ยอดเขาหมิงเฟิงในค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยเรื่องประหลาดทั้งยังมีลางร้ายปรากฏตามซากโบราณอีกหลายแห่งบนไหล่เขา
ภายนอกกระท่อมที่หนิงเทียนพักพิงอยู่เงาบงกชสีมรกตในโอ่งหินลอยสูงขึ้นกว่าแปดพันจั้ง ทัณฑ์สวรรค์เผยความอำมหิตและขู่คำรามอย่างโกรธเกรี้ยว
หนิงเทียนที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถขยับตัวได้ก็เริ่มเคลื่อนไหวทันทีเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า พลันกลิ่นอายกล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตในร่างบรรจบกัน การต่อสู้อันเหี้ยมโหดภายใต้ความมืดมิดแห่งราตรีกาลแสนเงียบงันกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ด้านในบงกชสีมรกตขนาดใหญ่แปดใบหญิงร่างชมพูยืนอยู่บนเกสรแหงนมองสวรรค์ทั้งเก้า อัสนีสีชาดสำแดงฤทธิ์ผ่านความมืดและพุ่งตรงไปยังบงกชสีมรกต
หญิงร่างชมพูส่งเสียงคำรามก่อนจะสอดประสานเรียวนิ้วสร้างตราประทับแสนงดงามเหนือใบบัวทั้งแปดพลันร่างงูสาวงาม ต้นไม้โบราณ หินขายาว ผีเสื้อร่างคน นกหัวมนุษย์ หญ้าเก้าใบปลาบิน และเถาวัลย์เจ็ดสีล้วนแสดงอิริยาบถของตน แสงสว่างเจิดจ้าฉายออกมาจากร่างแล้วเชื่อมเป็นเส้นเดียวกันจากล่างขึ้นบนก่อนจะรวมเข้ากับร่างของนาง
เสียงดังกึกก้องราวฟ้าถล่ม นภายามราตรีแตกกระจายสายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวถูกบงกชสีมรกตสกัดไว้ หญิงร่างชมพูลอยขึ้นไปในอากาศและร่วมมือกับสหายทั้งแปดเพื่อต้านทัณฑ์สวรรค์
ภายใต้เวหาแห่งรัตติกาลสายฟ้านับร้อยสายฟาดฟันกันราวพายุกำลังคืบคลานเข้ามาจนความมืดมิดยามราตรีสว่างจ้าคล้ายทิวากาล
เงาบงกชสีมรกตยังคงแกว่งไกวและบานสะพรั่งอย่างต่อเนื่องมังกรยักษ์บินโฉบเวียนวนไปมา ร่างสีชมพูห่อหุ้มไปด้วยทัณฑ์สวรรค์จากการต่อกรกับเบื้องบน
ปรากฏการณ์นี้สร้างความแตกตื่นให้กับบรรดาผู้สังเกตการณ์จากระยะไกลเป็นอย่างมากและเยี่ยหลิงหลานก็ยืนมองฉากนี้อยู่ใต้ต้นไม้ด้วยความประหลาดใจเช่นกัน
มีสิ่งเหล่านี้ดำรงอยู่ในยอดเขาหมิงเฟิงจริงหรือ?
ทั้งบงกชสีมรกต ทั้งมังกรยักษ์ที่เกิดจากการผสานพลังของวิญญาณเก้าดวงพวกมันคิดจะทำสิ่งใดกัน?
นอกจากความหายนะนั้น ขณะนี้วิญญาณนับหมื่นดวงก็เริ่มสั่นไหวแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณอสูรวิญญาณอาวุธ หรือวิญญาณพฤกษาล้วนกลัวภัยพิบัติจากอสนีบาตทั้งสิ้น ไม่มีวิญญาณตนใดกล้ากระตุ้นทัณฑ์สวรรค์อันศักดิ์สิทธิ์
ทว่าค่ำคืนนี้กลับบังเกิดสิ่งที่เหนือความคาดคิดขึ้นเสียแล้ว...
ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรีเงาต้นไม้กวัดแกว่งไปมา นกและงูต่างส่งเสียงร้อง ปลาบินสยายปีก และพลังปราณสลายเมฆา
บงกชสีมรกตเริ่มพร่าเลือนมังกรยักษ์ถาโถมเข้าหาความหายนะแห่งสวรรค์อย่างสุดกำลัง กลีบดอกบานสะพรั่งพยายามส่งต่อความสุกใสแห่งชีวิต
อสนีบาตฟาดเงาบงกชสีมรกตดังเปรี้ยงเสมือนน้ำตกที่ไหลจากยอดเขาก่อนจะสาดใส่ร่างมังกรยักษ์ราวกับแสงกระบี่
หนิงเทียนยืนอยู่หน้าโอ่งหินอาจเป็นเพราะเขาอยู่ใกล้เกินไปจึงรู้สึกถึงพลังแห่งสวรรค์ทั้งยังสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณที่ไม่ย่อท้อของบงกชสีมรกต
ดวงวิญญาณทั้งเก้าร่วมกันแผดเผาพลังชีวิตที่รุ่งโรจน์ที่สุดยอมสละทุกสิ่งเพื่อต่อกรกับหายนะในคราวนี้
ความพินาศรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนพลังทำลายล้างสั่นสะเทือนไปทั่วดินแดนหยวนซิง ทั้งยังทำให้เวหาเบื้องบนก่อเกิดเป็นแดนฟ้าคำราม
เมื่อได้เผชิญกับอำนาจสูงสุดแห่งสวรรค์วิญญาณบงกชสีมรกตค่อยๆ มลายและมังกรยักษ์ก็หดตัวลง ถึงกระนั้นพวกมันกลับไม่สูญสิ้นขวัญกำลังใจดวงวิญญาณทั้งหมดรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ก่อนจะเปล่งแสงเจิดจ้าแล้วเผยรูปลักษณ์ดุจมนุษย์
ในเวลาเดียวกันซากปรักหักพังเก้าแห่งบนยอดเขาหมิงเฟิงก็สลายหายไปทันที รวมถึงกระท่อมและโอ่งหินข้างกายหนิงเทียนด้วย
ทว่าเหนือเวหามืดมิดก็มีร่างเงาเลือนรางราวภาพฝันกำลังมองมาท่ามกลางความโกลาหลดวงตาสีเขียวคู่หนึ่งกำลังจับจ้องหนิงเทียนอยู่ ซึ่งในแววตากึ่งยิ้มคู่นั้นก็แฝงไปด้วยความกังวล
ชายหนุ่มกำลังจะเปิดปากถามด้วยความสับสนแต่ภัยพิบัติจากสวรรค์กลับสลายไปเสียก่อน และร่างเงาราวภาพฝันที่ล้อมรอบตัวเขาก็หายไปในพริบตาเช่นกัน
แม้อสนีบาตบนท้องฟ้าจะสงบลงทว่าลางร้ายของยอดเขาหมิงเฟิงก็ยังคงดำเนินต่อไป
ณ จุดสูงสุดของยอดเขา จู่ๆก็มีแสงประหลาดปรากฏขึ้น แสงสีเขียวเข้ม สีม่วงอมดำ และสีฟ้าอ่อนส่องสว่างปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ
ค่ำคืนนั้นวิญญาณอสูรปรากฏกาย วิญญาณพฤกษาพลิ้วไหว วิญญาณอาวุธและอาวุธวิเศษโบยบินออกอาละวาดภายในม่านแสง
พลันเสียงอุทานและเสียงยินดีดังสนั่นขึ้นมาจากไหล่เขา
“อำนาจแห่งยอดเขาถูกทำลายแล้ว! ทั้งรากบ่มเพาะและอาวุธวิญญาณ ใครดีใครได้!”
“นี่เป็นโอกาสในรอบสหัสวรรษไม่แน่ว่าอาถรรพ์อาจกลับมาอีกช่วงรุ่งสาง แม้จะเสี่ยงแต่ก็คงต้องลองดู”
เพียงพริบตาเดียว ผู้บำเพ็ญจำนวนมากต่างก็พุ่งตัวขึ้นไปบนยอดเขาหมิงเฟิง
หนิงเทียนมองท้องนภายามราตรีด้วยสีหน้าที่ยากจะคาดเดา
บงกชสีมรกตยอมสละร่างของตนเองเพื่อต่อกรฝืนกฎสวรรค์เช่นนี้มันต้องการสื่อถึงสิ่งใดกันแน่?
