ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่125 ปิดด่าน

    หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป...


    กาลเวลาค่อย ๆ พัดพาคราบคาวโลหิตจากค่ำคืนอันนองเลือดให้เลือนหายจากความทรงจำของผู้คน


    วิกฤตกลิ่นอายมารที่เคยปกคลุมเมืองซูไห่จนผู้คนหวาดผวา บัดนี้กลับสลายหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ ท้องฟ้ากลับคืนสู่สีครามสดใส แสงตะวันอุ่นอาบไล้เมืองท่าริมทะเลอีกครั้ง


    ร้านรวงที่เคยปิดเงียบเริ่มกลับมาเปิดกิจการ ตลาดสดคึกคักด้วยเสียงซื้อขาย เหลาอาหารและโรงน้ำชากลับมาเนืองแน่นไปด้วยพ่อค้า ชาวยุทธ์ และผู้คนที่สัญจรไปมา


    ทุกสิ่งดำเนินไปตามปกติ


    ราวกับค่ำคืนที่สมาคมการค้าฟ่านล่มสลาย และหมอกมารอันน่าสะพรึงกลัวที่เคยปกคลุมเมือง เป็นเพียงภาพฝันเลือนรางเท่านั้น


    ทว่า...


    สำหรับผู้ที่ผ่านการนองเลือดมานับครั้งไม่ถ้วน ความสงบที่มาเยือนอย่างกะทันหันเช่นนี้ หาใช่เรื่องน่ายินดีไม่


    หากแต่มันคือความเงียบงันก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ


    ภายในเรือนพักศิษย์หลักของอวี้เหวิน


    กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของชาชั้นดีลอยอบอวลไปทั่วห้อง


    อวี้หลานยกจอกชาขึ้นจิบช้า ๆ


    หลังผ่านการรักษาด้วยโอสถของตำหนักมังกรเมฆามาตลอดหลายวัน ใบหน้าที่เคยซีดเซียวเริ่มมีสีเลือดฝาดกลับคืนมา แม้ร่างกายยังไม่ฟื้นคืนดังเดิม แต่ก็นับว่าดีขึ้นมากแล้ว


    เพียงแต่...


    แววตาของชายวัยกลางคนยังคงซ่อนความหม่นหมองเอาไว้


    ยามทอดสายตามองทิวทัศน์อันงดงามของตำหนักมังกรเมฆานอกหน้าต่าง เขากลับไม่รู้สึกยินดีแม้แต่น้อย


    “เหวินเอ๋อร์...”


    อวี้หลานค่อย ๆ วางจอกชาลงบนโต๊ะ


    ก่อนหันมามองบุตรชายที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้า


    “ภายนอกกลับมาสงบแล้ว ข่าวคราวเรื่องพวกมารก็เงียบหายไปหมด พ่อคิดว่า... ถึงเวลาที่พ่อควรกลับไปอยู่เรือนเก่าเสียที”


    อวี้เหวินลืมตาขึ้นช้า ๆ


    ดวงตายังคงสงบนิ่ง ทว่าแฝงประกายครุ่นคิดอยู่ลึก ๆ


    เขาไม่ได้ตอบในทันที


    เมื่อเห็นบุตรชายเงียบไป อวี้หลานจึงถอนหายใจเบา ๆ


    “พ่อรู้ว่าเจ้ากังวล”


    “เรือนศิษย์หลักแห่งนี้ทั้งปลอดภัยและสะดวกสบาย แต่สุดท้ายแล้ว... ที่นี่ก็มิใช่สถานที่ของพ่อ”


    ชายวัยกลางคนหัวเราะอย่างขื่น ๆ


    “พ่อเป็นเพียงคนไร้วรยุทธ์ เส้นลมปราณก็เสียหายจนไม่อาจฟื้นคืนดังเดิม อีกทั้งยังคุ้นชินกับเรือนหลังเก่ามาหลายปีแล้ว”


