เช้ามืดวันถัดมา... ในช่วงเวลาที่ฟ้ายังเป็นสีน้ำเงินเข้มและอากาศเย็นชื้นปกคลุมไปทั่ว
ณ จุดนัดพบหน้าโรงรถ ภัทร, ชีตาห์, ริน และหัวหน้าหน่วยที่ 2 มารวมตัวกันเพื่อออกเดินทาง
วันนี้ริศและนัทไม่ได้มาร่วมด้วย เนื่องจากอาการป่วยของ รัน กำเริบขึ้นมาจากภาวะ ‘รากวิญญาณบกพร่อง’ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับภัทรแต่รุนแรงกว่า หากเธออยู่ในสถานที่ที่มีมานาเข้มข้น ร่างกายจะต่อต้านจนเกิดไข้สูง ทำให้เธอต้องพักผ่อนอยู่ที่สำนักงาน โดยมีเจ้า จิ๊ดริด หนูงานตัวจ้อยของภัทรรับหน้าที่เป็นเพื่อนเล่นแก้เหงา (และเพื่อความปลอดภัยของตัวมันเองจากมดกระสุนด้วย) ส่วนนัทก็เลยจำต้องอยู่ช่วยงานริศ
ยานพาหนะที่มารับพวกเขาในวันนี้ ทำเอาภัทรถึงกับอ้าปากค้าง...
มันคือ รถตู้ขายไอศกรีมสีชมพูหวานแหวว สภาพเก่าคร่ำคร่า สีลอกจนเห็นสนิม และมีรูปการ์ตูนไอศกรีมโคนตาหวานแปะอยู่ข้างรถ
อยู่ๆ หัวหน้าก็พูดขึ้น “เห็นกี่ทีก็ภูมิใจ ไม่มีทางที่ชาวสามัญคนไหนจะจับได้แน่ว่าเป็นรถของผู้วิเศษ” เขายิ้มโดยไม่แคร์สายตาของลูกทีมที่มองอยู่
คนขับรถในวันนี้คือชายร่างท้วมที่ภัทรคุ้นหน้าคุ้นตา เขาคือคนเดียวกับที่ภัทรเจอตอนเผลอหลุดปากเรื่องชื่อเทพ
ชายคนนี้ไม่ใช่แค่พนักงานขับรถทั่วไป แต่เขาคือเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มีรหัสลับว่า ‘ที’ (T) ซึ่งมีระดับพลังระดับสามขั้นสูงเทียบเท่ากับหัวหน้าหน่วย เพียงแต่ภาพลักษณ์ภายนอกของเขาดู... ไม่เหมือนผู้วิเศษสักนิด
‘ที’ สวมชุดยูนิฟอร์มที่ดูคับติ้ว ทับด้วยเสื้อคลุมฮาโอริลายคลื่นสีฟ้าเลียนแบบตัวละครจาก อนิเมะดังที่กำลังฮิตระเบิดในโลกสามัญ เขากำลังฮัมเพลงวงไอดอลที่ภาษาผสมภาษาสีมาและนิจิเอาไว้ได้อย่างลงตัว ด้วยท่าทีอย่างอารมณ์ดี พลางโยกหัวไปตามจังหวะเพลงจากกล่องเพลงเก่าๆ ที่วางอยู่หน้ารถ
เมื่อทุกคนขึ้นรถด้วยความอายเล็กน้อย รถไอศกรีมก็ออกตัวด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่ดัง ครืดดดด... บ่งบอกถึงความเก่าของมัน
หัวหน้าของพวกเขาหลังขึ้นรถมาได้ก็ดึงหมวกปิดหน้าแล้วหลับที่เบาะหลังทันที ปล่อยให้เด็กรุ่นใหม่นั่งเบียดกันทำหน้าบอกบุญไม่รับ
รถไอศกรีมสีชมพูขับฝ่าความมืดเข้าสู่เขตแดนผู้วิเศษ ผ่านด่านตรวจล่องหนบริเวณทางด่วนหมายเลข 27ข. ที่ไม่มีบอกตามป้ายประจำทาง
วูบ!
ทันใดนั้น แสงไฟสว่างจ้าสาดมาจากด้านหลัง ตามมาด้วย รถลีมูซีนหรูสีดำมันขลับ ติดฟิล์มทึบจนมองไม่เห็นด้านใน มันขับแซงรถไอศกรีมของพวกเขาไปอย่างนิ่มนวลเงียบกริบ ทิ้งไว้เพียงลมแรงที่พัดเอารถตู้เก่าๆ โยกไปมา
ปิ๊นๆ!
รถลีมูซีนบีบแตรทักทาย หรือไม่ก็เยาะเย้ย ก่อนจะเร่งเครื่องหายวับไปกับความมืด ทิ้งให้รถขายไอศกรีมต้วมเตี้ยมอยู่ข้างหลัง
“แม่งเอ๊ย! ทำไมรถเราไม่ดีอย่างนี้บ้างวะ” ชีตาห์บ่นอุบอิบ มองตามไฟท้ายรถหรูตาละห้อย
“พี่ชีตาห์ก็ลองไปสมัครเป็น ‘ผู้ถูกเลือก’ ดูสิคะ เผื่อจะได้บริการดุจเจ้าชายแบบเขาบ้าง” รินพูดพลางกลั้นขำกับสภาพรถ
ภัทรสะกิดใจขึ้นมาทันที “จริงสิครับคุณริน พี่ชีตาห์... ไอ้ ‘ผู้ถูกเลือก’ ที่ว่านี่คืออะไรเหรอครับ? เห็นเขาพูดตอนอยู่ต่อหน้าท่านหญิงวันก่อน”
รินหันขวับมามองภัทร “นายไม่รู้จักแม้กระทั่งผู้ถูกเลือกเหรอ? นี่นายผ่านวิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์ปี 2 มาได้ยังไงเนี่ย?”
ชีตาห์ถอนหายใจ เอี้ยวตัวจากเบาะหน้ามาหา “เอาน่าริน ภัทรมันเพิ่งมาโลกนี้ได้สองสามเดือนเอง... มานี่ ภัทร ฉันจะเล่าให้ฟัง”
“ผู้ถูกเลือก (The Chosen Ones) คือเด็กในคำทำนายที่จะถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อหยุดยั้งหายนะที่จะมาเยือนโลกผู้วิเศษทุกๆ หนึ่งร้อยปี โดยการทำนายร่วมกันของผู้อาวุโสจาก 4 ศาสนาใหญ่ ได้แก่ ศาสนจักรแห่งแสง, วิหารเทวะมันตรา, ศาสนาจันทรคติ และ ศาสนจักรชีวันนิรันดร์”
“เมื่อร้อยปีก่อน ผู้ถูกเลือกต้องเจอกับจอมมารคนหนึ่ง... ชื่ออะไรนะ...” ชีตาห์ขมวดคิ้วแต่ก็นึกไม่ออก
“มารสวรรค์ (Heavenly Demon) ค่ะ” รินตอบ
“เอ้อ! นั่นแหละ มันมีพลังระดับหกขั้นสุดทำลายเมืองได้ด้วยฝ่ามือเดียว ต้องใช้ผู้ถูกเลือกถึง หกคนรุมกินโต๊ะ กว่าจะฆ่ามันได้แลกกับชีวิตผู้ถูกเลือกไปถึงสามคน ส่วนพวกลูกสมุนลัทธิมารก็ตายเรียบ”
“ใครบอกว่าตายเรียบ...”
เสียงทุ้มต่ำดังแทรกมาจากที่นั่งคนขับ ‘ที’ ยังคงมองถนน แต่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยโยกหัวไปตามจังหวะของเพลง
“เหมือนจะมี ทายาทสายตรง ของเขารอดไปได้คนหนึ่งนะ... หนีไปพร้อมกับสมบัติอย่าง...คำภีห์มารสวรรค์และแหวนแห่งวิถีสวรรค์ ส่วนดาบมารถูกยึดไว้โดยประเทศ ชอนยอง”
บรรยากาศในรถที่เคยเย็นเฉียบก็ร้อนขึ้นมาทันที ราวกับอุณหภูมิภายนอกทะลุเข้ามาในรถ
“‘ที’...”
เสียงเย็นชาดังมาจากเบาะหลังสุด หัวหน้าลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง แววตานั้นคมกริบจนน่ากลัวโผล่มาผ่านกระจกมองหลัง
“นั่นเป็นความลับระดับ A นะ... อีกอย่าง นายช่วยเบาเสียงเพลงแล้วขับรถไปเงียบๆ จะได้ไหม”
เอี๊ยดดดดด!
‘ที’ เหยียบเบรกจนตัวโก่ง รถไอศกรีมหยุดกึกจนทุกคนหัวทิ่ม ชายร่างอ้วนหน้าซีดเผือด รีบหันมามองเด็กๆ ด้วยแววตาเลิ่กลั่กที่ซ่อนความเกรงกลัวไม่ใช่ต่อหัวหน้า แต่กลัวคนเบื้องบนจะรู้เอาไว้ไม่อยู่
“เอ่อ... ม...เมื่อกี้ฉันไม่ได้พูดอะไรเลยนะ! พวกเธอไม่ได้ยินอะไรใช่ไหม? หูแว่วกันไปเองใช่ไหม!?”
“ค...ครับ / ค่ะ!” พวกภัทรรีบรับคำ
“ดี! ดีมาก!” ทีปาดเหงื่อ “เอ้านี่! อยากกินอะไรหยิบไปเลย ในกระเป๋านี้มีขนมเพียบ! ถือซะว่าเลี้ยง!”
เขายัดกระเป๋าเสบียงใส่มือภัทรเพื่อปิดปาก ก่อนจะรีบออกรถต่ออย่างนิ่มนวลขึ้นกว่าเดิม
…
สองชั่วโมงต่อมา ฟ้าเริ่มสาง
รถไอศกรีมสีชมพูก็มาจอดเอี๊ยดที่หน้าป้ายเก่าๆ เขียนว่า “ป่าดงยางดำ”
เมื่อเข้าไปถึงจุดตั้งแคมป์หน้าถ้ำ พวกเขาก็พบความแตกต่างอย่างชัดเจนอีกครั้ง
รถลีมูซีนหรูจอดสงบนิ่ง คนขับรถยืนทำความสะอาดรถอยู่ข้างๆ ส่วนชายร่างยักษ์ผิวทองแดงผู้ติดตามของภาคิน กำลังนั่งย่างไก่บนเตาถ่านอย่างสบายอารมณ์ กลิ่นหอมฉุยลอยมาเตะจมูกคนที่นั่งรถไอศกรีมมาจนท้องร้อง
ประตูรถลีมูซีนเปิดออก ภาคิน ก้าวลงมาในชุดเกราะหนังสีดำทะมัดทะแมง พร้อมอุปกรณ์ครบครัน สีหน้าดูเบื่อหน่ายโลก ตามมาด้วย ประสาน ชายหน้าปรุคนดูแล ที่ลงมายืนประกบ
ภัทรลงจากรถไอศกรีม แบกกล่องอุปกรณ์ขนาดใหญ่ไว้บนหลัง ประสานมองไปที่หัวหน้าหน่วยของภัทรและ ‘ที’ ก่อนจะพยักหน้าให้กันเล็กน้อยด้วยความทักทายในฐานะคนระดับเดียวกัน
“ภารกิจที่หนึ่ง... เริ่มต้น ณ บัดนี้”
กลุ่มของภัทรและกลุ่มของภาคินเดินเท้าลึกเข้ามาใน “ป่าดงยางดำ” บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยต้นยางสูงใหญ่ที่มีเปลือกสีเข้มผิดปกติ ตามลำต้นมีร่องรอยของน้ำยางสีดำสนิทไหลซึมออกมา
รินเล่าให้ฟังระหว่างทางว่า น้ำยางจากต้นยางดำนี้เป็นวัสดุชั้นยอดที่นำไปแปรรูปเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ได้หลากหลายชนิด แต่เพราะความต้องการที่มีสูงมหาศาล ทำให้เหล่าผู้วิเศษในอดีตพากันเข้ามาแย่งชิงและโค่นทำลายจนต้นยางธรรมชาติเกือบสูญพันธุ์
สุดท้ายรัฐบาลผู้วิเศษจึงต้องประกาศให้พื้นที่นี้เป็นเขตคุ้มครองพิเศษ อนุญาตให้ชาวบ้านเข้ามาเก็บน้ำยางได้เฉพาะใน ‘ป่าชั้นนอก’ เท่านั้น ส่วน ‘ป่าชั้นกลาง’ และ ‘ป่าชั้นใน’ นั้นเต็มไปด้วยสัตว์วิเศษระดับ 2 ดาวที่ดุร้าย คอยเฝ้าระวังผู้บุกรุก และลือกันว่าในส่วนลึกที่สุดยังมี ‘เจ้าป่า’ ซึ่งเป็นสัตว์วิเศษระดับสี่จปกครองอยู่
ภัทรเดินแบกกล่องใส่อุปกรณ์ขนาดใหญ่ตามหลังหัวหน้าหน่วยไปเงียบๆ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผมจากความชื้นของป่า
จนในที่สุด พวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่โคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง... หรือจะเรียกว่า ‘อดีตต้นไม้’ คงถูกกว่า
เพราะลำต้นของมันถูกโค่นขาดไปนานแล้ว เหลือเพียงตอไม้ขนาดมหึมาที่สูงไม่ถึงเมตร แต่วัดความกว้างได้ไม่ต่ำกว่าสิบคนโอบ!
