หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป...
กาลเวลาค่อย ๆ พัดพาคราบคาวโลหิตจากค่ำคืนอันนองเลือดให้เลือนหายจากความทรงจำของผู้คน
วิกฤตกลิ่นอายมารที่เคยปกคลุมเมืองซูไห่จนผู้คนหวาดผวา บัดนี้กลับสลายหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ ท้องฟ้ากลับคืนสู่สีครามสดใส แสงตะวันอุ่นอาบไล้เมืองท่าริมทะเลอีกครั้ง
ร้านรวงที่เคยปิดเงียบเริ่มกลับมาเปิดกิจการ ตลาดสดคึกคักด้วยเสียงซื้อขาย เหลาอาหารและโรงน้ำชากลับมาเนืองแน่นไปด้วยพ่อค้า ชาวยุทธ์ และผู้คนที่สัญจรไปมา
ทุกสิ่งดำเนินไปตามปกติ
ราวกับค่ำคืนที่สมาคมการค้าฟ่านล่มสลาย และหมอกมารอันน่าสะพรึงกลัวที่เคยปกคลุมเมือง เป็นเพียงภาพฝันเลือนรางเท่านั้น
ทว่า...
สำหรับผู้ที่ผ่านการนองเลือดมานับครั้งไม่ถ้วน ความสงบที่มาเยือนอย่างกะทันหันเช่นนี้ หาใช่เรื่องน่ายินดีไม่
หากแต่มันคือความเงียบงันก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ
ภายในเรือนพักศิษย์หลักของอวี้เหวิน
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของชาชั้นดีลอยอบอวลไปทั่วห้อง
อวี้หลานยกจอกชาขึ้นจิบช้า ๆ
หลังผ่านการรักษาด้วยโอสถของตำหนักมังกรเมฆามาตลอดหลายวัน ใบหน้าที่เคยซีดเซียวเริ่มมีสีเลือดฝาดกลับคืนมา แม้ร่างกายยังไม่ฟื้นคืนดังเดิม แต่ก็นับว่าดีขึ้นมากแล้ว
เพียงแต่...
แววตาของชายวัยกลางคนยังคงซ่อนความหม่นหมองเอาไว้
ยามทอดสายตามองทิวทัศน์อันงดงามของตำหนักมังกรเมฆานอกหน้าต่าง เขากลับไม่รู้สึกยินดีแม้แต่น้อย
“เหวินเอ๋อร์...”
อวี้หลานค่อย ๆ วางจอกชาลงบนโต๊ะ
ก่อนหันมามองบุตรชายที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้า
“ภายนอกกลับมาสงบแล้ว ข่าวคราวเรื่องพวกมารก็เงียบหายไปหมด พ่อคิดว่า... ถึงเวลาที่พ่อควรกลับไปอยู่เรือนเก่าเสียที”
อวี้เหวินลืมตาขึ้นช้า ๆ
ดวงตายังคงสงบนิ่ง ทว่าแฝงประกายครุ่นคิดอยู่ลึก ๆ
เขาไม่ได้ตอบในทันที
เมื่อเห็นบุตรชายเงียบไป อวี้หลานจึงถอนหายใจเบา ๆ
“พ่อรู้ว่าเจ้ากังวล”
“เรือนศิษย์หลักแห่งนี้ทั้งปลอดภัยและสะดวกสบาย แต่สุดท้ายแล้ว... ที่นี่ก็มิใช่สถานที่ของพ่อ”
ชายวัยกลางคนหัวเราะอย่างขื่น ๆ
“พ่อเป็นเพียงคนไร้วรยุทธ์ เส้นลมปราณก็เสียหายจนไม่อาจฟื้นคืนดังเดิม อีกทั้งยังคุ้นชินกับเรือนหลังเก่ามาหลายปีแล้ว”
“หากอยู่ที่นี่ต่อไป มีแต่จะทำให้เจ้าต้องลำบากใจ”
“ยิ่งกว่านั้น ฟ่านเจิ้นไห่ตายแล้ว สมาคมการค้าฟ่านก็ล่มสลาย ผู้คนในเมืองซูไห่ย่อมไม่กล้ามารังแกอีก”
“พ่อกลับไปอยู่ที่เดิม... ก็เพียงพอแล้ว”
อวี้เหวินมองบิดาอยู่เงียบ ๆ
เขารู้ดีว่าความดื้อดึงของอวี้หลาน มิได้เกิดจากความดื้อรั้น
แต่เกิดจากความรักของผู้เป็นบิดา
อีกฝ่ายไม่ต้องการให้ตนเองกลายเป็นภาระ หรือเป็นรอยด่างบนเส้นทางของบุตรชาย
เพียงเท่านั้น
ความอบอุ่นสายหนึ่งพลันเอ่อล้นขึ้นในใจของอวี้เหวิน
โลกแห่งผู้ฝึกตนเต็มไปด้วยการแก่งแย่ง หลอกลวง และหักหลัง
แต่ชายผู้นี้...
