ตอนที่ 49
หาเงิน
“ถ้าเป็นเรื่องเงินละก็ พวกข้าเตรียมการเอาไว้อยู่แล้วเจ้าค่ะ”หลังจากชุนหยางได้ตระหนักว่าตนเองไม่มีเงินพอจะเลี้ยงดูเหล่าหญิงสาวที่เป็นเหยื่อของจางเหว่ยได้ชุนหยางและเหล่าผู้ร่วมงานเป็นสายสืบอย่าง จูอิง ฟางอู่ และ ฟางเกอ ก็ได้เข้ามาร่วมปรึกษาหารือกันภายในห้องส่วนตัวที่มีเพียงพวกเขา4 คนเท่านั้นที่เข้ามาได้ เพียงแต่เรื่องที่ชุนหยางอยากจะปรึกษากลับกลายเป็นว่าฟางอู่และฟางเกอได้เตรียมแผนการเอาไว้ก่อนแล้ว
“พื้นฐานของการเป็นสายสืบก็คือการสร้างตัวตนบังหน้าขึ้นมาให้แนบเนียนเจ้าค่ะพวกเราไม่สามารถใช้เงินจากต้นสังกัดได้เพราะการทำแบบนั้นจะเหลือร่องรอยให้สืบหาตัวตนที่แท้จริงทั้งการที่มีเงินใช้ทั้งๆที่ไม่ได้ทำงานก็เป็นเรื่องที่ทำให้โดนสงสัยได้ง่ายๆเจ้าค่ะเพราะฉะนั้นข้าและฟางเกอได้เตรียมบทบาทบริวารผู้น่าสงสารที่ต้องออกไปทำงานเลี้ยงมารราคะผู้เกาะกินเงินที่ผู้หญิงตัวน้อยๆสองคนหามาให้เอาไว้แล้วเจ้าค่ะ”คำอธิบายของฟางอู่ทำเอาชุนหยางเหงื่อตกไม่น้อย ถึงมันจะฟังดูน่าเชื่อถือที่บริวารของมารราคะจะออกไปหาเงินมาเลี้ยงดูมารราคะเพราะถูกมนตร์เสน่ห์เข้าครอบงำแต่ปัญหาคือชุนหยางไม่ใช่คนเช่นนั้นนี่สิเขาจะปล่อยให้ทั้งสองไปทำงานหาเงินเลี้ยงดูตนเองแต่เพียงผู้เดียวได้อย่างไร
“ตั้งแต่มาถึงที่นี่พวกเราก็ใช้เวลาว่างสืบเสาะพื้นที่โดยรอบแล้วหางานเอาไว้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะแต่เงินที่พวกเราหาได้ไม่พอเลี้ยงทุกคนในสวนพฤกษชาติตอนนี้หรอกเจ้าค่ะ”ถึงฟางอู่กับฟางเกอจะอยู่กับชุนหยางแทบจะตลอดเวลา แต่บางครั้งพวกนางก็แยกตัวออกไปเพื่อดำเนินงานในส่วนของตัวเองตามที่ได้ฝึกมาและสร้างความสัมพันธ์กับคนภายในเมืองได้แล้ว
“งั้นหรือ...” ชุนหยางยิ่งฟังก็ยิ่งเหงื่อตกถึงชุนหยางและจูอิงจะร่ำเรียนวิชาของสายสืบมาจากเหล่าองครักษ์แล้ว แต่เหล่าองครักษ์ทั้งสี่ของหวังอี้ฝู่ก็หาใช่สายสืบกันจริงๆไม่พวกเขาเข้าใจการทำงานและแผนการที่ต้องจดจำแต่พวกเขาก็ไม่สามารถเจาะลึกการทำงานทั้งหมดได้ชุนหยางและจูอิงเรียนรู้วิธีลอบค้นดักฟังข้อมูลรวมทั้งวิธีติดต่อสื่อสารกับสายสืบคนอื่นมาตลอดทั้งปีแต่ความสามารถด้านนี้ก็เทียบกับฟางอู่และฟางเกอที่ถูกฝึกมาโดยเฉพาะไม่ได้เลย
