เพลิงอสูรกลืนสวรรค์

    บทที่ 53 เลือดของเจ้าก็หลั่งได้

    หลินเย่ย่างก้าวเข้าสู่สนาม เสียงเท้าดังตึกๆ กระทบแผ่นหิน ร่างใหญ่ของจ้างเหอเดินเข้ามาบดบังแสงตะวัน เงาทอดยาวจนเลยขอบเท้าไปถึงกลางสนาม

    ครานี้เขาไม่ลืม หยิบดาบไม้สันเดียวติดมือมาด้วย

    "หลินเย่ รวมลมปราณขั้นสาม"

    จ้างเหอนิ่งเงียบ ไม่ตอบกลับ เสียงที่เล็ดรอดออกจากปากชายร่างใหญ่แทบไม่มี ร่างนั้นดูไร้ชีวิตชีวา กลิ่นอายยังพอมีความเป็นมนุษย์ ผิวหนังที่เผยออกมาตามแขนและลำคอกลับซีดเซียวจนไม่มีสีเลือด แววตาที่จับจ้องมานิ่งสนิท ไม่กะพริบ ไม่ขยับ เหมือนลูกตากระจกที่ถูกฝังเข้าไปในเบ้าตาของหุ่นกระบอก

    ขนที่ท้ายทอยลุกชันขึ้นจางๆ โดยไม่รู้สาเหตุ

    ไม่มีอาวุธติดมือ มีเพียงกำปั้นปูดโปนที่ใหญ่กว่ากำปั้นของเขาสองเท่า ข้างสนาม กู้หมิงยืนดูด้วยรอยยิ้มเยาะ

    ทันทีที่กรรมการประกาศเริ่ม ร่างใหญ่พุ่งตรงเข้ามาโดยไม่คิด ความเร็วของร่างที่หนักต้านลม เหวี่ยงหมัดเข้าหา ลมหมัดตีเข้าหน้าชัดเจน ดาบไม้รับไว้คงแตกเป็นแน่

    หลินเย่พลิกตัวหลบทันที เห็นช่องโหว่ เหวี่ยงดาบเข้าที่ส่วนท้อง

    ดาบไม้หยุดชะงัก ไม่ไหวติง แข็ง ร่างนั้นแข็งเกินไป ดาบไม้ฟันไม่เข้า

    เสียง 'โฮ้ก' ดังขึ้นจากลำคอของจ้างเหอ จ้างเหอใช้แขนสองข้างหมายจะจับคว้า หลินเย่พลิกฝ่าเท้าหมุนตัวดีดออกจากเขตอันตราย ช้าไปเพียงนิดกระดูกคงถูกบีบแหลก

    ร่างใหญ่กระโดดขึ้น ใช้แขนสองข้างทุบลงจนบดบังแสง มือกระแทกพื้นหินแตกร้าว แรงสั่นสะเทือนวิ่งผ่านแผ่นหินจนรู้สึกได้ที่ฝ่าเท้า ฝุ่นผงกระดอนขึ้นมาจากรอยแตกเป็นม่านบาง แรงอัดอากาศจากจุดกระแทกพุ่งออกมาเป็นคลื่น กดลงที่หน้าอกจนปอดบีบ

    มันไม่ได้เล็งที่ตัวเขาโดยตรง มันมุ่งทำลายพื้นที่ยืน

    ขาสองข้างลอย ไม่มีพื้นให้เหยียบ หินที่เคยเรียบกลายเป็นเศษแตกร้าว หมัดขวาพุ่งตามมาทันที เท้าที่ย่ำอากาศใช้วิชาเหยียบวายุพุ่งตัวขึ้น หมุนตัวฟาดคมดาบลงที่ส่วนหลังคอ ร่างใหญ่อัดกับพื้นเสียงดังสนั่น

