กลางดึกของเมืองศฤคาล ม่านราตรีคลี่คลุมเมืองอีกครั้ง
แต่คราวนี้..
มันไม่เงียบเหมือนเคย
ไม่ใช่เพราะเสียงคน ไม่ใช่เพราะเสียงลม แต่เป็นเพราะแรงปราณที่ตลบอบอวลไปทั่วห้อง อย่างกับทั้งเมืองกำลังกลั้นหายใจรอศึกใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในวันพรุ่งนี้
พูดตามตรงนะ..
บรรยากาศคืนนี้นี่มัน..
มันเงียบจนผมไม่ไว้ใจ เหมือนความสงบก่อนที่อะไรสักอย่างกำลังจะพังลง
ในห้องพักของเรือนรับรองตระกูลซุนที่เป็นห้องของผม กลิ่นไหม้จาง ๆ ยังคลุ้งอยู่ พื้นไม้ดี ๆ ของห้องเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน
ไม่ต้องเดาเลยว่าผมเพิ่งทำอะไรมา
ก็แค่ฝึกพลังปราณและใช้ความพยายามกว่าครึ่งเพื่อไม่ทำให้พลังปราณตีกลับจนระเบิดตัวเองก็เต็มกลืนแล้ว
ตัวผมยังคงนั่งนิ่งอยู่กลางห้อง ปิดตา ฝืนข่มลมหายใจ ร่างกายมันร้อนจัดสลับเย็นเฉียบไปมาอยู่อย่างนั้น ราวกับข้างหนึ่งอยู่กลางทะเลเพลิง อีกข้างกำลังจมในน้ำแข็ง
ในตัวผม.. พลังปราณธาตุน้ำกับธาตุไฟกำลังซัดกันนัวยิ่งกว่าศึกระหว่างเผ่า อัคคีผลาญกับวารีชำราชมันไม่รู้จักคำว่าอยู่ร่วมกันเลยสักนิด
มันกัด มันฟัด มันปะทะกันอยู่ในเส้นชีพจรของผมแบบไม่ไว้หน้าเจ้าของร่างกันเลยแม้แต่น้อย
พวกนายอาจสงสัย.. ว่าทำไมผมถึงเน้นฝึกวิชาสองธาตุนี้เป็นพิเศษ
ก็เพราะผมเห็นและสัมผัสมากับตัวแล้วว่าตงเสวี่ยซานมันมีธาตุประจำตัวเป็นธาตุน้ำ
การควบคุมปราณธาตุของมันยังเรียกว่าคมกว่าผมมากนัก
ดูได้จากการเปลี่ยนวิชาที่เกิดจากปราณธาตุน้ำของอุสางิซากิก็ได้
ผมไม่ได้จะว่ายัยนั่นหรอกนะ ก็เข้าใจได้อยู่ว่าน่าจะเพิ่งใช้ปราณธาตุได้ เลยไม่อาจฝืนการเปลี่ยนแปลงพลังธาตุของตงเสวี่ยซานได้
แต่อีกสาเหตุก็ชัดอยู่..
ความเชี่ยวชาญและความเข้าใจในปราณธาตุของมันนั้นสูงพอตัว เลยทำให้ซากิไม่อาจสู้ได้
มันเลยทำให้ผมพอรู้ได้บ้างว่าทำไมกว่าแปดเดือน หมอนั้นระดับวรยุทธ์จึงไม่ค่อยขยับสักเท่าไหร่
ผมว่า..
มันน่าจะเอาเวลาทั้งหมดไปทุ่มกับการฝึกปราณธาตุแน่ ๆ
ผมที่รู้แบบนั้นเลยต้องฝืนฝึกให้ดีกว่านี้
หากผมสามารถควบคุมปราณธาตุได้เทียบเสมอกับหมอนั่น..
