บทที่ 38 ขบวนร้อยอสูรท่องราตรี
“สหาย! สุดยอดไปเลย!”
หลิวชิงเฟิงกระโดดโลดเต้นอยู่ด้านข้าง กลายเป็นแฟนคลับเบอร์หนึ่งของหลินเซียวไปโดยสมบูรณ์ ซูหว่านและสาว ๆ อีกสองคนเองก็มีสีหน้าดีใจอย่างปิดไม่มิด
แต่ว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเธอก็ต้องหายไป เพราะรูโหว่ขนาดใหญ่บนอกของขุนนางผีนั้น กำลังสมานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วด้วยตาเปล่า! บนใบหน้าของมันปรากฏรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและน่าเกลียดน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้านักพรตเหม็นสาบ ข้านึกว่าแกจะมีน้ำยาแค่ไหน ที่แท้ก็มีดีแค่ท่าร่างแต่ไร้ซึ่งแก่นสาร! พลังปราณเต๋าของแกมันช่างเบาบางเหลือเกิน... ฆ่าข้าไม่ได้หรอก!” ขุนนางผีแผดเสียงโหยหวน
เมื่อเห็นดังนั้น หลินเซียวขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม
ตอนนี้พลังปราณเต๋าในร่างของเขาอ่อนแอมากจริง ๆ หรือจะเรียกว่าแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ การจัดการกับวิญญาณเร่ร่อนทั่วไปน่ะไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้คือ ‘ขุนนางผีแห่งเกาะอู๋หุย’ ผู้มีตบะแก่กล้ากว่าวิญญาณทั่วไปหลายขุม!
“จงตายซะ!”
ร่างของขุนนางผีเลือนหายไปชั่วพริบตา ก่อนจะมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าหลินเซียว มันยื่นมือเน่าเฟะออกมาหมายจะบีบคอเขาให้แหลกคามือ!
แต่ทันใดนั้นเอง... ยันต์สีน้ำเงินใบหนึ่งพุ่งทะลุออกมาจากราวป่าด้วยความเร็วปานกระสุน มันปักเข้ากลางหลังของขุนนางผีอย่างจัง! ทันทีที่ยันต์สัมผัสร่าง มันก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง
พรึ่บ!
ไตรเพลิงกัลป์กลุ่มหนึ่งลุกโชนขึ้นท่วมตัวขุนนางผี ไอสีดำหนาทึบเริ่มถูกแผดเผาจนเกิดเสียงเปรี๊ยะปร๊ะ ขุนนางผีดิ้นพล่าน ใบหน้าบิดเบี้ยวสยดสยองพลางส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวด
ยันต์ไตรเพลิงกัลป์นี้ถือเป็นวิชาอาคมระดับกลาง ยิ่งได้รับการเสริมพลังด้วย ‘ยันต์สีน้ำเงิน’ อานุภาพของมันจึงรุนแรงกว่ายันต์เมฆาอัคคีของหลินเซียวหลายเท่าตัว!
ขุนนางผีรีบถอยกรูดหนีออกไปเพื่อสลัดเปลวเพลิง ต่อมาเงาร่างหนึ่งก็กระโดดออกมาจากป่า
ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง หลินเซียวมองเห็นผู้มาใหม่ชัดเจน... เธอคือหญิงชราที่เคยยืนขวางทางพวกเขาเมื่อตอนกลางวันนั่นเอง!
ในตอนนี้ หญิงชราจ้องมองหลินเซียวเขม็ง ดวงตาที่เคยขุ่นมัวของเธอสั่นระริกด้วยอารมณ์บางอย่างที่ยากจะอธิบาย
“เจ้า... คือลูกศิษย์ของท่านเจ้าสำนักหลินงั้นรึ?” หญิงชราถามด้วยเสียงแหบพร่า
หลินเซียวชะงักไปครู่หนึ่ง ‘เจ้าสำนักหลิน?’ หรือเธอหมายถึงหลินเจิ้งอิง?
ถ้ามองว่าตอนนี้เขามีกระบี่เหรียญทองแดงของหลินเจิ้งอิงอยู่ในครอบครอง ในแง่หนึ่งเขาก็เปรียบเหมือนผู้สืบทอดจริง ๆ นั่นแหละ คิดได้ดังนั้น หลินเซียวจึงพยักหน้ายอมรับ
“ข้าน้อย... ขอนอบน้อมรับท่านเจ้าสำนักคนใหม่!”