ที่บริเวณรากไม้ขนาดใหญ่ มีโพรงดินกว้างประมาณสองเมตรเปิดอ้าอยู่ มันลาดลึกลงไปด้านในที่มืดสนิทราวกับปากของอสุรกาย
“เรามาถึงถ้ำสำหรับภารกิจนี้แล้ว” หัวหน้าหันมาสั่งเสียงเรียบ “คณาภัทร... เตรียมตัวให้เรียบร้อยซะ”
“ได้ครับ!”
ภัทรวางกล่องใบยักษ์ลงกับพื้น แล้วเริ่มประกอบร่างทันที เขาสวมชุดเอี๊ยมหนังหนาเตอะที่ตัดเย็บมาให้คลุมมิดชิดตั้งแต่เท้าจนเกือบถึงคอ จากนั้นก็หยิบ ‘ชิ้นส่วนสำคัญ’ ออกมาจากกล่อง...
มันคือวัตถุทรงกระบอกสีเงินขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนเอาถังน้ำสเตนเลสมาดัดแปลง ด้านหน้าเจาะช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าแคบๆ ปิดด้วยกระจกหนาสำหรับมองเห็น
ภัทรยกมันขึ้นสวมครอบศีรษะลงมาจนคลุมไหล่และหน้าอกครึ่งบน เหมือนกับชุดนักประดาน้ำโบราณที่ไม่มีส่วนคอให้ขยับได้อิสระ เขาจัดแจงล็อกตัวล็อกให้แน่นหนา แล้วสะพายกระเป๋าเป้ใบใหญ่สำหรับเก็บของจำเป็นทับลงไปอีกที
“พรู๊ดดดด! ฮ่าๆๆๆๆ”
ชีตาห์ที่กลั้นขำมานานระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นป่า “โอ๊ยยย! ฮ่าๆๆๆ นี่มันตัวบ้าอะไรวะเนี่ย! มนุษย์ถังน้ำรึไง!?”
แม้แต่รินที่พยายามรักษามาด ยังต้องหันหน้าหนีไปทางอื่น ไหล่ของเธอสั่นเทิ้มเพราะพยายามกลั้นขำสุดชีวิต
“อุ๊บ... ข...ขอโทษนะภัทร แต่มัน... ดูแปลกตาดีนะ”
ภัทรถอนหายใจยาว เขาชินกับการโดนล้อแล้ว จึงหยิบขวดสเปรย์ดับกลิ่นของรินมาฉีดพ่นจนทั่วชุดถังน้ำของตัวเอง ก่อนจะหันไปพูดกับทุกคนด้วยเสียงที่อู้อี้เล็กน้อยผ่านหน้ากาก
“ผมเข้าไปก่อนนะครับ”
ภัทรหยิบ ‘ที่หนีบของยาวๆ’ ที่เคยใช้ในภารกิจแรกออกมาจากข้างเอว กดสวิตช์เปิดไฟเวทมนตร์ที่ติดอยู่บนหัวถัง แสงไฟสีนวลส่องสว่างนำทาง
ร่างประหลาดในชุดถังสีเงินค่อยๆ ก้าวเท้าเดินหายลงไปในความมืดของโพรงรากไม้ ทิ้งเสียงหัวเราะของชีตาห์ไว้เบื้องหลัง...