เล่มที่ 3 บทที่ 21
วันเวลาผ่านไป หยางอี้ทุกวันยังคงฝึกการเผากระดาษอย่างขยันขันแข็ง ทุกวันต้องอาบชุ่มไปด้วยเหงื่อจนพลังปราณภายในร่างแห้งเหือดถึงหยุดพักตบเม็ดยาที่กู่เทียนชางทิ้งให้ไว้เพื่อบ่มเพาะพลังปราณต่อเนื่อง วิธีการฝึกแบบนี้ทำให้พลังปราณของชายหนุ่มเข้มข้นและก้าวหน้าขึ้นไม่น้อย เช่นเดียวกับกล้ามเนื้อเมื่อฝึกหนักจนฉีกขาดและพักผ่อนจึงเกิดเป็นมัดกล้ามที่แข็งแรง บ่อพลังปราณภายในร่างเมื่อเหือดแห้งและถูกเติมเต็มอย่างฉับพลันด้วยโอสถวิเศษจึงทำให้มันถูกกระตุ้นจนขอบเขตถูกขยายออกหยางอี้ยิ่งฝึกมากก็ยิ่งคุ้นเคย ความชำนาญล้วนมาจากการฝึกหนัก ผ่านมา 10 วันภายในมิติหยางอี้เผากระดาษไปนับแสนแผ่น แต้มที่มีเหลือไว้ก็ร่อยหรอจนแทบไม่เหลือแล้ว หากเสี่ยวเฮยไม่กล่าวเตือนว่าการหาดวงจิตสัตว์อสูรต้องเข้าไปยังส่วนในของป่าสวรรค์แล้วล่ะก็ ชายหนุ่มคงใช้แต้มแลกกระดาษมาหมดแล้ว690 แผ่นหยางอี้นับตัวเลขของความสำเร็จไว้ในใจ ผ่านมา 10 วันความสำเร็จคงที่อยู่ 6 ใน 10 ส่วน แต่เกณฑ์ที่เสี่ยวเฮยตั้งไว้คือ 7 ใน 10 ส่วน กระดาษ 1000 แผ่นสุดท้าย ถูกเผาไปแล้ว 990 แผ่น และสำเร็จ 690 แผ่น อีก 300 แผ่นล้วนเสียหายไม่สมบูรณ์ 10 แผ่นสุดท้ายนี้หยางอี้ต้องไม่พลาดแม้แต่แผ่นเดียวหลายวันที่ผ่านมานี้เสี่ยวเฮยเองก็ออกมาดูหยางอี้ฝึกอยู่เรื่อยๆ แม้จะยื่นคำขาดไปเช่นนั้นแต่นั่นก็เพราะอยากให้หยางอี้มีเป้าหมายที่สูงเข้าไว้และไม่หลงระเริงกับความสำเร็จที่เล็กน้อยเช่นนี้แต่ความเป็นจริงในใจเขาอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน วิธีการฝึกที่ให้หยางอี้ทำนั้นมีความยากอยู่ในระดับที่สูงมาก แม้หยางอี้จะได้เปรียบเพราะมีความชำนาญในการควบคุมลมปราณจากทักษะซ่อนจันทร์ก็ตาม แต่นับจากเริ่มจนถึงบัดนี้ผ่านไปไม่ถึง 1 เดือนด้วยซ้ำแต่ความสำเร็จของชายหนุ่มมาจนเกือบถึง 7 ใน 10 ส่วนแล้ว ต่อให้เป็นระดับปรมาจารย์โอสถมาเองยังคงต้องใช้เวลานับปีถึงจะมีความสำเร็จในระดับ 5 ใน 10 ส่วน แล้วจะไม่ให้เสี่ยวเฮยตกตะลึงได้อย่างไร แม้จะเป็นสิ่งมีชีวิตจากยุคบรรพกาลทว่าความสามารถและพรสวรรค์ของเจ้าหนูนี่น่ากลัวเกินไปทั้งความมุ่งมั่น ความเข้าใจ ความเพียร พรสวรรค์ และความสามารถของชายหนุ่มเรียกได้ว่าฟ้าประทานมาให้อยู่เหนือผู้อื่นโดยแท้691695699“แฮ่กๆ แผ่นสุดท้าย”หยางอี้หอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้าเมื่อมองไปยังกระดาษแผ่นสุดท้ายในถังน้ำ ความสำเร็จเช่นนี้เสี่ยวเฮยยังคงอดทึ่งไม่ได้ แต่เดิมถึงหยางอี้จะทำไม่ได้เขาก็จะพาไปหาดวงจิตอสูรอยู่แล้ว ที่พูดออกไปเช่นนั้นก็เพื่อกดดันหยางอี้ให้มุ่งมั่นในการฝึก ทว่าผลที่ออกมากลับน่าตกใจจนเกินไปหยางอี้ค่อยๆปรับลมหายใจให้คงที่ก่อนจะตั้งสมาธิแล้วใช้ลมปราณประคองกระดาษเปียกให้ลอยขึ้นมาตรงหน้า สูดหายใจลึกทีหนึ่ง ดวงตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยสมาธิจ้องมองไปยังกระดาษตรงหน้าก่อนจะเริ่มจุดไฟขึ้นที่มืออีกข้างหนึ่งแล้วผลักดันเข้าล้อมรอบกระดาษนั้นควันสีขาวจากการเผาไหม้ค่อยๆกระจายออกมาก่อนจะกลายเป็นไอน้ำลอยขึ้นสู่ด้านบนฟู่ๆๆหยางอี้ควบคุมอุณหภูมิของเปลวไฟให้ล้อมรอบกระดาษอย่างช้าๆโดยไม่ให้โดนตัวกระดาษ ความร้อนค่อยๆแผ่กระจายเข้าสู่กระดาษจากด้านหนึ่งสู่อีกด้านหนึ่ง กระดาษเปียกน้ำที่มีสีคล้ำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวหลังจากแห้งแล้วช้าๆ จากด้านข้างสู่ใจกลาง กระบวนการทุกอย่างเต็มไปด้วยความพิถีพิถัน เมื่อกระดาษเริ่มมีส่วนที่แห้งหยางอี้ต้องควบคุมอุณหภูมิให้สอดคล้องด้วยเช่นกันมิฉะนั้นกระดาษแห้งจะลุกไหม้ทันทีกระบวนการมากมายใช้ออกด้วยการทุ่มสมาธิเต็มที่แต่ความจริงเวลายังผ่านไปไม่ถึง 5 ลมหายใจด้วยซ้ำ และในที่สุดเป้าหมายของชายหนุ่มก็บรรลุผล“8 ลมหายใจ”หยางอี้กล่าวออกมาอย่างพอใจก่อนจะฟุบชันเข่าลงไปด้วยความเหนื่อยล้า“ยอดเยี่ยม ไม่คิดว่าเจ้าจะทำได้จริงๆ เอาล่ะ พักสักหน่อยแล้วค่อยไปที่ป่าสวรรค์กัน”เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยทั้งสองจึงตกลงว่าอีก 2 ชั่วยามจึงจะออกไปด้านนอกเพื่อเข้าสู่ป่าสวรรค์เมื่อฟื้นฟูกำลังแล้วหยางอี้และเสี่ยวเฮยจึงออกจากมิติเพื่อมุ่งหน้าสู่เขาเดิมพัน ในมิติผ่านไปแล้ว 10 วันด้านนอกเพิ่งจะผ่านไปได้ 2 วันเท่านั้น หยางอี้ตอนนี้ย้ายเข้ามาอยู่ในเรือนไม้หมายเลข 1 แล้ว เพื่อไม่ให้ผิดสังเกตเสี่ยวเฮยจึงกลับไปขดตัวพันแขนของหยางอี้เช่นเดิมกับตอนที่ยังเป็นรอยสักชายหนุ่มเดินออกจากเรือน ระหว่างทางยังคงสอบถามศิษย์ใหม่เล็กน้อยถึงข่าวคราวด้านนอก นอกจากข่าวที่เล้งซุนสามารถผ่านการทดสอบเข้าเป็นศิษย์สายในได้แล้วก็ไม่มีอะไรอื่นอีก ส่วนเรื่องของหยางอี้นั้นก็รู้กันเพียงในหมู่ศิษย์ของเขาทดสอบเท่านั้น ด้วยเวลาที่จำกัดจึงทำให้มีไม่มากนักที่ศิษย์สายนอกจะออกไปเที่ยวเตร่นอกเขา ทั้ง 100 อันดับแรกที่มีสิทธิ์ออกไปนั้น ล้วนแล้วแต่ให้ความสนใจกับการฝึกฝนเสียมากกว่า อันที่จริงหลายเดือนมานี้มีเพียงหยางอี้คนเดียวที่ออกนอกเขา เรื่องฝึกฝนก็เป็นส่วนหนึ่งทว่าความจริงที่น่าสงสารคือคนอื่นๆต่างมีแต้มกันเรียกได้ว่าอนาถเลยด้วยซ้ำ นอกจากศิษย์ใหม่ที่ได้รับเป็นรางวัลมา ศิษย์เก่านั้นยากจนจนเหลือแต่กระดูกเดินทางด้วยกระบี่เหินฟ้าไม่นานหยางอี้ก็มาถึงหน้าตำหนักแลกถุงและป้ายผ่านค่ายกล ชายหนุ่มยังคงมองหาศิษย์คนเดิมเพื่อดำเนินการศิษย์พี่คนนี้เมื่อเห็นหยางอี้อีกครั้งก็ยังอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวให้กับความใจร้อนของชายหนุ่ม และเมื่อดำเนินการเขาก็ยิ่งตื่นตระหนกและกล่าวเตือนอีกครั้ง ทว่าหยางอี้ยังคงไม่ใส่ใจและให้ค่าสินบนเล็กน้อยเพื่อเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เมื่อเห็นความใจกว้างของหยางอี้ เขาจึงได้แต่คิดว่าครั้งที่แล้วหยางอี้คงจะประสบโชคมาไม่น้อยและมีแต่เขาที่คิดไปเองว่าชายหนุ่มใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองหยางอี้ใช้แต้มทั้งหมดกับการเช่าป้ายทอง 3 วันและถุงระดับสูงอีก 1 ใบ เดิมทีชายหนุ่มไม่จำเป็นต้องเช่าถุงด้วยซ้ำเพราะมีเพียงแหวนมิติที่ถูกผนึกไว้ทว่าตัวเขาเองมีมิติพิเศษอยู่แล้ว ด้วยขนาดของมิติต่อให้เก็บสมุนไพรทั้งสวนก็ยังยัดเข้าไปได้อย่างสบายระหว่างเดินไปยังประตูค่ายกลหยางอี้คิดถึงถ้ำหลังน้ำตกและสมุนไพรอีกมากมายที่เคยพบเจอทำให้อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย ตัวเขาก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนดีเด่นอะไรอยู่แล้ว เห็นทีคราวนี้คงได้ผลประโยชน์ไม่น้อยโดยมิได้สังเกตผู้คนที่มองมายังหยางอี้ต่างตกตะลึงเพราะบรรยากาศและรอยยิ้มชั่วร้ายนั้นราวกับว่าชายหนุ่มเป็นมหาโจรร้ายที่กำลังวางแผนจะยกเค้าบ้านเศรษฐีหยางอี้เข้าสู่ป่าสวรรค์ทันทีไม่รีรอและมุ่งตรงไปยังถ้ำหลังน้ำตกทันที หญ้าบัวราตรีจำนวนมากกำลังรอเขาอยู่ เพียงคิดถึงการประมูลที่นำออกมาเพียง 2 ดอกก็ทำให้ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นเมื่อคิดถึงความมั่งคั่ง................ด้านนอกป่าสวรรค์เหมือนดังเดจาวู เมื่อครั้งหยางอี้เข้ามาป่าสวรรค์ครั้งที่แล้ว ศิษย์สองคนที่แอบติดตามหยางอี้มาครั้งนี้ก็ยังเป็นเช่นเดิมทุกอย่าง เพียงแต่ครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น......“ศิษย์น้อง เจ้ารีบไปรายงานนายน้อยว่าตอนนี้เจ้าหยางอี้มันเข้าป่าสวรรค์แล้ว”