ฮวงจุ้ย เกมส์ กล คนแปรชี่

    ตอนที่.34

    “อาตมาไม่ได้บอกให้โยมเชื่อ” ภิกษุชรามองลึกเข้าไปในดวงตาของบุรุษตรงหน้า “แต่ตัวโยมเองก็รู้ประวัติต้นตระกูลของโยมเองไม่ใช่หรือ ว่าเป็นตระกูลเก่าแก่ สืบเชื้อสายสมบัติที่ดินมาตั้งแต่ยุคเจ้าล้านนานะ…อาตมาแค่บอกในสิ่งที่บรรพบุรุษพวกโยมไม่ได้บอกเท่านั้นเอง”

    “ไม่จริงๆๆๆๆ” สถาปนิกไพศาลพร่ำบ่นกับตัวเองซ้ำๆ ดวงตากรอกส่ายไปมาขณะที่มองดูใบหน้าของพระภิกษุชราอย่างเลื่อนลอย “กรรมงั้นเหรอ…ทั้งหมดนี้เป็นเพราะกรรมงั้นเหรอ...ไม่ยุติธรรม…ไม่ยุติเลย เรื่องในอดีตก็ส่วนอดีตซิ จะมาใช้เวรใช้กรรมอะไรในตอนนี้ละ”

    “กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอนะโยม” พระภิกษุชราบอก “ไม่ว่าจะเนิ่นนานผ่านไปสักกี่ภพกี่ชาติ ขึ้นชื่อว่ากรรมแล้วไซร้ กรรมก็จะตามให้ผลต่อผู้กระทำเสมอ ไม่มีใครหลีกได้ เว้นแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์เท่านั้นแล”

    ทว่าขณะที่บทสนทนาดำเนินต่อไปอยู่นั้นเอง จู่ๆ ก็มีเปลวไฟโหมลุกจากพื้นไต่ขึ้นไปตามผนังจนสุดฝ้าเพดาน ขณะที่ผู้คนภายในห้องเริ่มแตกตื่นวุ่นวายอีกครั้ง

    “ไฟไหม้…!” ภาวิณีรีบกางมือกันแพรวาให้ถอยห่างออกมาจากผนังเพลิง “ได้ไง...!”

    “ฉิบหายแล้ว!” วิษณุกุลีกุจอถอดเสื้อออกมาปัดเปลวไฟที่กำลังลุกลามตามพื้นเข้ามายังพวกตน โดยมีนายคอยกระทืบไฟตามพื้นอยู่ข้างๆ “เกิดอะไรขึ้นวะเนี้ยะ”

    “ไฟไหม้ไงพี่…ถามได้!” คุนสวนกลับ ขณะที่ง่วนอยู่กับเท้าตัวเอง

    “ไม่พูดก็ไม่มีใครว่านายเป็นใบ้หรอกนะ” ปอยขัด ขณะที่ช่วยดาวดึงลากร่างที่บาดเจ็บของภาคินณ์ให้ออกห่างจากกำแพงที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิง โดยที่ผู้อาวุโสที่อยู่ภายในห้องขังสองคน ก็ผละออกจากประตูโดยทันทีเช่นกัน

    “ไฟล้อมทุกด้านเลย” เอกพูด ขณะที่กวาดตามองดูทั่วบริเวณพร้อมกับพยายามดับไฟไปด้วย

    “ตาย….ตายแน่ๆ ตายแน่ๆ งานนี้” ดาวโพล่งขึ้น ขณะช่วยปอยดึงร่างของภาคินณ์ที่บาดเจ็บให้พ้นจากเปลวเพลิงที่ลุกลามตีวงแคบเข้ามาเรื่อยๆ

    “ไม่ตายหรอก ผมจะลงไปปิดระบบเอง พวกคุณช่วยพาเดือนออกไปด้วย!” จู่ๆ สถาปนิกไพศาลก็ตะโกนขึ้น ก่อนจะก้มลงมองสตรีในอ้อมแขนตัวเอง “ผมเคยบอกคุณรึยัง ว่า ผมรักคุณมากนะเดือน ถ้าชาติหน้ามีจริงผมขอให้ได้เจอคุณอีก ขอให้ได้รักคุณแบบนี้อีก ขอให้ชาติหน้าพวกเราได้อยู่ด้วยกันอีก ลาก่อน….” ว่าพลางเขาก็ก้มจูบหน้าผากของสตรีอันเป็นที่รัก ขณะที่วางร่างเธอลงกับพื้นเบาๆ ขณะที่น้าเดือนเองก็พยายามใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีพยายามดึงรั้งร่างของชายที่เป็นรักเดียวของตนไว้แต่ดูเหมือนว่าความพยายามนั้นจะไร้ผล ขณะที่พูดพร่ำอย่างเหนื่อยแรงว่า

    “อย่า…อย่าไป ไพศาล…อย่าทิ้งฉันไป…อย่าทิ้งฉันไปอีกเลย”

    “ผมขอโทษ…”

    สถาปนิกมองดวงหน้าที่ตนโหยหาอาลัยมาตลอดชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะลุกขึ้นและเดินหายออกไปตามทางที่ตนเดินเข้ามา โดยที่มีเปลวเพลิงโหมกระพือขึ้นอย่างหนักหน่วงติดตามรอยเท้าของเขาไป

    และในทันทีที่สถาปนิกไพศาลจากไป ปอย ดาว คุน และ วิษณุ ก็วิ่งไปไปยังน้าเดือน ก่อนที่พวกเขาจะรีบยกแบกร่างของสตรีผู้หายใจรวยรินกลับเข้าไปในพื้นที่ที่ปลอดภัยจากเปลวเพลิง แต่ทว่าภายในห้องกรงขังและรอบๆ บริเวณกับตรงกันข้ามเพราะบัดนี้เปลวเพลิงเหมือนจะโหมกระพือขึ้นหนักหน่วงกว่าเดิม

    “พ่อ…” แพรวาพยายามใช้มือเล็กๆ ของตนพยายามทั้งดึงทั้งผลักแช่ลงในมือระหว่างซี่ลูกกรง แต่ทว่ามันก็แข็งแกร่งเกินกว่าแรงของผู้หญิงจะทำอะไรได้ “ช่วยพ่อด้วยพี่ภา….” เธอหันหน้าไปขอความช่วยเหลือจากสตรีข้างกาย “ช่วยพ่อ….”

    “เข้าใจแล้ว” ภาวิณีพยักหน้ารับ ก่อนจะกวาดสายตาไปยังบุรุษทั้งสามในกลุ่ม “ช่วยหน่อยได้ไหม ฉันรู้ว่ามันแข็งมาก แต่ถ้าเราใช้หลักคัดง้าง โดยที่ฝ่ายหนึ่งงัด ฝ่ายหนึ่งง้าง คนละฝั่ง ก็น่าจะพอทำอะไรได้บ้าง…ไม่มากก็น้อย”

    “ไป…!” แต่ทว่าขณะที่พวกเขาปรึกษากันอยู่นั้นเอง บิดาของแพรวาก็ตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง โดยที่มีกรงเหล็กและเปลวไฟขวางหน้าตนอยู่ “ไม่มีเวลาแล้ว รีบออกไปลูกแพร…ไม่ต้องสนใจพ่อ…ไป!”

    “ไม่…!” แพรวาร้องไห้โฮออกมา “ถ้าพ่อไม่ไปหนูก็ไม่ไป!”

    “ลูกต้องไป!” บิดาของเธอบอกด้วยเสียงสั่น “มันคงเป็นกรรมของพวกพ่อ ที่ต้องรับผลของมัน” ว่าพลางก็หันไปยังภาวิณี “ภา รีบพาน้องแกออกไปจากที่นี่ซะ นี้คือคำสั่ง ทหารอย่างแกคงรู้ดีใช่ไหม ว่าในสถานการณ์แบบนี้ควรจะทำยังไง”

    ภาวิณีมองตาบุรุษชรา ก่อนจะพยักหน้ารับ “ค่ะพ่อ…” ว่าพลางก็หันไปยังแพรวา “ไปกันเถอะ”

    “ไม่…พี่ภา ช่วยพ่อก่อน!”

    “ช่วยลูกฉันด้วยนะ!” ธานิน ผู้เป็นบิดาของภาคินณ์เองก็ตะโกนออกมาจากในห้องกรงขังเช่นกัน “ฝากช่วยลูกชายฉันด้วย…ถือว่า…ขอร้อง…นะ….”

    “ภารีบพาน้องออกไป” อีกครั้งที่บิดาของทั้งสองพูดด้วยเสียงสะอื้น “พ่อรักพวกแกสองคนนะ…รีบไป…”

    “ไม่!” แพรวาร้องขึ้นสุดเสียง ขณะที่จะพุ่งตัวเข้าไปหาผู้เป็นบิดา แต่ทว่าก็ถูกภาวิณีคว้าจับเอาไว้ “ปล่อย…พี่ภา…ปล่อย!”

    “ไม่ได้” ภาวิณีพูดเสียงเศร้าพลางส่ายศีรษะ ก่อนจะใช้แขนข้างหนึ่งสอดไปตลอดข้อศอกทั้งสองข้างของแพรวาจากด้านหลัง ขณะที่แขนอีกข้างก็ล็อกเข้าระหว่างคอของแพรวา “เราต้องรีบออกไปแล้ว!”

    ถึงแม้ว่าฝนจะยังตกปรอยๆ แต่เคหะสถานหลังใหญ่กลับยังถูกเปลวเพลิงโหมลุกไหม้พวยพุ่งขึ้นจรดขอบฟ้า

    แพรวาทรุดเข่านั่งร้องไห้อยู่กับพื้น โดยมีภาวิณียืนข้างๆ โดยวางมือไว้บ่นไหล่ของเธอ ด้านซ้ายมีวิษณุที่แบกร่างของภาคินที่ไร้สติไว้บนหลัง ด้านขวาเป็นคุนที่แบกร่างของน้าเดือนที่หายใจรวยรินไว้บนหลังเช่นกัน โดยมีดาวและปอยอยู่ข้างๆ ส่วนเอกนั้นยามนี้ได้ปลีกตัวเองไปติดต่อกับตำรวจและโรงพยาบาล

    พวกเขามองดูบ้านไม้โบราณหลังใหญ่ค่อยๆ สูญสลายหายไปตามเปลวไฟที่โลมเลีย ทว่า ขณะนั้นเองคุนก็อุทานขึ้น

    “นี่…คิดว่าพวกเราลืมอะไรไปอย่างหนึ่งรึเปล่า”

    “อะไร…” ปอยที่ยืนดูแลน้าเดือนอยู่ข้างๆ ถามกลับ

    “ลืมอะไรวะแก” ดาวเสริมตาม

    “นั้นดิ” วิษณุว่าตามมาอีกคน

    “ก็หลวงพ่อไง” คุนร้อง ขณะกวาดตามองไปทั่วบริเวณ “มีใครเห็นหลวงพ่อบ้างไหม ตอนที่เราออกมา มีใครพาหลวงพ่อออกมาด้วยรึเปล่า”

    “เออวะ…” วิษณุระลึกได้ถึงความผิดปกติ “ฉิบหายละ ต้องรีบเข้าไปช่วย ดาว ปอย มารับคุนภาคินไปที!”

    “ใช่พระที่เราเจอในบ้านนั้นรึเปล่า” ภาวิณีถาม

    “ใช่…นั้นแหละ” วิษณุตอบกลับ ขณะที่หันมองไปยังภาวิณี ที่ตอนนี้เธอกำลังมองสูงขึ้นไปเหนือบ้านที่กำลังถูกไฟไหม้ด้วยดวงตาเบิกกว้าง “เธอได้พาท่านออกมาด้วย…ไหม…”