    “หากอยู่ที่นี่ต่อไป มีแต่จะทำให้เจ้าต้องลำบากใจ”


    “ยิ่งกว่านั้น ฟ่านเจิ้นไห่ตายแล้ว สมาคมการค้าฟ่านก็ล่มสลาย ผู้คนในเมืองซูไห่ย่อมไม่กล้ามารังแกอีก”


    “พ่อกลับไปอยู่ที่เดิม... ก็เพียงพอแล้ว”


    อวี้เหวินมองบิดาอยู่เงียบ ๆ


    เขารู้ดีว่าความดื้อดึงของอวี้หลาน มิได้เกิดจากความดื้อรั้น


    แต่เกิดจากความรักของผู้เป็นบิดา


    อีกฝ่ายไม่ต้องการให้ตนเองกลายเป็นภาระ หรือเป็นรอยด่างบนเส้นทางของบุตรชาย


    เพียงเท่านั้น


    ความอบอุ่นสายหนึ่งพลันเอ่อล้นขึ้นในใจของอวี้เหวิน


    โลกแห่งผู้ฝึกตนเต็มไปด้วยการแก่งแย่ง หลอกลวง และหักหลัง


    แต่ชายผู้นี้...


    กลับเป็นคนเพียงคนเดียวที่พร้อมสละทุกสิ่งเพื่อเขาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน


    ทว่า...


    อวี้เหวินมิใช่คนที่จะปล่อยให้ความสงบตรงหน้าบดบังสติของตน


    'มันเงียบเกินไป...'


    ดวงตาของเขาค่อย ๆ หรี่ลง


    'กลิ่นอายมารที่รุนแรงถึงเพียงนั้น ไม่มีทางสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย'


    'หากมันมิได้หายไป... เช่นนั้นก็เหลือเพียงคำตอบเดียว'


    'มีใครบางคน... กำลังทำให้มันซ่อนตัว'


    ความคิดนั้นทำให้แววตาของอวี้เหวินเย็นเยียบลงอีกหลายส่วน


    หากการคาดเดาของเขาไม่ผิด


    เมื่อถึงวันที่พวกมันเตรียมพร้อมอย่างสมบูรณ์


    เมืองซูไห่ทั้งเมือง...


    คงกลายเป็นนรกบนดินในพริบตา


    อวี้เหวินถอนหายใจแผ่วเบา


    เขารู้ดีว่า ต่อให้รั้งอวี้หลานไว้ อีกฝ่ายก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจ


    และหากฝืนบังคับ


    นอกจากจะทำให้บิดาเป็นทุกข์แล้ว ยังไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นฟูร่างกายอีกด้วย


    “ข้าเข้าใจแล้ว”


    อวี้เหวินเอ่ยขึ้นในที่สุด


    น้ำเสียงยังคงราบเรียบดังเดิม


    “หากท่านพ่อปรารถนาจะกลับไป ข้าย่อมไม่ขัด”


    เขาหยุดไปครู่หนึ่ง


    ก่อนกล่าวต่อ


    “แต่ขอท่านรอข้าอีกครึ่งชั่วยาม”


    “ข้ายังมีบางสิ่ง... ที่ต้องเตรียมให้ท่าน”


    เมื่ออวี้เหวินก้าวเข้าสู่ห้องฝึกตนส่วนตัว ประตูศิลาด้านหลังก็ค่อย ๆ ปิดลง ตัดขาดเสียงอึกทึกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง


    ทันใดนั้น สร้อยคอหินทมิฬที่ห้อยอยู่บนลำคอของเด็กหนุ่มพลันเปล่งประกายสีเเดงอันลึกล้ำ


    กระแสปราณวิญญาณม้วนตัวขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะควบแน่นเป็นร่างเล็กสีชาดผู้หนึ่ง