เรื่องการแพ้ชนะก็ต้องวัดกันด้วยอย่างอื่นแทน
ผมเลยต้องกัดฟัน พยายามควบรวมปราณทั้งสองให้มันไม่ฆ่ากันซะก่อน
แต่ขอบอกไว้ก่อน มันไม่ได้ง่ายเหมือนฝึกตีลังกาใต้น้ำแม้แต่นิด
ตอนนี้ผมเจ็บเหมือนมีคนกำลังเอาไฟลนเส้นประสาทแล้วตามเอาน้ำแข็งมีจี้ สลับกันรัว ๆ แบบนั้นเลย
หากผมทำให้ปราณวารีในมือไม่เดือดในตอนที่ถูกปราณไฟเล้า..
ผมก็จะสามารถต้านทานการข่มทางปราณธาตุของตงเสวี่ยซานได้
พลั่ก!
เสียงประตูถูกถีบเปิดเข้ามาโดยไม่มีคำว่า 'เคาะ' ให้ได้ยินแม้แต่นิดเดียว
และแทบจะทันทีที่มันดัง 'พลั่ก!' เสียงฝีเท้าหนัก ๆ แบบไม่มีหางเสียงก็กระแทกใส่พื้นห้องเหมือนเจ้าของเท้ามันอยากประกาศว่า 'ข้ากลับมาแล้วเว้ย!'
สิ่งต่อมาที่ลอยเข้ามาไม่ใช่หมัด..
แต่เป็นของอย่างหนึ่งที่พุ่งมาอย่างแม่นยำ ก่อนจะตกแหมะลงบนตักผมพอดีเป๊ะ
อย่างน้อยมันก็ไม่ได้เล็งที่หัวผม
“ยังไม่เลิกเล่นกับพลังใหม่ของเอ็งอีกฤๅไร?
ฉันล่ะกลัวจริง ๆ ว่าวันพรุ่งเอ็งจะระเบิดตนเองตายก่อนจะได้เจอหน้าอ้ายตงเสวี่ยซาน
อย่างไรเอ็งก็ควรพักให้พอไม่ใช่อาศัยทางลัดกระเดือกโอสถเพียงอย่างเดียว..
อ้ายเจี้ยน”
อัตลักษณ์ทางภาษานี้ไม่ต้องเสียเวลาคิดให้เปลืองแรง
โหวหวังแน่นอน
เสียงฝีเท้าของมันเดินเข้ามาเหมือนเป็นเจ้าบ้าน (ก็บ้านรับรองตระกูลของมันจริง ๆ นั่นแหละ)
อย่าเข้าใจผิด ผมไม่ได้รำคาญอะไรในตัวมันทั้งนั้น
ก็แค่..
หงุดหงิดนิดหน่อยเพราะตัวเองยังฝึกไม่ได้ถึงตามที่ตัวเองตั้งเป้าเอาไว้
ผมลืมตาขึ้นช้า ๆ ลมหายใจค่อย ๆ คลายออกพร้อมกับไอร้อนและเย็นที่อัดแน่นอยู่รอบตัวจะค่อย ๆ ซาลงไปทีละนิด
โหวหวังยืนอยู่ตรงหน้า ท่าทางยียวนยังเหมือนเดิม
ผมมองมันสักพักก่อนจะหยิบโอสถเม็ดนั้นในตักขึ้นมา แล้วถอนหายใจออกมาเงียบ ๆ เหมือนถอนความรู้สึกบางอย่างที่พูดออกไปไม่ได้
“ข้าไม่เป็นไรหรอก..”
ผมพูดพลางเหลือบมองเพื่อน
“แต่เจ้าน่ะสิโหวหวัง..
พรุ่งนี้ต้องเจอกับคิมบีโฮไม่ใช่หรือยังไง
ไม่ไปพักรึ?”
น้ำเสียงของผมอาจจะเรียบ แต่น้ำหนักในคำนั้นไม่มีใครฟังแล้วหัวเราะได้
“เจ้าก็น่าจะเห็นแล้วว่ามันไม่หมู
ไม่ว่าจะความเจนในวิถีดาบ วิธีการฟันดาบอย่างกับซามูไร..
