Zombie Change World

    บทที่ 15 ก็มีนะ…!

    บทที่ 15 ก็มีนะ…!
    หลังจากเข้ามาภายในวัด สักพักพวกวิทย์ก็เดินมาถึงบริเวณหน้าโบสถ์ ซึ่งโบสถ์ที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา มีรูปปั้นพญานาคเลื่อยยาวอยู่เต็มสองข้างทางระหว่างทางเข้าไปภายในโบสถ์ แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนักเพราะมันก็ไม่ใช้เรื่องแปลกอะไรที่จะเห็นรูปปั้นพญานาคในวัด จนกระทั้งพวกวิทย์พากันเข้าไปในโบสถ์ซึ่งภายในโบสถ์มีพระประธานปางนาคปรกประดิษฐานวางไว้กลางโบสถ์ ส่วนสองฝั่งบริเวณผนังกำแพง มีภาพจิตรกรรมเล่าพุทธประวัติเต็มอยู่ทั้งสองฝั่ง
    พอพวกวิทย์เข้ามา อย่างแรกที่พวกเขาทำ กราบไปที่พระพุทธรูปที่อยู่ข้างหน้าพร้อมกับที่หลวงพี่เดินไปหยิบเทียนที่อยู่หลังพระประธาน และจุดเทียนส่องสว่างขึ้นมา พอแสงเทียนสว่างหลวงพี่หันหน้าไปมองภาพพุทธประวัติบนผนังโบสถ์อย่างเช่นทุกที่แต่คราวนี้มันพิเศษกว่าทุกครั้ง
    ภาพพุทธประวัติดูมีออร่าและแสงสีขาวอ่อนๆสว่างวาบขึ้นมา แต่แสงนั้นอยู่ไม่กี่วินาที่ก็หายไป จนหลวงพี่เพ่งสายตาแล้วมองไปที่ภาพอีกครั้งแต่ก็ไม่มีอะไรเกินขึ้นมา จนนุ๊กที่เห็นหลวงพี่เพ่งสายตาอยู่
    “มีอะไรหรือเปล่าครับ”
    “ไม่มีไรหรอโยม อาตมาคงตาฝาดไปเอง มากี่เห็นแสงสีขาวออกมาจากภาพพุทธประวัติ แต่คงไม่มีอะไรหรอกพักกันตามสบายเถอะโยม”
    สิ้นเสียงจากหลวงพี่ นุ๊กหันหน้าไปมองวิทย์ที่นั่งมองดูพระประธานในโบสถ์อยู่ จนกระทั่งวิทย์หันกลับมาแล้วเห็นนุ๊กที่มองเขาอยู่
    “ไงมึงเห็นแสงสีขาวเหมือนหลวงพี่เหมือนกันหรอ”
    “เปล่า แค่คิดว่าพระประธานในโบสถ์นี้แปลกดีไม่ค่อยเจอพระประธานในโบสถ์เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก เห็นแล้วดูมีมนต์คลังดี”
    “คงงั้นและโยม ตอนที่โบสถ์หลังนี้ใกล้จะสร้างเสร็จ มันมีงูเหลือมเผือกยาวเกือบ 5 เมตรเลื้อยเข้ามานอนภายในโบสถ์ไล่ยังไงก็ไม่ไป จนต้องเอาคนมาอุ้มจับออกไป แต่พอปล่อยไปได้ 3 วัน มันก็เลื้อยกลับเข้ามาในโบสถ์อีก ตอนแรกคนงานที่กำลังก่อสร้างก็นึกว่ามันคนละตัวกับที่เอาไปปล่อย แต่พอสังเกตไปมา พวกเขาก็แน่ใจว่ามันใช้ตัวเดียวกัน เพราะที่ลำตัวมันเป็นสีขาวหรือสีเผือก มีลวดลายสีทอง แถมขนาดความยาวตัวมันยังเท่ากับตัวก่อนหน้านี่อีก คราวนี้คนงานเลยจับเอาไปปล่อยอีก แต่มันก็น่าแปลกที่พวกคนงานเหล่านั้นไม่มีใครคิดจะเก็บงูเหลือมเผือกตัวนี้กลับไปเลี่ยงเอาไว้เลย จนกระทั่งพวกคนงานจับงูไปปล่อยในป่าซึ่งมันไกลจากวัดกว่า 20 กิโล จนผ่านไป 7 วัน งูตัวนั้นก็กลับมาที่โบสถ์อีก”
    “ทำไมงูตัวนั้นถึงกลับมาอีกละคะ”
    “อาตมาก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่พอมันกลับมาครั้งที่ 3 งูเหลือมเผือกตัวนั้นมันก็ยังเลื้อยเข้ามาในโบสถ์อีกเช่นเคย แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือวันนั้นมันบังเอิญตรงกับวันที่วัดกำลังจะฝังลูกนิมิตรพอดิบพอดี มันเป็นเหตุการณ์ที่อาตมาจำได้ไม่เคยลืมเลย แต่มันก็ไม่สำคัญหรอก เราอย่าไปพูดถึงมันเลย และที่พระประธานเป็นปางนาคปรกก็เพราะงูเหลือมเผือกตัวนั้นและ”
    พอพวกวิทย์ได้ฟังต่างมองหน้ากันและสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับงูตัวนั้น แต่พอหลวงพี่ไม่เล่าอะไรออกมา พวกเขาก็ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ เพราะมันอาจเป็นเรื่องที่หลวงพี่ไม่อยากจำก็ได้
    ไม่นานก็มีเสียงหมาเห่าออกมาจากหน้าโบสถ์ โฮ่ง! โฮ่ง! พวกวิทย์หันหน้าไปทางประตูโบสถ์แล้วสิ่งที่พวกเขาเห็นก็คงไม่ต้องบรรยายออกมาเลย
    “ไงแจ็คเจออะไรผิดสังเกตบางหรือเปล่า” นุ๊กกล่าว
    “ไม่มีพี่ ผมไม่เจออะไรเลย หมาแมวยังไม่เจอเลย ผมว่ามันคงตายกันไปหมดแล้วละครับ”
    “แล้วไป ก็ดีเหมือนกัน ไหนเอ็งก็มาถึงแล้วก็หยิบแว่นไปให้หลวงพี่ด้วย ตอนนั้นพี่ก็ลืมหยิบติดมือมา”
    “ครับ นี่ครับหลวงพี่” แจ็คส่งแว่นไปให้หลวงพี่พร้อมกับหยิบหมอนผ้าห่มออกมาจากกระเป๋าเป้มิติ
    “ขอบใจมากโยม” พอได้แว่นที่แจ็คส่งมาหลวงพี่ใส่ทันที่ พร้อมกับพูดไปว่า “ค่อยดีขึ้นมาหน่อยกลางคืนจะได้เห็นชัดขึ้นมาบ้าง”
    “ครับ หลวงพี่สบายใจพวกผมก็สบายใจ” นุ๊กตอบคำหลวงพี่พร้อมกับโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก นุ๊กคิดว่าต่อจากนี้หลวงพี่คงไม่ไล่ซอมบี้ให้ไปอาบน้ำอีกแล้ว
    หลังจากแจ็คส่งแว่นไปให้หลวงพี่ เขาถือกระเป๋าแล้วส่งไปให้นุ๊กพร้อมกับหันหน้าถามไปที่วิทย์
    “พี่วิทย์ พี่นุ๊กบอกยังว่าแบล็คมันวิวัฒนาการไปแล้ว”
    “ยังไม่ได้บอก” วิทย์หันหน้าไปมองแบล็คที่กำลังนอนหมอบข้างๆเมย์อยู่ แล้วสิ่งที่เห็นก็คือค่าสถานะของแบล็ค ซึ่งมันเหมือนกับตอนที่วิทย์ดูค่าสถานะตัวเอง แต่ต่างกันที่ตัวเลขค่าสถานะของมัน และที่แปลกก็คือชื่อขั้นของมันคือ AE ซึ่งมันต่างกับของวิทย์แค่อักษรตัวเดียวเท่านั้น แต่วิทย์ก็คิดว่าระบบมันคงแยกชัดเจนไปเลยว่ามนุษย์หรือสัตว์
    “เออว่ะ มันวิวัฒนาการจริงด้วย แต่ชั่งมันเหอะ เอ็งไปพักเถอะ พรุ่งนี้จะได้มีแรงหาหนทางออกไปจากที่นี่กัน มันก็ 3-4 วันมาและที่เราไม่ได้ยินข่าวจากรัฐบาลเลย พี่ไม่รู้ภายในตัวเมืองกรุงเทพมันจะเกิดพวกซอมบี้ขึ้นมามากน้อยแค่ไหน เราต้องไปหาข่าวและดูลาดเลาเอาไว้ก่อน”
    “แล้วมึงจะไปที่ไหน ตอนนี้ข้างนอกฝูงซอมบี้อยู่เต็มไปหมด และเราก็ไม่รู้ว่ามันจะมาเพิ่มกันอีกไหมแล้วมึงจะออกไปยังไง นุ๊กพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเพราะ เขาไม่อยากให้วิทย์ออกไปโดยไม่มีการวางแผนและเตรียมพร้อมมันไม่ใช้เรื่องง่ายเลยที่จะได้ที่พักอย่างวัดแถมตอนนี้วัดยังไม่มีซอมบี้หรือพวกกลายพันธุ์อีก มันเลยทำให้นุ๊กคิดว่าถ้าพักอยู่ที่นี่สัก 3-4 วันมันอาจจะปลอดภัยและอาจได้รับข่าวสารจากที่อื่นก็ได้ แต่วิทย์ไม่ได้คิดอย่างนุ๊ก
    “เออ กูก็รู้และว่ามึงคิดอะไรอยู่ แต่ให้รออยู่ในวัดก็ไม่ไหวเหมือนกัน เอางี้เราจะแยกกลุ่มออกไปเป็น 2 กลุ่ม แล้วให้อีกกลุ่มรออยู่ในวัดส่วนอีกกลุ่มก็ออกไปดูสถานการณ์ข้างนอก มึงว่าไง”
    “มึงจะเอาอย่างงั้นหรอ แล้วใครจะแยกออกไปข้างนอก สิ้นเสียงคำถามจากนุ๊ก ทุกอย่างเงียบสงบพวกเขาต่างมองหน้ากันไปมา จนวิทย์พูดออกมาเพื่อจบความอึกอัดและบรรยากาศอันตึงเครียด
    “กูไปเอง” แล้ววิทย์ก็มองไปที่แจ็คที่กำลังนั่งฟังอยู่ “แจ็คเอ็งไปกับพี่ไหม”
    “จะดีหรอพี่ ผมไม่รู้จะพูดยังไงดี” พอแจ็คได้ยินวิทย์ชวนให้ออกไปข้างนอกด้วย แจ็คต่างสองจิตสองใจความรู้สึกเหมือนกับเวลาอาจารย์ให้ไปทำโจทย์เลขหน้ากระดาน มันรู้สึกว่า คนตั้งเยอะแยะทำไมต้องเป็นเขาด้วย จนวิทย์พูดขึ้นมา
    “ไอ้หอยขม ให้เอ็งไปขับรถให้เฉยๆ ไม่มีอะไรเลย ถ้าให้พี่ขับไปเองคงดูและเห็นอะไรไม่ละเอียดเท่ากับมีคนขับให้ ไม่ต้องกลัวหรอ เอ็งไม่ตายหรอก ด้วยเกียรติลูกเสื้อสามัญเลย” วิทย์ชูนิ้วขึ้นมา 3 นิ้ว “เชื่อพี่ งานง่ายๆ ขับรถยิงปืน แค่นี้และไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น”
    “ครับเอาตามพี่ว่าเลย แจ็คยิ้มเขินๆ ตอบกลับวิทย์ไป”
    “แล้วมึงจะออกนานแค่ไหน แล้วมีแค่แจ็คกับมึงหรอที่ไป”
    “เออ กูว่าแค่ 2 คนนี้และสะดวกดี และก็คงไปไม่ไกลหรอก ยังไงก็ไม่มีน้ำมันสำรองเก็บไว้ กูว่าจะออกไปหาน้ำมันกับดูฝูงซอมบี้เท่านั้น คงไม่เกินวันหนึ่ง”