“เจ้าเป็นอะไรไป?”
หลินเสี่ยวซินเดินมาอยู่ข้างหนิงเทียนและมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
“บนยอดเขามีอาวุธวิญญาณจื๋อซิวเจ้าไม่ไปดูหน่อยหรือ?”
หนิงเทียนสะดุ้งก่อนจะโพล่งออกมาว่า“ไป! ต้องไปสิ เร็วเข้า!”
เขาหันหลังกลับแล้ววิ่งควบออกไปทั้งยังรู้สึกว่าร่างของตนเบาราวกับนกนางแอ่นแต่ก็คงไว้ซึ่งความทรงพลังตอนนั้นเองที่เขาตระหนักได้ว่ายามนี้ตนอยู่ในช่วงปลายของขอบเขตรวบรวมขั้นเก้า และทักษะโดยกำเนิดก็ถูกปลุกขึ้นมาแล้วเช่นกัน
เพียงนึกถึงยุทธศาสตร์ครองสวรรค์พลังวิญญาณในร่างก็ไหลเวียนราวคลื่นแม่น้ำโหมกระหน่ำ ทั้งยังดำเนินไปอย่างไม่สิ้นสุดพร้อมปลดปล่อยพลังอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
เมื่อพลังวิญญาณแผ่ออกมาจากฝ่าเท้าทั้งร่างของเขาก็ลอยขึ้นโดยไม่มีทีท่าจะร่วงหล่น แต่ละย่างก้าวราวกับกำลังลอยตัวเหนือพื้นหญ้าส่วนความเร็วนั้นน่าตื่นตระหนกเพียงใดไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงเลย
“เฮ้!รอข้าด้วย” หลินเสี่ยวซินไล่ตามไปอย่างสิ้นหวัง แต่ก็ตามไม่ทัน
...
ยอดเขาหมิงเฟิงภายใต้รัตติกาลมีสิ่งแปลกประหลาดที่ยากจะอธิบายยิ่งเข้าใกล้ยอดเขามากเท่าไร ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ที่ระดับความสูงหนึ่งร้อยจั้งจากจุดสูงสุดผู้บำเพ็ญหลายร้อยคนจำต้องหยุดลงตรงนี้ ใบหน้าของพวกเขาล้วนเคร่งขรึม ในแววตามีเพียงความยุ่งเหยิง
พืชพรรณบริเวณนี้ค่อนข้างกระจัดกระจายจึงมีข้อจำกัดด้านพื้นที่เปลวเพลิงสีชาดที่สุกสว่างเป็นดั่งคำใบ้ไม่แน่ว่าวิญญาณที่ปรากฏอยู่ภายในอาจเป็นเพียงภาพมายา
จากจุดนี้ไปจนถึงยอดเขามีเปลวเพลิงสีชาดสว่างไสวช่วยปัดเป่าความมืดมิดเบื้องหน้ามีแปดเส้นทางที่ทอดตรงไปสู่ยอดเขา ทว่าน้อยคนนักที่จะกล้าเสี่ยง
ผู้บำเพ็ญกว่าห้าสิบคนจบชีวิตที่นี่และทุกคนล้วนอยู่ในขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าช่วงสมบูรณ์ แม้บางคนจะโชคดีพอให้ถอยกลับได้แต่ก็กลับมาในสภาพบาดเจ็บสาหัสทั้งนั้น
หนิงเทียนวิ่งมาถึงจุดหมายเขาได้ยินเสียงของกลุ่มคนโดยรอบเถียงกันวุ่นวายไม่จบสิ้น ทว่าน้อยคนนักที่จะเคลื่อนไหวเขาจึงตัดสินใจเข้าไปถามคนผู้หนึ่งด้วยความสงสัย
“สหาย เหตุใดไม่ขึ้นไปเล่า?”
