ร่างแยกกระบี่เทวะ
กัสจมอยู่กับการศึกษาวิชาหมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่งนานหลายชั่วโมง จนกระทั่งลืมเลือนทุกสิ่งทุกอย่างไปโดยไม่รู้ตัว จิตใจของเขาล่องลอยไปกับการศึกษาจนเคลิบเคลิ้มอยู่บ้างเล็กน้อย
ยิ่งเฝ้ามองเขาก็ยิ่งได้รับความเข้าใจที่แตกต่างกันเกี่ยวกับวิชาหมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่ง ยิ่งมองก็ยิ่งพบเจอกับข้อผิดพลาดของตัวเอง ยิ่งทบทวนเนื้อหาของวิชาเขาก็ยิ่งมีความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น
ในขณะที่จิตใจของเขาจมดิ่งลงไปจนถึงจุดที่ลืมเวลานั้น เสียงเรียกของร่างแยกญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ดังขึ้นมาเสียก่อน ทำให้เขาได้สติกลับมาในที่สุด
‘กัส พลังวิญญาณหลอมรวมจนสมบูรณ์แล้ว เจ้าจะทดสอบพลังใหม่เลยไหม’
กัสนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะได้สติกลับมาและตอบตกลงในทันที จากนั้นก็เริ่มทำแบบทดสอบพลังที่ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ของเขาออกแบบให้เพื่อตรวจสอบความสามารถของพลังที่ได้รับมาใหม่
การทดสอบในครั้งนี้กินเวลานานกว่าปกติเล็กน้อยเพราะมันเป็นครั้งแรกที่เขากลืนกินพลังของใครคนหนึ่งโดยที่เขาไม่รู้จักพลังของคนผู้นั้นมาก่อน
ถึงแม้ว่าการสัมผัสกับพลังที่ได้มาใหม่จะไม่ยากนัก แต่การทำความเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งนั้น ยังเป็นอะไรที่ยากอยู่บ้าง
ดังนั้นร่างญาณศักดิ์สิทธิ์จึงสร้างแบบทดสอบขึ้นมาเพื่อตรวจสอบความสามารถของพลังและเพื่อเก็บข้อมูลความสามารถของมันก่อนจะนำไปวิเคราะห์
แบบทดสอบนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อตรวจสอบความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำไปเพื่อหาข้อจำกัดของพลังอีกด้วย เนื่องจากพลังที่กัสได้รับผ่านการกลืนกินนั้น มักจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ
การตรวจสอบด้วยแบบทดสอบที่ถูกออกแบบมาอย่างดีจึงมีคุณค่าเป็นอย่างมาก
กัสใช้เวลาอยู่นานนับชั่วโมงกว่าเขาจะเข้าใจความสามารถของพลังที่ได้มาใหม่อย่างละเอียดและตระหนักถึงรูปแบบพลังของมัน
“น่าตกใจจริงๆ ความสามารถในการ ‘ผสาน’ พลังวิญญาณงั้นหรือ..นี่ถ้าข้าไม่ได้แบบทดสอบนี้ละก็ เกรงว่าข้าจะแยกมันออกมาจากความสามารถในการ ‘ปลูกฝัง’ พลังวิญญาณไม่ได้แน่”
ความสามารถที่ได้มาใหม่นี้มีส่วนคล้ายกับความสามารถที่กัสมีอยู่ก่อนมาก แต่หลังจากทดสอบอย่างละเอียดเขาก็เห็นขอบเขตการทำงานที่แตกต่างกันของพวกมัน
พลังในการปลูกฝังพลังวิญญาณนั้น มีหลักการทำงานอยู่ในรูปแบบของการบรรจุพลังวิญญาณ เป็นเหมือนการใส่พลังวิญญาณเข้าไปในวัตถุ โดยใช้วัตถุเป็นดังภาชนะของพลังวิญญาณ
ในขณะที่การผสานพลังวิญญาณนั้นเป็นการผสานพลังวิญญาณให้รวมเป็นหนึ่งกับวัตถุโดยสมบูรณ์
ความแตกต่างของพลังทั้งสองชนิดนี้อยู่ที่ขอบเขตของพวกมัน ซึ่งหากไม่มีการทดสอบโดยละเอียดก็อาจจะมองข้ามไปได้โดยง่ายเนื่องจากขั้นตอนการทำงานของพลังทั้งสองนั้นแทบไม่แตกต่างกันเลย