    วิชาเหยียบวายุของแม่นางเหม่ยหลินช่างมีประโยชน์ แม้ฝึกได้เพียงหนึ่งในสามส่วน ก็เพียงพอให้เหยียบอากาศว่างเปล่าได้สองก้าวเดิน

    สนามเงียบ ร่างใหญ่จมลงสู่พื้นหินด้วยแรงและน้ำหนักของตัวเอง

    ไม่ทันไร ร่างนั้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้นจากควันที่ลอยฟุ้ง ตาสีแดงก่ำเริ่มมองเห็นได้ผ่านกลุ่มควัน

    เสียวสันหลังวาบไปถึงกระดูก ร่างใหญ่พุ่งตัวมา เท้าขวากวาดเต็มแรง หลบได้เพียงชั่วอึดใจ ความเร็วเหนือกว่าครั้งก่อน หมัดขวาพุ่งตาม เขาตอบสนองทัน เหวี่ยงดาบไม้อัดปราณเต็มแรงเข้าใส่

    ร่างของเขาเองกลับปลิวกระเด็น เท้าเกือบชิดขอบสนาม รั้งตัวไว้ได้ แหงนหน้าไปมอง อีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น

    มือขวาของจ้างเหอมีรอยฟาดจากปราณเพียงเล็กน้อย ไม่ต่างจากฟาดลงบนก้อนหิน อีกฝ่ายไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย

    หลินเย่ขมวดคิ้ว พุ่งตรงเข้าไปเหวี่ยงดาบฟาดสี่จุดต่อเนื่อง จ้างเหอพยายามใช้มือใหญ่คว้าอีกครั้ง ไม่สำเร็จ คมดาบที่อัดปราณกลับกระทบผิวหนังของชายผู้นี้ไม่เข้าเลยสักครั้ง

    "เจ้าเป็นตัวบ้าอะไร"

    คำนั้นอุทานออกมาเอง

    จ้างเหอทุบหมัดลงพื้นกลางสนามอีกครั้ง ฝุ่นควันตลบ หลินเย่พุ่งตรงเข้าจากมุมอับ หมัดพยัคฆ์ซ่อนคมสี่หมัดถูกปล่อยออกไป กระทบเนื้อซี่โครงฝั่งขวา แล้วเขาก็ต้องถอยล่นออกมา มือสั่นเล็กๆ จ้างเหอไม่สะทกสะท้าน

    แข็งแกร่งเกินไป กระบวนท่าที่มีอยู่คงไม่พอจะทำแม้แต่รอยขีดข่วน

    มือข้างหนึ่งแตะถุงผ้าข้างกาย

    ข้างสนาม หลินตงยืนมองอยู่ทางฝั่งตระกูล มือกำด้ามดาบแน่น ฝ่ายนายพลก็เช่นกัน ความสนใจที่ทอดลงมาจากที่สูงนั้นปิดไว้ไม่มิด

    เสียงหนึ่งแทรกมาจากข้างสนาม กู้หมิงเอ่ยขึ้น

    "นี่ นี่ ข้าช่วยบอกเจ้าเอาไหม จ้างเหอเขากลัวไฟ หากเจ้าใช้ไฟ บางทีอาจจะล้มเขาลงได้"

    ขณะนางพูด ร่างของเขาต้องคอยกระโดดหลบไปมา หมัดพุ่งเข้าใส่ไม่หยุด

    คำพูดนั้นเป็นคำลวงกึ่งหนึ่งหรือไม่ก็ไม่อาจพิจารณาได้ ไฟที่นางพูดถึงคงเป็นเพลิงสวรรค์บรรพกาลซึ่งเป็นเป้าหมายของนางเอง เชื่อไม่ได้ กระนั้นวิธีเรียกใช้งานมันเขาก็ยังไม่รู้อยู่ดี