ข้าหมายถึงนักดาบในทวีปเดิมของข้า
อย่างไรมันก็น่ากลัว..
เจ้าสมควรต้องพักเพื่อเอาแรง”
คำพูดของผมทำให้รอยยิ้มกวนส้นบนหน้าหมอนั่นค่อย ๆ หายไป
เหมือนคำพูดนั้นกดสวิตช์อะไรบางอย่างให้แววตาขี้เล่นกลายเป็นแววตาของคนตระหนักรู้จริง ๆ
มันเหลือบมองไปที่ประตูอย่างกับจะเช็กว่าห้องนี้ปลอดคนก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้
เสียงที่ตามมาเบาจนแทบกลืนกับลมหายใจ
“ก็เพราะแบบนั้นอย่างไรเล่า..
แผนของเราถึงต้องเป็นเช่นนั้น..”
โหวหวังเอื้อมมาตบบ่าผมเบา ๆ ไม่ได้พูดปลอบ ไม่ได้เพื่อให้กำลังใจ แต่สัมผัสนั้นบอกหมดทุกอย่างแล้ว
ว่ามันรู้ดีอยู่แก่ใจ
“จำที่คุยกันไว้ได้ใช่ฤๅไม่?”
ผมพยักหน้าช้า ๆ มองหน้าเพื่อนรักที่ยืนอยู่ตรงหน้า
แววตานั้น..
สิ่งที่สะท้อนกลับเข้ามาในดวงตาผมคือความจริงจังที่ทำให้รู้สึกหนักใจขึ้นโดยอัตโนมัติ
“ฉันรู้.. จริงอยู่ว่าอ้ายพันธุ์นั้นมันแข็งแก่ง
แต่ฉันเองก็ใช่กระจอก..”
โหวหวังพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แน่นและหนัก มั่นคงพอจะทำให้คนฟังหยุดหายใจไปชั่วขณะ
“แม้นไม่มั่นใจสักส่วนว่าฉันจะเอาชนะมันได้..
แต่ก่อนที่มันจะล้มฉันได้..
อ้ายพันธุ์นั้นก็จักต้องใช้วิชาออกมาสักครึ่งนึงที่มันมีเสียก่อน
ฉันจึงจะยอมพ่าย..”
นี่แทบจะเป็นไม่กี่ครั้ง ที่โหวหวังมันจะดูจริงจังจนดูเหมือนไม่ใช่มัน
จากปกติที่เป็นคนดูเฉยเมย ไม่ยี่หระต่ออะไรรอบตัวนอกจากดอกไม้กับผู้หญิง
วันนี้สายตาของมันกลับจริงจัง รวมตารวมศูนย์จนเห็นแวว เป็นสายตาที่แสดงถึงความมุ่งมั่น เป็นความรู้สึกที่บอกว่า จะไม่ปล่อยให้อะไรหลุดมือไม่ว่าแลกด้วยอะไรก็ตาม
ท่าทางแบบนั้นน่ะ..
มันไม่ต้องการคำปลอบ มันไม่สนคำเตือน มันแค่ต้องการผลลัพธ์ และพร้อมจะยอมเจ็บทุกอย่างเพื่อให้ไปถึง
“แลตามแผนที่เอ็งวาดไว้..
ฉันคือคนแรกที่จักชนะมันมิใช่ฤๅ
ไอ้เกลอเอ๋ย..”
มันพูดพลางยืดตัวขึ้นเต็มความสูง
ดวงตานั้นไม่ไหวเอนแม้แต่น้อย ก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมไปด้านหลังอย่างลวก ๆ เหมือนกำลังเตรียมใจให้พร้อมต่อสิ่งที่กำลังจะมา
จากนั้นมันก็ก้าวถอยหนึ่งก้าว ชูนิ้วชี้ขึ้นมาระดับอก แล้วเอียงหน้าเล็กน้อยราวกับจะย้ำกับตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย
“เกลอคนนี้ไม่ทำให้เอ็งผิดหวังดอก..
อ้ายเจี้ยน”
ผมไม่ได้พูดอะไรตอบออกไปในตอนนั้น แค่พยักหน้าเบา ๆ
แต่ข้างใน..
มันไม่ได้เบาเลยสักนิด..
ขอบคุณน่ะเหรอ? ไม่.. เพื่อนกันไม่เสียเวลาพูดคำแบบนั้นออกมาหรอก
แค่พยักหน้าและยิ้มก็เข้าใจกันแล้ว
แต่ไม่ใช่ผมไม่รู้สึกขอบคุณมันนะ แน่นอนว่าผมรู้สึกแบบนั้น
ขอบคุณที่มันยอมทำตามที่ผมขอ
ยอมเจ็บตัวเพื่อผม
และที่แน่นอนที่สุด..
ผมเองก็เป็นห่วงมันมากด้วยเช่นเดียวกัน เพราะผมรู้ดีว่าเส้นทางที่มันกำลังก้าวไป มันไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้ ไม่มีแม้แต่หนาม
แต่เป็นแอ่งเลือด..
ซึ่งอาจเป็นเลือดของมันเอง
“เข้าใจแล้ว..
ฝากด้วยเพื่อน”
คำพูดสั้น ๆ นั้นมันไม่ได้แค่ฝากฝัง..
แต่มันโยนความเชื่อใจทั้งหมดลงบนบ่าผมโดยไม่แบ่งไว้ให้ใครเลย
โหวหวังยิ้มบาง ๆ ให้ แววตานิ่งอย่างคนที่ตัดใจจากความลังเลไปแล้ว
ก่อนจะตบบ่าผมแรงขึ้นอีกที
แรงพอให้สั่นถึงกระดูกแต่ไม่ใช่เพราะเจ็บ..
เพราะมันเน้นย้ำ.. ว่าบ่าของผมก็มีของที่ต้องแบกด้วยเหมือนกัน
จากนั้นมันก็หมุนตัวเดินจากไป
ไม่พูดอะไรอีกเลย..
ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่..
ผมมองมันจนลับสายตา แล้วจึงก้มมองเมล็ดยาหมื่นทิพย์หกประการในมือที่มันทิ้งไว้ให้
หมอนี่..
เพิ่งประลองวันนี้มาแท้ ๆ กลับอุตส่าห์เอายาในส่วนของมันมอบให้ผม..
ผมกำยาเม็ดนั้นแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนข้อนิ้วซีด เงียบพอจะได้ยินเสียงกระดูกลั่นเบา ๆ แต่นั่นยังเบากว่าเสียงในอกที่กำลังสั่นอยู่
“ตงเสวี่ยซาน..
พรุ่งนี้แกจะได้อับอายไปทั่วทั้งงานแน่”
เสียงพึมพำเย็นเฉียบหลุดออกมาจากปากผม ราวกับมันไม่ได้มาจากอารมณ์..
แต่มาจากการตัดสินใจที่ไม่มีวันถอย
สายตาของผมที่เคยอ่อนล้าจากการฝึก..
ตอนนี้กลับสะท้อนภาพใหม่..
ความมุ่งมั่นที่แหลมคม เย็นชา และเด็ดขาดยิ่งกว่าความเงียบของค่ำคืนนี้
มันไม่ใช่แค่ต้องชนะ..
แต่มันคือการสั่งสอน..
แล้วถ้าหากถามผมว่าแผนที่ผมกับโหวหวังวางเอาไว้มันคืออะไร..
ผมขออุบเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน..
.
.
อีกฟากฝั่งหนึ่ง.. เป็นเรื่องที่หลิวเจี้ยนไม่อาจรับรู้ ต่อให้รู้ก็ไม่อาจเล่าได้ละเอียด
(ในตอนนี้เป็นการบรรยายแบบบุคคลที่ 3)
ในขณะเดียวกัน ณ อีกฟากฝั่งหนึ่งของเมืองศฤคาล ในห้องพักซอมซ่อของโรงเตี๊ยมราคาถูกที่ห่างไกลจากความหรูหรา บรรยากาศกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ภายในห้องที่แคบและอับชื้น มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานไม้ที่ผุพังเป็นเพื่อน
ท่ามกลางความเงียบงันนั้น..
