ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 90 เดิมพันของสหายและความแค้นของมังกรคราม

            กลางดึกของเมืองศฤคาล ม่านราตรีคลี่คลุมเมืองอีกครั้ง

            แต่คราวนี้..

            มันไม่เงียบเหมือนเคย

            ไม่ใช่เพราะเสียงคน ไม่ใช่เพราะเสียงลม แต่เป็นเพราะแรงปราณที่ตลบอบอวลไปทั่วห้อง อย่างกับทั้งเมืองกำลังกลั้นหายใจรอศึกใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในวันพรุ่งนี้

            พูดตามตรงนะ..

            บรรยากาศคืนนี้นี่มัน..

            มันเงียบจนผมไม่ไว้ใจ เหมือนความสงบก่อนที่อะไรสักอย่างกำลังจะพังลง

             

            ในห้องพักของเรือนรับรองตระกูลซุนที่เป็นห้องของผม กลิ่นไหม้จาง ๆ ยังคลุ้งอยู่ พื้นไม้ดี ๆ ของห้องเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน

            ไม่ต้องเดาเลยว่าผมเพิ่งทำอะไรมา

            ก็แค่ฝึกพลังปราณและใช้ความพยายามกว่าครึ่งเพื่อไม่ทำให้พลังปราณตีกลับจนระเบิดตัวเองก็เต็มกลืนแล้ว

             

            ตัวผมยังคงนั่งนิ่งอยู่กลางห้อง ปิดตา ฝืนข่มลมหายใจ ร่างกายมันร้อนจัดสลับเย็นเฉียบไปมาอยู่อย่างนั้น ราวกับข้างหนึ่งอยู่กลางทะเลเพลิง อีกข้างกำลังจมในน้ำแข็ง

            ในตัวผม.. พลังปราณธาตุน้ำกับธาตุไฟกำลังซัดกันนัวยิ่งกว่าศึกระหว่างเผ่า อัคคีผลาญกับวารีชำราชมันไม่รู้จักคำว่าอยู่ร่วมกันเลยสักนิด

            มันกัด มันฟัด มันปะทะกันอยู่ในเส้นชีพจรของผมแบบไม่ไว้หน้าเจ้าของร่างกันเลยแม้แต่น้อย

            พวกนายอาจสงสัย.. ว่าทำไมผมถึงเน้นฝึกวิชาสองธาตุนี้เป็นพิเศษ

            ก็เพราะผมเห็นและสัมผัสมากับตัวแล้วว่าตงเสวี่ยซานมันมีธาตุประจำตัวเป็นธาตุน้ำ

            การควบคุมปราณธาตุของมันยังเรียกว่าคมกว่าผมมากนัก

            ดูได้จากการเปลี่ยนวิชาที่เกิดจากปราณธาตุน้ำของอุสางิซากิก็ได้

            ผมไม่ได้จะว่ายัยนั่นหรอกนะ ก็เข้าใจได้อยู่ว่าน่าจะเพิ่งใช้ปราณธาตุได้ เลยไม่อาจฝืนการเปลี่ยนแปลงพลังธาตุของตงเสวี่ยซานได้

            แต่อีกสาเหตุก็ชัดอยู่..

            ความเชี่ยวชาญและความเข้าใจในปราณธาตุของมันนั้นสูงพอตัว เลยทำให้ซากิไม่อาจสู้ได้

            มันเลยทำให้ผมพอรู้ได้บ้างว่าทำไมกว่าแปดเดือน หมอนั้นระดับวรยุทธ์จึงไม่ค่อยขยับสักเท่าไหร่

            ผมว่า..

            มันน่าจะเอาเวลาทั้งหมดไปทุ่มกับการฝึกปราณธาตุแน่ ๆ

            ผมที่รู้แบบนั้นเลยต้องฝืนฝึกให้ดีกว่านี้

            หากผมสามารถควบคุมปราณธาตุได้เทียบเสมอกับหมอนั่น..

            เรื่องการแพ้ชนะก็ต้องวัดกันด้วยอย่างอื่นแทน

             

            ผมเลยต้องกัดฟัน พยายามควบรวมปราณทั้งสองให้มันไม่ฆ่ากันซะก่อน

            แต่ขอบอกไว้ก่อน มันไม่ได้ง่ายเหมือนฝึกตีลังกาใต้น้ำแม้แต่นิด

            ตอนนี้ผมเจ็บเหมือนมีคนกำลังเอาไฟลนเส้นประสาทแล้วตามเอาน้ำแข็งมีจี้ สลับกันรัว ๆ แบบนั้นเลย

            หากผมทำให้ปราณวารีในมือไม่เดือดในตอนที่ถูกปราณไฟเล้า..

            ผมก็จะสามารถต้านทานการข่มทางปราณธาตุของตงเสวี่ยซานได้

             

            พลั่ก!

             

            เสียงประตูถูกถีบเปิดเข้ามาโดยไม่มีคำว่า 'เคาะ' ให้ได้ยินแม้แต่นิดเดียว

            และแทบจะทันทีที่มันดัง 'พลั่ก!' เสียงฝีเท้าหนัก ๆ แบบไม่มีหางเสียงก็กระแทกใส่พื้นห้องเหมือนเจ้าของเท้ามันอยากประกาศว่า 'ข้ากลับมาแล้วเว้ย!'

            สิ่งต่อมาที่ลอยเข้ามาไม่ใช่หมัด..

            แต่เป็นของอย่างหนึ่งที่พุ่งมาอย่างแม่นยำ ก่อนจะตกแหมะลงบนตักผมพอดีเป๊ะ

            อย่างน้อยมันก็ไม่ได้เล็งที่หัวผม

             

            “ยังไม่เลิกเล่นกับพลังใหม่ของเอ็งอีกฤๅไร?

            ฉันล่ะกลัวจริง ๆ ว่าวันพรุ่งเอ็งจะระเบิดตนเองตายก่อนจะได้เจอหน้าอ้ายตงเสวี่ยซาน

            อย่างไรเอ็งก็ควรพักให้พอไม่ใช่อาศัยทางลัดกระเดือกโอสถเพียงอย่างเดียว..

            อ้ายเจี้ยน”

            อัตลักษณ์ทางภาษานี้ไม่ต้องเสียเวลาคิดให้เปลืองแรง

            โหวหวังแน่นอน

             

            เสียงฝีเท้าของมันเดินเข้ามาเหมือนเป็นเจ้าบ้าน (ก็บ้านรับรองตระกูลของมันจริง ๆ นั่นแหละ)

            อย่าเข้าใจผิด ผมไม่ได้รำคาญอะไรในตัวมันทั้งนั้น

            ก็แค่..

            หงุดหงิดนิดหน่อยเพราะตัวเองยังฝึกไม่ได้ถึงตามที่ตัวเองตั้งเป้าเอาไว้

             

            ผมลืมตาขึ้นช้า ๆ ลมหายใจค่อย ๆ คลายออกพร้อมกับไอร้อนและเย็นที่อัดแน่นอยู่รอบตัวจะค่อย ๆ ซาลงไปทีละนิด

            โหวหวังยืนอยู่ตรงหน้า ท่าทางยียวนยังเหมือนเดิม

            ผมมองมันสักพักก่อนจะหยิบโอสถเม็ดนั้นในตักขึ้นมา แล้วถอนหายใจออกมาเงียบ ๆ เหมือนถอนความรู้สึกบางอย่างที่พูดออกไปไม่ได้

            “ข้าไม่เป็นไรหรอก..”

            ผมพูดพลางเหลือบมองเพื่อน

            “แต่เจ้าน่ะสิโหวหวัง..

            พรุ่งนี้ต้องเจอกับคิมบีโฮไม่ใช่หรือยังไง

            ไม่ไปพักรึ?”

            น้ำเสียงของผมอาจจะเรียบ แต่น้ำหนักในคำนั้นไม่มีใครฟังแล้วหัวเราะได้

            “เจ้าก็น่าจะเห็นแล้วว่ามันไม่หมู

            ไม่ว่าจะความเจนในวิถีดาบ วิธีการฟันดาบอย่างกับซามูไร..

            ข้าหมายถึงนักดาบในทวีปเดิมของข้า

            อย่างไรมันก็น่ากลัว..