เมื่อเห็นหลินเซียวพยักหน้า หญิงชราก็ทรุดเข่าลงกับพื้นทันที หลินเซียวถึงกับทำตัวไม่ถูก
“เฮ้ย คุณยายครับ! รีบลุกขึ้นเถอะ ผมไม่ใช่เจ้าสำนักอะไรทั้งนั้นแหละ!” หลินเซียวรีบก้มตัวลงไปประคองเธอขึ้นมา
แต่หญิงชรากลับยืนกรานไม่ยอมลุก “หากท่านเจ้าสำนักไม่ยินยอมรับตำแหน่ง... ข้าก็จะคุกเข่าอยู่ตรงนี้ตลอดไป!”
หลินเซียวอึกอัก สถานการณ์นี้มันชวนให้ลำบากใจสุด ๆ การปล่อยให้ผู้เฒ่าผู้แก่มาร้องขอแบบนี้มันจะทำให้อายุขัยเขาสั้นลงเอาเปล่า ๆ เขาจึงต้องรีบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน
“ก็ได้ ๆ ผมยอมรับตำแหน่งแล้ว ลุกขึ้นเถอะครับ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าที่เหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้ของหญิงชราก็ปรากฏรอยยิ้มกว้างออกมา เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน สายตาที่เคยดูไร้แววกลับเปลี่ยนเป็นคมกล้าดุจใบมีด จ้องมองไปยังขุนนางผีที่อยู่ไม่ไกล
“มู่หลิงฮวา! นึกไม่ถึงว่าแกจะยังไม่ตาย!” ขุนนางผีจ้องมองหญิงชราด้วยสายตาหวาดระแวง
มู่หลิงฮวาแค่นเสียงหึ “ขุนนางผี ไม่เจอกันนานนะ ข้าเฝ้ารอแกอยู่ที่นี่มาถึงสามสิบปีเต็ม ๆ... หากยังไม่ได้กำจัดแกทิ้ง ข้าจะชิงตายไปก่อนได้ยังไง!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ขุนนางผีหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “มู่หลิงฮวา ลำพังแค่ฝีมืออย่างแก คิดจะกำจัดข้ารึ? ฝันไปเถอะ! ในเมื่อมาพร้อมหน้ากันแบบนี้ วันนี้ข้าจะกวาดล้างพวกแกทั้งคู่ไปพร้อมกันเลย เพื่อไม่ให้ใครมาขวางทางอันยิ่งใหญ่ของเผ่าวิญญาณข้าได้อีก!”
สิ้นคำพูด ร่างของขุนนางผีก็หายวับไปกับตา
มู่หลิงฮวาเริ่มร่ายมนตร์งึมงำในลำคอ ยันต์สีน้ำเงินหลายใบปรากฏขึ้นกลางอากาศและหมุนวนรอบกายเธออย่างบ้าคลั่ง ยันต์เหล่านั้นเปล่งประกายสีทองเจิดจ้า ปกคลุมร่างเธอไว้ประหนึ่งเกราะเทพเจ้า
มันคือ ‘ปราณเที่ยงแท้’ !
เมื่อนักพรตมีพลังแกร่งกล้าถึงระดับหนึ่ง จะสามารถฝึกฝนปราณเที่ยงแท้เหนือฟ้าดินขึ้นมาเพื่อสะกดข่มไอปีศาจได้โดยเฉพาะ
ขุนนางผีพุ่งเข้ามาปรากฏตัวต่อหน้ามู่หลิงฮวา ไอหยินหนาทึบระเบิดออกจากร่างมัน เข้าจู่โจมมู่หลิงฮวาอย่างต่อเนื่อง
ทันทีที่ไอหยินสัมผัสแสงสีทอง มันก็สลายหายไปในพริบตา ทว่าเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน ไอหยินจากร่างขุนนางผีกลับยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ จนน่าตกใจ แม้แต่หลินเซียวที่ยืนอยู่ห่างออกไปยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาล
แสงจากยันต์สีน้ำเงินรอบกายมู่หลิงฮวาเริ่มหม่นแสงลงเรื่อย ๆ ใบหน้าของเธอเริ่มซีดขาว ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างเห็นได้ชัด... เห็นชัดว่าเธอกำลังจะพ่ายแพ้
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า มู่หลิงฮวา แกนี่มันสวะจริง ๆ ! ผ่านไปกี่ปีฝีมือก็ยังย่ำอยู่กับที่ หลินเจิ้งอิงมันคิดผิดจริง ๆ ที่เลือกปั้นแกขึ้นมา!” ขุนนางผีเย้ยหยัน
มู่หลิงฮวากัดฟันกรอด มือทั้งสองข้างเริ่มประสานมุทราทันใดนั้น แสงสีทองที่เคยหม่นลงกลับระเบิดประกายสว่างวาบยิ่งกว่าเดิม มันเริ่มดูดกลืนไอหยินของขุนนางผีเข้าไปประหนึ่งแม่เหล็กยักษ์
ขุนนางผีหน้าถอดสี “แก... ถึงกับยอมสละชีวิตเพื่อแลกกับข้าเชียวรึ!”