ร่างของบุรุษผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงนอน เขากำลังใช้ผ้าผืนเล็ก ๆ เช็ดคมดาบทาจิในมืออย่างเชื่องช้าและมีสมาธิ
ทุกการเคลื่อนไหวของเขาสมบูรณ์แบบและเยือกเย็นราวกับรูปสลักน้ำแข็ง
แอ๊ด..!
เสียงเปิดประตูทำให้มือที่กำลังเช็ดถูพลันหยุดลง ก่อนที่คนจะมองไปก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยเดินเข้ามา
นั่นคือทงมีโซที่เดินเข้ามาพร้อมกับผมและเนื้อตัวที่เปียกปอน
คิ้วของคนเป็นพี่พลันหงิกลงทันตาที่เห็นน้องสาวของมันเดินเข้ามาในสภาพนั้น
“นี่เจ้าไปเที่ยวเล่นอีท่าไหน.. ถึงได้กลับมาในสภาพนั้นกัน”
“ชิ!”
เด็กสาวที่ตัวเปียกพลันชักสีหน้าทำแก้มป่องก่อนจะเดินเข้าไปหาพี่ชายของนาง
“ใครว่าข้าไปเที่ยวเล่นกัน!
นี่ข้าเพิ่งไปรับงานเสริมมา”
พูดจบ.. มีโซก็ได้เหยียดมือออกไปพร้อมกับแบฝ่ามือ
ในมือนั้นมีเหรียญทองแดงอยู่แปดเหรียญนอนสุมอยู่บนฝ่ามือ
คนเป็นพี่มองเหรียญกองนั้นก่อนจะตวัดสายตาเข้ม ๆ มองไปที่น้องสาว
ในหัวพลันคิดว่าน้องสาวตัวดีของมันต้องไปก่อเรื่องอะไรเอาไว้แน่ ๆ ถึงได้มีเงินติดตัวกลับมาได้
มีโซเห็นสายตานั้นก็รีบกำมือพร้อมกับชักมือเข้าแนบกับแผ่นอก แทนด้วยมืออีกข้างที่เหยียดชี้ออกไปทางพี่ชายของนาง
“เงินนี้ข้าหามาอย่างสุจริต มิได้ไปลักขโมยหรือหลอกขอใครเขามา
และข้าไม่มีวันแบ่งคนขี้งกอย่างท่านเป็นอันขาด!”
ใบหน้ากลม ๆ เล็ก ๆ เชิดขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับแก้มป่อง ๆ ที่ฟูขึ้นดั่งแป้งที่หมักยีสต์
ทงบีโฮเห็นถ้าทางแบบนั้นของน้องสาวก็ได้แต่ทำสีหน้าหน่าย ๆ ก่อนจะกวักมือเรียกนาง
“ช่างเถอะ.. ไม่ก่อเรื่องก็พอ..
มานี่มา.. เดี๋ยวข้าเช็ดผมให้เจ้า”
เห็นคนเป็นพี่ไม่มีท่าทีต่อว่า
แก้มที่เคยสูบลมก็ได้แฟบลงก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม
เด็กสาวพลันรีบเดินตรงไปหาพี่ชายของนางที่นังอยู่บนเตียง ก่อนที่ตัวของมีโซจะทรุดตัวนั่งลงบนพื้น
เด็กสาวดีดนิ้วทีหนึ่ง แหวนมิติที่นางสวมก็ส่องแสงก่อนจะปรากฏซาลาเปาไส้หมูสองลูกพร้อมกันกับที่เหรียญทั้งแปดได้หายวับไป
“นี่ค่าเช็ดผมให้ข้า อีกลูกนึงก็ของข้า.. ง่ำ!!”
นางกัดมันไปคำหนึ่งแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างอารมณ์ดี
ดวงตาเองก็ยิ้มอย่างมีความสุข
“อี่อีโอ (พี่บีโฮ) ”
“ข้าฟังภาษาคนนอกด่านไม่ออก..”