“เจ้าค่ะ หากท่านต้องการจะช่วยเหลือพวกนางเงินในส่วนนั้นข้าคงจะช่วยเหลือได้เพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะภายในเขตปกครองเต่าทองคำที่ค่าครองชีพสูงลิบเช่นนี้”การหาเงินใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับบางคนก็นับว่ายากลำบากมากแล้วแต่ภายในเมืองต้าเหนิงที่มีแต่ผู้ฝึกฝนวิชามารนี้กลับยากยิ่งกว่าโดยเฉพาะภายในเขตเต่าทองคำที่มีผู้ปกครองชมชอบความหรูหราอลังการเป็นที่สุดในเมืองนี้สินค้าล้วนเป็นของชั้นดีแถมพ่อค้าก็เขี้ยวลากดินกันทั้งสิ้น พอมานึกดูแล้วค่าที่พักของที่นี่ก็แพงกว่าที่ชุนหยางเคยพักมากจริงๆ
“ท่าทางข้าคงต้องหางานแล้วสิ”ชุนหยางยิ้มเจื่อนๆออกมาก่อนจะมองไปที่พิณสีแดงเข้มที่วางอยู่ข้างตัว ถ้าลำพังแค่ตัวเขากับจูอิงเองแค่การเล่นพิณก็น่าจะหาเลี้ยงชีพได้ระดับหนึ่งด้วยความสามารถของเขาคงมีร้านที่ยินดีจ้างในราคาสูงอย่างแน่นอน แต่...รายได้จากการรับจ้างเล่นดนตรีจะมากพอเลี้ยงดูเหล่าหญิงสาวผู้เป็นเหยื่อของจางเหว่ยงั้นหรือ…
ความจริงชุนหยางไม่จำเป็นต้องรับพวกนางเอาไว้ก็ได้แต่งานดูแลสวนจำเป็นต้องมีผู้ช่วยเพราะสวนพฤกษชาติแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่เสียจนชุนหยางคนเดียวดูแลไม่หมดหรือต่อให้ดูแลหมดได้ชุนหยางก็คงไม่เหลือเวลาไปสืบข่าวของผู้ฝึกฝนวิชามารระดับสูงภายในเมืองต้าเหนิงเป็นแน่เรียกได้ว่าเพื่อการสืบเสาะข้อมูลชุนหยางจำเป็นต้องใช้พวกนาง แน่นอนว่าเหตุผลที่บอกมาทั้งหมดนั้นเป็นเพียงข้ออ้างของชุนหยางเท่านั้นสุดท้ายแล้วชุนหยางก็แค่สงสารเหล่าหญิงสาวผู้เป็นเหยื่อของผู้ฝึกฝนวิชามารเช่นเดียวกับตัวเขาและคนอื่นๆก็เท่านั้นเอง
“ท่านพี่...บางทีเรื่องนี้อาจจะทำให้เราสืบเรื่องของผู้นำเขตเต่าทองคำได้มากขึ้นก็ได้นะเจ้าคะ”ระหว่างพวกฟางอู่กำลังคุยกันเรื่องหาเงินกับชุนหยาง อยู่ๆจูอิงที่นั่งครุ่นคิดอยู่ข้างหลังก็นึกอะไรออก
“หากท่านใช้ข้ออ้างนี้ในการขอรับงานสักงานจากแม่นางอิงอินดูล่ะเจ้าคะ”ข้อเสนอของจูอิงก็คือการเข้าไปของานจากอิงอินที่เพิ่งร่วมหลับนอนกับชุนหยางไปหมาดๆอย่างน้อยนางก็น่าจะมีความรู้สึกผูกพันบ้างไม่มากก็น้อย แถมนางยังเป็นผู้มีอำนาจในเขตเต่าทองคำอีกด้วยหากเป็นงานที่นางหามาให้ก็อาจจะได้ร่วมงานกับคนที่มีอำนาจในเขตเต่าทองคำนี้ และนั่นก็อาจจะทำให้ชุนหยางได้รับข้อมูลเรื่องกำลังพลของเมืองต้าเหนิงมาไว้ในมือด้วย
.
