข้าจะหาเตาหลอมโอสถที่ดีกว่านี้มาได้ ห้ามเจ้าเสี่ยงอันตรายเด็ดขาด”

 

        ชวีหลิวซีขานรับ “อืม...”

 

        อันเจิงยื่นมือไปลูบหัวชวีหลิวซี จากนั้นก็เข้าไปอาบน้ำในห้องในสมองเขาเริ่มคิดหาวิธีต่าง ๆ ว่าจะทำอย่างไรให้กำจัดหลี่ชางหลี่ได้เร็วขึ้นและได้อุกกาบาตมาครอบครอง