    “โอเค เอานี้ของที่ตกมาจากพวกกลายพันธุ์”
    นุ๊กส่งอาวุธและขวดยาสีเขียว ที่มีข้อมูลบอกคุณสมบัติว่า เพิ่มค่าความว่องไว +5 เป็นเวลา 1 นาที ส่วนอาวุธที่นุ๊กส่งไปเป็นดาบและหอกระดับ 1 อย่างละอัน
    “เออขอบใจ เดี๋ยวพรุ่งนี้กูออกไปแต่เช้า ส่วนมึงก็เก็บเสบียงในวัดกลับมาให้หมด แล้วรอกูอยู่ที่นี่ แต่ถ้าตอนกูไปมันเกิดอะไรขึ้นมา เราต้องมีสัญลักษณ์ติดต่อกันไว้ มึงคิดว่าจะใช้สัญลักษณ์อะไรดี”
    พอวิทย์พูดถึงสัญลักษณ์พวกเขาต่างมองหน้ากันแล้วคิดว่าควรจะใช้สัญลักษณ์อะไรกันดี จนมีเสียงจากเมย์
    “เอางี้ไหมคะเราใช้สัญลักษณ์แบบพวกคนเดินป่าเขาทำเป็นไงคะ”
    “ก็ดีนะ แล้วเรารู้หรือเปล่าสัญลักษณ์มันทำไง” วิทย์ถามเมย์พร้อมกับที่เขายิ้มออกมาว่าสาวน้อยคนนี้จะตอบเขายังไง แต่ที่เขายิ้มมันไม่ใช้อะไรเลย เพราะเขาทึ้งกับสิ่งที่เมย์บอกไว้ มันเป็นไอดีที่ดีเลย เพราะสัญลักษณ์เดินป่าเท่าที่วิทย์รู้และจำมันได้มันมีแค่ ตรงไป ขวา ซ้าย อันตราย มันเป็น 4 ข้อความที่ใช้สื่อความหมายของสัญลักษณ์เดินป่าและมันเป็นสิ่งที่วิทย์เคยเรียนรู้และถูกสอนโดยลุงหวังหลังจากหลงป่ามาคราวนั้น แต่ทั้ง 4 สัญลักษณ์มันก็ง่ายที่จะทำเวลาอยู่ในป่าเพราะสิ่งที่ใช้บอกสัญลักษณ์เหล่านั้น มันมีแค่พวกกิ่งไม้,ก้อนหิน,หญ้าและควันไฟ แต่ถ้าเราไม่อยู่ในป่าเราก็สามารถประยุกติ์ใช้ได้
    “หนูไม่แน่ใจนะคะ แต่ที่เคยเรียนลูกเสือเนตรนารี เขาเคยสอนไว้ว่าให้ใช้หินกับกิ่งไม้ทำสัญลักษณ์”
    พอหลวงพี่ได้ยินคำตอบจากเมย์ “สุดยอดเลยโยม อาตมานึกว่าเขาสอนแต่ร้องเพลงแบบที่ดาราทอลค์โชว์เขาพูดไว้ซะอีก” และหลวงพี่ก็ยกนิ้วโป้งมือทั้ง 2 นิ้วชูไปทางเมย์
    “โธ่! หลวงพี่ก็พูดไปเรื่อย แต่เขาก็สอนนะ ลูกเสือเขาไม่จับมือขวา ยื่นซ้ายมาจับมือกันมั่นมือขวาใช้เคารพกันฯลฯ” แจ็คร้องเพลงออกมาพร้อมกันที่ทุกคนหัวเราะ เพราะหลังจากเคารพกัน เนื้อเพลงที่ แจ็คร้องมันไม่ใช้เนื้อเพลงอย่าที่ทุกคนเคยได้ยินเพราะแจ็คมันแปลงเพลงเขาซะทุกคนได้แต่หัวเราะและฟังเพลงที่แปลงออกมาจนจบ
    “เป็นไงเพลงเพราะใช้ไหมล่ะ ไม่อยากจะคุย ผมนี้เคยประกวดร้องเพลงล้อมรอบกองไฟด้วยนะ”
    “เออ พี่เชื่อเอ็ง” นุ๊กกล่าวออกมาแต่ขณะที่ทุกคนหัวเราะและพูดคุยกันก็มีเสียง โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!