แต่เมื่อมีการทดสอบอย่างละเอียด เขาก็พบว่าวัตถุที่ผ่านการผสานพลังวิญญาณนั้น มีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น แตกต่างจากการปลูกฝังพลังวิญญาณที่ความแข็งแกร่งไม่มีความเปลี่ยนแปลง
ในขณะเดียวกันนั้นการปลูกฝังพลังวิญญาณก็สามารถเพิ่มคุณสมบัติของพลังวิญญาณลงไปในวัตถุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสามารถแสดงพลังของวัตถุชิ้นนั้นๆ ออกมาได้อีกด้วย
เช่นเดียวกับการปลูกฝังพลังวิญญาณลงไปในผลึกวิญญาณ หรือต้นไม้ ซึ่งกัสสามารถกระตุ้นความสามารถดั้งเดิมของวัตถุชนิดนั้นๆ ได้
แต่การผสานพลังวิญญาณนั้นไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้เพราะมันได้เปลี่ยนคุณสมบัติของวัตถุชนิดนั้นๆ ให้มีความสามารถแบบเดียวกับพลังวิญญาณแทน
ยิ่งทดลองมากเท่าไหร่ กัสก็ยิ่งเข้าใจพลังใหม่ของเขามากยิ่งขึ้น จนกระทั่งสามารถผสานพลังวิญญาณลงไปในกระบี่เก้าวังระดับพื้นฐานที่เขาซื้อมาเก็บไว้เป็นกระบี่สำรอง
หลังจากผสานพลังวิญญาณลงไปในกระบี่เก้าวังระดับพื้นฐาน กัสก็พบว่าความแข็งแกร่งของมันเพิ่มสูงขึ้นมาก ยิ่งเขาใส่พลังวิญญาณลงไปมาก ความแข็งแกร่งของมันก็ยิ่งเพิ่มสูง
จนถึงจุดหนึ่งกัสก็พบว่าความแข็งแกร่งของกระบี่เก้าวังระดับพื้นฐานเล่มนี้ มีความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่ากระบี่เก้าวังระดับอาคมที่เขาซื้อมาใช้เลยสักนิด
การค้นพบนี้ทำให้กัสตกตะลึงไปนานหลายวินาที ก่อนจะตื่นเต้นยินดีเป็นที่สุดเพราะถ้าเขาทำแบบนี้ได้เขาก็จะประหยัดคะแนนความดีความชอบไปได้มากทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้นกระบี่เก้าวังที่ผ่านการผสานพลังวิญญาณไปแล้วนั้น ยังนำไปปลูกฝังพลังวิญญาณซ้ำได้อีกด้วย ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้การเชื่อมต่อของตัวเขากับกระบี่เพิ่มสูงขึ้นไปอีก
ไม่เพียงเท่านั้นมันยังควบคุมได้ง่ายขึ้นมากและยังสามารถปลูกฝังสัญชาตญาณลงไปได้มากยิ่งขึ้น
ซึ่งหลังจากทดลองด้วยวิธีการที่หลากหลาย ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็เสนอการทดลองรูปแบบหนึ่งที่ทำให้กัสประหลาดใจ
“เจ้าอยากให้ข้าปลูกฝังร่างแยกของเจ้าลงไปงั้นหรือ”
คำขอของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์นั้นทำให้กัสตกใจเล็กน้อย แต่เขาก็ยินดีทำตามที่มันขอในทันที
ร่างแยกญาณศักดิ์สิทธิ์จึงแบ่งเศษเสี้ยวเล็กๆ ของมันเข้าไปในกระบี่เก้าวังจนทำให้กระบี่สั่นสะท้านขึ้นมาราวกับมีชีวิต
พริบตานั้นกระบี่เก้าวังก็ลอยขึ้นมาด้วยตัวของมันเอง ก่อนจะบินไปรอบๆ ราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ
กัสมองภาพนี้ด้วยความทึ่งเล็กน้อย ก่อนจะได้ความคิดบางอย่างและทำการเชื่อมต่อกับกระบี่ จากนั้นร่ายเวทมนตร์แยกร่างออกมา
พริบตานั้นกระบี่เก้าวังก็กลายเป็นร่างแยกของกัสซึ่งมีขนาดเพียงครึ่งเมตรและลอยอยู่โดยมีกระบี่เก้าวังติดอยู่ที่แผ่นหลัง
“สุดยอด!! อย่างเท่!!”