.
.
“หืม...เจ้าต้องการงานงั้นหรือ” ในยามสายของวันต่อมาอิงอินผู้แสนจะว่างงานก็เดินทางมายังสวนพฤกษชาติตามคาดแถมครั้งนี้นางยังเตรียมและกับแกล้มมาพร้อมเตรียมจะนั่งฟังเพลงและพักผ่อนอย่างเต็มที่เลยกระมัง
“ขอรับ เรื่องดูแลสวนข้าสามารถสอนงานให้พวกนางเป็นลูกมือข้าได้แต่ข้าไม่มีเงินมากพอจะจ้างพวกนางขอรับข้าเลยอยากจะถามท่านว่าท่านพอจะมีงานให้ข้าหาเงินมาเลี้ยงดูคนของข้าสักงานได้หรือไม่ไม่ว่าจะเป็นงานที่เสี่ยงอันตรายแค่ไหนข้าก็พร้อมจะยอมทำขอรับ” ชุนหยางรู้ดีว่าการทำเช่นนี้ออกจะน่าละอายไปสักหน่อยมันเหมือนชุนหยางใช้ความสนิทสนมกับอิงอินที่เพิ่งได้มาไม่นานเพื่อหาประโยชน์ใส่ตนแต่เพื่อแก้ปัญหาและโอกาสที่จะได้ข้อมูลชุนหยางก็อยากจะลองดูสักหน่อย
“...” อิงอินนิ่งคิดไปครู่หนึ่งเมื่อได้เห็นท่าทางจริงจังของชุนหยางนางเป็นผู้มีความสามารถอ่านสีหน้าและท่าทางของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี ชุนหยางพูดจริงหรือโกหกนางสามารถดูออกได้ในระดับหนึ่งแต่อาจจะเป็นเพราะเมื่อครู่ชุนหยางพูดออกมาเพราะเขาต้องการเช่นนั้นจริงๆอิงอินก็เลยไม่สามารถสัมผัสได้เลยว่าเขากำลังโกหก
“พวกเราตอนนี้ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลมิใช่หรือเจ้าอยากได้เงินเท่าไหร่ก็บอกข้าสิ ไม่ว่าจะเท่าไหร่ข้าก็จะหามาให้ ขอเพียงให้เจ้ามาเป็นของข้าก็พอ”ไม่ทราบว่าวิชามารของอิงอินยังส่งผลอยู่หรือไม่ อยู่ๆอิงอินก็โน้มตัวเข้าไปกอดแขนของชุนหยางจนเนินอกของนางแทบจะกลืนแขนของชุนหยางเข้าไปเรื่องฐานะของอิงอินไม่ว่าใครก็ย่อมมองออกว่านางมีฐานะร่ำรวยแค่ไหนทุกวันนางถือสุราชั้นเลิศที่บางคนจะซื้อมาดื่มก็ยังไม่กล้ามาหลายขวด แถมยาที่นางให้ชุนหยางกับอิงอินก็เป็นยาที่มีค่ามากด้วย
“ไม่ได้หรอกขอรับ ข้าอยากจะทำงานด้วยตัวเองมากกว่า”ชุนหยางส่ายหน้าช้าๆเพราะเป้าหมายของชุนหยางไม่ใช่เพียงแค่หาเงินอย่างเดียวแต่ต้องการข้อมูลจากงานที่อิงอินอาจจะให้ต่างหากแถมเมื่อวานชุนหยางยังเพิ่งโดนฟางอู่ใส่ความว่าเป็นแมงดาเกาะผู้หญิงกินมาหมาดๆหากชุนหยางเอาแต่รับเงินจากอิงอินมีหวังสิ่งที่ฟางอู่พูดคงกลายเป็นความจริงเป็นแน่
“จริงด้วย เจ้านี่เป็นมารราคะที่แปลกจริงๆ”อิงอินหัวเราะออกมาก่อนจะมองชุนหยางด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง ไม่รู้ว่าเพราะบังเอิญหรือไม่แต่หลังจากอิงอินกลับไปยังวังเต่าทองคำเมื่อวานผู่เยว่ก็ต่อว่านางเป็นอย่างหนักแถมยังบอกนางอีกด้วยว่าเหล่าผู้ปกครองแต่ละพื้นที่ไม่ค่อยพอใจนักที่ชุนหยางเข้ามาดูแลสวนพฤกษชาติเรื่องพลังวิญญาณชุนหยางอาจจะเหนือกว่าจางเหว่ยก็จริง แต่บริวารของชุนหยางกลับอ่อนแอกว่าของจางเหว่ยแบบเทียบไม่ติดถึงจางเหว่ยมันจะอ่อนแอ แต่ความสามารถของบริวารก็พอจะเทียบเหล่าผู้ปกครองพื้นที่อื่นๆได้ตอนนี้ทุกคนเลยมองว่าชุนหยางอ่อนแอเกินไปไม่เหมาะสมจะปกครองพื้นที่รอบๆสวนพฤกษชาติและเริ่มเสนอให้ชุนหยางทำหน้าที่แค่คนดูแลสวนเพียงเท่านั้นแล้วปล่อยให้คนอื่นเข้าไปปกครองอีกทีแน่นอนว่าอิงอินยามทราบเรื่องนี้ก็คัดค้านกับผู่เยว่ทันทีและการคัดค้านของนางก็มีอำนาจเหนือกว่าเหล่าผู้ปกครองพื้นที่อื่นๆเสียอีกแต่ถึงพวกเขาจะทำอะไรอิงอินไม่ได้แต่ในใจของพวกเขาก็คงคิดต่อต้านเป็นแน่ บางทีการมอบหมายงานตามที่ชุนหยางขออาจจะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับชุนหยางได้บ้างหากเป็นภารกิจที่เหมาะสมกับระดับผู้ปกครองพื้นที่ละก็...
“ชุนหยาง วันนี้ข้าขอฟังเพลงสำหรับใช้ต่อสู้ของเจ้าสักเพลงก่อนค่อยตัดสินใจก็แล้วกันขอเป็นเพลงที่ดีที่สุดของเจ้าเลย” อิงอินยิ้มออกมาก่อนจะยืนขึ้นไปยืนอยู่เบื้องหน้าของชุนหยางราวกับจะบอกว่านางจะเป็นคนรับมือบทเพลงของชุนหยางเอาไว้เองก่อนหน้านี้นางได้ทราบแล้วว่าชุนหยางใช้วิชายุทธ์ดนตรี แต่นางไม่เคยพบเจอผู้ใช้วิชานี้มาก่อนก็เลยไม่ทราบว่าวิชายุทธ์ดนตรีนั้นรุนแรงแค่ไหน
“ขอรับ...” เห็นเพียงท่าทีของอิงอินชุนหยางก็เข้าใจได้ทันทีว่านางต้องการจะทดสอบว่าระดับฝีมือของตนก่อนหน้านี้ชุนหยางใช้บทเพลงนาวาขาวท่องชมดาวกับจางเหว่ยแต่ก็โดนหญิงสาวที่เคยเป็นบริวารของมันต้านรับได้โดยง่ายวันก่อนอิงอินแสดงพลังของนางออกมาระหว่างร่วมหลับนอนกับชุนหยางทำให้ชุนหยางสัมผัสได้ว่าระดับพลังวิญญาณของนางสูงยิ่งกว่าหญิงสาวที่เก่งกาจที่สุดของจางเหว่ยร่วมมือกันเสียอีกเช่นนั้นบทเพลงระดับกลางจึงไม่น่าจะทำอะไรอิงอินได้อย่างแน่นอน
ตึ้ง...
