บทนำ กรงขังสีขาวและเงามืดที่คืบคลาน
ท่ามกลางแสงไฟนีออนที่สาดส่องอย่างแห้งแล้งภายในอาคารสำนักงานใจกลางเมือง ภายในห้องทำงานสี่เหลี่ยมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟจางๆ และเสียงรัวแป้นพิมพ์ที่ไม่ได้ว่างเว้นมาตลอดวัน ‘เรศณรงค์’ ชายหนุ่มผู้มีดวงตาหม่นแสงนั่งจมจ่อมอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สว่างจ้าจนพร่าเลือน ชีวิตของเขาเปรียบเสมือนฟันเฟืองตัวเล็กๆ ที่ถูกความจำเจบดเคี้ยวจนแทบไม่เหลือตัวตน
“เรศ... ช่วยสรุปรายงานชุดนี้ให้พี่หน่อยนะ”
เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจจอมปลอมของชายวัยกลางคนดังขึ้นทำลายความเงียบ ‘ชัย’ หัวหน้าแผนกผู้ขึ้นชื่อเื่การ ‘บริหารงานด้วยการโยน’ เดินเข้ามาพร้อมกับวางแฟ้มเอกสารหนาปึกลงบนโต๊ะไม้ลามิเนตสีขาวอย่างแรงจนกระดาษ้าปลิวไหว ชัยฉีกยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ก่อนจะสำทับด้วยประโยคที่ทำให้คนฟังใจร่วงหล่นถึงตาตุ่ม
“อ้อ พี่ขอก่อนเจ็ดโมงเช้าพรุ่งนี้นะ พอดีท่านประธานอยากเรียกดูแต่เช้า”
เรศณรงค์เบิกตากว้าง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งสัปดาห์เกือบจะทำให้เขาหลุดปากแย้งออกไป
“แต่หัวหน้าครับ... งานเก่ายังไม่เสร็จ แล้วนี่ก็...”
“โอเค ตกลงตามนี้นะ! อ๊ะ... ห้าโมงเย็นพอดี พี่ต้องขอตัวก่อน มีนัดน่ะ ฝากด้วยล่ะเรศ นายมันพึ่งพาได้ที่สุดแล้ว”
ชัยตัดบทอย่างไร้เยื่อใย เขาโบกมือไหวๆ ก่อนจะหันหลังเดินกึ่งวิ่งออกจากแผนกไป ทิ้งให้เรศณรงค์อ้าปากค้างกลางอากาศ คำทัดทานขัดขืนถูกกลืนลงคอไปพร้อมกับความขมขื่น
“แต่นี่มัน... ห้าโมงเย็นแล้วนะครับ...”
เขากระซิบแ่เบา มองตามแผ่นหลังของหัวหน้าที่ลับตาไปทางประตูลิฟต์ ความเงียบงันเริ่มโรยตัวปกคลุมห้องทำงานจนเขารู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในกรงที่มองไม่เห็น เรศณรงค์ถอนหายใจยาวเหยียด ไหล่ทั้งสองข้างลู่ตกลงอย่างปลงตก เขาเป็แบบนี้เสมอ ปฏิเสธใครไม่เป็ เป็ ‘สนามอารมณ์’ และ ‘ถังขยะ’ ของกองงานที่คนอื่นไม่อยากแตะต้อง
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ลงมือกับงานใหม่ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าส้นสูงก็ดังกระทบพื้นตามมา
“อ้าว เรศ ยังไม่กลับหรือจ๊ะ? ดีเลย!”
หญิงสาวรุ่นพี่ร่วมแผนกโผล่หน้ามาพร้อมรอยยิ้มหวานเคลือบยาพิษ
“พี่ฝากเอาข้อมูลนี้ลงไฟล์ให้หน่อยสิ พอดีพี่มีธุระด๊วนด่วน... ด่วนมากจริงๆ นะจ๊ะ ไฟล์พี่ส่งเข้าอีเมลเราแล้ว ขอบใจนะน้องรัก!”