“ขึ้นไปไม่ได้ตรงนี้มีข้อจำกัด หลายคนเสียชีวิตแล้ว”
“ไม่มีใครทำสำเร็จเลยหรือ?”
“มี แต่น้อยมาก”
ทันใดนั้นเอง ดูเหมือนกล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตในร่างของหนิงเทียนจะสัมผัสบางสิ่งได้ใบทั้งสามของมันชี้ไปบนยอดเขาโดยพร้อมเพรียง
พลันเสียงอุทานดังขึ้นจากทางด้านซ้าย
“ดูนั่นเยี่ยอวิ่นลงมือแล้ว! ศิษย์หยวนซิวจากสำนักเพลิงผลาญผู้มีสายเลือดร่างเพลิงซานหยาง”
“เมื่อสองวันก่อนเฉินชีจากสำนักร้อยอสูรเข้าไปขอคำชี้แนะจากเขา แต่กลับแพ้ในกระบวนท่าเดียวสร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนนับไม่ถ้วน”
“ในบรรดาหยวนซิวหลายสิบคนที่มาเยือนยอดเขาหมิงเฟิงเยี่ยอวิ่นต้องเป็นผู้ที่เก่งที่สุดเป็นแน่”
หนิงเทียนได้ยินดังนั้นก็เกิดความอยากรู้เขามองเยี่ยอวิ่นผู้สวมชุดสีเขียวและอายุประมาณยี่สิบปี ซึ่งกำลังเดินไปตามเส้นทางสู่ยอดเขาด้วยใบหน้าแสนเด็ดเดี่ยว
เปลวเพลิงโชติช่วงกักเก็บรากบ่มเพาะอยู่ภายในหากมีความแข็งแกร่งมากพอก็จะสามารถฉกฉวยรากบ่มเพาะมาจากเปลวเพลิงอันสว่างไสวได้ และการกระทำที่สุ่มเสี่ยงเช่นนี้ก็คร่าชีวิตของผู้บำเพ็ญไปเป็นจำนวนมากแล้ว
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้งทว่าครานี้มาจากทางด้านขวา
“นั่น! เลี่ยชิงอีจากสำนักยักษ์พฤกษาก็ลงมือแล้ว ได้ยินว่าเขาเข้าสู่ขอบเขตจิตหยั่งลึกสำเร็จแล้ว!”
“หานคุนจากสำนักร้อยอสูรก็เช่นกัน!”
ชั่วระยะเวลาหนึ่งผู้บำเพ็ญเลื่องชื่อหลายคนก็เริ่มเคลื่อนไหว
หลินเสี่ยวซินมาอยู่ข้างๆ หนิงเทียนเมื่อมองขึ้นไปบนยอดเขา ความกลัวที่มองไม่เห็นก็ห่อหุ้มจิตวิญญาณของนาง
“ช่างเป็นสถานที่ที่เลวร้ายยิ่งนักรากบ่มเพาะของข้าแสดงความหวาดกลัวต่อสถานที่แห่งนี้อย่างชัดเจน”
หนิงเทียนกล่าวว่า “เจ้ารอตรงนี้ก่อนเดี๋ยวข้าจะขึ้นไปดูว่ามีของดีอะไรบ้าง”
“จะ...เจ้าระวังด้วย” แม้จะอยากรั้งเขาไว้แต่สุดท้ายนางก็ยอมแพ้
หนิงเทียนเดินไปยังบริเวณที่เปลวเพลิงลุกโชนภายในเปลวเพลิงเต็มไปด้วยสิ่งแปลกประหลาดกระจายอยู่ทั่วทุกแห่งหนทั้งยังมีภาพลวงตาของวิญญาณซึ่งยากจะคาดเดา
เมื่อเปลวเพลิงเข้าจู่โจม การเคลื่อนกายหลบหนีเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถรอดไปได้ผู้ท้าชิงจำนวนมากจึงพ่ายแพ้และสิ้นชีพอยู่ใต้เปลวเพลิง แน่นอนว่าหลังจากหนิงเทียนก้าวเข้ามาแล้วเขาก็ต้องพบการทดสอบนี้เช่นกัน
ในช่วงแรก การรับมือของหนิงเทียนค่อนข้างทุลักทุเลวิชาทะยานหลงเงาตัดผกาอันทรงพลังก็ยังไม่สามารถต้านทานได้ เขาจึงตัดสินใจเปิดใช้ทักษะยุทธศาสตร์ครองสวรรค์
กล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตในร่างปลดปล่อยพลังงานลึกลับออกมาเมื่อเส้นลมปราณแรกเจาะลงดิน สถานการณ์ในเขตเปลวเพลิงทั้งหมดก็ปรากฏขึ้นในใจของหนิงเทียนทันที
เปลวเพลิงเหล่านี้ก่อตัวเป็นเขตแดนประหลาดมีเพียงสองวิธีที่จะผ่านมันไปได้
หนึ่ง บุกเข้าไป
สองทำลายเขตแดนประหลาดลงเสีย
แม้หนิงเทียนจะไม่รู้วิธีทำลายเขตแดนแต่กล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตสามารถทำได้
ขณะที่ก้าวไปข้างหน้าหนิงเทียนก็สนใจการเคลื่อนไหวของผู้อื่นไปด้วย
เยี่ยอวิ่นเคลื่อนไหวเร็วมากดูเหมือนเขาจะเชี่ยวชาญการทำลายเขตแดนและใกล้จะพิชิตยอดเขาแล้ว ส่วนเลี่ยชิงอีและหานคุนก็ไม่ได้อ่อนแอพวกเขานำหน้าหนิงเทียนไปไกลแล้ว ทั้งยังเป็นรองเพียงเยี่ยอวิ่นเท่านั้น
ผู้บำเพ็ญอีกหลายสิบคนก็เร่งรีบขึ้นไปบนยอดเขาเช่นกันเสียงกรีดร้องและร่ำไห้ดังระงมเป็นพักๆ เมื่อมีคนเสียชีวิตระหว่างทาง
การรับรู้ของหนิงเทียนน่าทึ่งมากด้วยความช่วยเหลือจากกล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตเขาสามารถแยกแยะความถูกต้องของรากบ่มเพาะในเปลวเพลิงได้อย่างชัดเจน
ถึงจะอยากครอบครองรากบ่มเพาะมากเพียงใดแต่เขาก็รู้ดีว่ามันเป็นการทำลายข้อจำกัด ยิ่งไปกว่านั้น กล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตยังไม่สนใจรากบ่มเพาะเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อยหนิงเทียนจึงพุ่งกายไปยังยอดเขาอย่างรวดเร็ว
พ้นจากเขตเปลวเพลิงมีร่างแปดร่างยืนอยู่และหนิงเทียนเป็นคนที่เก้า นอกจากเยี่ยอวิ่น เลี่ยชิงอี และหานคุนแล้ว เขาก็ไม่รู้จักห้าคนที่เหลือและทั้งเก้าคนก็ร่วมกันมุ่งความสนใจไปที่ยอดเขา
เสาหินสามต้นจัดเรียงเป็นสัญลักษณ์บางอย่างสีกระดำกระด่างเผยให้เห็นร่องรอยแห่งกาลเวลา บริเวณยอดแหลมกำลังปล่อยลำแสงสีเขียวเข้มสีม่วงอมดำ และสีฟ้าออกมาผสานกัน ก่อนจะกลับกลายเป็นม่านพลังโปร่งใสภายในมีวิญญาณอสูรวิ่งพล่าน วิญญาณพฤกษาชวนฝัน เหล่าจิตวิญญาณโบยบิน และอาวุธวิญญาณลี้ลับ
“รากบ่มเพาะระดับนิลกาฬ!” เขาตื่นเต้นอย่างยิ่งเมื่อสัมผัสได้ถึงรากอสูรและรากพฤกษาระดับนิลกาฬทั้งยังเป็นระดับนิลกาฬขั้นสูงอีกด้วย
ส่วนอาวุธวิญญาณหนิงเทียนไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับพวกมันมากนักในหมู่อาวุธเหล่านั้นมีอาวุธวิญญาณจื๋อซิวบ้างหรือไม่ เรื่องนี้จำเป็นต้องพิจารณาเพิ่มเติม
กล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตส่งสารอันทรงพลังออกมามันชี้ตรงไปยังเสาหินที่เปล่งลำแสงสีม่วงอมดำ
มันซ่อนสิ่งใดเอาไว้กันแน่?เหตุใดถึงดึงดูดความสนใจของกล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตได้?
ในยามนี้ม่านพลังโปร่งใสปิดสนิททุกคน ณ ที่แห่งนั้นต่างก็ครุ่นคิดกันว่าจะผ่านเข้าไปได้อย่างไร
“เจ้าหนู เจ้าจงไปลองเสียหน่อย”ชายชุดขาวจ้องมองและกล่าวกับหนิงเทียนเพื่อดูว่าเขาจะสามารถทะลุม่านพลังโปร่งใสได้หรือไม่
“ข้ารู้จักเจ้าหรือ?”หนิงเทียนหรี่ตามองชายผู้นั้นอย่างไม่พอใจ
“ไม่จำเป็นต้องรู้จัก แค่เจ้าเชื่อฟังก็พอไม่เช่นนั้นข้าจะสอนการเป็นมนุษย์ให้เอง” ชายชุดขาวแสดงสีหน้าหยิ่งผยอง ทั้งยังมองหนิงเทียนอย่างดูแคลนเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ให้ค่ากับหนิงเทียนเลย
เมื่อคนอื่นเห็นสถานการณ์นี้พวกเขาก็ยิ้มโดยไม่กล่าวอะไรราวกับกำลังรับชมเรื่องสนุก
หนิงเทียนไม่พอใจอย่างมากชายผู้นี้คิดว่าตนกลั่นแกล้งได้ง่ายหรือ! “สอนข้าให้เป็นมนุษย์อย่างนั้นหรือ?เจ้าที่ล้มเหลวแม้กระทั่งการเป็นสุนัข ยังคิดจะสอนผู้อื่นให้เป็นมนุษย์อีกหรือ?”
“เจ้าพูดบ้าอะไร!” ชายชุดขาวตะคอกอย่างเกรี้ยวกราด
“ว่ากันว่าสุนัขจมูกดีแต่หูไม่ได้เรื่องดูเหมือนจะเหมาะกับเจ้ายิ่งนัก” หนิงเทียนยังคงเย้ยหยันอีกฝ่าย ทุกคำพูดของเขาล้วนทำร้ายจิตใจ
คนอื่นๆ ต่างก็แสดงสีหน้าประหลาดราวกับพวกเขาไม่คาดคิดว่าหนิงเทียนจะกล้าตำหนิชายชุดขาว
เยี่ยอวิ่นหยอกล้อ“ถังจิ้นอวี่ ไม่คิดเลยว่าตาสุนัขของเจ้าจะมองคนผิด เจ้าช่างรู้จักหาเรื่องใส่ตัว”
ชายชุดขาวพูดอย่างโกรธเคือง“หุบปากเสีย! เจ้าหนูนี่ไม่รู้จักดีชั่วข้าจะทำให้มันอยู่ไม่สู้ตาย!”
ดวงตาของถังจิ้นอวี่เต็มไปด้วยจิตสังหาร ภัยคุกคามที่มองไม่เห็นกำลังพุ่งเข้าหาหนิงเทียน
“เจ้าหนูหากเจ้ายอมคุกเข่าขอความเมตตาเสียแต่บัดนี้ ข้าจะยอมไว้ชีวิตเจ้า เพราะหากข้าลงมือแล้วเจ้าจะต้องตายโดยไร้ดินกลบฝัง!”
“เจ้ากลัวผู้อื่นจะไม่รู้ว่าเจ้าโง่หรือถึงได้สวมชุดโดดเด่นถึงเพียงนี้?”
ถังจิ้นอวี่สวมชุดขาวแต่กลับถูกเรียกว่าคนโง่ความโกรธของเขาจึงพลุ่งพล่านยิ่งกว่าเดิม