ชุนหยางเริ่มดีดสายพิณขนาดเล็กก่อนพร้อมทั้งปล่อยพลังวิญญาณออกมาเพื่อควบคุมคลื่นเสียงโดยรอบบทเพลงระดับสูงที่ท่านหงเสียนมอบให้เพื่อให้ชุนหยางสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักชุนหยางพยายามฝึกฝนมันมาตลอดตั้งแต่เดินทางออกมาจากเมืองกวางจิ้งแล้ว แต่น่าเสียดายบทเพลงระดับสูงนี้ใช้พลังวิญญาณมากทำให้ชุนหยางสามารถสำแดงพลังออกมาได้เพียง4 ส่วนเท่านั้น
“...” บทเพลงที่ชุนหยางกำลังเล่นทำให้อิงอินรู้สึกประทับใจมากบทเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อใช้เป็นวิชายุทธ์ต้องเน้นเรื่องความสามารถในการต่อสู้แต่บทเพลงที่ชุนหยางกำลังเล่นนั้นกลับไพเราะไม่แพ้บทเพลงที่ชุนหยางเล่นตามปกติเลยไม่สิมันดูทรงพลังกว่าด้วยซ้ำ
กึก...
ในช่วงแรกของการเล่นบทเพลงรอบกายของชุนหยางไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแต่เมื่อบทเพลงเริ่มบรรเลงมาได้ระยะหนึ่งอิงอินก็เริ่มสัมผัสได้ถึงการสั่นไหวไปพร้อมๆกับบทเพลงที่เริ่มรุนแรงและดุดันขึ้นอย่างรวดเร็วความรู้สึกยามได้ฟังบทเพลงนี้ทำเอาอิงอินนึกถึงยามอยู่ในสนามรบที่มีเหล่าทหารมากฝีมือกำลังห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตายทั้งๆที่อยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ไร้ซึ่งผู้คนรบกวนแต่อิงอินกลับรู้สึกราวกับกำลังได้กลิ่นคาวเลือดเสียได้
“นี่มัน...” พริบตาที่บทเพลง ลำนำสงครามเริ่มสำแดงพลังเบื้องหน้าของอิงอินก็เหมือนกับมีทหารนับพันนับหมื่นถาโถมกันเข้ามาโจมตีนางไม่มีผิดแถมพลังทำลายของมันก็ยังรุนแรงกว่าที่ชุนหยางคิดเอาไว้อีก หรือจะเป็นเพราะพลังวิญญาณที่ชุนหยางดูดซับมาจากอิงอินรวมทั้งยาที่นางให้ทำให้ชุนหยางสามารถดึงพลังของบทเพลงลำนำสงครามได้ถึง5 ส่วนแล้ว
โครม!!
เสียงการปะทะระหว่างร่างจำแลงของกองทัพทหารกับตัวอิงอินนั้นดังสนั่นไปทั่วทั้งสวนแต่ชุนหยางที่เคยสัมผัสพลังวิญญาณที่แท้จริงของอิงอินมาแล้วย่อมรู้ดีว่าระดับพลังเท่านี้ไม่อาจทำอะไรนางได้ต่อให้ร่างจำแลงทหารเหล่านั้นกลายเป็นทหารจริงๆอิงอินก็คงทุบทำลายร่างของทหารเหล่านั้นจนแหลกเป็นชิ้นๆอย่างที่นางกำลังทำอยู่ตอนนี้เป็นแน่แถมการรับมือของนางยังใช้พลังวิญญาณล้วนๆไม่มีกระบวนท่าอะไรเลยหรือก็คือความสามารถสูงสุดของชุนหยางตอนนี้ยังไม่มากพอจะทำให้นางเอาจริงเสียด้วยซ้ำ