กัสอุทานออกมาด้วยความตกใจปนดีใจ ขณะที่มองดูร่างแยกซึ่งกำลังขยับแขนขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ ก่อนที่มันจะหันมามองเขา
“ไม่เลวเลย แต่ข้ายังรู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย..กัสเจ้าลองปลูกฝังพลังเทวะลงมาหน่อยได้ไหม”
“ได้สิ!”
แน่นอนว่ากัสไม่มีทางปฏิเสธ จากนั้นเขาก็ปลูกฝังพลังเทวะลงไปส่วนหนึ่งจนทำให้ร่างแยกขยายตัวขึ้นจนมีขนาด 1 เมตรและมีรูปร่างหน้าตาที่ชัดเจนขึ้น มีกลิ่นอายของพลังเทวะแผ่ขยายออกมาอย่างอ่อนจาง ซึ่งทำให้มันดูทรงพลังยิ่งกว่าร่างแยกเป็นไหนๆ
ร่างแยกขยับตัวไปมาอยู่นานสองนานก่อนที่มันจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากัสแล้วยิ้มกว้าง
“ข้าขอตัวไปทดสอบอะไรหน่อยนะกัส เดี๋ยวมา!”
พูดจบร่างแยกก็บินจากไปในทันที ทำเอากัสถึงกับพูดไม่ออก แต่เขาก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากนักเพราะร่างแยกถูกควบคุมด้วยเศษเสี้ยวของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ เขาจึงไม่เป็นห่วงมันสักเท่าไหร่
กัสมองตามไปชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วหันกลับมาศึกษาพลังใหม่ของเขาตามเดิมโดยมีร่างแยกญาณศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้ช่วยและตัวกลางในการติดต่อกับร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ในช่องว่างวิญญาณ
ในขณะที่กัสยังคงศึกษาพลังใหม่อยู่นั้น ร่างแยกของเขาก็บินออกไปอย่างรวดเร็ว มันตรงไปยังสนามรบ จากนั้นก็สะบัดมือออกไป กระบี่วิญญาณจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นและพุ่งออกไปราวกับฝนดาวตก
เพียงพริบตาปีศาจนับหมื่นก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมาพร้อมกัน ก่อนที่พวกมันจะถูกสูบพลังปีศาจออกไปจนหมดแล้วถูกหัวสิงโตกลืนลงไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากกวาดล้างปีศาจไปจำนวนหนึ่ง ร่างแยกก็พยักหน้าน้อยๆ คล้ายกับกำลังพึงพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ จากนั้นก็ลงมือต่อ เรียกกระบี่วิญญาณกลับมาแล้วใช้วิชาหมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่ง
พริบตาเดียวกระบี่ทั้งหมดก็หลอมรวมกันจนกลายเป็นกระบี่ 10 เล่ม ซึ่งนับเป็นขีดจำกัดของร่างแยกอย่างมัน ก่อนที่กระบี่ทั้ง 10 เล่มจะบินออกไปราวกับกงจักร ตัดผ่านปีศาจนับหมื่นในชั่วพริบตา ก่อนจะกวาดล้างปีศาจไปนับล้านในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ
วังวนกระบี่ 10 กลุ่มม้วนกวาดเข้าไปในสนามรบ พร้อมกับชิ้นส่วนจำนวนมากตัดพวกปีศาจจนขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เพียงไม่กี่อึดใจ มันก็กระตุ้นขุนพลปีศาจให้ปรากฏตัวขึ้น ก่อนจะถูกกระบี่ทั้งหมดเสียบทะลุร่าง ก่อนจะสูบพลังออกไปจนหมดและถูกกลืนลงไปในเวลาต่อมา
“ไม่เลว..การใช้วิชาด้วยตัวเองแบบนี้ให้ความรู้สึกที่ต่างกันจริงๆ”