ทงบีโฮเอ่ยในขณะที่เริ่มเช็ดผมให้แก่น้องสาวของมัน
ฟังคำนั้นของพี่ชาย..
แทนที่ทงมีโซจะเคี้ยวของที่อยู่ในปากให้ละเอียดดีก่อน
นางกลับกลืนลงไปในทีเดียวแล้วจึงเอ่ยใหม่
“ตอนที่ข้าอยู่ข้างนอก..
ข้าได้ยินเขาเล่ากันว่า ท่านใช้วิชา 'หนึ่งเหมันต์โอบนภา' กับพี่สาวสวยคนนั้น!
บอกข้ามานะว่าท่านไม่ได้ทำอะไรไม่ดีกับพี่สาวสวยคนนั้นใช่หรือไม่?!!”
“ไอ้เด็กแก่แดดนี่! เจ้าเห็นข้าเป็นคนเช่นใดกัน!!”
“แล้วท่านทำอะไรกับพี่สาวคนนั้นในปราการของท่านกัน?”
“นังนั่นกำลังจะร้อง.. ข้าเลยสมเพช..”
ทงบีโฮเอ่ยเสียงเรียบ ขณะที่มือยังคงเช็ดผมให้น้องสาว
ด้วยความที่เป็นน้องสาว ทั้งยังถูกพี่ชายเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเด็ก
ทงมีโซหรือจะไม่เข้าใจน้ำเสียงของคำว่า 'สมเพช' ที่พี่ชายของนางเอ่ยนั้นมีกี่ระดับ
“ไหนท่านบอกว่าเป้าหมายของท่านคือจัดการพวกห้าเสาหลักให้สิ้นซากอย่างไรเล่า
แล้วทำไมวันนี้ท่านถึงไปช่วยพี่สาวกระต่ายคนนั้นไว้ล่ะ?
ไม่สมกับเป็นท่านเลย”
มือที่กำลังเช็ดผมของทงบีโฮชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที
ก่อนจะกลับมาเคลื่อนไหวตามเดิม
“นางแตกต่างออกไป..”
เสียงของเขาเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
“แตกต่างอย่างไรหรือ?”
ทงมีโซเอียงคอถามอย่างสงสัย
ทงบีโฮถอนหายใจออกมาเบา ๆ เสียงนั้นแฝงความรำคาญใจเล็กน้อย
แต่เขาก็ยอมตอบในขณะที่ใช้มือจับหัวของน้องสาวให้กลับมาตั้งตรง
“นังนั่นก็แค่เด็กคนนึง..
ตอนตระกูลของเราถูกล่า..
นางยังเล็กพอ ๆ กับข้าด้วยซ้ำ
แม้ข้าจะจงเกลียดพวกเสาหลัก..
กระนั้นข้าก็ยังแยกแยะเป็นว่าใครคือใคร..”
คำตอบนั้นทำให้ทงมีโซนิ่งไป ก่อนที่รอยยิ้มกริ่มจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้มของนาง
“โฮะโฮ่..
พี่ชายข้าผู้เย็นชาดั่งน้ำแข็ง.. นี่รู้จักสงสารคนอื่นกับเขาด้วยหรือนี่
ไม่น่าเชื่อเลยนะเนี่ย!
หรือว่าท่านแอบชอบพี่สาวคนนั้นเข้าให้แล้ว?”
“พูดจาไร้สาระ..
ถ้าเจ้าว่างมากนักแทนที่จะไปทำเรื่องไร้สาระข้างนอก เจ้าสมควรอยู่ในโรงเตี๊ยมแล้วฝึกนั่งโคจรพลังปราณของเจ้าซะ
อย่าได้เหลิงที่ปลุกพลังสถิตได้ระดับสี่ดาวครึ่งเชียว..”
แม้คำพูดจะดูดุดันและน่ารำคาญ
แต่การกระทำนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความเอ็นดูที่เขาไม่เคยแสดงออกทางคำพูด
“ชิ!