            เจ้าสมควรต้องพักเพื่อเอาแรง”

            คำพูดของผมทำให้รอยยิ้มกวนส้นบนหน้าหมอนั่นค่อย ๆ หายไป

            เหมือนคำพูดนั้นกดสวิตช์อะไรบางอย่างให้แววตาขี้เล่นกลายเป็นแววตาของคนตระหนักรู้จริง ๆ

             

            มันเหลือบมองไปที่ประตูอย่างกับจะเช็กว่าห้องนี้ปลอดคนก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้

            เสียงที่ตามมาเบาจนแทบกลืนกับลมหายใจ

            “ก็เพราะแบบนั้นอย่างไรเล่า..

            แผนของเราถึงต้องเป็นเช่นนั้น..”

            โหวหวังเอื้อมมาตบบ่าผมเบา ๆ ไม่ได้พูดปลอบ ไม่ได้เพื่อให้กำลังใจ แต่สัมผัสนั้นบอกหมดทุกอย่างแล้ว

            ว่ามันรู้ดีอยู่แก่ใจ

            “จำที่คุยกันไว้ได้ใช่ฤๅไม่?”

             

            ผมพยักหน้าช้า ๆ มองหน้าเพื่อนรักที่ยืนอยู่ตรงหน้า

            แววตานั้น..

            สิ่งที่สะท้อนกลับเข้ามาในดวงตาผมคือความจริงจังที่ทำให้รู้สึกหนักใจขึ้นโดยอัตโนมัติ

             

            “ฉันรู้.. จริงอยู่ว่าอ้ายพันธุ์นั้นมันแข็งแก่ง

            แต่ฉันเองก็ใช่กระจอก..”

            โหวหวังพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แน่นและหนัก มั่นคงพอจะทำให้คนฟังหยุดหายใจไปชั่วขณะ

            “แม้นไม่มั่นใจสักส่วนว่าฉันจะเอาชนะมันได้..

            แต่ก่อนที่มันจะล้มฉันได้..

            อ้ายพันธุ์นั้นก็จักต้องใช้วิชาออกมาสักครึ่งนึงที่มันมีเสียก่อน

            ฉันจึงจะยอมพ่าย..”

             

            นี่แทบจะเป็นไม่กี่ครั้ง ที่โหวหวังมันจะดูจริงจังจนดูเหมือนไม่ใช่มัน

            จากปกติที่เป็นคนดูเฉยเมย ไม่ยี่หระต่ออะไรรอบตัวนอกจากดอกไม้กับผู้หญิง

            วันนี้สายตาของมันกลับจริงจัง รวมตารวมศูนย์จนเห็นแวว เป็นสายตาที่แสดงถึงความมุ่งมั่น เป็นความรู้สึกที่บอกว่า จะไม่ปล่อยให้อะไรหลุดมือไม่ว่าแลกด้วยอะไรก็ตาม

            ท่าทางแบบนั้นน่ะ..

            มันไม่ต้องการคำปลอบ มันไม่สนคำเตือน มันแค่ต้องการผลลัพธ์ และพร้อมจะยอมเจ็บทุกอย่างเพื่อให้ไปถึง

             

            “แลตามแผนที่เอ็งวาดไว้..

            ฉันคือคนแรกที่จักชนะมันมิใช่ฤๅ

            ไอ้เกลอเอ๋ย..”

            มันพูดพลางยืดตัวขึ้นเต็มความสูง

            ดวงตานั้นไม่ไหวเอนแม้แต่น้อย ก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมไปด้านหลังอย่างลวก ๆ เหมือนกำลังเตรียมใจให้พร้อมต่อสิ่งที่กำลังจะมา

            จากนั้นมันก็ก้าวถอยหนึ่งก้าว ชูนิ้วชี้ขึ้นมาระดับอก แล้วเอียงหน้าเล็กน้อยราวกับจะย้ำกับตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย

            “เกลอคนนี้ไม่ทำให้เอ็งผิดหวังดอก..

            อ้ายเจี้ยน”

             

            ผมไม่ได้พูดอะไรตอบออกไปในตอนนั้น แค่พยักหน้าเบา ๆ

            แต่ข้างใน..