    ซ่งเหยียนเฟยกอดอกลอยตัวอยู่กลางห้องเช่นเคย ใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อยตามนิสัย แววตาเปี่ยมด้วยความหยิ่งทะนง หากเมื่อมองมายังอวี้เหวิน กลับแฝงความผ่อนคลายที่มีเพียงสหายสนิทเท่านั้นจะได้เห็น


    "หึ... บิดาเจ้าช่างหัวแข็งเสียจริง"


    ซ่งเหยียนเฟยแค่นหัวเราะเบา ๆ


    "แต่จะว่าไป... ความรักของคนเป็นพ่อเช่นนี้ แม้จะน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่ก็น่านับถือไม่น้อย"


    เขาเหลือบมองอวี้เหวินพลางยกมุมปาก


    “แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อ? จะปล่อยให้เขากลับไปอยู่ที่เก่าจริงหรือ?”


    “ไม่มีทาง”


    อวี้เหวินตอบโดยแทบไม่ต้องครุ่นคิด


    “เพราะเหตุนี้ข้าจึงมาหาเจ้า”


    “ซ่งเหยียนเฟย... ข้าต้องการสมบัติคุ้มกันกายสักชิ้น”


    “ชิ้นที่สามารถปกป้องท่านพ่อได้ แม้ยามที่ข้าไม่อยู่ข้างกาย”


    ซ่งเหยียนเฟยถึงกับเลิกคิ้ว


    ก่อนหัวเราะออกมาอย่างเหลืออด


    “เจ้าเด็กนี่... คิดว่าคลังสมบัติของข้าเป็นแผงลอยข้างถนนหรือ?”


    “สมบัติทุกชิ้นที่เหลืออยู่ ล้วนติดตัวข้ามาตั้งแต่บ้านเกิด ต่อให้เสียหายไปมาก ก็ยังมิใช่ของที่จะหยิบยื่นให้ใครง่าย ๆ”


    อวี้เหวินยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย


    “หลังเหตุการณ์ครั้งก่อน”


    “ท่านเจ้าสำนักไป๋เหวินเทียนนำสมบัติมามอบให้ข้าเป็นการส่วนตัว เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น”


    “ในนั้นมีทั้งแก่นโลหิตอสูรทะเลลึก หญ้าวิญญาณทมิฬกลืนฟ้า และสมบัติบำรุงจิตวิญญาณอีกหลายชนิด”


    เด็กหนุ่มสบตาอีกฝ่ายตรง ๆ


    “ข้ารู้ว่าสิ่งเหล่านี้สามารถฟื้นฟูรากฐานวิญญาณของเจ้าได้”


    “ทั้งหมดเป็นของเจ้า”


    “แลกกับสมบัติคุ้มกันกายเพียงชิ้นเดียว”


    ซ่งเหยียนเฟยนิ่งไปครู่หนึ่ง


    แววตาสีชาดสั่นไหวเพียงเล็กน้อย


    แต่ไม่นานก็แค่นเสียงออกมาตามนิสัย


    “ชิ!”


    “เห็นแก่ความจริงใจของเจ้าก็แล้วกัน”


    “อีกอย่าง... พ่อของเจ้าก็เป็นคนไม่เลว”


    “มิฉะนั้น ต่อให้เอาสมบัติมากองสูงเป็นภูเขา ข้าก็ไม่แลก!”


    สิ้นเสียง เขาสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ


    คลื่นพลังสีชาดพลันไหลลึกเข้าไปในมิติของสร้อยคอหินทมิฬ


    ชั่วอึดใจต่อมา


    วัตถุชิ้นหนึ่งค่อย ๆ ลอยออกมาจากความว่างเปล่า


    ตกลงสู่ฝ่ามือของอวี้เหวินอย่างแผ่วเบา


    มันคือจี้หยกสีครามเข้ม แกะสลักเป็นรูปเต่าทมิฬโบราณ


    ผิวหยกเรียบลื่นราวกระจก ทอประกายแสงอ่อน ๆ แฝงกลิ่นอายหนักแน่นดุจขุนเขา และลึกล้ำดุจห้วงสมุทร


    “ของชิ้นนี้มีนามว่า... จี้หยกศิลาเต่าทมิฬ”


    ซ่งเหยียนเฟยยืดอกเล็กน้อย


    น้ำเสียงแฝงความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด


    “แม้ตัวจี้จะเสียหายไปไม่น้อย แต่ข้าได้สลักค่ายกลพิทักษ์ขึ้นใหม่ด้วยพลังวิญญาณของข้าเอง”


    “หากผู้ครอบครองตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต ค่ายกลจะทำงานเอง”


    “มันสามารถต้านการโจมตีของผู้ฝึกตนขอบเขตพลังปราณได้สามครั้ง”


    “ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตครึ่งก้าวก่อกำเนิด อย่างน้อยก็ยังช่วยยื้อเวลาไว้ได้หนึ่งกระบวนท่า”


    อวี้เหวินก้มมองจี้หยกในมือ


    ทันทีที่พลังจิตแทรกซึมเข้าไป เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังพิทักษ์อันมั่นคงที่ซ่อนอยู่ภายใน


    “ของล้ำค่ายิ่ง”


    เขากำจี้หยกไว้แน่น ก่อนเงยหน้ามองอีกฝ่าย


    “ขอบใจมาก... เฟยเอ๋อร์”


    “ใครอนุญาตให้เจ้าเรียกข้าเช่นนั้น!”


    ซ่งเหยียนเฟยถลึงตา ใบหน้าขาวผ่องขึ้นสีแดงเรื่อทันที


    “เจ้าคนไร้มารยาท!”


    เขาสะบัดหน้าหนีอย่างเสียไม่ได้ ก่อนสลายร่างกลับเข้าสู่สร้อยคอหินทมิฬ ทิ้งไว้เพียงเสียงแค่นฮึ่มเบา ๆ ที่แม้พยายามปิดบังเพียงใด ก็ยังฟังออกว่าปะปนด้วยความพึงพอใจที่ได้ช่วยเหลือสหาย


    เมื่อเห็นซ่งเหยียนเฟยสลายร่างกลับเข้าสู่สร้อยคอหินทมิฬ อวี้เหวินอดยกมุมปากขึ้นไม่ได้


    “ปากแข็งไม่เปลี่ยนเลย...”


    เด็กหนุ่มส่ายหน้าเบา ๆ พลางหัวเราะในลำคอ


    แม้อีกฝ่ายจะเอ่ยวาจาแข็งกระด้างเพียงใด แต่ทุกครั้งที่เขาร้องขอ ซ่งเหยียนเฟยก็ไม่เคยปฏิเสธอย่างแท้จริง


    อวี้เหวินก้มมองจี้หยกศิลาเต่าทมิฬในมือ แววตาที่เคยเย็นชาพลันอ่อนลงเล็กน้อย


    “ขอบใจ... สหาย”


    กล่าวจบ เขาจึงหมุนกายเดินออกจากห้องฝึกตน


    ไม่นานนัก...


    อวี้เหวินก็กลับมายังเรือนพัก พร้อมนำจี้หยกศิลาเต่าทมิฬคล้องลงบนลำคอของอวี้หลานด้วยมือตนเอง


    “เหวินเอ๋อร์... สิ่งนี้คืออะไรหรือ?”


    อวี้หลานก้มมองจี้หยกด้วยความฉงน


    ทันทีที่ตัวหยกแนบชิดผิวกาย กระแสพลังอ่อนโยนสายหนึ่งก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ทำให้ความรู้สึกเเน่นภายในทรวงอก รวมถึงความเจ็บปวดจากเส้นลมปราณที่เสียหายบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด


    อวี้เหวินเก็บสีหน้าไว้ดังเดิม ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนุ่มนวล


    “เป็นเครื่องรางประจำตัวของข้า”


    “มันช่วยปรับสมดุลลมปราณ และบำรุงร่างกายได้บ้าง”


    “ต่อจากนี้ท่านต้องพกติดตัวไว้ตลอด ห้ามถอดออกเด็ดขาด”


    เด็กหนุ่มหยุดครู่หนึ่ง ก่อนเผยรอยยิ้มบาง ๆ


    “ถือว่า... ทำเพื่อความสบายใจของข้าก็แล้วกัน”


    เขาเลือกปิดบังความจริงเอาไว้


    เพราะรู้ดีว่า หากอวี้หลานทราบว่าจี้หยกชิ้นนี้สามารถต้านทานการโจมตีของผู้ฝึกตนระดับขอบเขตพลังปราณได้ อีกฝ่ายไม่มีวันยอมรับไว้กับตัวอย่างแน่นอน


    อวี้หลานก้มมองจี้หยกอยู่ครู่หนึ่ง


    ก่อนเงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย


    ดวงตาของชายวัยกลางคนแดงระเรื่อขึ้นโดยไม่รู้ตัว


    เขาเพียงพยักหน้าช้า ๆ


    “ดี...”


    “พ่อจะพกมันติดตัวไว้ ไม่ให้ห่างกายเลย”


    ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน


    อวี้เหวินจัดเตรียมรถม้าคันหนึ่ง พร้อมคัดเลือกคนรับใช้ที่ไว้ใจได้จำนวนหนึ่ง เพื่อคอยดูแลอวี้หลานระหว่างเดินทางกลับเรือนพักหลังเดิมในเมืองซูไห่


    ยามรถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากตำหนักมังกรเมฆา


    อวี้เหวินยังคงยืนนิ่งอยู่บนเนินเขา


    สายตาจับจ้องตามรถม้าคันนั้น จนค่อย ๆ เลือนหายไปท่ามกลางอาคารบ้านเรือนของเมืองซูไห่


    สายลมอ่อนพัดชายอาภรณ์ของเด็กหนุ่มให้พลิ้วไหว


    ส่วนดวงตาทมิฬกลับยิ่งลุ่มลึกกว่าเดิม


    ‘ท่านพ่อ...’


    ‘ข้าได้วางค่ายกลซ่อนไว้รอบเรือนพักของท่านแล้ว’


    ‘บวกกับจี้หยกศิลาเต่าทมิฬ...’


    ‘ต่อให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน อย่างน้อยก็น่าจะยื้อเวลาไว้ได้ จนกว่าข้าจะไปถึง’


    เมื่อแน่ใจว่ารถม้าลับสายตาแล้ว


    อวี้เหวินจึงหันหลังกลับ


    ก้าวตรงไปยังห้องฝึกตนส่วนตัวภายในเรือนศิษย์หลัก


    แววตาของเด็กหนุ่มค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจากความอ่อนโยนเมื่อครู่


    กลับคืนสู่ความเย็นเยียบดังเดิม


    “เรื่องของท่านพ่อ... สะสางเรียบร้อยแล้ว”


    “สิ่งที่ควรจัดการ ข้าก็จัดการหมดแล้ว”


    “ต่อจากนี้...”


    “ถึงเวลาที่ข้าจะก้าวไปอีกขั้นเสียที”


    สิ้นเสียง ประตูศิลาหนักอึ้งของห้องฝึกตนค่อย ๆ ปิดลง


    “ครืน...”


    โลกภายนอกถูกตัดขาดโดยสมบูรณ์


    ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า การปิดด่านครั้งนี้ จะเปลี่ยนแปลงตัวเด็กหนุ่มไปเพียงใด


    และเมื่อประตูบานนั้นเปิดออกอีกครั้ง... ชื่อของอวี้เหวิน จะมิได้สั่นสะเทือนเพียงเเค่เมืองซูไห่อีกต่อไป


    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน