เกิดมาเป็นอ๋องเสเพล แต่ไหงต้องมาโบกปูนกู้ชาติที่แคว้นฉู่!

    บทที่ 36 มหาสงครามเริ่มต้น ​

    บทที่ 36 มหาสงครามเริ่มต้น

    ​

    ​“...ชวีหยางจวินโหว หมี่เหลียง ให้รีบเดินทางไปยังอิ่งโตว เพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาทโดยด่วน! กองกำลังในสังกัดให้รวมตัวเตรียมพร้อม รอรับพระบัญชา!” ทูตจากอิ่งโตวประกาศพระราชโองการของฉู่หวาง

    ​

    ​สยงอู่เหลียง จงหัว และคนอื่น ๆ ประสานมือรับคำสั่งพร้อมกัน “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา”

    ​

    ​นับตั้งแต่ส่งจ้าวหัวกลับไป สยงอู่เหลียงก็เริ่มเตรียมการทำสงครามอย่างเร่งรีบ หากคาดการณ์ไม่ผิด นี่ควรจะเป็นการเคลื่อนทัพที่ผ่อนคลายราวกับไปทัศนาจร คงไม่มีศึกใหญ่ที่ดุเดือดอะไร

    ​

    ​แต่สยงอู่เหลียงก็ยังไม่ประมาท กองทัพชวีหยางและกองทัพเสาหู ทั้งสองกองทัพต่างติดอาวุธอย่างรวดเร็ว รื้อค่ายเตรียมเคลื่อนพล พร้อมออกเดินทางได้ทุกเมื่อ

    ​

    ​โรงงานแปรรูปของสือเอ้อร์ยุ่งวุ่นวายอย่างมาก ลูกธนูเป็นมัด ๆ ถูกยกลงจากสายการผลิต และจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบบนเกวียนบรรทุกคันใหญ่ จงหัวรู้สึกตื่นเต้นมาก หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าจากสยงอู่เหลียง เขาก็ได้รู้ถึงสถานการณ์ปัจจุบันของแคว้นเยว่

    ​

    ​ในฐานะแม่ทัพที่กรำศึกในสนามรบมาหลายปี จงหัวทราบดีว่าหากสิ่งที่จ้าวหัวพูดเป็นความจริง เช่นนั้นแคว้นเยว่ในตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเนื้อชิ้นมันที่รอให้ถูกกิน

    ​

    ​“เจ้ายังมีญาติพี่น้องอยู่ที่แคว้นเยว่หรือไม่?” สยงอู่เหลียงเอ่ยถามซื่ออี๋

    ​

    ​ซื่ออี๋ย่อกายคำนับอย่างนอบน้อม และกล่าวด้วยความหวังเล็กน้อยว่า “ท่านพ่อของบ่าว ซื่อจิง ไม่ทราบว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หากคุณชายสามารถตามหาท่านพ่อพบ...”

    ​

    ​สยงอู่เหลียงโบกมือ “ข้ารู้แล้ว”

    ​

    ​ซื่ออี๋คุกเข่ากราบ “บ่าวขอบคุณคุณชายเจ้าค่ะ”

    ​

    ​สยงอู่เหลียงพยักหน้าเบา ๆ ทั้งเขาและซื่ออี๋ต่างทราบดีว่าแคว้นเยว่วุ่นวายถึงขั้นนี้ การจะตามหาครอบครัวของซื่ออี๋นั้นยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์ แม้ว่าครอบครัวของนางจะเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ของแคว้นเยว่ก็ตาม หลังจากได้รับบัญชาจากอิ่งโตว สยงอู่เหลียงก็ไม่รอช้า รีบจัดเก็บสัมภาระและเดินทางมุ่งหน้าสู่อิ่งโตว พร้อมกับจงหัวและทหารคนสนิทอีกไม่กี่นาย

    ​

    ​สยงอู่เหลียงนั่งรถศึกสำริด โดยมีจงหัวและทหารกองทัพชวีหยางอีกห้านายตามหลังมา พวกเขาเดินทางโดยไม่หยุดพักจนถึงอิ่งโตว ทว่าบนถนนหน้าประตูอิ่งโตวกลับไม่มีขบวนพ่อค้าและเสียงร้องขายของที่สยงอู่เหลียงคุ้นเคย เห็นเพียงประตูเมืองอิ่งโตวที่ปิดสนิท ทหารบนกำแพงเมืองถือโล่และสะพายกระบี่สั้นที่เอว

    ​

    ​หน้าประตูมีทหารสวมชุดเกราะเต็มยศยืนเรียงเป็นสองแถว สยงอู่เหลียงเพียงปรายตามองก็รู้ทันทีว่าทหารองครักษ์จากในวังเป็นผู้ควบคุมการป้องกันเมือง หัวใจของสยงอู่เหลียงกระตุกวูบ ในใจคิดว่าอะไรกัน หรือว่าเกิดเรื่องที่อิ่งโตว?