มู่หลินฮวายิ้มอย่างสงบ “ในเมื่อเจ้าสำนักคนใหม่แห่งสำนักหลิงเป่าปรากฏตัวแล้ว การสละชีพข้าเพื่อส่งเสริมเขามันจะเสียหายตรงไหน?! ขุนนางผี วันนี้ข้าจะพาแกไปลงนรกพร้อมกับข้า!”
พูดจบ ค่ายกลสีทองมหึมาก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเธอ มู่หลิงฮวากัดปลายลิ้นตัวเองจนเลือดสาด แล้วพ่นเลือดปลายลิ้นใส่ค่ายกลนั้นทันที!
เปรี้ยง!
อัสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงมาจากฟากฟ้าอย่างไร้สัญญาณเตือน ขุนนางผีเริ่มขวัญเสีย มันพยายามจะหันหลังหนี แต่ร่างกายกลับถูกแรงดึงดูดของค่ายกลยึดไว้อย่างแน่นหนาจนขยับไม่ได้
“ผู้อาวุโสมู่ อย่าทำแบบนั้น!” หลินเซียวตะโกนห้ามสุดเสียง แม้จะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน แต่เธอก็ช่วยชีวิตเขาไว้ หากต้องมาเห็นเธอตายต่อหน้าต่อตา ใจเขาคงยอมรับไม่ได้
“ท่านเจ้าสำนัก... ถอยไปซะ!” มู่หลินฮวาตะโกนกลับมาโดยไม่หันมอง
“สหาย! กลับมาเร็ว!” หลิวชิงเฟิงคว้ามือหลินเซียวแล้วลากเขาถอยห่างออกไปทันที
“มู่หลิงฮวา! แกมันบ้าไปแล้ว!!” ขุนนางผีคำรามด้วยความหวาดกลัว
กระแสพลังปราณพลุ่งพล่านออกจากร่างมู่หลิงฮวาอย่างบ้าคลั่ง จนต้นไม้เล็กรอบ ๆ ถูกแรงลมฉีกกระชากจนหักโค่น นี่คือพลังเฮือกสุดท้ายที่รุนแรงถึงขีดสุด
“ขบวนร้อยอสูรท่องราตรี!!”
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นตาย ขุนนางผีแหงนหน้าคำรามก้องฟ้า
ทันใดนั้น เมฆดำทมิฬก้อนมหึมาก็ปกคลุมทั่วเกาะอู๋หุย เหล่าวิญญาณร้ายจากทั่วทุกทิศพากันพุ่งออกมา ผีผูกคอตาย พรายน้ำ ผีตัวตายตัวแทน ผีหัวขาด... พวกมันนับร้อยนับพันพากันพุ่งเข้าหามู่หลิงฮวาประหนึ่งฝูงมด
วิญญาณแถวหน้าสุดที่ปะทะกับค่ายกลสีทองสลายไปทันทีที่สัมผัส แต่จำนวนที่ตามมานั้นมหาศาลเกินจะนับ แสงสีทองของค่ายกลเริ่มหม่นแสงลงอีกครั้งตามแรงปะทะของฝูงผี
มู่หลิงฮวาหน้าถอดสี เธอรีบเร่งร่ายอาคมเร็วขึ้นเป็นเท่าตัว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ขุนนางผีหัวเราะเสียงแหลมอย่างผู้ชนะ “ไม่มีประโยชน์หรอก! ขบวนขบวนร้อยอสูรท่องราตรี แม้แต่เจ้าหลินเจิ้งอิงเองยังยากจะต้านทาน นับประสาอะไรกับแก!”