    จ้างเหอรุกเข้าใส่แรงขึ้นเรื่อยๆ ยื้อต่อไปไม่นานร่างจะหมดแรงเสียก่อน

    บนอัฒจันทร์ตระกูลต่างๆ ผู้ที่ติดสิบอันดับแรกจ้องลงมาที่เวทีเพื่อเก็บข้อมูลคู่ต่อสู้ในรอบถัดไป ความสนใจตอนนี้จับอยู่ที่สนามของหลินเย่ ไม่คลาดไปสนามอื่น

    มู่หว่านหรงนั่งเท้าคางข้างหนึ่งชมลงมา ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อย ท่าทางผ่อนคลายของคนที่รู้ผลลัพธ์อยู่แล้ว ข้างกายนางมีสตรีเสื้อคลุมดำยืนอยู่เบื้องหลัง กำหมัดแน่น ไม่เอ่ยสิ่งใด

    ทางฝั่งตระกูลหลิน หลินจวิ้นเฉิงนั่งกอดอก สีหน้าบึ้งตึง หลินเหยียนเอ่ยขึ้นจากข้างๆ

    "เด็กสายรองของตระกูลเราผู้นั้นเป็นใครกัน"

    สีหน้าของนางส่อแววประหลาดใจ

    "ข้าตกตะลึงกับฝีมือโอสถไปครู่หนึ่งแล้ว ครานี้ฝีมือการต่อสู้ยังไม่ธรรมดาอีก ท่านแม่ว่าเช่นไรบ้าง"

    ฮูหยินใหญ่ลูบหัวหลินเหยียน

    "หากตระกูลหลินของเรามีอัจฉริยะเฉกเช่นเดียวกับพี่ของเจ้า ย่อมเป็นการดี"

    หลินจวิ้นเฉิงยังนั่งมองอยู่เช่นนั้น มือบนพนักเก้าอี้ขยับเล็กน้อย

    บนสนาม หลินเย่พลันกลิ้งตัวหลบ เก็บดาบที่ปักลงพื้นก่อนหน้าขึ้นมา ด้วยกระบวนท่าที่มีอยู่คงไม่เพียงพอ ร่างจ้างเหอบุกเข้ามาไม่หยุด

    เขาหลับตาทำสมาธิ นึกถึงท่วงท่ากระบี่ที่เคยเห็นมาครั้งหนึ่ง ปราณไหลเข้าสู่ใบดาบไม้ พอได้จังหวะที่ร่างจ้างเหอเข้าใกล้ ดาบเคลื่อนเข้าสู่หกมุมบนเรือนร่าง วาดท่วงท่าโค้งเว้าอย่างใบไม้ที่ร่วงหล่น

    เลือดซึมออกจากร่างจ้างเหอเป็นทางบางๆ

    กลิ่นเลือดนั้นฉุน ฉุนกว่าเลือดของคน

    หลินจวิ้นเฉิงบนอัฒจันทร์ฝั่งตระกูลหลินถึงกับบีบพนักเก้าอี้จนไม้ร้าว แววตาที่จ้องลงไปที่สนามแคบลงจนเหลือเป็นเส้นบาง ท่วงท่าเมื่อครู่คือวิชาเพลงกระบี่ใบไม้ปลิว วิชาที่สืบทอดเฉพาะภายในสายหลักของตระกูลเท่านั้น สายรองไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเปิดตำราดู แม้สิ่งที่ถืออยู่จะไม่ใช่กระบี่ หากเป็นดาบ วิชากระบี่นั้นกลับถูกปรับให้เข้ากับดาบได้ลงตัว

    หลินตงเดินมาจับขอบอิฐฝั่งผู้ชม เหงื่อซึมที่ใบหน้า หลินเย่ที่นางรู้จักไม่เคยมีช่วงเวลาร่ำเรียนวิชานี้ ไม่เคยมีผู้ใดสอน สายตาของนางกวาดจากหลินเย่บนสนามไปยังหลินจวิ้นเฉิงบนอัฒจันทร์ แล้วกลับมา ความระแวงเริ่มก่อตัวขึ้นในอกโดยที่ยังจับต้นชนปลายไม่ได้ คำพูดค้างอยู่ในปาก

    "ไง เลือดของเจ้าก็หลั่งได้ เห็นไหม"

    ดวงตาแดงก่ำโมโหยิ่งกว่าเดิม จ้างเหอไม่ต่างจากหมูป่าเขี้ยวเหล็ก มีแต่เรี่ยวแรง การเคลื่อนไหวจับทางได้หมดแล้ว

    หลินเย่ไม่ได้ถอย

    เขาย่อตัวลง ร่างทั้งร่างทิ้งน้ำหนักลงต่ำจนหัวเข่าแทบเฉียดลานดิน ใบดาบเฉือนอากาศเหนือกระหม่อมไปในระยะนิ้วเดียว ลมจากคมปาดเส้นผมด้านบนกระจุยออกเป็นฝอย เขาหมุนตัวช้าๆ กลางแสงแดด

    จ้างเหอกลอกตามอง ว่างเปล่า ร่างที่เคยอยู่เบื้องหน้าหายไปแล้ว

    โลกถูกหรี่ลงครึ่งจังหวะ ในช่องว่างระหว่างแขนใหญ่ที่ฟาดดาบจนเสียศูนย์ จ้างเหอเหลือบตาลง เห็นเพียงเงาบางไหลผ่านใต้รักแร้ด้านซ้ายเหมือนปลาลอดซอกหิน เร็วเกินกว่าจะตอบสนอง ช้าพอที่จะเห็นทุกอย่าง

    ฝ่าเท้าแตะพื้นเบาที่ด้านหลังร่างใหญ่ ไม่มีเสียง

    หลินเย่ลอยขึ้นเหนือแผ่นหลังที่กว้างเท่าบานประตูป้อม หัวทิ่มต่ำ มือขวาล้วงเข้าถุงผ้าที่เอว นิ้วสามนิ้วหนีบกระดาษเหลืองบางแผ่นหนึ่งออกมา เส้นหมึกแดงบนกระดาษยังไม่สว่าง อากาศรอบปลายนิ้วกลับเริ่มบิดตัว

    ฝ่ามือตบลง

    เสียงนั้นเบามาก แค่ 'แปะ' สั้นๆ ราวกับตบหลังคนคุ้นเคย

    ชั่วขณะที่กระดาษแนบเนื้อ เส้นยันต์ก็ติดไฟ แสงสีแดงส้มวิ่งตามลายเส้นหมึกอย่างดุดัน จากขอบนอกวนเข้าสู่วงในเป็นชั้นๆ จ้างเหอสะดุ้งทั้งตัว กล้ามเนื้อหลังกระตุกเกร็ง ร่างใหญ่หันมาช้าเกินไปหนึ่งจังหวะหายใจ

    ดวงตาของหลินเย่จับกับดวงตาของจ้างเหอ ห่างกันไม่ถึงสองคืบ ไม่มีรอยยิ้ม มีแค่แววตานิ่งเย็นเยียบ ก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ ด้วยถ้อยคำสั้นๆ

    "ระเบิด"

    แสงจ้าฉีกออกจากแผ่นหลังจ้างเหอ บานออกกลางลานประลอง แรงอัดกระแทกอากาศเป็นวงแหวนจนฝุ่นทั้งลานถูกเป่ากระเด็น ผู้ชมแถวหน้าก้มหัวหลบ บางคนยกแขนบังหน้า บางคนลืมแม้กระทั่งกะพริบตา

    ร่างของจ้างเหอถูกเหวี่ยงออกไปในแนวเฉียง หมุนครึ่งรอบกลางอากาศก่อนตกกระแทกขอบสนาม เสียง 'คร้าก' ดังหนักทึบ ดินแตกร้าว กรวดกระเด็นไกล ควันสีเทาลอยฟุ้งจากจุดที่ร่างตกลง กลิ่นไหม้ตีจมูกผู้ชมรอบข้าง คนที่อยู่ใกล้ถึงกับยกมือปิดปาก

    ฝุ่นค่อยๆ จาง

    หลินเย่ยืนอยู่กลางลานประลอง ตรงจุดที่จ้างเหอเคยยืน ท่าตรง ไม่มีรอยบาดเจ็บแม้แต่รอยเดียวบนเสื้อผ้าเนื้อหยาบ ถุงผ้าที่เอวแกว่งเบาๆ ตามลมที่ยังไม่หายไป มือทั้งสองข้างปล่อยลงข้างลำตัว สบายราวกับเพิ่งเดินกลับจากตลาดเช้า

    ทั้งสนามเงียบ กรรมการยืนอ้าปากค้าง มือที่ถือม้วนกระดาษบันทึกแข็งค้างกลางอากาศ ลืมแม้กระทั่งจดชื่อผู้ชนะ

    หลินเย่หันไปยืนเบื้องหน้ากู้หมิง ทั้งสองประสานตากันอยู่

    "ขอบคุณที่แนะนำ ข้าทำตามที่ท่านกล่าวแล้ว"

    นางยิ้มตอบกลับบางๆ ยืนกอดอกอยู่ในควันไหม้ที่ลอยคลุ้ง

    กรรมการกำลังจะเดินเข้ามาประกาศ ยังไม่ทันที่คำพูดจะออก ปลายดาบไม้ก็ชี้ไปที่ร่างจ้างเหอซึ่งกำลังไหม้อยู่

    รอยแตกเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนร่างที่นอนแน่นิ่ง แววตาสีแดงสดที่เคยสว่างไสวดับมอดลง แล้วร่างใหญ่นั้นก็เริ่มสลาย

    ไม่ใช่การแตกอย่างหินถูกทุบ มันเป็นการร่วงพังทลายจากภายใน เหมือนปราสาททรายที่ถูกบีบจนแน่น เมื่อฐานล้ม ทุกอย่างก็แตกละเอียดเป็นเม็ดเล็กๆ ทีละชั้น เสียงซ่าของเม็ดทรายที่ร่วงกราวลงพื้นหินดังชัดในความเงียบ ฝุ่นละเอียดลอยขึ้นเป็นม่านบาง กลิ่นสาบแห้งกรังที่ไม่ใช่กลิ่นของคนฟุ้งออกมาตามลม

    เหลือเพียงตุ๊กตาฟางที่มียันต์อาคมสีแดงกับตะปูปักไว้ใจกลาง ตะปูเหล็กขึ้นสนิมยังตรึงอยู่ในเนื้อฟาง อาคมบนตุ๊กตาค่อยๆ จางหาย แสงสีแดงที่เคยเรืองรองดับมอดลงจนหมด

    ทั้งสนามเงียบกริบ เงียบจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านเวทีที่ว่างเปล่า

    แล้วเสียงกรรมการก็สะบัดออกมาตัดผ่านความเงียบนั้น

    "เจียงซือ! เป็นไปได้อย่างไร"

    เสียงฝีเท้าดังตึกๆ เกราะเหล็กกระทบพื้น ทหารเกราะเหล็กจำนวนหนึ่งเดินเข้ามาควบคุมสถานการณ์ ผู้คนให้ความสนใจกับความวุ่นวายเสียมากกว่าจะสงสัยเรื่องแรงระเบิดของยันต์

    หลินเย่คาดเดาได้ตั้งแต่ปะทะครั้งแรก กายเนื้อของจ้างเหอแข็งเกินไป คล้ายกับเจียงซือที่เขาฟันเมื่อครั้งเดินทางมา ท่าทางและลมหายใจกลับคล้ายมนุษย์ เขาจึงเลือกใช้วิชาเพลงกระบี่ใบไม้ปลิวฉีกกายเนื้อออกเพื่อดมกลิ่นเลือด