    พอเสียงเห่าออกมาจากแบล็คพวกวิทย์มองไปที่มันแล้วมองออกไปนอกโบสถ์แต่มันก็ไม่มีอะไรนอกจากความมืดที่อยู่ข้างนอก อะไรของเอ็งวะแบล็ค มีอะไรหรือเปล่า พอวิทย์ดุไปที่แบล็คพวกเขาก็ไม่ได้สนใจมันอีก แต่พวกเขาไม่รู้หรอก สาเหตุที่แบล็คมันเห่าเพราะอะไร แต่ถ้าพวกเขากลับมาคิดถึงคำโบราณที่บอกว่า สุนัขมักจะเห็นในสิ่งที่มนุษย์ไม่เห็นโดยเฉพาะกลางคืนและพอแบล็คมันวิวัฒนาการมาแล้วตัวมันยิ่งพิเศษกว่าสุนัขตัวอื่นแต่ปมเหล่านั้นมันยังไม่ได้ถูกแก้ออกมา
    ทว่าพวกเขาลืมเรื่องสัญลักษณ์ไปซะสนิทจนวิทย์พูดขึ้นมาว่า
    “เอาละเอาอย่างที่เมย์พูดไว้ละกันมีใครมีปัญหาอะไรไหม”
    “แล้วมันทำสัญลักษณ์ยังไงละโยม อาตมาก็อยากรู้เหมือนกัน”
    วิทย์มองไปที่หน้าทุกคนแล้วเอามือล่วงไปในกระเป๋าเป้มิติหยิบกระดาษปากกาขึ้นมาพร้อมกับเขียนสัญลักษณ์ที่ใช้ในบอกทิศทางในป่าใส่ลงไปในการดาษ ไม่นานวิทย์ก็เขียนและวาดสัญลักษณ์จนเสร็จ เขาจึงส่งแผ่นกระดาษไปให้ทุกคนดูซึ่งภาพและคำบรรยายในกระดาษมีอยู่ 1 ชนิดของภาพวาดแบ่งออกเป็น ภาพก้อนหินกับกิ่งไม้ ภาพชนิดที่ 1 เป็นภาพก้อนหิน โดยแยกออกเป็น 4 ภาพ ภาพที่ 1 ตรงไป เป็นภาพที่ก้อนหินก้อนใหญ่เป็นฐานและมีหินก้อนขนาดครึ่งก้อนของหินก้อนใหญ่วางซ้อนทับไว้อยู่ข้างบน ส่วนภาพที่ 2 มันเหมือนกับภาพที่ 1 แต่คราวนี้มันมีหินอีกก้อนวางไว้ข้างขวาติดกับหินก้อนใหญ่ เป็นการบอกทางว่าไปทางขวา ส่วนภาพที่ 3 เปลี่ยนจากวางหินไว้ทางขวาเป็นวางไว้ทางซ้ายแทน ซึ่งภาพที่ 3 เป็นการบอกทางว่าไปทางซ้าย และภาพสุดท้ายเป็นภาพก้อนหินเรียงซ้อนทับกัน 3 ก้อน เป็นการบอกว่าอันตราย
    “เห็นกันแล้วนะครับ ที่จริงผมก็อยากจะวาดพวกกิ่งไม้กับหญ้าด้วย แต่คิดว่าพวกเราคงยังไม่ต้องใช้ตอนนี้หรอกเพราะเราคงไม่ต้องหนีเข้าไปในป่าหรอกมั่ง ผมว่าป่ามันอันตรายว่าซอมบี้อีก เพราะเราไม่รู้เลยว่าในป่ามันจะมีพวกสัตว์กลายพันธุ์อีกเท่าไรที่อยู่ในนั้น แต่มันก็เป็นแค่ความคิดของผม” วิทย์กล่าวบอกไปที่หลวงพี่พร้อมกับที่เขาหันหน้าไปมองนุ๊กแล้วบอกย้ำไปอีกที่ว่า “ไอ้นุ๊กถ้ามันมีอะไรผิดปกติหรืออันตรายต่อชีวิตทุกคน มึงรีบพากันหนีออกไปเลย”
    “โอเค ขอบใจมาก ว่าแต่จะให้พวกเราหนีกันยังไงว่ะ วิ่งไปหรอคงไม่ดีหรอมั่งแล้วจะให้ทำยังไงล่ะ รถก็ไม่มี”
    “รถมันก็มีนะโยมเอาไปใช้สิ”
    ทุกคนมองไปที่หลวงพี่ มันเป็นคำตอบที่ทุกคนไม่คาดคิดว่าจะได้ยินออกมา ก็มีนะ ประโยคง่ายๆ แต่มันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการได้ยิน และมันชั่งบังเอิญอะไรขนาดนี้ จนนุ๊กพูดออกมาแล้วถามกลับไปว่า
    “มีหรอครับ แล้วรถมันอยู่ที่ไหนครับหลวงพี่?”
    “มันจอดอยู่ที่หน้ากุฎิเจ้าอาวาส มันเป็นรถที่หลวงพ่อเอาไว้ใช้ อาตมาจำได้ว่าวันที่พวกท่านไปกิจนิมนต์ ไม่ได้เอารถครั้งนั้นออกไป เพราะมีโยมที่เชิญพวกท่านไป เขาเอารถตู้มารับไป แต่อาตมาก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันยังใช้ได้อยู่หรือเปล่า เพราะครั้งสุดท้ายที่หลวงพ่อเอารถออกไปใช้ มันก็หลังจากออกพรรษาปีที่แล้ว มันก็นานอยู่เหมือนกัน”
    “ครับ งั้นพรุ่งนี้เช้าผมต้องรบกวนหลวงพี่พาไปดูรถหน่อยนะครับ”
    “ได้โยมวิทย์ไม่มีปัญหา ยังไงรถมันก็ไม่มีคนใช้มาสักพักแล้ว เต็มที่เลยโยมยังไงก็ไม่ใช้รถอาตมา” เสียงจากประโยค เต็มที่ ของหลวงพี่มันเป็นเสียงเบาบางพูดราบเรียบเหมือนไม่สนใจอะไร ถ้าเป็นฆราวาสแบบเราคงเหมือนประโยคที่ว่า ใครแคร์!!
    สิ้นเสียงสนทนาระหว่างพวกเขา ทุกคนที่อยู่ในโบสถ์ต่างหยิบหมอนผ้าห่มแล้วหาที่นอนกันตามปกติ แต่มีสุนัขอยู่ตัวหนึ่งมันไม่ได้คิดจะพักผ่อนแบบพวกเขาเลย มันวิ่งออกไปหน้าโบสถ์แล้วหยุดอยู่ที่ตรงนั้นพร้อมกับมองไปที่ความมืดที่อยู่ข้างนอกทั้งยังนอนหมอบอยู่ตรงนั้นคอยเฝ้าดูอะไรสักอย่าง พอแจ็คเห็นแบล็คมันวิ่งออกไปที่หน้าโบสถ์ เขาเข้าไปถามวิทย์
    “พี่วิทย์แบล็คมันเป็นอะไรหรือเปล่าพี่? เห็นมันวิ่งออกไปข้างนอก”
    “ชั่งมันเหอะ มันอยากจะนอนอยู่ตรงนั้นก็ปล่อยมันไปเถอะ เรานอนพักผ่อนเถอะ มันคงไม่มีอะไรแล้วล่ะ เดี๋ยวพี่เข้าไปดูมันเอง”
    วิทย์เดินออกไปดูแบล็คที่หน้าโบสถ์ ถ้าจะให้ใครรู้เรื่องเกี่ยวกับแบล็คมากที่สุดก็คงไม่พ้นตัววิทย์ที่เห็นมันตั้งแต่ยังเป็นลูกหมาตัวเล็ก ๆอยู่เลย
    พอไปถึงที่ๆแบล็คมันนอนอยู่ วิทย์มองมันแล้วใช้ตามองตามไปที่ ที่แบล็คกำลังมองอยู่ แต่พอวิทย์มองไปก็เห็นแต่ต้นไม้และรูปปั้นพญานาคที่อยู่หน้าโบสถ์ ซึ่งมันมืดมากเพราะวัดไม่สามารถใช้ไฟฟ้าได้ในตอนนี้ ทำให้ทุกอย่างรอบๆหน้าโบสถ์มีแต่ความมืดและแสงจากดวงจันทร์ที่ส่องออกมาตามปกติของเวลากลางคืน
    แต่วิทย์ก็พยายามเพ่งสายตามองไปอย่างนั้นสักพักหนึ่ง เพื่อมันจะเห็นอะไรขึ้นมาบ้าง แต่ก็เหมือนเดิม วิทย์เลยเอามือไปลูบหัวแล้วคุยกับแบล็คที่ยังคงมองออกไปอยู่ “เป็นไงเห็นอะไรล่ะ ไม่พูดไม่จา” พร้อมกับเอามือเกาไปที่พุงมันด้วยความหมั่นไส้ เพราะตอนนี้แบล็คมันทำตัวอินดี้มากเกินไป มันทำเหมือนมันไม่สนอะไรแค่อยากจะมองๆออกไปให้สุดสายตา วิทย์เห็นแล้วหมั่นไส้สุดๆ แต่วิทย์ก็รู้ว่ามันต้องมีอะไรซักอย่างที่เขาไม่รู้แต่แบล็คมันรู้ แต่จะทำไงได้ทางเลือกสุดท้ายของวิทย์ เขาหยิบไส้กรอกที่เตรียมเอาไว้ แล้วแกะออกมาจากซองพลาสติก ทั้งยังหยิบยื่นไปให้แบล็ค
    พอยื่นไส้กรอกไปให้ตอนแรกมันทำท่าไม่สนใจยังคงมีมาดของหมาอินดี้อยู่ แต่ไม่นานมันก็หันมางับไส้กรอกในมือวิทย์ แล้วพอมันกินหมดมันก็เดินไปกินอีกอันที่ยังอยู่ในซองพลาสติกที่วิทย์วางไว้ข้างตัว
    ไม่นานหมาอินดี้ชื่อแบล็คก็กินไส้กรอกจนหมด พอวิทย์เห็นอย่างนั้น “อิ่มแล้วก็กลับไปข้างในได้แล้ว ข้างนอกมีแต่ยุงกับความหนาวจะอยู่หาพระแสงทำไม” พร้อมกับวิทย์ยื่นหมัดตรงไปตรงหน้าแบล็คอย่างเช่นทุกครั้งที่เล่นกับมัน ส่วนแบล็คมันก็จะยื่นขาหน้ามาชนกับหมัดที่วิทย์ยื่นออกไป มันคล้ายกับท่าขอมือของสุนัข แต่ฉบับของพวกเขามันแตกต่างกันนิดหน่อย มันมีความเป็นอินดี้และลูกผู้ชายอยู่ในท่านั้นพอสมควรแต่ถ้าใครมาเห็นพวกเขาอาจจะบอกว่ามันก็แค่ท่าของมือไม่เห็นมีอะไรพิเศษ แต่ใครสน เพราะ 1 คนและ1 หมา มันเป็นพวกอินดี้!!!
    ไม่นานแก็งอินดี้ก็กลับเข้าไปนอนอย่างสงบอย่าที่มนุษย์และสัตว์ปกติเขาทำกัน


    กราบขออภัย มิตรรักแฟนเพลง ในความล่าช้าของนิยายเรื่องนี้ เนื่องด้วยความช้าจะคงอยู่แค่ภายในเดือนนี้เท่านั้น ไม่ต้องกังวลไป บทต่อไปน่าจะมาวันเสาร์นี้ และต้องขอบคุณที่ยังคงรอและติดตาม สุดท้ายใครอยู่ กทม.หรือที่มีฝุ่นละอองสะสมเยอะ ก็หาหน้ากากกันฝุ่นมาใช้กันด้วย ด้วยความปรารถนาดี จากไรท์คนเดิมเพิ่มเติมคือความช้า ขอบคุณครับ *-*