พอถึงตอนเช้าหยางไคได้เห็นดวงหน้าของภรรยายังงดงามเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ริ้วรอยแห่งความกังวลที่หว่างคิ้วของสาวน้อยก็ยังชัดเจนนัก หยางไคจึงยังไม่ปลุกหรือลุกขึ้นจากเตียงนอน ทั้งยังแอบลูบไล้ที่ท้องน้อย ๆ ของนาง ด้วยหวังจะสื่อสารกับบุตรหรือธิดาของตนด้วยความรักใคร่
แต่ขณะที่กำลังเพลิดเพลินอยู่กับความนุ่มนวลอันน่าทะนุถนอมนั้นเอง กลับมีเสียงอันก้าวร้าวตวาดอยู่ที่ภายนอกว่า
“ล้อมเรือนทุกหลังเอาไว้!! ด้วยมีข่าวว่าผู่โถวอ๋องได้ซ่องสุมกำลังคนเอาไว้เป็นอันมาก อาจคิดหวังจะเอาราชสมบัติ”
หยางไคและทุก ๆ คนในเรือน พอได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้งตื่นขึ้น จากนั้นจึงเร่งแต่งเนื้อแต่งตัวแล้วเปิดประตูออกไป ก็เห็นกองทหารและเหล่าองครักษ์รายล้อมตามตึกต่าง ๆ ของตระกูลหยางเอาไว้อย่างหนาแน่น จึงทราบว่าราชสำนักกำลังเข้าใจผิดขนานใหญ่ หยางไคก็รีบร้องตะโกนขึ้นไปว่า
“ผู่โถวอ๋องอยู่ที่นี่ก็จริง แต่มิได้ซ่องสุมกำลังเอาไว้เลยแม้แต่น้อย จงอย่าได้ปรักปรำกันฉะนี้เลย”
ฝ่ายอวี๋เชียนเสนาบดีฝ่ายกลาโหมซึ่งนำกองทหารมาเป็นจำนวนมาก ทั้งยังได้เชิญเสด็จรัชทายาทจูเจี้ยนจี้มาด้วย ครั้นเห็นผู้ต้องสงสัยปรากฎกายขึ้นแล้วก็ชักม้าเข้าไปใกล้ ๆ แล้วเอ่ยถามไปว่า
“ไท่จื่อยังมิได้ขึ้นครองราชสมบัติ แต่อ๋องจากแดนใต้กลับเคลื่อนกำลังพลเข้าสู่พระนครฉะนี้แล้ว ย่อมมีโทษเป็นกบฏอย่างชัดเจน จงวางเร่งอาวุธให้จับกุมเสีย หาไม่แล้วข้าพเจ้าจะสั่งให้ทหารระดมยิงเกาทัณฑ์เข้าไปในเรือโดยทันที!!”
หยางไคได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจ เพราะในตึกนี้ยังมีภรรยาซึ่งกำลังท้องกำลังไส้อยู่ด้วยด้วย ซึ่งหากแม้นเอาตัวรอดเพียงลำพังยังพอกระทำได้ไม่ยาก แต่หากมีองค์หญิงอยู่ในแนวปะทะด้วยเช่นนี้ก็เริ่มไม่มีความมั่นใจว่าตนจะสามารถพิทักษ์รักษานางและลูกน้อยในท้องได้เลย แต่หากจะวางอาวุธลงก็เกรงว่าตนจะตกอยู่ในสภาพถูกทัณฑ์ทรมานเช่นเดียวกับจางฉวน ก็มีความวิตกเป็นอันมาก ใจจึงคิดจะหลบหนีไปก่อนและเมื่อทราบว่าองค์ไท่จื่อซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานชายของพระชายาหย่งชิงได้เสด็จมาด้วย ก็ยินดีนักจึงเจรจาไปว่า
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอให้ไท่จื่อมารับเอาตัวพระปิตุจฉา(อาหญิง) ไปปกปักรักษาก่อนเถิด ด้วยทรงตั้งพระครรภ์อ่อน ๆ อยู่”
รัชทายาทจูเจี้ยนจี้อายุเพียง 17 ชันษาเมื่อทราบว่าท่านอาหญิงของตนตั้งครรภ์อยู่ก็ตกใจ จึงอาสาจะเข้าไปรับตัวมาไว้อย่างปลอดภัย
หยางไคเมื่อเห็นเรื่องราวเริ่มผ่อนคลายแล้ว ก็กล่าวกับภรรยาของตนว่า
“ท่านเร่งพานางกำนัลทั้งสองไปหลบภัยก่อนเถิด ข้าพเจ้าจะได้ทำการต่อไปโดยถนัด”
องค์หญิงหย่งชิงนั้นทราบดีว่าพระสวามีของตนเองมีวรยุทธ์สุดแสนพิสดารเหนือกว่าผู้ใดเป็นอันมาก แต่ยังอดห่วงมิได้ จึงกล่าวอย่างห่วงใยไปว่า
“ท่านพี่โปรดระวังตัว ด้วยน้องและบุตรของเรายังรอคอยท่านอยู่”
หยางไคก็พยักหน้ารับคำ จากนั้นส่งคนขึ้นรถม้าของไท่จู่ที่มารับเอาตัวสตรีทั้ง 3 คนออกไปอย่างปลอดภัยไป
หยางไคจึงเริ่มกวาดสายตาไปโดยรอบ เพื่อใช้คะเนกำลังพลจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่รุมล้อมกันเข้ามาเช่นนี้ และเป็นการหาช่องว่างในการตีฝ่าออกไปให้ได้ก่อนแล้วจึงจะคิดทำการต่อไปในภายหลัง แต่สายตาจึงสะดุดเข้ากับหลิวเย่ผู้บัญชาการซีฉ่างก็รู้สึกโกรธนัก จึงเอ่ยออกไปอย่างที่ใจคิดว่า
“เฮ่อะ!! ช่างดีต่อข้าจริง ๆ ซึ่งข้าพเจ้าต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ย่อมจะเป็นฝีมือของท่านแล้วกระมัง ?”