    ​

    ​“ผู้มาลงจากม้า แจ้งชื่อมา…”

    ​

    ​จงหัวไม่กล้าเสียมารยาท รีบชูตราประทับสำริดชวีหยางจวินโหวของสยงอู่เหลียงขึ้น พร้อมตะโกนเสียงดัง “พี่น้ององครักษ์ทั้งหลาย... ชวีหยางจวินโหวหมี่เหลียง รับบัญชาจากฝ่าบาท กลับสู่อิ่งโตวเพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาท!”

    ​

    ​หัวหน้าทหารองครักษ์ที่หน้าประตูดูเหมือนจะเป็นผู้ที่อ่านออกเขียนได้ เขารับตราประทับไปตรวจสอบสองสามครั้งแล้วโบกมือ เหล่าทหารองครักษ์เปิดประตูเมืองออกเป็นเพียงช่องเล็ก ๆ ซึ่งกว้างพอสำหรับรถม้าหนึ่งคันของสยงอู่เหลียงพอดี

    ​

    ​“จวินโหว เมื่อครู่ล่วงเกินแล้วขอรับ” ทหารองครักษ์ที่หน้าประตูค้อมศีรษะทำความเคารพสยงอู่เหลียง

    ​

    ​"เหล่าจวินโหวจากพื้นที่ต่าง ๆ กำลังเดินทางกลับอิ่งโตว ฝ่าบาทเกรงว่าจวินโหวที่เคยโอหังในที่ดินของตนจะก่อเรื่อง จึงมีคำสั่งให้ประกาศกฎอัยการศึกทั่วเมือง จวินโหวโปรดระมัดระวังเมื่ออยู่ในเมือง ห้ามก่อเรื่องโดยเด็ดขาดนะขอรับ" ทหารองครักษ์เตือนด้วยความหวังดี

    ​

    ​สยงอู่เหลียงพยักหน้าตอบรับ ในใจยิ่งรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น มหาสงครามกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว!

    ​

    ​หลังจากเข้าเมือง สยงอู่เหลียงและคณะมุ่งหน้าไปยังศาลาพักม้าทันที เพื่อหาสถานที่พักผ่อนก่อนจะเข้าไปเข้าเฝ้าฉู่หวางในวัง ในศาลาพักม้ามีรถม้าจอดอยู่เป็นจำนวนมาก และมีธงพื้นเหลืองตัวอักษรแดง ซึ่งมีชื่อของผู้ทรงอิทธิพลในแคว้นฉู่ปรากฏอยู่...

    ​

    ​“ผู้น้อยคารวะจวินโหว...” เสมียนตัวเล็ก ๆ ในศาลาพักม้าตรวจสอบตราประทับสำริดชวีหยางจวินโหวในมือของสยงอู่เหลียง แล้วก้มคำนับสยงอู่เหลียงอย่างนอบน้อม

    ​

    ​"ไท่จื่อทรงสั่งไว้ว่า เมื่อชวีหยางจวินโหวมาถึงอิ่งโตว ไม่ต้องเข้าพักที่ศาลาพักม้า ให้มุ่งหน้าไปยังวัง เพื่อตามหาพระองค์ได้ทันทีขอรับ"

    ​

    ​พูดจบเสมียนผู้นั้นก็ค้อมตัวอีกครั้ง "ขอจวินโหวโปรดประทานอภัย ใต้เท้าจากสถานที่ต่าง ๆ กำลังเดินทางมายังศาลาพักม้า ผู้น้อยกำลังยุ่งมาก จึงไม่สามารถนำทางจวินโหวไปยังวังด้วยตนเองได้..."