กลับเป็นคนเพียงคนเดียวที่พร้อมสละทุกสิ่งเพื่อเขาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
ทว่า...
อวี้เหวินมิใช่คนที่จะปล่อยให้ความสงบตรงหน้าบดบังสติของตน
'มันเงียบเกินไป...'
ดวงตาของเขาค่อย ๆ หรี่ลง
'กลิ่นอายมารที่รุนแรงถึงเพียงนั้น ไม่มีทางสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย'
'หากมันมิได้หายไป... เช่นนั้นก็เหลือเพียงคำตอบเดียว'
'มีใครบางคน... กำลังทำให้มันซ่อนตัว'
ความคิดนั้นทำให้แววตาของอวี้เหวินเย็นเยียบลงอีกหลายส่วน
หากการคาดเดาของเขาไม่ผิด
เมื่อถึงวันที่พวกมันเตรียมพร้อมอย่างสมบูรณ์
เมืองซูไห่ทั้งเมือง...
คงกลายเป็นนรกบนดินในพริบตา
อวี้เหวินถอนหายใจแผ่วเบา
เขารู้ดีว่า ต่อให้รั้งอวี้หลานไว้ อีกฝ่ายก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจ
และหากฝืนบังคับ
นอกจากจะทำให้บิดาเป็นทุกข์แล้ว ยังไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นฟูร่างกายอีกด้วย
“ข้าเข้าใจแล้ว”
อวี้เหวินเอ่ยขึ้นในที่สุด
น้ำเสียงยังคงราบเรียบดังเดิม
“หากท่านพ่อปรารถนาจะกลับไป ข้าย่อมไม่ขัด”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวต่อ
“แต่ขอท่านรอข้าอีกครึ่งชั่วยาม”
“ข้ายังมีบางสิ่ง... ที่ต้องเตรียมให้ท่าน”
เมื่ออวี้เหวินก้าวเข้าสู่ห้องฝึกตนส่วนตัว ประตูศิลาด้านหลังก็ค่อย ๆ ปิดลง ตัดขาดเสียงอึกทึกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
ทันใดนั้น สร้อยคอหินทมิฬที่ห้อยอยู่บนลำคอของเด็กหนุ่มพลันเปล่งประกายสีเเดงอันลึกล้ำ
กระแสปราณวิญญาณม้วนตัวขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะควบแน่นเป็นร่างเล็กสีชาดผู้หนึ่ง
ซ่งเหยียนเฟยกอดอกลอยตัวอยู่กลางห้องเช่นเคย ใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อยตามนิสัย แววตาเปี่ยมด้วยความหยิ่งทะนง หากเมื่อมองมายังอวี้เหวิน กลับแฝงความผ่อนคลายที่มีเพียงสหายสนิทเท่านั้นจะได้เห็น
"หึ... บิดาเจ้าช่างหัวแข็งเสียจริง"
ซ่งเหยียนเฟยแค่นหัวเราะเบา ๆ
"แต่จะว่าไป... ความรักของคนเป็นพ่อเช่นนี้ แม้จะน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่ก็น่านับถือไม่น้อย"
เขาเหลือบมองอวี้เหวินพลางยกมุมปาก
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อ? จะปล่อยให้เขากลับไปอยู่ที่เก่าจริงหรือ?”
“ไม่มีทาง”
อวี้เหวินตอบโดยแทบไม่ต้องครุ่นคิด
“เพราะเหตุนี้ข้าจึงมาหาเจ้า”
“ซ่งเหยียนเฟย... ข้าต้องการสมบัติคุ้มกันกายสักชิ้น”
“ชิ้นที่สามารถปกป้องท่านพ่อได้ แม้ยามที่ข้าไม่อยู่ข้างกาย”
ซ่งเหยียนเฟยถึงกับเลิกคิ้ว
ก่อนหัวเราะออกมาอย่างเหลืออด
“เจ้าเด็กนี่... คิดว่าคลังสมบัติของข้าเป็นแผงลอยข้างถนนหรือ?”
“สมบัติทุกชิ้นที่เหลืออยู่ ล้วนติดตัวข้ามาตั้งแต่บ้านเกิด ต่อให้เสียหายไปมาก ก็ยังมิใช่ของที่จะหยิบยื่นให้ใครง่าย ๆ”
อวี้เหวินยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย
“หลังเหตุการณ์ครั้งก่อน”
“ท่านเจ้าสำนักไป๋เหวินเทียนนำสมบัติมามอบให้ข้าเป็นการส่วนตัว เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น”
“ในนั้นมีทั้งแก่นโลหิตอสูรทะเลลึก หญ้าวิญญาณทมิฬกลืนฟ้า และสมบัติบำรุงจิตวิญญาณอีกหลายชนิด”
เด็กหนุ่มสบตาอีกฝ่ายตรง ๆ
“ข้ารู้ว่าสิ่งเหล่านี้สามารถฟื้นฟูรากฐานวิญญาณของเจ้าได้”
“ทั้งหมดเป็นของเจ้า”
“แลกกับสมบัติคุ้มกันกายเพียงชิ้นเดียว”
ซ่งเหยียนเฟยนิ่งไปครู่หนึ่ง
แววตาสีชาดสั่นไหวเพียงเล็กน้อย
แต่ไม่นานก็แค่นเสียงออกมาตามนิสัย
“ชิ!”
“เห็นแก่ความจริงใจของเจ้าก็แล้วกัน”
“อีกอย่าง... พ่อของเจ้าก็เป็นคนไม่เลว”
“มิฉะนั้น ต่อให้เอาสมบัติมากองสูงเป็นภูเขา ข้าก็ไม่แลก!”
สิ้นเสียง เขาสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ
คลื่นพลังสีชาดพลันไหลลึกเข้าไปในมิติของสร้อยคอหินทมิฬ
ชั่วอึดใจต่อมา
วัตถุชิ้นหนึ่งค่อย ๆ ลอยออกมาจากความว่างเปล่า
ตกลงสู่ฝ่ามือของอวี้เหวินอย่างแผ่วเบา
มันคือจี้หยกสีครามเข้ม แกะสลักเป็นรูปเต่าทมิฬโบราณ
ผิวหยกเรียบลื่นราวกระจก ทอประกายแสงอ่อน ๆ แฝงกลิ่นอายหนักแน่นดุจขุนเขา และลึกล้ำดุจห้วงสมุทร
“ของชิ้นนี้มีนามว่า... จี้หยกศิลาเต่าทมิฬ”
ซ่งเหยียนเฟยยืดอกเล็กน้อย
น้ำเสียงแฝงความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด
“แม้ตัวจี้จะเสียหายไปไม่น้อย แต่ข้าได้สลักค่ายกลพิทักษ์ขึ้นใหม่ด้วยพลังวิญญาณของข้าเอง”
“หากผู้ครอบครองตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต ค่ายกลจะทำงานเอง”
“มันสามารถต้านการโจมตีของผู้ฝึกตนขอบเขตพลังปราณได้สามครั้ง”
“ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตครึ่งก้าวก่อกำเนิด อย่างน้อยก็ยังช่วยยื้อเวลาไว้ได้หนึ่งกระบวนท่า”
อวี้เหวินก้มมองจี้หยกในมือ
ทันทีที่พลังจิตแทรกซึมเข้าไป เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังพิทักษ์อันมั่นคงที่ซ่อนอยู่ภายใน
“ของล้ำค่ายิ่ง”
เขากำจี้หยกไว้แน่น ก่อนเงยหน้ามองอีกฝ่าย
“ขอบใจมาก... เฟยเอ๋อร์”
“ใครอนุญาตให้เจ้าเรียกข้าเช่นนั้น!”
ซ่งเหยียนเฟยถลึงตา ใบหน้าขาวผ่องขึ้นสีแดงเรื่อทันที
“เจ้าคนไร้มารยาท!”
เขาสะบัดหน้าหนีอย่างเสียไม่ได้ ก่อนสลายร่างกลับเข้าสู่สร้อยคอหินทมิฬ ทิ้งไว้เพียงเสียงแค่นฮึ่มเบา ๆ ที่แม้พยายามปิดบังเพียงใด ก็ยังฟังออกว่าปะปนด้วยความพึงพอใจที่ได้ช่วยเหลือสหาย
เมื่อเห็นซ่งเหยียนเฟยสลายร่างกลับเข้าสู่สร้อยคอหินทมิฬ อวี้เหวินอดยกมุมปากขึ้นไม่ได้
“ปากแข็งไม่เปลี่ยนเลย...”
เด็กหนุ่มส่ายหน้าเบา ๆ พลางหัวเราะในลำคอ
แม้อีกฝ่ายจะเอ่ยวาจาแข็งกระด้างเพียงใด แต่ทุกครั้งที่เขาร้องขอ ซ่งเหยียนเฟยก็ไม่เคยปฏิเสธอย่างแท้จริง
อวี้เหวินก้มมองจี้หยกศิลาเต่าทมิฬในมือ แววตาที่เคยเย็นชาพลันอ่อนลงเล็กน้อย
“ขอบใจ... สหาย”
กล่าวจบ เขาจึงหมุนกายเดินออกจากห้องฝึกตน
ไม่นานนัก...
อวี้เหวินก็กลับมายังเรือนพัก พร้อมนำจี้หยกศิลาเต่าทมิฬคล้องลงบนลำคอของอวี้หลานด้วยมือตนเอง
“เหวินเอ๋อร์... สิ่งนี้คืออะไรหรือ?”
อวี้หลานก้มมองจี้หยกด้วยความฉงน
ทันทีที่ตัวหยกแนบชิดผิวกาย กระแสพลังอ่อนโยนสายหนึ่งก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ทำให้ความรู้สึกเเน่นภายในทรวงอก รวมถึงความเจ็บปวดจากเส้นลมปราณที่เสียหายบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด
อวี้เหวินเก็บสีหน้าไว้ดังเดิม ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนุ่มนวล
“เป็นเครื่องรางประจำตัวของข้า”
“มันช่วยปรับสมดุลลมปราณ และบำรุงร่างกายได้บ้าง”
“ต่อจากนี้ท่านต้องพกติดตัวไว้ตลอด ห้ามถอดออกเด็ดขาด”
เด็กหนุ่มหยุดครู่หนึ่ง ก่อนเผยรอยยิ้มบาง ๆ
“ถือว่า... ทำเพื่อความสบายใจของข้าก็แล้วกัน”
เขาเลือกปิดบังความจริงเอาไว้
เพราะรู้ดีว่า หากอวี้หลานทราบว่าจี้หยกชิ้นนี้สามารถต้านทานการโจมตีของผู้ฝึกตนระดับขอบเขตพลังปราณได้ อีกฝ่ายไม่มีวันยอมรับไว้กับตัวอย่างแน่นอน
อวี้หลานก้มมองจี้หยกอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนเงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย
ดวงตาของชายวัยกลางคนแดงระเรื่อขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เขาเพียงพยักหน้าช้า ๆ
“ดี...”
“พ่อจะพกมันติดตัวไว้ ไม่ให้ห่างกายเลย”
ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน
อวี้เหวินจัดเตรียมรถม้าคันหนึ่ง พร้อมคัดเลือกคนรับใช้ที่ไว้ใจได้จำนวนหนึ่ง เพื่อคอยดูแลอวี้หลานระหว่างเดินทางกลับเรือนพักหลังเดิมในเมืองซูไห่
ยามรถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากตำหนักมังกรเมฆา
อวี้เหวินยังคงยืนนิ่งอยู่บนเนินเขา
สายตาจับจ้องตามรถม้าคันนั้น จนค่อย ๆ เลือนหายไปท่ามกลางอาคารบ้านเรือนของเมืองซูไห่
สายลมอ่อนพัดชายอาภรณ์ของเด็กหนุ่มให้พลิ้วไหว
ส่วนดวงตาทมิฬกลับยิ่งลุ่มลึกกว่าเดิม
‘ท่านพ่อ...’
‘ข้าได้วางค่ายกลซ่อนไว้รอบเรือนพักของท่านแล้ว’
‘บวกกับจี้หยกศิลาเต่าทมิฬ...’
‘ต่อให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน อย่างน้อยก็น่าจะยื้อเวลาไว้ได้ จนกว่าข้าจะไปถึง’
เมื่อแน่ใจว่ารถม้าลับสายตาแล้ว
อวี้เหวินจึงหันหลังกลับ
ก้าวตรงไปยังห้องฝึกตนส่วนตัวภายในเรือนศิษย์หลัก
แววตาของเด็กหนุ่มค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจากความอ่อนโยนเมื่อครู่
กลับคืนสู่ความเย็นเยียบดังเดิม
“เรื่องของท่านพ่อ... สะสางเรียบร้อยแล้ว”
“สิ่งที่ควรจัดการ ข้าก็จัดการหมดแล้ว”
“ต่อจากนี้...”
“ถึงเวลาที่ข้าจะก้าวไปอีกขั้นเสียที”
สิ้นเสียง ประตูศิลาหนักอึ้งของห้องฝึกตนค่อย ๆ ปิดลง
“ครืน...”
โลกภายนอกถูกตัดขาดโดยสมบูรณ์
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า การปิดด่านครั้งนี้ จะเปลี่ยนแปลงตัวเด็กหนุ่มไปเพียงใด
และเมื่อประตูบานนั้นเปิดออกอีกครั้ง... ชื่อของอวี้เหวิน จะมิได้สั่นสะเทือนเพียงเเค่เมืองซูไห่อีกต่อไป