เธอทิ้งท้ายไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกก่อนจะหายวับไปราวกับนินจา ตามมาด้วยเพื่อนร่วมรุ่นที่อ้างเื่ ‘แมวป่วย’ ‘แม่ไม่สบาย’ หรือแม้แต่ ‘นัดดูตัว’ ทุกคนต่างใช้เขาเป็บันไดในการก้าวข้ามภาระหน้าที่ของตนเอง โดยมีคำว่า ‘ฝากด้วยนะ’ เป็โซ่ตรวนผูกมัดดวงิญญาของเขาไว้กับโต๊ะทำงานจนดึกดื่น
เวลาล่วงเลยไปจนนาฬิกาดิจิทัลบนผนังเปลี่ยนเลขเป็ 00:00 เสียงสัญญาณบอกเวลาเที่ยงคืนดังก้องสะท้อนในความเงียบสงัด เรศณรงค์สะดุ้งสุดตัว เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองใช้เวลาคลุกคลีกับกองกระดาษจนลืมเวลาไปเสียสิ้น
“เชี่ย! เที่ยงคืนแล้ว รถไฟฟ้าเที่ยวสุดท้าย!”
เขาละล่ำละลักเก็บข้าวของลงกระเป๋าหนังคู่ใจ มือไม้สั่นระริกด้วยความเร่งรีบ ร่างโปร่งรีบก้าวเท้าสับไวไปตามโถงทางเดินที่ยาวสุดลูกตา ทว่าในความรีบร้อนนั้น เขากลับไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติที่เริ่มก่อตัวขึ้น รอบกายที่เคยคุ้นตาในยามดึกกลับเปลี่ยนไปราวกับคนละมิติ
ไฟทางเดินที่ควรจะสว่างไสวกลับกะพริบถี่ๆ ส่งเสียงหึ่งๆ ของกระแสไฟฟ้าที่ใกล้จะขาดใจ บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงอย่างกะทันหัน อากาศหนักอึ้งจนหายใจลำบาก ปกติแล้วที่นี่มักจะมี ‘พนักงานดีเด่น’ ทำงานโต้รุ่งอยู่บ้าง หรืออย่างน้อยก็ต้องมีพนักงานรักษาความปลอดภัยเดินตรวจตรา ทว่ายามนี้กลับไร้เงาสิ่งมีชีวิต มีเพียงเสียงฝีเท้าของเขาที่ดังก้องอย่างโดดเดี่ยว
และหากเรศณรงค์จะเฉลียวใจหันกลับไปมองเื้ัเพียงนิด เขาจะพบกับ ดวงตาสีเทาหม่น คู่หนึ่งที่จับจ้องมาจากเงามืดมิดที่สุดของมุมตึก ดวงตานั้นเ็า ทรงอำนาจ และเต็มไปด้วยความโหยหาที่ยากจะอธิบาย มันติดตามเขาทุกฝีก้าวราวกับเงาตามตัว
เรศณรงค์วิ่งพ้นประตูอาคารออกมาสู่ถนนใหญ่ ลมหนาวเย็นเยือกปะทะใบหน้า ถนนสายหลักที่เชื่อมต่อปริมณฑลซึ่งปกติจะขวักไขว่ด้วยรถรา ยามนี้กลับเงียบเชียบอ้างว้างราวกับเมืองร้าง แสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางส่องกระทบพื้นถนนเป็สีส้มสลัว เขาชะโงกหน้ามองซ้ายขวา เมื่อเห็นว่าถนนว่างเปล่าไร้วี่แววรถยนต์ จึงรีบก้าวเท้าเดินข้ามหวังจะไปให้ถึงสถานีรถไฟฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งตรงข้าม
“ปิ๊บบบบบบบบ!!!”