ดวงตาของร่างแยกทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนที่มันจะดึงผลึกจิตสำนึกที่เล็กเท่าเม็ดข้าวออกมาแล้วกลืนลงไปในทันที
พริบตานั้นดวงตาของมันก็ทอประกายสีฟ้าออกมาวูบหนึ่ง จากนั้นก็สูดลมหายใจดูดกลืนพลังในธรรมชาติมาฟื้นฟูพลังของตัวเอง
รอยยิ้มบางๆ ยกสูงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะบินออกไปอีกครั้งและเริ่มใช้วิชาทั้งหมดของกัสออกมาทีละวิชา จนกวาดล้างปีศาจไปกว่าสิบล้านตัวมันถึงจะยอมกลับ
เมื่อกัสเห็นร่างแยกกลับมา เขาก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปศึกษาพลังใหม่ต่อโดยไม่ได้พูดอะไรเพราะเขารู้ทุกอย่างที่มันทำทั้งหมด
“มีปัญหาอะไรใหม่”
“ไม่มี แต่พลังของข้าน้อยเกินไป ถ้าเป็นไปได้ข้าอยากให้เจ้าแบ่งพลังเทวะให้ข้าอีกหน่อย”
กัสนิ่งคิดไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบตกลงในที่สุดเพราะเขาเข้าใจดีว่าการมอบพลังเทวะให้กับร่างแยกนั้นมีข้อดีข้อเสียยังไง
ข้อเสียนั้นไม่ต้องพูดถึง การสูญเสียพลังเทวะไปนั้นย่อมทำให้เขาอ่อนแอลงไม่มากก็น้อย ถึงจะเป็นการสูญเสียเพียงชั่วคราวก็ตามที
ส่วนข้อดีนั้นก็ไม่ใช่น้อยเช่นกัน การที่ร่างแยกมีพลังเทวะอยู่ในร่างนั้นทำให้มันสามารถคงสภาพร่างแยกได้ด้วยตัวของมันเองและยังสามารถดึงดูดพลังเวทในธรรมชาติมาฟื้นฟูพลังของมันเองได้อีกด้วย ทำให้เขาไม่ต้องเสียพลังเวทในการคงสภาพมันมากนัก
หลังจากชั่งน้ำหนักข้อดีกับข้อเสียกัสก็ไม่ลังเลที่จะทำตามคำขอของร่างแยกในทันทีและส่งพลังเทวะลงไปจนร่างแยกมีพลังเทวะถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของตัวเขา
ร่างแยกก้มลงมองดูร่างกายของมันเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มกว้างด้วยความยินดีแล้วบินออกไปอีกรอบ
กัสมองตามร่างแยกไปแล้วยิ้มน้อยๆ ด้วยความขบขันเพราะเขาสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นยินดีของร่างแยกได้อย่างชัดเจน ซึ่งความตื่นเต้นยินดีนี้ไม่ได้มาจากตัวเขา แต่เป็นร่างญาณศักดิ์สิทธิ์
ในเวลาเดียวกันนั้นร่างแยกญาณศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในทะเลสาบแห่งจิตใจของเขาก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขเพราะมันได้รับการแบ่งปันประสบการณ์จากการต่อสู้มาจากร่างแยกที่มีเศษเสี้ยวของมันอยู่
การแบ่งปันนี้ทำให้มันรู้สึกราวกับได้ออกไปอาละวาดด้วยตัวเอง จึงทำให้มันรู้สึกสนุกสนานไม่น้อยเพราะมันไม่ได้ทำอะไรแบบนี้มานานแล้ว
“ไม่เลวเลยแฮะ..ถึงพลังของร่างแยกจะต่ำไปสักหน่อย แต่การที่มันทำงานแทนข้าได้แบบนี้ก็ไม่เลวเลย”
‘หากเจ้าชอบ ข้าแนะนำให้เจ้าสร้างมันเพิ่มเพราะถ้ามันสามารถทำงานแทนเจ้าได้ เจ้าก็จะมีเวลาฝึกฝนมากยิ่งขึ้น’
กัสพยักหน้าอย่างเห็นด้วย จากนั้นก็หยิบกระบี่เก้าวังออกมาอีกเล่มแล้วทำการผสานและปลูกฝังพลังวิญญาณลงไป ตามด้วยเศษเสี้ยวของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ สุดท้ายคือพลังเทวะอีก 1 เปอร์เซ็นต์