ท่านก็เอาแต่ดุน้อง!
ก็ได้ ๆ ไม่แกล้งแล้วก็ได้!”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สีหน้าจะกลับมาจริงจังอีกครั้ง
“ว่าแต่..
พรุ่งนี้ท่านก็ต้องเจอกับคนของห้าเสาหลักอีกคนมิใช่หรือ? พี่ตระกูลลิงนั่นน่ะ..
คราวนี้ท่านจะทำอย่างไร?
จะเมตตาเขาเหมือนวันนี้อีกหรือไม่?”
คำถามนั้นทำให้ทงบีโฮนิ่งไป มือที่เคยขยับเช็ดผมพลันหยุดลง สายตาของเขาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่แสงจันทร์สาดส่องเข้ามา
ภาพความทรงจำอันโหดร้ายเมื่อหกปีก่อนพลันซ้อนทับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว..
กลิ่นคาวเลือดที่ผสมกับกลิ่นไม้ไหม้ไฟ
เสียงกรีดร้องโหยหวนของญาติพี่น้อง ร่างที่ไร้วิญญาณกระจัดกระจายอยู่ทั่วลาน และเงาของคนชุดดำที่เคลื่อนไหวราวกับปีศาจ..
เขาหลับตาลงชั่วอึดใจเพื่อขับไล่ภาพเหล่านั้นออกไป ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วจึงเริ่มกลับมาเช็ดผมให้นางต่อ
แววตาที่เคยเย็นชาพลันอ่อนแสงลงเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อสัมผัสได้ว่าคนที่มันเช็ดผมให้ยังมีชีวิตอยู่..
นี่คือเหตุผลทั้งหมดที่เขายังคงมีชีวิตและต่อสู้มาจนถึงทุกวันนี้
ทงบีโฮกลับมาสู่ปัจจุบัน แววตาของเขากลับมาเย็นเยียบดังเดิม
“ก็อย่างที่ข้าเคยบอกเจ้า..
การประลองนี้ข้ายังไม่ได้คิดจะชำระแค้น
ข้าเพียงต้องการประเมินฝีมือของคนรุ่นใหม่ของตระกูลพวกมัน”
น้ำเสียงของคนหนักแน่นและชัดเจน
“ถ้าเจ้าลิงนั่นไม่โง่พอที่จะมาขวางทางข้าอย่างสุดกำลัง..
ข้าก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรมันในตอนนี้”
บีโฮหยุดไปชั่วลมหายใจ..
ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายที่แฝงไปด้วยความนัยอันลึกล้ำ
“เพราะคนที่ข้าอยากจะเจอในสนามประลองนี้จริง ๆ
ก็คือรุ่นหลังของ 'ตระกูลตง' ต่างหาก”
หมับ..!
มือน้อย ๆ ของน้องสาวพลันจับแตะลงบนหลังมือของคนที่เช็ดผมให้นางอยู่
“แต่ท่านก็ต้องระวังตัวของท่านด้วย..
ตอนนี้ข้าเหลือแค่ท่านกับพ่อบุญธรรมเท่านั้น..”
สัมผัสอุ่น ๆ บนหลังมือของคนพลันทำให้สายตาที่เย็นชาเปลี่ยนพลันเป็นอบอุ่นชั่วขณะ
“ข้าก็เหลือเท่า ๆ เจ้านั่นแหละ..”
ฟังจากเสียงที่อ่อนลงของพี่ชายของนาง..
ทงมีโซจึงได้ถอนมือกลับออกมาพร้อมกับจับซาลาเปาจะกินต่อ
แต่เหมือนจะมีบางอย่างสะดุดใจของนาง
“เดี๋ยวก่อนนะพี่บีโฮ..
ท่านใช้อะไรเช็ดผมให้ข้าน่ะ?
อย่าบอกนะว่าท่านใช้ผ้าที่ท่านเพิ่งเช็ดดาบมาซับผมให้ข้าน่ะ?”