เสียงแตรดังกัมปนาทจนแก้วหูแทบฉีกขาด แสงไฟหน้ารถบรรทุกขนาดมหึมาสว่างวาบขึ้นกลางถนนที่ว่างเปล่าเมื่อครู่ มันพุ่งทะยานออกมาจากอากาศธาตุด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่มนุษย์จะหลบพ้น เรศณรงค์ยืนตัวแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างสะท้อนภาพมัจจุราชโลหะที่เคลื่อนเข้ามาในระยะประชิด
โครม!!!
ร่างของเขาปะทะกับหน้ารถอย่างจัง แรงกระแทกมหาศาลส่งร่างโปร่งลอยละลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะร่วงหล่นกระแทกพื้นคอนกรีตแข็งกระด้างที่ห่างออกไปเกือบร้อยเมตร เสียงกระดูกแตกหักดังลั่นในโสตประสาท ความเ็ปแล่นริ้วขึ้นสู่สมองราวกับถูกเข็มนับพันทิ่มแทง
เรศณรงค์นอนสงบนิ่งอยู่บนพื้นถนนที่เย็นเฉียบ เืสีแดงฉานค่อยๆ ไหลซึมออกจากร่าง อาบย้อมพื้นคอนกรีตจนเป็วงกว้าง ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือนด้วยม่านน้ำตาและหยาดโลหิต เขาได้ยินเสียงไซเรนและเสียงโวยวายของผู้คนที่เริ่มรุมล้อม แต่เสียงเ่าั้กลับฟังดูไกลแสนไกลราวกับมาจากอีกโลกหนึ่ง
‘อย่าหลับนะ... ถ้าหลับตอนนี้ เราจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว’
สติที่เหลือเพียงน้อยนิดะโบอกตัวเอง เขายังไม่อยากตาย แม้ชีวิตที่ผ่านมาจะน่าเบื่อหน่าย ถูกเอาเปรียบ และไร้สีสันเพียงใด แต่มนุษย์ยามเผชิญหน้ากับความตาย ย่อมถวิลหาลมหายใจสุดท้ายอย่างสุดกำลัง
สมองของเขาเริ่มประมวลภาพความทรงจำเยี่ยงภาพถ่ายที่ถูกสาดกระจาย คิดถึงพ่อแม่ที่เสียไปนานแล้ว คิดถึงใบหน้ายิ้มเยาะของหัวหน้า คิดถึงความฝันในวัยเยาว์ที่อยากจะเป็นักเขียนนิยาย... ทุกอย่างค่อยๆ เลือนหายไป ความรู้สึกที่ทรวงอกเริ่มเปลี่ยนจากเ็ปเป็ชาหนึบ เครื่องซีดีอาร์กำลังทำงานเพื่อฉุดกระชากดวงิญญาเขากลับมา กระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่างกระตุกหัวใจให้เต้นต่อ ทว่าเปลือกตาของเขากลับหนักอึ้งเกินกว่าจะต้านทาน
ในวินาทีที่แสงสว่างสุดท้ายในดวงตาจะดับลง...
เขากลับมองเห็นร่างของ ชายชราในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ชายผู้นั้นไม่ได้ดูตื่นตระหนกเหมือนคนอื่น ทว่ากลับจ้องมองมาที่เขาด้วยดวงตาสีเทาหม่นคู่เดิม ดวงตาที่ไร้ซึ่งอารมณ์แต่ลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาล
นั่นคือภาพสุดท้ายที่สลักลงในดวงจิต ก่อนที่ทุกอย่างจะดิ่งลงสู่ความมืดมิดนิรันดร์
เรศณรงค์รู้สึกตัวอีกครั้งในสถานที่ที่ไร้ซึ่งทิศทาง รอบกายถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาวนวลตาที่แผ่ขยายไปไกลสุดลูกตา ไม่มีเสียงลม ไม่มีััของพื้นดิน มีเพียงความว่างเปล่าที่นิ่งสงบ
‘เราตายแล้วสินะ... แล้วนี่คือ์หรือนรกกันล่ะ?’