    ​

    ​สยงอู่เหลียงพยักหน้า “ไม่เป็นไร เจ้าไปจัดการธุระของเจ้าเถิด”

    ​

    ​คณะเดินทางจึงมุ่งหน้าไปยังทิศทางของวังหลวง ที่นี่มีการป้องกันที่เข้มงวดขึ้นไปอีก ทหารองครักษ์ที่เห็นกลุ่มของสยงอู่เหลียงเดินทางมาต่างขยับตัวเล็กน้อย และจ้องมองมายังคมกระบี่อย่างมีเลศนัย

    ​

    ​“ชวีหยางจวินโหว ไม่ได้พบกันนานเลย” ขันทีที่หน้าประตูวังจำสยงอู่เหลียงได้ จึงทำความเคารพอย่างนอบน้อม

    ​

    ​สยงอู่เหลียงหันไปกำชับทหารกองทัพชวีหยางทั้งห้านายว่า “พวกเจ้าจงรออยู่ที่นี่ รอจนกว่าข้าจะออกมา ที่นี่เป็นเขตหวงห้ามในวัง ไม่เหมือนกับชวีหยางของเรา... ห้ามเดินเพ่นพ่าน หรือก่อเรื่องวุ่นวายเด็ดขาด”

    ​

    ​ทหารทั้งห้านายประสานมือพร้อมกัน “นายท่านโปรดวางใจ”

    ​

    ​สยงอู่เหลียงสบตากับจงหัว และส่งกระบี่ที่เอวให้แต่โดยดี จากนั้นทั้งสองก็ถูกนำทางโดยทหารองครักษ์สองแถว มุ่งหน้าไปยังตำหนักของรัชทายาท

    ​

    ​ตอนที่อยู่อิ่งโตว สยงอู่เหลียงเคยมาที่ตำหนักของหมี่เหิงอยู่บ่อยครั้ง เวลาผ่านไปหนึ่งปี เมื่อมาถึงหน้าตำหนักแห่งนี้อีกครั้ง สยงอู่เหลียงมองไปรอบ ๆ พร้อมพบว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จึงเดินเข้าไปข้างในอย่างคุ้นเคย

    ​

    ​ใจกลางตำหนักมีสองร่างนั่งเผชิญหน้ากัน โดยมีโต๊ะน้ำชาคั่นกลาง หนึ่งในนั้นคือรัชทายาทหมี่เหิงที่สวมชุดคลุมสีเหลืองดิน ส่วนอีกคนคือหวงเซียวัยเยาว์ที่คุ้นเคย และเมื่อเห็นสยงอู่เหลียงมาถึง รัชทายาทหมี่เหิงก็ลุกขึ้นพรวดและก้าวเข้ามาต้อนรับ “น้องชาย ในที่สุดเจ้าก็มาถึงซะที!”

    ​

    ​ส่วนหวงเซียนั่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน พร้อมจ้องมองสยงอู่เหลียงและจงหัวด้วยสายตาเย็นชา เห็นได้ชัดว่ายังผูกใจเจ็บอยู่...

    ​

    ​สยงอู่เหลียงได้กลิ่นเหล้าฉุนกึกจากตัวรัชทายาท และเมื่อมองไปยังโต๊ะน้ำชาก็เห็นไหเหล้าเจ็ดถึงแปดใบวางระเกะระกะ เห็นได้ชัดว่าดื่มมานานแล้ว หมี่เหิงหันกลับมา และเห็นหวงเซียนั่งอยู่ที่เดิม จึงดึงแขนเสื้อของสยงอู่เหลียงให้มาที่โต๊ะน้ำชาด้วยกัน

    ​

    ​“นี่คือหวงเซีย พวกเจ้าเคยพบกันแล้ว!” หมี่เหิงหัวเราะอย่างมึนเมา

    ​

    ​หวงเซียประสานมือให้สยงอู่เหลียงอย่างไม่เต็มใจ “หวงเซียคารวะจวินโหว ไม่ได้พบกันนาน”

    ​

    ​สยงอู่เหลียงยิ้มบาง ๆ แล้วยื่นมือไปตบหัวหวงเซียเบา ๆ “ผู้เยาว์ห้ามดื่มเหล้านะ!”

    ​

    ​หวงเซียชะงักไป จากนั้นก็โกรธจนระเบิดในใจ! คิดว่าสยงอู่เหลียง ข้ากับเจ้าสนิทกันขนาดนั้นเลยหรือ? อย่าทำท่าทางเหมือนสนิทสนมกับข้านักได้หรือไม่?