เพียงไม่กี่นาทีร่างแยกตัวที่สองก็ถูกสร้างขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์ ก่อนที่มันจะบินออกไปพร้อมกับรอยยิ้มและร่วมมือกับร่างแยกตัวแรกกวาดล้างสนามรบอย่างสนุกสนาน
เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ กัสก็ไม่ลังเลใจที่จะสร้างอีก จนกระทั่งมีร่างแยกถึง 10 ร่างกัสก็ตัดสินใจหยุดเพราะเขาไม่อาจสูญเสียพลังเทวะไปมากกว่านี้อีกแล้ว
“เท่านี้ก็คงพอ หากมากกว่านี้ข้าเกรงว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย”
‘จริงของเจ้า พลังเทวะ 10 เปอร์เซ็นต์ที่เจ้าสูญเสียไปนั้นนับว่ามากเกินพอแล้ว ตอนนี้ก็ปล่อยให้พวกมันทำงานแทนเจ้าไปก็แล้วกัน’
กัสพยักหน้ารับ แต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้อยู่ดีเพราะเขาไม่มั่นใจเท่าไหร่นักว่าพวกร่างแยกจะรับมือแม่ทัพปีศาจได้เขาจึงแบ่งจิตสำนึกบางส่วนเฝ้าระวังเอาไว้ตลอดเวลาและส่งกระบี่เก้าวังที่ไม่ได้ใส่พลังเทวะไปเฝ้าระวังเล่มหนึ่ง
ด้วยกระบี่เก้าวังเล่มนี้ ทันทีที่เกิดปัญหาเขาก็สามารถเปิดประตูมิติเพื่อออกไปช่วยร่างแยกได้ทันที เขาจึงไม่ต้องกลัวว่าร่างแยกจะถูกทำลายและทำให้เขาสูญเสียพลังเทวะไป
หลังจากจัดการเรื่องทั้งหมดจบ กัสก็จมอยู่กับการศึกษาพลังใหม่ต่อ จนกระทั่งไม่สามารถทำความเข้าใจได้มากกว่านี้อีก เขาก็หันกลับไปศึกษาวิชาหมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่งอีกครั้ง
เพียงชั่วครู่สีหน้าของกัสก็เปลี่ยนไป ความประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา ก่อนจะหลับตาลงครุ่นคิดถึงความเข้าใจที่ได้รับจากร่างแยกทั้ง 10 ตัวอย่างตั้งใจ
‘ไม่เลว..ดูเหมือนว่าการที่ข้าออกไปต่อสู้ด้วยตัวเอง จะทำให้ข้าเข้าใจวิชาได้มากกว่ามองเจ้านะกัส’
กัสพยักหน้าอย่างเห็นด้วยและอดไม่ได้ที่จะยิ้ม เมื่อเขาพบว่าความเข้าใจที่เขามีต่อวิชาหมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่งนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่ชั่วโมง ความเข้าใจของเขาก็ก้าวเข้าสู่ระดับใหม่ จนทำให้เขาสามารถใช้วิชาหมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่งได้ดีกว่าเดิมมาก จนสามารถปลดปล่อยพลังของวิชาออกมาได้ถึง 10 เท่าตัว ซึ่งเพิ่มขึ้นมาถึง 2 เท่าจากเดิม
ความก้าวหน้าในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงนี้ทำให้กัสพึงพอใจเป็นที่สุดและไม่รู้สึกเสียดายเลยสักนิดที่ต้องสูญเสียพลังเทวะไปถึง 10 เปอร์เซ็นต์แบบนี้
‘ทีนี้ข้าก็ได้คนฝึกวิชาแทนแล้วสินะ..แล้วแบบนี้ข้า..ยังเหลืออะไรที่ต้องทำอีกละเนี่ย’
ชั่วขณะนั้นกัสเกิดความรู้สึกว่างเปล่าขึ้นมาในใจ เขาครุ่นคิดถึงสิ่งที่เขาต้องทำ ครุ่นคิดถึงภาระหน้าที่ คิดถึงแผนการที่วางเอาไว้ ก่อนจะถอนหายใจออกมายิ้มๆ เมื่อเขาพบว่าทุกอย่างที่จำเป็นนั้น มีคนช่วยทำแทนเขาหมดทุกอย่างแล้ว
แผนการทั้งหมดได้เหล่าภรรยาที่รักทำแทนให้ การกวาดล้างกองทัพปีศาจ ก็ได้ร่างแยกทั้ง 10 ตัวทำหน้าที่แทน การฝึกฝนวิชาก็ได้พวกมันทำแทนด้วย จนกัสแทบไม่เหลืออะไรให้ทำอีกแล้ว
คิดไปคิดมากัสก็ล้มตัวลงนอนด้วยความรู้สึกพึงพอใจแบบแปลกๆ เพราะเขารู้สึกว่าต่อให้เขานอนอยู่แบบนี้ ปัญหาทั้งหมดก็จะคลี่คลายไปเอง
แต่หลังจากนอนลงไปได้ไม่นาน กัสก็ต้องลุกขึ้นมาอีกครั้งและพยายามกระตุ้นตัวเองซ้ำๆ เพื่อหาสิ่งที่เขายังต้องทำอีก
‘ไม่ได้! ข้าจะมามัวนอนเล่นแบบนี้ไม่ได้ เวลาเหลือไม่มากแล้ว..มันต้องมีสักวิธีที่จะช่วยข้าเพิ่มความแข็งแกร่งได้มากกว่านี้’
แต่หลังจากนั่งคิดอยู่นานสองนาน กัสก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไง เขาจึงเริ่มทบทวนความสามารถของตัวเขาในปัจจุบันเพื่อมองหาจุดแข็งของตัวเขาเองและหาหนทางพัฒนามันให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
‘ในหมู่วิชาทั้งหมดที่ข้ามีตอนนี้ วิชาที่ทรงพลังที่สุดคือ วิชาลมหายใจราชสีห์ที่ผสานกับวงแหวนวิญญาณ วิชานี้หากใช้พลังเต็มที่ข้ามั่นใจว่าสามารถทำให้ครึ่งเทพและเทพอสูรที่ระดับต่ำกว่า 5 ดาวบาดเจ็บได้แน่ แต่ว่าจุดอ่อนมันก็มากเกินไป..ข้าจะทำยังไงดี’
วิชานี้แม้จะทรงพลังจนน่ากลัว แต่มันก็มีจุดอ่อนตรงที่ต้องใช้เวลารวบรวมพลังนาน ถึงจะแสดงพลังออกมาได้อย่างเต็มที่และวิธีที่เขาใช้รวบรวมพลังก็คือ การกระตุ้นเคล็ดวิชาปะทุของวิชาลมหายใจมังกร
ทว่าในการต่อสู้จริงเขาไม่มีทางหาจังหวะและเวลามาทำอะไรแบบนี้ได้แน่ เขาจึงต้องหาวิธีใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่า
“จริงสิ..ถ้าข้าสามารถสร้างพลังงานจลน์ด้วยการโจมตีได้ละ!! แบบนี้ข้าก็ไม่ต้องหาจังหวะสะสมพลังงานอีก!!”
ยิ่งคิดกัสก็ยิ่งตื่นเต้นเพราะเขารู้สึกว่ามาถูกทางแล้ว จุดแข็งของเขาคือการโจมตี การถล่มศัตรูด้วยการโจมตีที่บ้าคลั่ง นี่คือเทคนิคที่เขาชำนาญที่สุดซึ่งได้มาจากการกวาดล้างกองทัพของพวกมอนเตอร์และปีศาจมานาน
ความชำนาญในการโจมตีของเขาจึงนับได้ว่าสูงที่สุดในความสามารถทั้งหมดที่เขามี ในขณะที่ความสามารถในการป้องกันของเขานั้น ก็สูงไม่น้อยไปกว่ากันเพราะเขามีประสบการณ์ในการปกป้องฟลาวเวอร์มานาน
สิ่งเดียวที่ทำให้ความชำนาญในการป้องกันตัวของเขาเทียบกับความชำนาญในการโจมตีไม่ได้นั้นก็เพราะความแตกต่างของสติปัญญาในช่วงเวลานั้น
ในตอนที่เขาทำหน้าที่องครักษ์ของฟลาวเวอร์ เขาอยู่ในสภาพของหุ่นเชิดที่ทำทุกอย่างไปตามสัญชาตญาณ ต่อให้เขาได้ประสบการณ์มามาก แต่มันก็ขาดเทคนิคและความเข้าใจ
แต่ตอนที่เขากวาดล้างกองทัพมอนเตอร์และกองทัพปีศาจ เขามีตัวช่วยมากมาย มีจิตสำนึกครบถ้วนซึ่งสามารถคิดวิเคราะห์ประสบการณ์ทั้งหมดเพื่อนำมาพัฒนาทักษะได้ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้แม้ระยะเวลาจะแตกต่างกันนับร้อยเท่า แต่ความสามารถในการโจมตีของเขาก็ยังสูงกว่าความสามารถในการป้องกันตัว
“ใช่แล้ว ต้องใช้การโจมตีมาสร้างพลังงานจลน์!! แต่จะทำได้ยังไงละในเมื่อกระบี่วิญญาณของข้าไม่มีน้ำหนัก”
กัสนิ่งคิดไปอีกรอบ ก่อนจะอุทานออกมาเสียงดังเมื่อเหลือบไปเห็นท่อนไม้ท่อนหนึ่งที่ถูกนำมาทดลองผสานพลังวิญญาณ
“ถ้าจำไม่ผิด..ก่อนหน้านี้ข้าควบคุมมันได้ง่ายๆ เลยใช่ไหม..เพียงแค่คิด..”
ทันใดนั้นท่อนไม้ก็ลอยขึ้นมาราวกับไร้น้ำหนัก ก่อนที่กัสจะหยุดควบคุม ท่อนไม้ก็ร่วงลงมากระแทกพื้นเสียงดัง
กัสหยุดมองมันนานสองนาน ก่อนจะยกมันขึ้นอีกครั้งแล้วปล่อยมันลงมา เขาทำซ้ำอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะจับมันตั้งขึ้นแล้วสร้างวงแหวนพลังวิญญาณขึ้นมารอรับ จากนั้นปล่อยท่อนไม้ลงบนวงแหวน
ท่อนไม้ตกลงสู่วงแหวนพลังวิญญาณโดยปราศจากเสียง ก่อนจะมีกลุ่มก้อนพลังงานปรากฏขึ้นจางๆ ในวงแหวนพลังวิญญาณ
กัสมองดูภาพนี้แล้วเลิกคิ้วขึ้น จากนั้นควบคุมท่อนไม้ให้ลอยขึ้นแล้วส่งมันพุ่งลงไปยังวงแหวนพลังวิญญาณ
ท่อนไม้ปะทะกับวงแหวนวิญญาณโดยปราศจากเสียง หากแต่กลุ่มก้อนพลังที่ปรากฏขึ้นมีความหนาแน่นมากกว่าครั้งก่อนมาก
“มันได้ผล..แล้วถ้าข้าใช้กระบี่วิญญาณละ..”
กัสยังไม่มั่นใจเท่าไหร่นักเพราะเขาไม่เคยใช้วิธีนี้มาก่อน แต่เขารู้ดีว่ากระบี่วิญญาณที่สร้างด้วยพลังวิญญาณบริสุทธิ์นั้น ไม่มีน้ำหนักมันจึงไม่น่าจะทำอะไรแบบนี้ได้
และมันก็เป็นอย่างที่กัสคิดจริงๆ เขาสร้างกระบี่วิญญาณแล้วส่งมันเข้าไปยังวงแหวนพลังวิญญาณด้วยความเร็วสูง
แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีกลุ่มก้อนพลังงานเกิดขึ้น ราวกับการปะทะกันของพวกมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“แบบนี้เอง..เพราะมันไม่มีมวลสินะ แม้ว่าการควบคุมท่อนไม้กับกระบี่วิญญาณจะแทบไม่ต่างกัน แต่การเคลื่อนตัวของวัตถุที่มีมวลนั้น แตกต่างจากวัตถุที่ไม่มีมวล..แบบนี้ก็แสดงว่า ยิ่งมีมวลสารมาก มันก็ยิ่งสร้างพลังงานจลน์ได้มาก..ยิ่งหนักมากก็ยิ่งสร้างพลังงานจลน์ได้มาก”
พริบตานั้นดวงตาของกัสก็ทอประกายวูบ ก่อนที่รายชื่อของวัตถุดิบที่มีอยู่ในรายการทรัพยากรของสภาครึ่งเทพจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“แล้วถ้าข้า..สร้างกระบี่จาก ‘แก่นทองคำใต้พิภพ’ ละ..มันจะเป็นยังไง”
ความคิดนี้ทำให้หัวใจกัสเต้นรัวขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงทรัพยากรที่ได้ชื่อว่าหนักที่สุด มันเป็นวัตถุดิบที่มีราคาไม่สูงนักเพราะมันไม่มีคุณสมบัติใดๆ เลยนอกจากความหนัก
สิ่งนี้มักจะถูกใช้เป็นวัตถุดิบเสริมในการสร้างอาวุธหนักเท่านั้นและก็ไม่ค่อยนิยมใช้กันมากอีกด้วย เนื่องจากมันไม่มีคุณสมบัติในการส่งเสริมพลังใดๆ