เขาคิดด้วยความสับสน ความทรงจำเื่อุบัติเหตุยังแจ่มชัด แต่ความเ็ปกลับมลายหายไปสิ้น
“ในที่สุดก็ได้พบกันสักทีนะ... เ้าดวงิญญาที่พลัดหลงเอ๋ย”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องหน้า หมอกขาวค่อยๆ ม้วนตัวออกเผยให้เห็นร่างของชายชราผู้หนึ่งยืนตะง่าลอยอยู่กลางอากาศ ใบหน้าของเขาดูใจดีทว่ามีสง่าราศีเลอค่า และดวงตาสีเทาหม่นคู่นั้น...
“คุณ... ท่านคือคนในที่เกิดเหตุนี่นา! ท่านเป็ยมทูตที่จะมารับิญญาผมใช่ไหมครับ?”
เรศณรงค์ถามออกไปอย่างตะกุกตะกัก พลางสำรวจร่างกายตัวเองที่ยามนี้ดูโปร่งแสง
“ฮ่าๆๆๆ!”
ชายชราหัวเราะลั่นจนเคราสีเงินสั่นไหว
“ข้าน่ะหรือยมทูต? หาใช่ไม่! ตาแก่ผู้นี้ไม่ได้เกี่ยวดองกับ ‘พญายมเหงี่ยมล่อ’ ในนรกภูมิของเ้าแม้แต่น้อย”
เขาโบกมือวูบหนึ่ง ทันใดนั้นโต๊ะน้ำชาไม้หอมโบราณพร้อมชุดถ้วยกระเบื้องเคลือบเลิศรสก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า กลิ่นหอมของชาชั้นเลิศตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ชายชราผายมือเชื้อเชิญให้เรศณรงค์นั่งลง
“เสียมารยาทไปเสียได้ ข้ามีนามว่า ‘เยี่ยงหยาง’ เป็เทพผู้พิทักษ์มิติและโลกคู่ขนาน หากจะกล่าวถึงที่มาที่ไปของเ้า คงต้องรินชากันยาวเสียหน่อย”
หลังจากน้ำชาอุ่นๆ ไหลลงคอ (ซึ่งเขาก็แปลกใจว่าิญญาดื่มชาได้ด้วย) เรศณรงค์ก็นั่งฟังเื่ราวที่เหลือเชื่อยิ่งกว่านิยายแฟนตาซีที่เขาเคยอ่าน ‘ตาแก่เยี่ยงหยาง’ (สรรพนามในใจของเรศเปลี่ยนไปทันทีที่เริ่มคุ้นเคย) เล่าว่าเมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีก่อน ตาแก่ผู้นี้ได้ไปร่ำสุรากับเหล่าสหายเทพต่างมิติ ด้วยความที่ไม่ได้พบกันนานจึงดื่มหนักไปเสียหน่อย จนเมื่อกลับมาถึงตำหนักเทพด้วยความมึนเมา ชายเสื้อสะบัดไปโดน ‘เส้นใยมิติ’ เส้นหนึ่งเข้าอย่างจัง
“มันจะไม่เป็ปัญหาเลย หากเส้นใยนั้นไม่ใช่เส้นทางที่ดวงจิตของเ้ากำลังเดินทางเพื่อไปเกิดใหม่ในแดนเทพ!”
เยี่ยงหยางกล่าวด้วยสีหน้าสำนึกผิด (เพียงเล็กน้อย)
“แรงปะทะจากพลังเทพของข้า ทำให้ดวงจิตของเ้าที่เดิมทีควรจะสมบูรณ์แข็งแรง แตกกระจายออกเป็สามส่วน และกระเด็นหายไปคนละทิศละทาง!”
เรศณรงค์ฟังแล้วแทบจะสำลักน้ำชา ชีวิตเขาพังเพราะเทพขี้เมาทำชายเสื้อสะบัดใส่เนี่ยนะ!
เยี่ยงหยางเล่าต่อว่า เขาคว้าดวงจิตไว้ได้ทันเพียงส่วนเดียว ส่วนที่เหลืออีกสองส่วนนั้น ส่วนหนึ่งหลุดเข้าไปใน ‘ทะเลห้วงเวลา’ ส่วนอีกส่วนหนึ่งหลุดเข้าไปยังมิติโลกมนุษย์ที่เขาเพิ่งจากมา ซึ่งก็คือตัวของ ‘เรศณรงค์’ นั่นเอง
“นั่นคือสาเหตุที่ตลอดสามสิบปีในโลกนั้น เ้าถึงรู้สึกเหมือนเป็สิ่งแปลกปลอม เ้าไม่มีครอบครัวที่แท้จริง เพื่อนสนิทก็หาได้ยาก และมักจะถูกคนรอบข้างเบียดเบียนเสมอ เพราะโชคชะตาของเ้าในโลกนั้นมัน ‘ผิดรูปผิดร่าง’ มาั้แ่ต้น”
“บัดซบสิ้นดี...”
เรศณรงค์สบถเบาๆ ความโดดเดี่ยวที่เขาเผชิญมาทั้งชีวิต กลับมีสาเหตุมาจากความสะเพร่าของเทพองค์หนึ่ง
เยี่ยงหยางไม่ได้โกรธเคืองที่ถูกต่อว่า เขาเล่าต่อว่าใน่ที่เขากำลังหาวิธีแก้ไข ดวงจิตส่วนที่หลุดไปในทะเลห้วงเวลากลับถูกสหายเทพคนเดิมที่ไปดื่มด้วยกันเก็บกลับมาได้ แต่มันกลับไปจุติในร่างของ ‘จิ้งจอกขาวสี่หาง’ ตัวน้อยที่นอนขดอยู่ในอ้อมกอดของสหายเทพผู้นั้น
“ข้าจึงตัดสินใจใช้พลังทั้งหมด หลอมรวมดวงจิตส่วนที่เหลือเข้าด้วยกัน และนำมันมาหลอมรวมกับร่างเดิมเ้าเพื่อรักษาร่างเดิมไว้ ซึ่งข้าเก็บรักษาไว้ในผนึกกาลเวลา... การที่เ้าประสบอุบัติเหตุในโลกมนุษย์ นั่นหมายความว่าอายุขัยปลอมๆ ของเ้าสิ้นสุดลง และถึงเวลาที่ดวงจิตจะต้องกลับคืนสู่บ้านที่แท้จริง”
ชายชราลุกขึ้นยืน หมอกรอบกายเริ่มหมุนวนรวดเร็วขึ้น
“บัดนี้ ร่างจิ้งจอกขาวและดวงจิตของเ้าได้หลอมรวมกันเป็หนึ่งเดียวแล้ว ณ ดินแดนที่โชคชะตาของเ้าเริ่มต้นขึ้นจริงๆ ... จงไปเถิดเรศณรงค์ ไปใช้ชีวิตที่เ้าควรจะมีในฐานะผู้ที่มีสายเืเทพจิ้งจอก!”
แสงสว่างเจิดจ้ากลืนกินทุกสิ่งอีกครั้ง เรศณรงค์รู้สึกเหมือนร่างกายถูกดึงดูดผ่านอุโมงค์ที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว ความรู้สึกนุ่มนิ่มที่ปลายเท้าและกลิ่นหอมของมวลบุปผาเริ่มชัดเจนขึ้น พร้อมกับความรู้สึกถึง ‘หาง’ ที่ขยับไหวอยู่เื้ั...
ชีวิตใหม่ใน
โลกแฟนตาซีจีนโบราณของเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับภารกิจทวงคืนโชคชะตาที่เทพขี้เมาทำพังไปเมื่อร้อยปีก่อน!
.
.
.