    กลิ่นนั้นฉุนจนรู้ได้ทันที ไม่ใช่เลือดของมนุษย์

    น่าแปลกที่มันถูกทำออกมาดีกว่าเจียงซือที่เจอระหว่างเดินทางมากนัก ใกล้เคียงกับมนุษย์จนผ่านการตรวจสอบมาได้หลายจุด และคนที่ต้องสงสัยที่สุดก็ยืนอยู่ตรงนั้นเอง

    ทหารห้านายยืนคุมเข้มรอบตัวนาง กู้หมิงไม่ขัดขืน ไม่ฉุนเฉียว ยอมตามทหารเหล่านั้นไปแต่โดยดี

    คำถามยังค้างอยู่ในใจ เพลิงสวรรค์บรรพกาล จ้างเหอเกี่ยวข้องกับเจียงซือที่จู่โจมพวกเขาหรือไม่

    คำตอบยังไม่ชัด ภัยใกล้ตัวที่ถอยห่างออกไปย่อมเป็นเรื่องดี ชัยชนะประกาศชัดแล้ว เข้าสู่บททดสอบรอบถัดไป

    หลังผ่านไปหนึ่งก้านธูป บรรยากาศวุ่นวายในลานประลองเริ่มซาลง กรรมการเริ่มไต่สวนที่มาที่ไปของจ้างเหอ เด็กคนอื่นยังแข่งขันกันต่อเช่นเดิม

    บนอัฒจันทร์ เก้าอี้ที่เคยว่างสองที่นั่งเต็มเสียแล้ว เสียงพูดคุยของเหล่าผู้อาวุโสเหมือนการทักทายเฮฮากันธรรมดา ปราณของพวกเขาหาได้ใส่ใจการคัดกรองรอบสอง ผู้ที่นั่งอยู่ที่นี่เพ่งเล็งบุตรและธิดาศักดิ์สิทธิ์เพื่อดึงตัวเข้าสำนักมาแต่แรก เด็กเบื้องล่างเป็นเพียงการแสดงเพื่อความเพลิดเพลิน เป็นเช่นนี้มานานแล้ว

    กระนั้นก็ยังมีสามสายตาที่จ้องเด็กสายรองเสื้อผ้าธรรมดาของตระกูลหลินอยู่ไม่ขาด

    "เหม่ยหลิน" เสียงแหบแห้งด้วยความชราดังขึ้นเบาๆ

    ปราณของฮั่นอวี่ที่เคยกดทับจางๆ มาตลอดพลันหนักขึ้นอีกชั้น เหม่ยหลินที่ยืนจับกระบี่ด้วยท่าทางสุภาพอยู่ข้างกายถึงกับไหล่ตกลงนิดหนึ่ง กล้ามเนื้อที่คอเกร็ง เหงื่อบางซึมที่ขมับ แม้จะยืนอยู่ข้างอาจารย์ของตนมานับปี แรงกดดันของชายชราผู้นี้ก็ยังทำให้ร่างกายของนางตอบสนองทุกครั้ง

    "เจ้าเด็กนั้นหาใช่คนที่เจ้านำมารายงานข้าเมื่อวันก่อนหรือไม่"

    เสียงติดขัดในลำคอเล็กน้อย ก่อนที่นางจะเค้นคำตอบออกมา

    "เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ"

    ฮั่นอวี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาที่เคยขุ่นมัวไปตามสังขารกลับทอประกายขึ้นมาอีกครั้ง ประกายเดียวกับตอนที่เอ่ยคำว่าเพลิงสวรรค์บรรพกาลบนอัฒจันทร์เมื่อครู่

    มือเหี่ยวย่นของชายชราคว้าลงในอากาศ ปราณบิดตัวเป็นเกลียวรอบนิ้วทั้งห้า ตำราหนึ่งเล่มปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า อักษรสลักบนปกเรืองแสงสีแดงเข้มจนอ่านได้ชัดแม้ในแสงบ่าย

    "อักษรโลหิตเก้าดารา"