            มันไม่ได้เบาเลยสักนิด..

             

            ขอบคุณน่ะเหรอ? ไม่.. เพื่อนกันไม่เสียเวลาพูดคำแบบนั้นออกมาหรอก

            แค่พยักหน้าและยิ้มก็เข้าใจกันแล้ว

            แต่ไม่ใช่ผมไม่รู้สึกขอบคุณมันนะ แน่นอนว่าผมรู้สึกแบบนั้น

            ขอบคุณที่มันยอมทำตามที่ผมขอ

            ยอมเจ็บตัวเพื่อผม

            และที่แน่นอนที่สุด..

            ผมเองก็เป็นห่วงมันมากด้วยเช่นเดียวกัน เพราะผมรู้ดีว่าเส้นทางที่มันกำลังก้าวไป มันไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้ ไม่มีแม้แต่หนาม

            แต่เป็นแอ่งเลือด..

            ซึ่งอาจเป็นเลือดของมันเอง

             

            “เข้าใจแล้ว..

            ฝากด้วยเพื่อน”

            คำพูดสั้น ๆ นั้นมันไม่ได้แค่ฝากฝัง..

            แต่มันโยนความเชื่อใจทั้งหมดลงบนบ่าผมโดยไม่แบ่งไว้ให้ใครเลย

             

            โหวหวังยิ้มบาง ๆ ให้ แววตานิ่งอย่างคนที่ตัดใจจากความลังเลไปแล้ว

            ก่อนจะตบบ่าผมแรงขึ้นอีกที

            แรงพอให้สั่นถึงกระดูกแต่ไม่ใช่เพราะเจ็บ..

            เพราะมันเน้นย้ำ.. ว่าบ่าของผมก็มีของที่ต้องแบกด้วยเหมือนกัน

             

            จากนั้นมันก็หมุนตัวเดินจากไป

            ไม่พูดอะไรอีกเลย..

            ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่..

            ผมมองมันจนลับสายตา แล้วจึงก้มมองเมล็ดยาหมื่นทิพย์หกประการในมือที่มันทิ้งไว้ให้

            หมอนี่..

            เพิ่งประลองวันนี้มาแท้ ๆ กลับอุตส่าห์เอายาในส่วนของมันมอบให้ผม..

             

            ผมกำยาเม็ดนั้นแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนข้อนิ้วซีด เงียบพอจะได้ยินเสียงกระดูกลั่นเบา ๆ แต่นั่นยังเบากว่าเสียงในอกที่กำลังสั่นอยู่

            “ตงเสวี่ยซาน..

            พรุ่งนี้แกจะได้อับอายไปทั่วทั้งงานแน่”

            เสียงพึมพำเย็นเฉียบหลุดออกมาจากปากผม ราวกับมันไม่ได้มาจากอารมณ์..

            แต่มาจากการตัดสินใจที่ไม่มีวันถอย

            สายตาของผมที่เคยอ่อนล้าจากการฝึก..

            ตอนนี้กลับสะท้อนภาพใหม่..

            ความมุ่งมั่นที่แหลมคม เย็นชา และเด็ดขาดยิ่งกว่าความเงียบของค่ำคืนนี้

            มันไม่ใช่แค่ต้องชนะ..

            แต่มันคือการสั่งสอน..

             

            แล้วถ้าหากถามผมว่าแผนที่ผมกับโหวหวังวางเอาไว้มันคืออะไร..

            ผมขออุบเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน..

            .

            .

    อีกฟากฝั่งหนึ่ง.. เป็นเรื่องที่หลิวเจี้ยนไม่อาจรับรู้ ต่อให้รู้ก็ไม่อาจเล่าได้ละเอียด

    (ในตอนนี้เป็นการบรรยายแบบบุคคลที่ 3)

             

            ในขณะเดียวกัน ณ อีกฟากฝั่งหนึ่งของเมืองศฤคาล ในห้องพักซอมซ่อของโรงเตี๊ยมราคาถูกที่ห่างไกลจากความหรูหรา บรรยากาศกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

            ภายในห้องที่แคบและอับชื้น มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานไม้ที่ผุพังเป็นเพื่อน

            ท่ามกลางความเงียบงันนั้น..

