เปลวเพลิงพวยพุ่งเข้ากระแทกใส่ก้อนหินพวกนั้นอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แต่ทว่าเทียนฉินยังไม่มั่นใจเร่งพลังปราณขึ้นมาอีกครั้งก่อนพุ่งทะยานไปข้างหน้าแล้วจ้วงแทงเข้าใส่ก้อนหินพวกนั้นอย่างไม่ยั้งมือ
ตู้ม!
เสียงระเบิดยังคงดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย เปลวเพลิงลุกโชนราวกลับจะเผาทำลายบันไดหินนี้ให้ละลายหายไปจึงยอมมอดดับลง ด้านหลังเทียนฉินล้วนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงจนมองไม่ออกว่าเป็นใคร
แต่เขากลับได้หาสนใจไม่เร่งขับเคลื่อนพลังปราณออกมาใช้อย่างต่อเนื่องอย่างไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย จนเวลาผ่านพ้นได้ระยะหนึ่ง เสียงการระเบิดทำลายก็ได้เงียบลงในที่สุด
เมื่อเปลวเพลิงค่อยๆจางลงก็เห็นร่างของเทียนฉินยืนหายใจอย่างเหนื่อยหอบอยู่ท่ามกลางเศษก้อนหินเหล่านั้น ดาบเพลิงสุริยาถูกปักลงที่พื้นตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ แต่สองมือของเขากุมด้ามดาบเอาไว้แน่นเพื่อประคองตนเองไม่ให้ล้มลง
ทว่าดวงตาทั้งสองข้างกลับจ้องเขม็งขึ้นไปด้านบนอย่างไม่ไว้วางใจเลยสักนิด เม็ดยาฟื้นฟูถูกยัดใส่ปากไปอีกหลายเม็ดเพื่อช่วยให้ร่างกายได้กลับมาพร้อมรับกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างเร็วยิ่งขึ้น
เมื่อฟื้นฟูร่างพลังที่เสียกลับคืนมาได้แล้ว เทียนฉินจึงเริ่มก้าวเดินขึ้นบันไดไปทีละขั้น สายตาของเขาจ้องมาที่ด้านบนอย่างระมัดระวังเต็มที่ เพียงเดินขึ้นมาได้ไม่นานอุณหภูมิรอบข้างก็เริ่มเย็นลงจนสัมผัสได้ ตามขั้นบันไดเริ่มเปียกชื้นอย่างเห็นได้ชัด หยาดฝนค่อยๆโปรยปรายลงมากระทบกับเกราะมังกรสีดำจนชุ่มช่ำไปหมด
ไม่นานเท่าไหร่นักเกราะมังกรสีดำแต่เดิมที่เปียกชุ่มอยู่ เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเกร็ดน้ำแข็งชั้นบางๆลามไปทั่วทั้งตัว ขั้นบันไดแต่ละขั้นปรากฏชั้นน้ำแข็งจนขาวโพลนไกลสุดลูกหูลูกตา เกร็ดน้ำแข็งล่วงหล่นลงมาแทนสายฝนจนทั่วท้องฟ้าราวกับหิมะ
เทียนฉินขับเคลื่อนเพลิงอัคนีออกมาห่อหุ้มตัวเพื่อไล่น้ำแข็งที่เกาะกุมอยู่ตามเกราะมังกรทันที แต่ยังไม่ทันที่น้ำแข็งจะละลายออกไปจนหมด เกร็ดน้ำแข็งที่เคยล่วงหล่นลงมาก็กลับแปรเปลี่ยนกลายเป็นลูกศรแหลมคมพุ่งลงมาทุกทิศทุกทาง
มังกรเพลิงทั้งสามตัวถูกเรียกออกมาทำลายลูกศรน้ำแข็งนั้นอย่างรู้งาน ส่วนดาบก็กวัดแกว่งออกกระบวนท่าตาข่ายฟ้าขึ้นมาอย่างเร่งด่วน กระแสเปลวเพลิงถักทอกันราวกับใยแมงมุมห่อหุ้มผืนฟ้าอย่างอุกอาจ ส่วนตัวเทียนฉินเองอาศัยช่วงชุลมุนรีบพุ่งขึ้นไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
เกร็ดน้ำแข็งแตกกระจายกลายเป็นสายฝนอีกครั้งจากการเผาไหม้ของเปลวเพลิงทั้งสอง แต่ชั่วพริบตาก็กลับมาเป็นลูกศรน้ำแข็งอีกครั้ง ครั้งนี้อาจไม่ลำบากสำหรับเทียนฉินเท่าไหร่นัก เนื่องด้วยเปลวเพลิงทั้งสองของเขาไม่ใช่เปลวเพลิงธรรมดาที่ควบแน่นมาจากแก่นแท้ธาตุไฟเท่านั้น แต่เป็นเพลิงที่เกิดจากดวงจิตที่เขาหล่อหลอมมาทั้งสองดวง จึงทำให้ความร้อนแรงของมันเผาผลาญทุกอย่างที่โดนสัมผัส
เพียงไม่นานเขาก็ได้ผ่านด่านน้ำแข็งนั้นมาได้ แต่เมื่อมองขึ้นไปด้านบนความยินดีก็หายไปจากสีหน้าของเขาอีกครั้ง ภาพตรงหน้าที่ปรากฏให้เห็นคือบันไดทอดยาวขึ้นไปจนสุดสายตาราวกับว่ามันไม่มีที่สิ้นสุดอย่างไรอย่างนั้น