    ​

    ​รัชทายาทที่เมามายกลับไม่รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เขาทำเพียงหัวเราะร่าพร้อมยกไหเหล้าบนโต๊ะขึ้น ก่อนจะมองไปรอบ ๆ และเมื่อเห็นว่าไม่มีจอกสุราใบใหม่ จึงยัดไหเหล้าในมือให้สยงอู่เหลียงโดยตรง แล้วยื่นมือไปแกะเปิดผนึกเหล้าอีกไหหนึ่ง

    ​

    ​“มา ดื่มจอกนี้ก่อน... อ้อ ไหนี้! เพื่อเป็นการต้อนรับน้องชาย!” พูดจบเขาก็เงยหน้าขึ้นดื่มอย่างห้าวหาญ

    ​

    ​สยงอู่เหลียงกะน้ำหนักของไหเหล้าในมือแล้วถึงกับอึ้ง ในใจคิดว่าเอ่อ นี่ไม่หาอาหารมาแกล้มสักสองสามคำก่อนหรือ? ดื่มเลยเนี่ยนะ?

    ​

    ​สยงอู่เหลียงส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังจงหัว จงหัวยักไหล่อย่างจนปัญญา สยงอู่เหลียงถอนหายใจและตัดสินใจใช้สองมือโอบไหเหล้าแล้วเงยหน้าดื่ม... ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ แต่มีเหล้าอย่างน้อยครึ่งหนึ่งหกเลอะคอเสื้อ หวงเซียที่นั่งฝั่งตรงข้ามถึงกับอึ้งไปเลย

    ​

    ​หมี่เหิงดื่มเหล้าไหหนึ่งจนหมดเกลี้ยงราวกับปลาดูดน้ำ และเมื่อวางไหเหล้าลงพร้อมเห็นว่าสยงอู่เหลียงเองก็ดื่มหมดแล้ว จึงพยักหน้าซ้ำ ๆ ด้วยความพอใจ

    ​

    ​“เสด็จพี่ช่างคอแข็งอย่างยิ่ง!”

    ​

    ​สยงอู่เหลียงมองไหเหล้าเจ็ดถึงแปดใบบนโต๊ะ แล้วเอ่ยชมจากใจจริง ด้วยความสามารถในการดื่มของหมี่เหิง ผู้ซึ่งในอนาคตจะเป็นฉู่ฉิ่งเซียงหวาง หากอยู่ในยุคหลัง ในไซต์งานก่อสร้างของพวกเรา อย่างน้อยก็น่าจะเป็นผู้จัดการโครงการ ด้วยการดื่มแบบนี้ สงสัยรัชทายาทคงกำลังกังวลเรื่องสงครามปราบแคว้นเยว่ที่อยู่ตรงหน้ากระมัง

    ​

    ​“ไท่จื่อไม่ต้องกังวลจนเกินไปหรอกพ่ะย่ะค่ะ...” สยงอู่เหลียงเข้าใจความรู้สึก จึงคิดจะปลอบโยนให้ดี

    ​

    ​“ฮ่า ๆ ๆ” ทว่ารัชทายาทหมี่เหิงกลับหัวเราะลั่น! “กังวลอะไรกัน! แคว้นฉู่ของข้ารวมใจเป็นหนึ่งเดียว ส่วนแคว้นเยว่เฮงซวยนั่นก็แค่พวกที่รอให้คนมาปักป้ายตัดหัว สงครามครั้งเดียวก็ราบคาบแล้ว!”

    ​

    ​สยงอู่เหลียง : ...

    ​

    ​เกือบลืมไปเลย เสด็จพี่คนนี้ของข้ามีนิสัยซื่อตรงเป็นเส้นตรงเป๊ะ กำลังจะเริ่มทำสงครามแล้ว คาดว่าในใจคงกำลังตื่นเต้น ในหัวมีแต่เรื่องเข่นฆ่าศัตรู ตัดหัวแม่ทัพชิงธง และขยายดินแดนนับพันลี้... จากนั้นแคว้นฉู่จะครองใต้หล้า เป็นเจ้าแห่งจงหยวน ต่อยแคว้นฉิน เตะสามจิ้น...

    ​

    ​หลังจากดื่มเหล้าไปอีกหลายไห แม้สยงอู่เหลียงจะใช้เล่ห์เหลี่ยมบางอย่าง แต่ก็เริ่มมีความมึนเมาอยู่สามส่วน ทันใดนั้นสีหน้าของรัชทายาทก็เปลี่ยนไป พร้อมเผยรอยยิ้มลึกลับ “ตอนนี้มหาสงครามใกล้เข้ามาแล้ว ไม่รู้ว่าจะให้ใครเป็นแม่ทัพดี?”

    ​

    ​สยงอู่เหลียง หวงเซีย และจงหัว ต่างตื่นตัวขึ้นมาทันที! ในที่สุดก็เข้าเรื่องซะที! การที่ต้องกัดฟันดื่มเหล้ากับเสด็จพี่จอมบื้อคนนี้ตั้งมากมาย ก็เพื่อที่จะหลอกถามข้อมูลนี่แหละ!

    ​

    ​หมี่เหิงอาศัยความเมาไม่ปิดบังความลับ เขามองไปยังกลุ่มของสยงอู่เหลียง “พวกเจ้าลองบอกมาสิว่า ระหว่างแม่ทัพจื่อหลานกับแม่ทัพชวีผิง ใครเหมาะสมที่จะเป็นแม่ทัพในการบุกแคว้นเยว่ครั้งนี้มากกว่ากัน?”

    ​

    ​จื่อหลานและชวีผิงต่างเป็นแม่ทัพใหญ่ของแคว้นฉู่ ทว่าจุดยืนกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

    ​

    ​จื่อหลานเป็นขุนนางชั้นสูงของแคว้นฉู่ หากย้อนประวัติให้ดีก็นับว่ามีสายเลือดเชื้อพระวงศ์

    ​

    ​แม่ทัพจื่อหลานอายุยังน้อยจึงยังไม่มีผลงานการรบที่โดดเด่นนัก แต่เขาเป็นพรรคพวกที่จงรักภักดีต่อเจาจวีอย่างยิ่ง สำหรับอัครมหาเสนาบดีเจาจวีผู้นั้น เขานับถือราวกับเป็นอาจารย์และปฏิบัติตามคำสั่งทุกประการ

    ​

    ​ส่วนชวีผิงนั้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพเสาหลักแห่งแคว้นฉู่และมีผลงานการรบมากมาย

    ​

    ​ตัวอย่างเช่นเมื่อปีก่อนที่สามารถขับไล่การบุกโจมตีของกองทัพฉินที่เฉียนจงได้ ก็เป็นผลงานของชวีผิงผู้นี้ ฟังจากชื่อก็รู้ว่าเป็นคนในตระกูลชวี เป็นพรรคพวกของชวีหยวนอย่างแท้จริง

    ​

    ​ปัจจุบันเจาจวีและชวีหยวนมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเนื่องจากจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกัน ดังนั้นการที่แม่ทัพใหญ่สองท่านนี้ใครจะได้เป็นแม่ทัพหลักในสงครามปราบแคว้นเยว่ จึงเป็นจุดสนใจของทั้งราชสำนักและราษฎร

    ​

    ​อัจฉริยะหวงเซียวัยเยาว์กระแอมไอเบา ๆ “แม่ทัพทั้งสองท่านที่ไท่จื่อทรงกล่าวถึง หากมองจากบารมี ผลงาน และความสามารถในหลาย ๆ ด้าน ต่างก็เหมาะสมที่จะเป็นแม่ทัพทั้งคู่พ่ะย่ะค่ะ... แต่ในมุมมองของหวงเซีย เกรงว่าฝ่าบาทจะทรงโปรดปรานแม่ทัพจื่อหลานมากกว่า”

    ​

    ​ปัจจุบันฉู่หวางไม่ได้ทอดทิ้งชวีหยวนเหมือนในประวัติศาสตร์ ในทางกลับกันเพราะสยงอู่เหลียง จึงทำให้พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับข้อเสนอ ‘รวมพลังต้านฉิน’ ของชวีหยวนมากขึ้น