            ร่างของบุรุษผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงนอน เขากำลังใช้ผ้าผืนเล็ก ๆ เช็ดคมดาบทาจิในมืออย่างเชื่องช้าและมีสมาธิ

            ทุกการเคลื่อนไหวของเขาสมบูรณ์แบบและเยือกเย็นราวกับรูปสลักน้ำแข็ง

             

            แอ๊ด..!

             

            เสียงเปิดประตูทำให้มือที่กำลังเช็ดถูพลันหยุดลง ก่อนที่คนจะมองไปก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยเดินเข้ามา

            นั่นคือทงมีโซที่เดินเข้ามาพร้อมกับผมและเนื้อตัวที่เปียกปอน

            คิ้วของคนเป็นพี่พลันหงิกลงทันตาที่เห็นน้องสาวของมันเดินเข้ามาในสภาพนั้น

            “นี่เจ้าไปเที่ยวเล่นอีท่าไหน.. ถึงได้กลับมาในสภาพนั้นกัน”

             

            “ชิ!”

            เด็กสาวที่ตัวเปียกพลันชักสีหน้าทำแก้มป่องก่อนจะเดินเข้าไปหาพี่ชายของนาง

            “ใครว่าข้าไปเที่ยวเล่นกัน!

            นี่ข้าเพิ่งไปรับงานเสริมมา”

            พูดจบ.. มีโซก็ได้เหยียดมือออกไปพร้อมกับแบฝ่ามือ

            ในมือนั้นมีเหรียญทองแดงอยู่แปดเหรียญนอนสุมอยู่บนฝ่ามือ

             

            คนเป็นพี่มองเหรียญกองนั้นก่อนจะตวัดสายตาเข้ม ๆ มองไปที่น้องสาว

            ในหัวพลันคิดว่าน้องสาวตัวดีของมันต้องไปก่อเรื่องอะไรเอาไว้แน่ ๆ ถึงได้มีเงินติดตัวกลับมาได้

             

            มีโซเห็นสายตานั้นก็รีบกำมือพร้อมกับชักมือเข้าแนบกับแผ่นอก แทนด้วยมืออีกข้างที่เหยียดชี้ออกไปทางพี่ชายของนาง

            “เงินนี้ข้าหามาอย่างสุจริต มิได้ไปลักขโมยหรือหลอกขอใครเขามา

            และข้าไม่มีวันแบ่งคนขี้งกอย่างท่านเป็นอันขาด!”

            ใบหน้ากลม ๆ เล็ก ๆ เชิดขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับแก้มป่อง ๆ ที่ฟูขึ้นดั่งแป้งที่หมักยีสต์

             

            ทงบีโฮเห็นถ้าทางแบบนั้นของน้องสาวก็ได้แต่ทำสีหน้าหน่าย ๆ ก่อนจะกวักมือเรียกนาง

            “ช่างเถอะ.. ไม่ก่อเรื่องก็พอ..

            มานี่มา.. เดี๋ยวข้าเช็ดผมให้เจ้า”

             

            เห็นคนเป็นพี่ไม่มีท่าทีต่อว่า

            แก้มที่เคยสูบลมก็ได้แฟบลงก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม

            เด็กสาวพลันรีบเดินตรงไปหาพี่ชายของนางที่นังอยู่บนเตียง ก่อนที่ตัวของมีโซจะทรุดตัวนั่งลงบนพื้น

            เด็กสาวดีดนิ้วทีหนึ่ง แหวนมิติที่นางสวมก็ส่องแสงก่อนจะปรากฏซาลาเปาไส้หมูสองลูกพร้อมกันกับที่เหรียญทั้งแปดได้หายวับไป

            “นี่ค่าเช็ดผมให้ข้า อีกลูกนึงก็ของข้า.. ง่ำ!!”

            นางกัดมันไปคำหนึ่งแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างอารมณ์ดี

            ดวงตาเองก็ยิ้มอย่างมีความสุข

            “อี่อีโอ (พี่บีโฮ) ”

             

            “ข้าฟังภาษาคนนอกด่านไม่ออก..”