หลิวเย่แม้ได้ยินเต็มทั้งสองหูแต่ก็มิได้ตอบโต้
นั่นก็ยิ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกโกรธเกลียดเกินระงับ จึงชักเอากระบี่วิเศษออกมาถือไว้ แล้วเร่งโคจรพลังลมปราณทั้ง 4 กระแส ด้วยหวังจะชำระแค้นกับหลิวเย่เสียก่อน จึงจะฝ่าทัพหนีออกไป
แต่จู่ ๆ ลมปราณก็เกิดปั่นป่วนเกินระงับ จนร่างสมบูรณ์แบบของเขาต้องทรุดลง จึงใช้กระบี่ในมือขวายันยังพื้นดินเอาไว้ก่อน ส่วนมือซ้ายกุมที่ท้องของตนเอาไว้ แล้วพูดขึ้นว่า
“ยาพิษ !!”
ตลอดการเดินทางไกลมานี้ หยางไคมิได้เคยแตะต้องอาหารและน้ำดื่มจากผู้อื่นแม้แต่คำเดียว โดยมีนางกำนัลทั้งสองคนคอยเตรียมอาหารการกินให้โดยตลอด ซึ่งองค์หญิงหย่งชิงย่อมทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงจ้องตาไปยังข้ารับใช้ทั้งสองคนซึ่งคอยติดตามมาตลอดนับสิบปีด้วยความผิดหวังนัก
พอสตรีทั้งสองคนเห็นสายตาขององค์หญิงเช่นนั้น ก็รู้สึกผิด จึงร่ำไห้ออกมาแล้วตอบไปว่า
“หากบ่าวไม่ทำ พ่อแม่ของบ่าวย่อมถูกไท่จื่อสั่งให้ฆ่าตายเป็นแน่ ฮือ ๆ ๆ”
เมื่อถูกคนของตัวเองหักหลักเช่นนี้ ดวงใจน้อย ๆ ขององค์หญิงหย่งชิงก็แทบจะแหลกสลายลงไปเสียแล้ว ครั้นมองจากหน้าต่างของรถม้าก็ยิ่งเห็นหลานชายจูเจี้ยนจี้ กำลังใช้ธนูเล็งไปยังสามีสุดที่รัก ก็ตัดสินใจเปิดประตูรถแล้วกระโจนร่างออกไปบัง ซึ่งพอดีกับที่ลูกเกาทัณฑ์นั้นพุ่งออกมาจากคันธนูก็ปักเข้าที่กลางอก จนขาดใจตายลงในลักษณะนั้น..
หยางไคซึ่งเห็นภาพนั้นเต็มสองตาก็มีเสียใจทั้งโกรธแค้นเป็นอันมาก ด้วยไม่มีปัญญาจะปกป้องลูกเมียของตนแม้แต่น้อย จนพิษร้ายก็กำเริบขึ้นมาอีกครั้นจนมือขวาซึ่งกำกระบี่เอาไว้นั้นก็ไร้ความรู้สึก ..กระบื่หลุดมือแล้วหน้าคว่ำลงไปกับพื้นดิน
แต่สิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดก็ได้เกิดขึ้น เมื่อผู้บัญชาการหลิวเย่ได้ออกคำสั่งให้องครักษ์เสื้อแพรในสังกัดสำนักประจิมเข้าป้องกันผู่โถวอ๋องเอาไว้ในทันทีจนเกิดโกลาหลขึ้น แล้วในจังหวะนั้นเองกลับมีมือลึกลับอุ้มเอาร่างหมดสภาพของผู่โถวอ๋องไปจากไปอย่างที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นได้ ?
...
.....
พอรู้สึกตัวอีกครั้ง หยางไคก็ทราบว่าพิษร้ายทุเลาลงในยามหลับ..
ย่อมชัดเจนแล้วว่าพิษร้ายนั้นมีความสัมพันธ์กับอารมณ์ของตนเป็นอย่างมาก หยางไคจึงพยายามข่มกลั้นอารมณ์เอาไว้ จากนั้นท่องเคล็ดส่วนหนึ่งของลมปราณทานตะวันที่เคยได้รับมาจากหยางเหมย ซึ่งช่วยในการกดข่มพลังหยางหยางได้เป็นอย่างดี แต่พอลืมตาขึ้นกลับเห็นใบหน้าอันงดงามของหยางซินหลินจึงมีความประหลาดใจอยู่ ครั้นมองไปรอบ ๆ ตัวก็เห็นเพียงแสงจากตะเกียง คล้ายดังว่าตอนนี้เขากำลังอยู่ภายในห้องมืดอันลึกลับของตระกูลกระมัง ?
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีเสียงเปิดประตูกลขึ้นพร้อมด้วยเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง จากชายที่ตนรู้จักเป็นอย่างดี ว่า
“ซินหลิน!! ท่านนึกว่านำเมื่อมันมาซ่อนที่นี่แล้ว จะรอดพ้นจากเงื้อมมือข้าอย่างนั้นรึ ?”
หยางซินหลินเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจจึงตอบไปว่า
“ข้าพเจ้าไม่เคยนึกเลย ว่าแท้จริงแล้วท่านคือผู้ที่ทรยศต่อตระกูล”
ทว่าหยางจื่อเหานั้นแม้จะถูกเปิดโปงแต่ก็มิได้มีความละอาย กลับเดินตรงเข้าหาหยางซินหลิน จากนั้นก้มลงลงไป หมายจะจุมพิตพร้อมกับกล่าวเบา ๆ ว่า
“เพื่อได้ครอบครองท่านแล้ว ข้าพเจ้ายินยอมเป็นปีศาจร้าย!!”
แม้อีกฝ่ายจะมีขุมพลังที่เหนือกว่าตนเป็นอันมากก็ตาม แต่หยางซินหลินนั้นก็มิได้ยินยอมจึงผินหน้าหนี
ซึ่งพร้อม ๆ กับการที่จอมยุทธยุทธ์เอง ก็เริ่มสังเกตว่าร่างของหยางไคที่เคยอยู่ข้าง ๆ หยางซินหลินเมื่อก่อนหน้านี้ ได้หายตัวไปเสียแล้ว!!
จึงรีบเหยียดตัวลุกขึ้นเพื่อมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังนั่งพิงที่ผนังห้อง ในมือโบกพัดหยกไปมาคล้ายว่ากำลังเกิดความร้อนจากภายในกาย
ฝ่ายหยางไคแม้จะทราบว่าอีกฝ่ายรู้ตัวแล้วว่าตนพยายามหลบหนี ทั้งทราบตำแหน่งปัจจุบันของตนแล้ว แต่ก็มิได้มีสีหน้ากังวลแต่ประการใดเลย พร้อมทั้งสอบถามด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบว่า
“ท่านคงจะเป็นผู้บงการวางยาพิษพี่ใหญ่อู๋ รวมถึงข้าพเจ้าด้วยกระมัง ?”
จอมยุทธเจ็ดเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มอย่างยียวน แล้วดัดเสียงจนเป็นสำเนียงเชิงล้อเลียนว่า
“จอหงวนอย่างเจ้า ไยต้องถามคำถามโง่เง่าเช่นนั้นกันอีกเล่า ?”
หยางไคก็ทำเป็นโกรธ แล้วใช้พัดหยกชี้ไปที่หน้าของจอมยุทธเจ็ดแล้วกล่าวขึ้นว่า
“ชั่วช้าเช่นนี้ สมควรตายนัก!!”
จอมยุทธเจ็ดได้ยินก็โกรธเนื่องด้วยอีกฝ่ายไร้สภาพที่สามารถต่อสู้ขัดขืนแต่ประการใดกลับกล้าสามหาวกับตน จึงคิดจะทรมานให้หายแค้นก่อนสักครา คิดได้เช่นนั้นก็ปรี่เข้าไปใกล้ ๆ หวังจะเตะอีกฝ่ายให้กระเด็นกระดอนสักครา พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า
“แล้วอย่างมึงจะทำอะไรกูได้ หะ ..”
ทว่าหยางไคซึ่งใช้พัดหยกชี้ไปที่หน้าของหยางจื่อเหา ได้เรียกใช้ทักษะ ซึ่งใครต่อใครก็เชื่อว่ามันไร้ประโยชน์อย่างแท้จริง
#จุดไฟ ...เปรี้ยง!!!
ดินปืนที่ถูกอัดแน่นภายในรังเพลิงของพัดหยกเกิดการระเบิดขึ้นทันทีเมื่อมีไฟ จากนั้นผลักเอาลูกกระสุนแพลตตินั่มซึ่งถูกบรรจุเอาไว้ในลำกล้องออกไป เพื่อพุ่งเข้าใส่กลางหน้าผากของหยางจื่อเหาจนทะลุออกทางท้ายทอย
..มันสมองผสมกับโลหิตนั้นไหลนองออกมาจากรูเล็ก ๆ เพียงเท่านั้น กลับทำให้จอมยุทธระดับสูง ต้องตกตายลงไปอย่างง่ายดายได้ถึงเพียงนี้เอง