    ​

    ​สิ่งนี้ส่งผลให้ขุนนางรุ่นใหม่สายเหยี่ยวอย่างชวีหยวนกลายเป็นกระแสหลักในราชสำนัก หวงเซียเชื่อว่าฉู่หวางน่าจะพิจารณาเรื่องความสมดุล ดังนั้นในสงครามปราบแคว้นเยว่ครั้งนี้ จึงน่าจะโปรดปรานจื่อหลานซึ่งเป็นพรรคพวกของเจาจวีมากกว่า

    ​

    ​“แน่นอนว่า…” หลังจากวิเคราะห์อย่างละเอียด หวงเซียก็ยิ้มบาง ๆ “พระทัยของฝ่าบาทนั้นยากแท้หยั่งถึง กระหม่อมไม่กล้ารับประกันว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร”

    ​

    ​การวิเคราะห์ครั้งนี้มีเหตุมีผลรองรับ ทำให้รัชทายาทหมี่เหิงพยักหน้าซ้ำ ๆ “สมกับเป็นหวงเซีย กุนซือของข้าจริง ๆ!”

    ​

    ​หมี่เหิงหันไปมองสยงอู่เหลียง “น้องชาย เจ้าเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณชายหวงพูดหรือไม่?”

    ​

    ​หวงเซียมองสยงอู่เหลียงด้วยความทระนง ในใจเต็มไปด้วยความสะใจ คิดว่าตอนอยู่ที่อำเภอฉู่หยางของเจ้า ข้าต้องทนลำบากไม่น้อย แต่ตอนนี้อยู่ที่อิ่งโตว นี่คือถิ่นของข้า! เรื่องความเคลื่อนไหวในราชสำนัก เจ้าที่เป็นคนบ้านนอกอย่างฉู่หยางจะรู้ดีไปกว่าข้าได้อย่างไร?

    ​

    ​สยงอู่เหลียงกระแอมเบา ๆ “สิ่งที่คุณชายหวงวิเคราะห์เมื่อครู่ นับว่ามีเหตุผลจริง ๆ”

    ​

    ​หวงเซียยิ้มบาง ๆ อย่างได้ใจ สยงอู่เหลียงมองสีหน้ากวนประสาทของหวงเซียแล้วคิดในใจว่า ถ้าข้าไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์มา คงถูกเจ้าหลอกเข้าให้แล้ว!

    ​

    ​“แต่สงครามครั้งนี้ ต้องเป็นแม่ทัพเสาหลักชวีผิง ที่นำทัพบุกแคว้นเยว่แน่นอน!” สยงอู่เหลียงเปลี่ยนน้ำเสียงและฟันธงทันที

    ​

    ​สยงอู่เหลียงมองหวงเซียที่ทำหน้าเหวอแล้วยิ้มกว้าง เมื่อรัชทายาทหมี่เหิงได้ยินดังนั้นก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที น้องชายคนนี้เริ่มคำทำนายของเขาอีกแล้ว!

    ​

    ​จนถึงตอนนี้ สยงอู่เหลียงทำนายมาแล้วสองครั้ง ครั้งแรกทำนายว่าแคว้นฉินจะต้องบุกโจมตีอี๋หยางครั้งใหญ่และทำสงครามกับกองทัพพันธมิตรหานและเว่ย ซึ่งคำทำนายนี้ได้รับการพิสูจน์แล้ว ปัจจุบันกองทัพฉินกับพันธมิตรหานเว่ยที่อี๋หยางสู้กันจนสมองแทบจะกระเด็นออกมา

    ​

    ​ส่วนคำทำนายอีกอย่างคือบอกว่าฉินหวางจะสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันภายในสองปี... ซึ่งตอนนี้ยังดูไม่ออก จนถึงตอนนี้ ฉินหวางอิ๋งตั้งยังคงมีชีวิตอยู่และสบายดี กินอิ่มนอนหลับ...

    ​

    ​หวงเซียแค่นเสียง “ในตำหนักว่าราชการ ฝ่าบาทกำลังตัดสินใจว่าจะให้ใครเป็นแม่ทัพ อีกไม่นานก็จะทราบผล ข้าอยากจะรู้นักว่าคำทำนายของจวินโหวจะแม่นยำเพียงใด!”

    ​

    ​“แค่ก” สยงอู่เหลียงกระแอมอีกครั้ง...

    คล้ายกับเรื่องเกิดมาเป็นอ๋องเสเพล แต่ไหงต้องมาโบกปูนกู้ชาติที่แคว้นฉู่! ที่คุณอ่าน