            ทงบีโฮเอ่ยในขณะที่เริ่มเช็ดผมให้แก่น้องสาวของมัน

             

            ฟังคำนั้นของพี่ชาย..

            แทนที่ทงมีโซจะเคี้ยวของที่อยู่ในปากให้ละเอียดดีก่อน

            นางกลับกลืนลงไปในทีเดียวแล้วจึงเอ่ยใหม่

            “ตอนที่ข้าอยู่ข้างนอก..

            ข้าได้ยินเขาเล่ากันว่า ท่านใช้วิชา 'หนึ่งเหมันต์โอบนภา' กับพี่สาวสวยคนนั้น!

            บอกข้ามานะว่าท่านไม่ได้ทำอะไรไม่ดีกับพี่สาวสวยคนนั้นใช่หรือไม่?!!”

             

            “ไอ้เด็กแก่แดดนี่! เจ้าเห็นข้าเป็นคนเช่นใดกัน!!”

             

            “แล้วท่านทำอะไรกับพี่สาวคนนั้นในปราการของท่านกัน?”

             

            “นังนั่นกำลังจะร้อง.. ข้าเลยสมเพช..”

            ทงบีโฮเอ่ยเสียงเรียบ ขณะที่มือยังคงเช็ดผมให้น้องสาว

             

            ด้วยความที่เป็นน้องสาว ทั้งยังถูกพี่ชายเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเด็ก

            ทงมีโซหรือจะไม่เข้าใจน้ำเสียงของคำว่า 'สมเพช' ที่พี่ชายของนางเอ่ยนั้นมีกี่ระดับ

            “ไหนท่านบอกว่าเป้าหมายของท่านคือจัดการพวกห้าเสาหลักให้สิ้นซากอย่างไรเล่า

            แล้วทำไมวันนี้ท่านถึงไปช่วยพี่สาวกระต่ายคนนั้นไว้ล่ะ?

            ไม่สมกับเป็นท่านเลย”

             

            มือที่กำลังเช็ดผมของทงบีโฮชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที

            ก่อนจะกลับมาเคลื่อนไหวตามเดิม

            “นางแตกต่างออกไป..”

            เสียงของเขาเรียบเฉยไร้ความรู้สึก

             

            “แตกต่างอย่างไรหรือ?”

            ทงมีโซเอียงคอถามอย่างสงสัย

             

            ทงบีโฮถอนหายใจออกมาเบา ๆ เสียงนั้นแฝงความรำคาญใจเล็กน้อย

            แต่เขาก็ยอมตอบในขณะที่ใช้มือจับหัวของน้องสาวให้กลับมาตั้งตรง

            “นังนั่นก็แค่เด็กคนนึง..

            ตอนตระกูลของเราถูกล่า..

            นางยังเล็กพอ ๆ กับข้าด้วยซ้ำ

            แม้ข้าจะจงเกลียดพวกเสาหลัก..

            กระนั้นข้าก็ยังแยกแยะเป็นว่าใครคือใคร..”

             

            คำตอบนั้นทำให้ทงมีโซนิ่งไป ก่อนที่รอยยิ้มกริ่มจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้มของนาง

            “โฮะโฮ่..

            พี่ชายข้าผู้เย็นชาดั่งน้ำแข็ง.. นี่รู้จักสงสารคนอื่นกับเขาด้วยหรือนี่

            ไม่น่าเชื่อเลยนะเนี่ย!

            หรือว่าท่านแอบชอบพี่สาวคนนั้นเข้าให้แล้ว?”

             

            “พูดจาไร้สาระ..

            ถ้าเจ้าว่างมากนักแทนที่จะไปทำเรื่องไร้สาระข้างนอก เจ้าสมควรอยู่ในโรงเตี๊ยมแล้วฝึกนั่งโคจรพลังปราณของเจ้าซะ

            อย่าได้เหลิงที่ปลุกพลังสถิตได้ระดับสี่ดาวครึ่งเชียว..”

            แม้คำพูดจะดูดุดันและน่ารำคาญ

            แต่การกระทำนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความเอ็นดูที่เขาไม่เคยแสดงออกทางคำพูด

             

            “ชิ!