แต่เทียนฉินย่อมไม่มีวันย่อท้ออยู่แล้ว เขาก้าวเดินขึ้นไปด้วยใจเด็ดเดี่ยว ตลอดทางพบเจอกับอุปสรรคมากมายนัก ทว่าสำหรับเขาแล้วสถานที่นี้เป็นการเคี่ยวกรำฝีมือที่หาได้ยากยิ่งนัก
เวลาล่วงเลยมานานเท่าไรไม่รู้ในที่สุดเขาก็ได้เดินมาถึงจุดหมายปลายทาง ด้านหน้าเป็นประตูหินสีเทาหม่นด้านขวาแกะสลักลวดลายมังกรหน้าตาดุดันโหดร้าย ส่วนด้านซ้ายเป็นลวดลายหงส์ที่อ่อนช้อยดูสูงศักดิ์และสวยงาม
เมื่อผลักประตูหินเข้าไปอย่างช้าๆ ภายในเป็นห้องโถงห้องหนึ่งแกะสลักลายสัตว์อสูรต่างๆอยู่เต็มฝาผนัง ตรงกลางมีรูปปั้นคล้ายคนยืนล้อมรอบราวกับปกป้องอะไรบางอย่าง แต่ที่น่าแปลกคือรูปปั้นเหล่านั้นกลับมีหัวเป็นสัตว์อสูรที่ดูน่ากลัวยิ่งนัก
เทียนฉินสอดสายตาสำรวจไปรอบๆไม่ให้มีอะไรหลุดพ้นสายตาไปได้แม้แต่นิดเดียว เมื่อไม่พบเจออะไรที่ผิดปกติเขาจึงเดินเข้าไปในวงล้อมของรูปปั้นครึ่งคนครึ่งสัตว์นั้นทันที
ในขณะที่เทียนฉินเข้าไปอยู่ในวงล้อมของรูปปั้นนั้นเอง ก็ปรากฏแสงสีขาวหมุนวนอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา พลันเสียงที่ดูมีพลังอำนาจเสียงหนึ่งก็ดังกังวาลออกมาจากภายในห้องโถงแห่งนี้
"เมื่อเจ้าขึ้นมาถึงชั้นนี้ได้ ก็นับว่าเจ้าเป็นคนที่มีความสามารถคนหนึ่ง"
"เช่นนั้นข้าก็จะมอบโชควาสนาให้เจ้าเป็นการตอบแทน"
"ภายในวงล้อมนี้มีรูปปั้นที่เป็นผู้พิทักษ์ของข้าทั้งหมดหกตน"
"เจ้าต้องเลือกต่อสู้กับรูปปั้นตัวใดตัวหนึ่งในหกตนนี้ หากว่าเจ้าได้รับชัยชนะอาวุธที่รูปปั้นตนนั้นใช้รวมถึงเคล็ดวิชาของพวกมันก็จะเป็นของเจ้า"
เทียนฉินหันมองไปดูที่รูปปั้นเหล่านั้นทันทีที่ได้ยินคำกล่าว รูปปั้นทุกตัวล้วนแล้วแต่ถืออาวุธที่แตกต่างกันไป บางตนถือกระบี่ บางตนถือหอก และแน่นอนเทียนฉินต้องเลือกตัวที่ถือดาบเป็นอาวุธอยู่แล้ว
เมื่อคิดได้อย่างนั้นเขาจึงเดินเข้าไปที่รูปปั้นตัวนั้นพร้อมกับวางมือแตะไปที่หน้าอกของรูปปันตัวนั้นอย่างไม่ลังเล ทันทีที่ฝ่ามือสัมผัสกับหน้าอก แสงสีขาวก็ส่องประกายออกมาจากรูปปั้นนั้น ก่อนจะห่อหุ้มอยู่รอบตัวของเทียนฉิน
แสงสว่างดับวูบลงในพริบตา ก่อนที่เขาจะมาปรากฏกายในสถานที่ที่แตกต่างไปจากห้องโถงที่เขาเคยอยู่อย่างสิ้นเชิง ภาพตรงหน้าเป็นผืนดินที่แห้งแล้งอบอ้าวและมีเลือดไหลเจิ่งนองไปทุกพื้นที่ กลิ่นคาวเหม็นคลุ้งโชยมาจนคลื่นไส้เวียนหัวชวนอาเจียน
"ที่นี่มันสนามรบชัดๆ!"เทียนฉินอุทานออกมาอย่างเหลือเชื่อ ใครจะไปคาดคิดว่าตนเองจะถูกส่งมาในสถานที่แบบนี้ได้
แต่ยังไม่ทันที่เทียนฉินจะได้คิดอะไรต่อไป ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็เหินลงมาทางเขาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ชุดเกราะสีดำเข้มที่นักรบตนนี้สวมใส่มีคราบเลือดปะปนอยู่กับชุดเกราะที่มีร่องรอยหลังจากผ่านการต่อสู้มาจนทรุดโทรม ในมือข้างขวาถือดาบใหญ่สีดำมีลวดลายของพยัคฆ์สลักอยู่ทำให้รู้สึกถึงความดุดันแข็งแรง
แต่ที่แปลกคือศรีษะของนักรบตนนี้เป็นพยัคฆ์ เส้นขนรอบศรีษะเป็นสีขาวยาวพริ้วไหวไปตามสายลม ดวงตาสีเหลืองอำพันทั้งสองข้างจ้องมองเทียนฉินอย่างดุร้าย มันแสยะยิ้มโชว์เขี้ยวอันแหลมคมก่อนจะฟาดดาบออกมาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
ตู้ม!
เทียนฉินวาดดาบเข้าต้านรับอย่างรวดเร็ว แรงกระแทกของดาบที่ฟาดใส่มานั้นทำให้แขนของเขาถึงกับสั่นไหวด้วยความรุนแรง มังกรสองตัวพวยพุ่งออกมาพร้อมกับกู่ร้องคำราม ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีร่างนักรบนั้นเต็มแรง
ตู้ม!
เปลวเพลิงลุกโชนกระจายตัวออกเป็นวงกว้าง นักรบครึ่งคนครึ่งสัตว์ตนนั้นกระโดดออกมาจากกองเพลิงโดยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร
เทียนฉินหลี่ตาแคบลงก่อนออกกระบวนท่าตาข่ายฟ้าออกไปอย่างต่อเนื่อง กระแสดาบเพลิงหลายสายตกลงมาราวกับห่าฝน ก่อนทักทอเป็นตาข่ายเพลิงสีส้มผสมดำครอบร่างนักรบตนนั้นไว้แล้วระเบิดออกมาอย่างรุนแรง
ตู้ม!
ตาข่ายเพลิงยังไม่ทันได้สร้างบาดแผลให้กับนักรบตนนั้น ก็ปรากฏพายุหมุนลูกหนึ่งซัดเข้าใส่กลุ่มเปลวเพลิงจนแตกกระจายออกไปในพริบตา
"ความสามารถของแก่นแท้ธาตุลมอย่างนั้นรึ?"
แต่ทว่าไม่ทันที่เทียนฉินจะหายจากอาการตกตะลึงพายุหมุนลูกนั้นพัดเข้าใส่เขาอย่างไม่ทันตั้งตัว ความรุนแรงของพายุหมุนลูกฉีกขาดอากาศรอบตัวจนได้ยินเสียงกรีดร้อง คมดาบที่รวมกันเป็นพายุหมุนกระแทกเข้าหน้าอกของเขาจะกระเด็นไปไกล
เทียนฉินไม่อาจกลั้นความเจ็บปวดได้จนต้องกระอักเลือดออกมา แววตาของเขาจ้องมองไปที่ร่างนักรบครึ่งคนครึ่งสัตว์ตนนั้นด้วยความประหลาดใจ
"ไม่คิดเลยว่ามันจะแข็งแกร่งขนาดนี้!"
ตอนนี้เองที่เทียนฉินเข้าใจแล้วว่าเขาประมาทแค่ไหนที่เข้าต่อสู้กับนักรบครึ่งคนครึ่งสัตว์ตนนี้โดยไม่ระวัง เพราะมันเป็นถึงผู้พิทักษ์ย่อมต้องมีฝีมือไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
เมื่อคิดได้อย่างนั้นสีหน้าของเทียนฉินก็ฉายแววเฉียบคมขึ้นมาโดยพลัน ก่อนร่างของเขาจะลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงทั้งสี ดาบสุริยาเปล่งประกายแสงสีฟ้าอมเขียวด้วยพลังของแก่นแท้ธาตุน้ำและธาตุพิษ
"ทะลวงดารา!"
เทียนฉินตะโกนออกมาก่อนจะจ้วงแทงเข้าใส่นักรบนั้นทันที
ตู้ม!
ภายใต้การทะลวงแทงด้วยความเร็วสูง อากาศรอบด้านล้วนถูกเผาผลาญจะร้อนระอุไปทั่ว ดาบเพลิงสุริยาที่ห่อหุ้มไปด้วยพลังของแก่นแท้ทั้งสองผสานเข้ากับเพลิงทั้งสองชนิดอย่างรวดเร็ว เข้ากระแทกใส่ที่หน้าอกของนักรบนั้นอย่างรุนแรง
ทว่านักรบตนนั้นไม่ได้สนใจเลยว่าตนเองจะบาดเจ็บขนาดไหน มันเงื้อดาบฟาดเข้าตอบโต้เทียนฉินแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน กระแสดาบของมันก่อเกิดเป็นสายลมที่คมกริบจำนวนมากราวกับห่าฝนเข้าเชือดเฉือนอย่างไม่มีคำว่าปราณี
จบตอนที่ 82