            ท่านก็เอาแต่ดุน้อง!

            ก็ได้ ๆ ไม่แกล้งแล้วก็ได้!”

            นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สีหน้าจะกลับมาจริงจังอีกครั้ง

            “ว่าแต่..

            พรุ่งนี้ท่านก็ต้องเจอกับคนของห้าเสาหลักอีกคนมิใช่หรือ? พี่ตระกูลลิงนั่นน่ะ..

            คราวนี้ท่านจะทำอย่างไร?

            จะเมตตาเขาเหมือนวันนี้อีกหรือไม่?”

             

            คำถามนั้นทำให้ทงบีโฮนิ่งไป มือที่เคยขยับเช็ดผมพลันหยุดลง สายตาของเขาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่แสงจันทร์สาดส่องเข้ามา

            ภาพความทรงจำอันโหดร้ายเมื่อหกปีก่อนพลันซ้อนทับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว..

            กลิ่นคาวเลือดที่ผสมกับกลิ่นไม้ไหม้ไฟ

            เสียงกรีดร้องโหยหวนของญาติพี่น้อง ร่างที่ไร้วิญญาณกระจัดกระจายอยู่ทั่วลาน และเงาของคนชุดดำที่เคลื่อนไหวราวกับปีศาจ..

            เขาหลับตาลงชั่วอึดใจเพื่อขับไล่ภาพเหล่านั้นออกไป ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วจึงเริ่มกลับมาเช็ดผมให้นางต่อ

            แววตาที่เคยเย็นชาพลันอ่อนแสงลงเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อสัมผัสได้ว่าคนที่มันเช็ดผมให้ยังมีชีวิตอยู่..

            นี่คือเหตุผลทั้งหมดที่เขายังคงมีชีวิตและต่อสู้มาจนถึงทุกวันนี้

             

            ทงบีโฮกลับมาสู่ปัจจุบัน แววตาของเขากลับมาเย็นเยียบดังเดิม

            “ก็อย่างที่ข้าเคยบอกเจ้า..

            การประลองนี้ข้ายังไม่ได้คิดจะชำระแค้น

            ข้าเพียงต้องการประเมินฝีมือของคนรุ่นใหม่ของตระกูลพวกมัน”

            น้ำเสียงของคนหนักแน่นและชัดเจน

            “ถ้าเจ้าลิงนั่นไม่โง่พอที่จะมาขวางทางข้าอย่างสุดกำลัง..

            ข้าก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรมันในตอนนี้”

            บีโฮหยุดไปชั่วลมหายใจ..

            ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายที่แฝงไปด้วยความนัยอันลึกล้ำ

            “เพราะคนที่ข้าอยากจะเจอในสนามประลองนี้จริง ๆ

            ก็คือรุ่นหลังของ 'ตระกูลตง' ต่างหาก”

             

            หมับ..!

            มือน้อย ๆ ของน้องสาวพลันจับแตะลงบนหลังมือของคนที่เช็ดผมให้นางอยู่

            “แต่ท่านก็ต้องระวังตัวของท่านด้วย..

            ตอนนี้ข้าเหลือแค่ท่านกับพ่อบุญธรรมเท่านั้น..”

             

            สัมผัสอุ่น ๆ บนหลังมือของคนพลันทำให้สายตาที่เย็นชาเปลี่ยนพลันเป็นอบอุ่นชั่วขณะ

            “ข้าก็เหลือเท่า ๆ เจ้านั่นแหละ..”

             

            ฟังจากเสียงที่อ่อนลงของพี่ชายของนาง..

            ทงมีโซจึงได้ถอนมือกลับออกมาพร้อมกับจับซาลาเปาจะกินต่อ

            แต่เหมือนจะมีบางอย่างสะดุดใจของนาง

            “เดี๋ยวก่อนนะพี่บีโฮ..

            ท่านใช้อะไรเช็ดผมให้ข้าน่ะ?

            อย่าบอกนะว่าท่านใช้ผ้าที่ท่านเพิ่งเช็ดดาบมาซับผมให้ข้าน่ะ?”

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน